“ถ้าเยี่ยงนั้นรีบพาข้าไปประเดี๋ยวนี้ก่อนที่พวกนั้นจะมาถึง”
เสียงฝีเท้าของคนนับร้อยคนกำลังเดินใกล้เข้ามาทุกคนในหมู่บ้านรีบหลบอยู่ภายในห้องใต้ดินที่หัวหน้าเผ่าได้สร้างไว้เพื่อหลบซ่อนตัว ยามเมื่อมีโจรป่าบุกเข้ามาปล้นเสบียง ซีอันที่เพิ่งจะฟื้นจากอาการาเ็ก็ต้องลากสังขารลงมาอยู่ห้องใต้ดิน เด็กเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาเมื่อต้องมาอยู่ในห้องแคบ ๆ เขาร้องไห้ด้วยความกลัว แต่มารดาต้องปิดปากของเด็กน้อยไม่ให้ร้องออกมาได้
“ชูวววอย่าร้องนะลูก”
ผู้เป็มารดาของเด็กน้อยไม่รู้จะทำอย่างไรดูท่าทางทารกน้อยเริ่มจะร้องไห้และยิ่งเริ่มดิ้นแรง นางจึงละทิ้งความอาย ควักนมที่อยู่บนร่างกายตามธรรมชาติให้กับทารกได้ดูดกินแล้วก็ได้ผลทารกน้อยเริ่มดูดแล้วก็ค่อยๆหลับลงไปในที่สุด เสียงรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจายไปทั่วคนพวกนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน องครักษ์และองค์รัชทายาทจำได้แม่นว่าเป็ทหารของท่านเสนาบดี หลี่ นั่นเอง ถึงแม้ว่าจะแต่งกายปลอมเป็โจรทุกคนก็จำได้เมื่อพวกนั้นไม่เห็นว่ามีใครอยู่จึงเปิดผ้าที่โพกหน้าออก
“สมุดบันทึกนั่นอยู่ที่ไหนท่านเสนาบดีบอกให้ทำลายมันทิ้ง ก่อนที่ฝ่าาและองค์รัชทายาทได้พบก่อนไม่มีแม้แต่สมบัติสักชิ้น พวกมันต้นไปแล้วเอาไปไว้ที่ไหนที่นี่ต้องมีเด็กและสตรีอยู่แน่ ๆแต่ว่าพวกมันหายไปไหนกันหมด?”
“ท่านหัวหน้าข้าว่าพวกมันอาจจะหอบสมบัติหนีไปแล้วก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นเพียงแค่หนึ่งวันหนึ่งคืน พวกนั้นยังคงหนีไปได้ไม่ไกลหรอกตามมันไปสมุดบันทึกนั่นก็คงอยู่ที่ใครสักคนในหมู่บ้านแห่งนี้เป็แน่”
เสียงพูดคุยของกลุ่มโจรนั้นทำให้องค์รัชทายาทฟางจิงแน่ใจมากยิ่งขึ้นว่าผู้ที่อยู่เื้ัทั้งหมดคือท่านเสนาบดีหลี่บิดาของพระชายานั่นเอง กลุ่มโจรได้เดินทางออกจากหมู่บ้านไปกันหมดแล้วแต่องค์รัชทายาท ฟางจิง นั้นรู้สึกเป็ห่วงคนที่เหลือว่าอาจจะไม่ปลอดภัยถ้าหาพวกนั้นย้อนกลับมา
“พระองค์มิต้องเป็ห่วงพวกกระหม่อมหรอกพะยะค่ะรีบนำบันทึกนี้ไปให้องค์ฮ่องเต้เถิดระยะห่างพวกเราเอาตัวรอดได้”
“องค์รัชทายาทหากว่ากระหม่อมหายดีแล้วกระหม่อมจะตามไปรับใช้พระองค์นะพะยะค่ะ”
“เ้าไม่ต้องตามมาหรอกนะเ้าต้องปกป้องคนที่เหลือแทนข้า”
“ พะยะค่ะแต่กระหม่อมขอฝาก ซูเม่ย ได้ไหมพะยะค่ะ?”
“ไม่ท่านพี่ข้าจะอยู่ที่นี่ข้าไม่มีทางเห็นแก่ตัวทิ้งคนในหมู่บ้านไปหรอกท่านพี่ก็เคยเห็นฝีมือการต่อสู้ของข้าข้าปกป้องพี่น้องที่เหลือได้”
“ถ้าอย่างนั้นถ้าจะให้ติงลี่และหลิงเอ๋ออยู่กับพวกเ้าที่นี่ก่อนจนกว่าข้าจะหาที่อยู่ใหม่ให้กับพวกเ้าที่ปลอดภัยกว่านี้”
ม้าเร็วที่หัวหน้าเขาจัดหามาให้พร้อมแล้ว องค์รัชทายาท ฟางจิง และองครักษ์ตงหยางรีบตรงไปยังวังหลวงทันทีเพื่อเอาผิดกับท่านเสนาบดีให้ได้ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อพระองค์มาถึงพระราชวัง แต่ก็ไม่อาจจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้ เพราะขณะนี้ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักมากและหมอหลวงที่ทำการรักษาไม่ยอมให้ผู้ใดได้เข้าเฝ้าเลย สมุดบันทึกเล่มนั้นจึงถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด พระสนมฟางเหนี่ยงร้อนใจ เดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าพระตำหนักของฮ่องเต้บุรุษอันเป็ที่รักของพระนาง
“ท่านแม่พะยะค่ะอย่าได้วิตกกังวลไปเลยพะยะค่ะ เสด็จพ่อแข็งแรงไม่มีทางจะเป็อะไรได้ง่ายๆหมอลวงเก่งๆและมีฝีมือตั้งมากมาย”
“เสด็จพ่อของเ้ามีอาการแปลกๆ คล้ายๆว่าจะถูกวางยาแต่หมอหลวงตรวจดูอาการแล้วก็ไม่เจอพิษร้ายอะไร แต่แม่ว่าเธอก็ของเ้าต้องมีผู้ใดคิดร้าย หวังรอบปรงพระชนม์ แต่ผู้ใดกันไม่กล้าทำเยี่ยงนี้ได้”
เื่ที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จสิ้นนั้นต้องมีอันชะงักหยุดลง เมื่อฮ่องเต้ไม่มีสติสัมปชัญญะพอที่จะตัดสินใจอะไรได้ ภายในวังหลวงที่วุ่นวายกับข่าวที่แพร่สะพัดว่าฮ่องเต้ประชวรหนักข่าว คราวจากองค์รัชทายาท ฟางจิง ก็ขาดหายไปโดยทิ้งให้ ติงลี่ และหลิงเอ๋ออยู่คอยปกป้องชาวบ้านตามลำพัง ที่หมู่บ้านบนูเาแห่งนี้ ติงลี่ที่ไม่ได้สนใจอะไรเขาสนุกสนานกับการเล่นกับเด็กๆภายในหมู่บ้านจนลืมเวลาว่าผ่านมานานเท่าใดแล้วส่วนหลิงเอ๋อ นั้นนางกระวนกระวายใจกับการขาดหายไปหลายการติดต่อ และส่งข่าว ของตงหยาง กับองค์รัชทายาท
“เฮ…แน่จริงก็ตามข้ามาสิเ้าเด็กน้อยทั้งหลายหากว่าจับข้าได้ข้าจับให้ทีหลัง….ตูม…!...”
“ ท่านพี่มัวแต่พาเด็กๆเล่นน้ำท่านไม่คิดจะทำกระไรบ้างเลยเหรอบนูเาสูงเยี่ยงนี้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าโลกภายนอกเป็เยี่ยงไร”
“ปกติเ้าทั้งเงียบขรึมและใจเย็นไม่สนใจอะไรแล้วจะร้อนใจไปใหญ่เล่า”
“ท่านพี่ไม่เป็ห่วงองค์รัชทายาทบ้างเลยเหรอ? ป่านนี้ยังไม่ส่งข่าวมาที่เมืองหลวงอาจจะมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นก็ได้”
“ห่วงแล้วจะทำอะไรได้พระองค์สั่งให้พวกเราอยู่ที่นี่ พวกเราก็ต้องอยู่รอจนกว่าพระองค์จะกลับมาเท่านั้น”
“เ้าหนุ่มน้อยหลิงเอ๋อเ้าคงคิดถึงเมืองอันศรีวิไลสินะบ้านป่าเมืองเถื่อนเช่นนี้เ้าคงไม่คุ้นเคย”
“หายดีแล้วหรืออย่างไรหุบปากของท่านไปซะข้าเป็คนช่วยชีวิตยังไม่นึกถึงบุญคุณของข้าแล้วยังจะมากวนบางอย่างที่อยู่เบื้องล่างของข้าอีก”
“ข้าว่าเ้าพูดเก่งขึ้นเยอะเลยนะหลิงเอ๋อั้แ่มาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้”
“ ชิ…ก็เพราะในแต่ละวันที่ข้าอยู่ที่นี่มีแต่คนมาก่อกวนความสงบของข้าน่ะสิ”
“ ปกติน้องชายของท่านไม่ค่อยชอบพูดหรอกหรือ?”
“ใช่เ้านั่นเงียบมากฉายาของเขาก็คือก้อนหินที่เดินได้”
“อุ๊บ…ฮ่าๆ ๆ ผู้ใดกันนะที่มอบฉายานี้ให้กับเขาช่างเหมาะสมยิ่งนัก”
“องค์รัชทายาทน่ะสิ”
“ อุ๊ย…นามพระราชทานเลยนะเนี่ย”
“ผลั๊ก...!...ตูม…เฮ้ยเ้านี่ กล้าผลักข้าตกน้ำ เปียกหมดแล้วเห็นไหม”
“ใครว่าข้าผลักกันล่ะข้าใช้อวัยวะเบื้องล่างของข้าผลักเ้าลงไปต่างหากล่ะ”
ซีอันมีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้นกับหัวใจของเขาที่มีต่อหลิงเอ๋อแต่ความรู้สึกนี้เขาไม่สมควรเปิดเผยได้ เพราะเขาเข้าใจว่า หลิงเอ๋อ นั้นเป็บุรุษเพศและยังเป็องครักษ์ ที่สูงส่งกว่าเขามากมายนักแต่หลิงเอ๋อสตรีที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและหัวใจ นางไม่เคยอ่อนไหวกับบุรุษผู้ใด เพราะนางมิได้้าออกเรือนมีครอบครัว เช่นสตรีทั่วๆ ไป ท่านแม่ของนางจึงได้ รู้สึกขัดใจไม่ชอบการกระทำและความคิดของนาง ซีอันเข้าใจผิดว่าตนเองนั้นมีจิตใจที่ผิดเพี้ยน
“ความรู้สึกและหัวใจของข้าคงผิดเพี้ยนไปแล้วข้าหลงรักบุรุษด้วยกัน ข้ากินกระไรผิดสำแดงไปอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าได้ยินเ้าพูดว่าแอบมีใจให้บุรุษด้วยกัน หรือว่าเ้า…เ้าคิดอะไรกับข้ากระนั้นหรือ อย่านะอย่าคิดเช่นนั้น หมู่บ้านนี้ชักไม่ปลอดภัยสำหรับข้าเสียแล้ว ความหล่อของข้ามันมากมายเสียจนแม้กระทั่งบุรุษเพศก็ยังหลงไหลในตัวข้าเ้าอย่ามองข้าเช่นนั้น ข้ารู้สึกไม่ดี”
“ข้าชอบน้องชายของท่านแต่อย่าเอาความลับนี้ไปบอกเขาเด็ดขาดนะขอรับข้าอาจตายได้ ข้าขอเก็บความรู้สึกนี้ไว้เพียงคนเดียวก็พอข้าอาจจะกินอะไรผิดสำแดงไปหรืออาจจะเป็โรคร้ายแรง หรือว่าข้า ถูกผีร้ายครอบงำทำให้ข้ารู้สึกเช่นนี้”
ติงลี่ ไม่ได้คิดว่า ซีอันแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพียงแต่ซีอัน เข้าใจผิดไปเองว่าหรือเป็บุรุษแต่ที่จริงแล้วนั้นหลิงเอ๋อเป็เพียงแค่สตรีที่ชอบแต่งกายเป็บุรุษเท่านั้นเอง เพื่อความคล่องตัวในการต่อสู้ติ่งลี่ไม่ยอมบอกความจริงว่าหลิงเอ๋อคือน้องสาวของเขา เพราะเขาเองรู้สึกหวงน้องสาวอยู่ลึกๆจึงแสร้งทำเป็ว่าหลิงเอ๋อคือน้องชายของเขา หลิงเอ๋อที่เงียบขรึมกลับมาเป็ก้อนหินอีกครั้ง นางนั่งนิ่งเงียบขรึมอีกจนได้ปลีกตัวไปอยู่เพียงคนเดียวเหมือนกำลังใช้ความคิดอะไรบางอย่างยิ่งทำให้ใครบางคนที่แอบมอง รู้สึกหลงไหลมากขึ้นกว่าเดิมกับความสง่างาม
“นี่ข้าต้องเป็บ้าไปแล้วแน่ๆ ที่มานั่งแอบมองบุรุษเช่นนี้”
“ท่านแอบมองท่านองครักษ์ผู้นั้นท่านมีใจให้กับเขาใช่หรือไม่แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ในหมู่บ้านมีเพียงสตรีที่เป็หม้ายและแก่ชราหากว่าท่านจะมองบนด้วยกันข้าก็ว่าไม่น่าจะแปลกอาจจะเป็เพราะความใกล้ชิด “
“เ้าน้องบ้าเ้าได้ยินสิ่งที่ข้าคิดด้วยก่อนั้นหรือ?”
“แล้วผู้ใดใช้ให้ท่านพี่มีความคิดที่เสียงดังจนข้าได้ยินหากมีผู้ใดเดินผ่านก็ได้ยินกันทั้งนั้นแหละ”
“ เ้าจะบ้าเหรอข้าเพียงแค่ชื่นชมเขาเท่านั้น”
พระราชวังค์
“เสด็จพ่อมีพระอาการเป็เยี่ยงไรบ้างพะยะค่ะ?”
“อืมมข้าดีขึ้นมากแล้ว ฟางเหนียง มารดาของเ้าอยู่ที่ใด?...เรียกนางมาพบข้าหน่อย”
“หม่อมฉันอยู่ตรงนี้แล้วเพคะ”
“ข้าคิดถึงเ้าเหมือนกับว่าถ้าหลับไปหลายปี พยายามที่จะตื่นมาหาเ้าอยู่หลายครั้งเ็ปแสนทรมานดั่งอยู่ในกองเพลิง ร้อนทุรนทุรายภายในร่างกายของข้า”
“ฝ่าาทรงปลอดภัยแล้วเพคะหายดีแล้วของฉันดีใจเหลือเกินที่พระองค์กลับมา”
“องค์รัชทายาทเ้ามีกระไรจะรายงานข้าหรือไม่?”
“เอ่อ ไม่มีพะยะค่ะทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่มีบางอย่าง ที่กระหม่อมต้องทูลให้พระองค์ได้ทรงทราบแต่รอให้กระหม่อมสืบสาวราวเื่อีกสักหน่อยแล้วจะรายงานในทีเดียวพะยะค่ะเสด็จพ่อ”
“ฝ่าาอย่าเพิ่งทรงงานเลยนะเพคะรอให้พระวรกายหายดีกว่านี้เสียก่อนหยุดตรัสถามเื่ที่ทำให้พระองค์แย่ลงเถิด”
องค์รัชทายาท ฟางจิงรีบกลับไปยังหมู่บ้านของชนเผ่าที่อยู่บนูเา หลังจากที่ได้เห็นว่าอาการของฮ่องเต้เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เพราะว่า โรคที่พระชายาเข้าใจว่าองค์รัชทายาทกำลังรักษาและต่อสู้กับมันอยู่นั้น พระองค์ก็ลำบากมากพออยู่แล้วนางจึงไม่ค่อยแสดงอาการที่ไม่พอใจให้กับองค์รัชทายาทได้เห็น
ที่หมู่บ้านบนูเา
“องค์รัชทายาทเสด็จมาแล้ว”
“พระองค์หายไปไหนมาพะยะค่ะ ที่วังหลวงเกิดเหตุกระไรขึ้นหรือพะยะค่ะ?”
“ ฝ่าาทรงพระประชวรแล้วข้าก็สงสัยว่าอาจจะโดนลอบทำร้าย”
“พระองค์สงสัยผู้ใดกันหรือพะยะค่ะ?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันผู้ใดกันที่ได้ผลประโยชน์จากเื่นี้”
“เป็ไปได้หรือไม่พะยะค่ะที่จะเป็ ท่านเสนาบดี หลี่พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือว่าประชายาคือบุตรสาวของเขา หากว่าองค์ฮ่องเต้เป็กระไรไปพระองค์จะได้ขึ้นครองบัลลังก์แทนแล้วเมื่อนั้นพระชายาก็จะได้ขึ้นเป็พระมเหสีคราวนี้อำนาจก็จะตกอยู่ในมือของพระนางและอำนาจที่ท่านเสนาบดีมีอยู่แล้วก็จะเพิ่มมากขึ้นการเบียดเบียนขูดเืขูดเนื้อจากชาวบ้านก็เพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถจะทำอะไรเขาได้”
“ถ้าลืมคิดเื่นี้ไปเลยแล้วจะทำอย่างไรดีพวกเ้ามีแผนอะไรหรือไม่?”
ทุกคนส่ายหน้าพร้อมกัน การจะโค่นล้มอำนาจที่มีและสะสมมานานหลายสิบปีของท่านเสนาบดีหลี่นั้นมันยากกว่าการย้ายดินแดนหนีเสียอีก แต่องค์รัชทายาทก็ไม่ย่อท้อเขาจะต้องหาหลักฐานและพยาน และจะพยายามควบคุมทหารทั้งกองทัพเอง ดีกว่าที่จะปล่อยให้คนชั่วได้ดินแดนที่เสด็จปู่ขององค์รัชทายาทเป็คนก่อตั้งขึ้นมาเองกับมือให้ต้องตกไปอยู่ในเนื้อมือของผู้ที่มีจิตใจชั่วร้าย”
“ในวันรุ่งพวกเราต้องรีบกลับวังหลวงแล้ว ข้าเกรงว่าเสด็จพ่ออาจจะไม่ปลอดภัย”
“หากแม้ว่าพวกท่านกลับไปแล้วข้าคงคิดถึงพวกท่านมาก”
“ข้าไม่ทิ้งให้พวกเ้าอยู่ที่นี่ตามลำพังหรอกนะถ้าจะพาไปอยู่ด้วยกันที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับชาวบ้านที่อยู่ตรงนี้แล้วข้ามีที่อยู่และที่ทำกินให้กับพวกเ้า ส่วนที่ตรงนี้ถ้าจะทำการยึดครองและส่งให้ทหารมาปักหลักกั้นแนวเขตเพื่อเก็บไว้เผื่อบางทีข้ารู้สึกเหนื่อยล้า จะมาพักอยู่ตรงนี้ในบางครั้ง หรือบางทีก็อาจตลอดไป”
ในขณะที่องค์รัชทายาทพูดอยู่นั้นแววตาที่มองมายังองครักษ์ ตงหยาง ก็ได้สื่อความหมายบางอย่าง ชัดเจน แต่ไม่มีใครรู้ถึงความหมายนั้นการเดินทางและการอพยพชาวบ้าน ถึงจะมีแค่ไม่กี่คนแต่การเดินทางระยะไกลและยังมีทั้งเด็กและคนแก่นั้น ช่างลำบากการเดินทางจึงเป็ไปได้ช้าหน้าที่นี้จึงเป็ของติงลี่และหลิงเอ๋อ ส่วนตงหยาง และองค์รัชทายาทนั้นได้ล่วงหน้ากับวังหลวงไปก่อนหน้านี้แล้วเพื่อไปดูแลปกป้ององค์ฮ่องเต้ที่เขาคาดคิดว่ากำลังจะมีภัยและเมื่อทั้งสองได้เดินทางมาถึงหน้าพระราชวังก่อนที่จะเข้าประตูวังไปนั้นองค์รัชทายาทมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจความรู้สึกหดหู่วังเวงดั่งลางร้ายบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ประตูพระราชวังเปิดพร้อมกับเสียงหวูดดังขึ้น เสียงจากคนในวังหลวงเปล่าประกาศว่า
“องค์ฮ่องเต้ทรงตแล้ว”