ตอนที่ 16 : กำลังเสริมคือเธอเองอย่างนั้นเหรอ?
ฝ้าย... เหรอ?
แม้จะถูกกระทืบจนเกือบหมดสติ แต่ทัตก็ยังมีสติมากพอจะรู้ว่ามีคนเข้ามาแทรกแซงเหตุการณ์
แต่ที่ทำให้ทัตประหลาดใจจนได้แต่อ้าปากค้าง เป็เพราะคนที่เข้ามาแทรกแซง... เข้ามาช่วยเขาก็คือฝ้าย น้องสาวบุญธรรมของเขานั่นเอง แถมเธอยังมาพร้อมหอกยาวในมือสถานะพร้อมสู้เต็มอัตราศึกอีกต่างหาก
ทัตถึงงงเป็ไก่ตาแตกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฝ้ายกันแน่ ทั้งที่ตอนนี้ควรจะห่วงตัวเองที่ถูกเจสันใช้เท้าเหยียบอกอยู่ก่อนแท้ ๆ
ในขณะเดียวกัน อย่าว่าแต่ทัตเลย... ทุกคนในสนามประลองที่สร้างขึ้นลวก ๆ นี้เองก็ใเหมือนกัน ที่อยู่ ๆ ก็มีสาวน้อยผมบลอนด์มาจากไหนก็ไม่รู้ปรากฏตัวขึ้นมา
แต่คนที่ใที่สุดน่าจะเป็เจสันที่ถูกคมหอกของฝ้ายจี้คออยู่นี่แหล่ะ
“ว่ายังไง? ไม่ได้ยินที่ฉันพูดเหรอคะ?” ต่อหน้าชายร่างั์กำยำใหญ่โต เด็กสาวตัวเล็ก ๆ อย่างฝ้ายไม่ได้แสดงความหวาดกลัวผ่านทางสีหน้าเลยสักนิด กลับกัน แววตาเธอคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวจ้องจะตะครุบงูดินเสียด้วยซ้ำไป
และสาเหตุที่เธอโมโหก็ไม่ได้เป็เพราะสิ่งอื่นใด นอกเสียจากการที่เจสันทำร้ายพี่ชายของเธอนั่นแหล่ะ
แต่อย่างไรก็ดี... การถูกบอกแบบนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องทำตามแม้จะเป็การข่มขู่
ไม่สิ เพราะถูกข่มขู่จากเด็กสาวตัวเล็ก ๆ อย่างฝ้ายนั่นแหล่ะถึงยิ่งทำให้เจสันรู้สึกโมโห แม้จะเป็เพราะความหงุดหงิดนั่นถูกสั่งสมมาั้แ่ตอนที่ถูกทัตยำจนเละก็ตามที
เพราะอย่างนั้นเจสันเลยไม่ยอมทำตามที่ฝ้ายขมขู่ นอกจากนั้นยังตั้งใจจะยกเท้าขึ้นหวังกระทืบใส่ทัตซ้ำอีกรอบให้หายโมโหอีกด้วย
“!!!?”
ทว่าในพริบตาที่คิดจะทำอย่างนั้น คมหอกที่จี้คอของเขาอยู่ก็ถูกพลิกกลับแล้วเหวี่ยงลงมาต่ำจนเกือบจะเฉือนขาของเจสันสะบั้นไปเลยหากเขาไม่รีบชักเท้าหลบออกมาก่อน
ต้องขอบคุณฝ้ายที่ทำแบบนั้น ทัตเลยกลับมาหายใจได้ตามปกติเสียที
“แค่ก! ฝ้าย... ทำไมถึง...” ทัตพยายามจะถามหาความจริงทั้งที่สภาพตัวเองดูแย่จนไม่น่าจะห่วงอย่างอื่นก่อนเลย นั่นอาจเป็เพราะเขาตกตะลึงมากจนลืมสถานการณ์ไปชั่วขณะหนึ่งบวกกับสติที่เลือนรางกระมัง
แต่กับสีหน้าสับสนของทัต ฝ้ายกลับไม่ได้ทำอะไรนอกจากยิ้มให้เขา เป็รอยยิ้มที่เหมือนกับอยากจะบอกว่า ‘ไม่เป็ไรแล้วนะ’
และอย่างน้อย ๆ ฝ้ายก็เยือกเย็นพอที่จะรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาตอบคำถาม ก่อนที่จะหันไปมองเจสันด้วยแววตาคนละแบบกับที่มอบให้ทัต
“ช่วยรอหน่อยนะคะพี่... แปปเดียวก็จบแล้วค่ะ” แม้น้ำเสียงของฝ้ายจะดูอ่อนโยนเพราะเธอกำลังพูดกับทัต แต่บอกเลยว่าสายตาของเธอที่มองตรงไปยังเจสันนั้นเย็นะเืและรุนแรงจนน่ากลัว
เธอเริ่มแกว่งหอกในมือแล้วควงผ่านร่างกายเล็ก ๆ อย่างชำนาญก่อนที่จะชี้คมหอกไปยังเจสันที่อยู่ห่างออกไป
“ช่วยถอนตัวกันออกไปจากที่นี่ด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะจัดการกับพวกคุณทั้งหมดซะ”
ก่อนจะพูดแบบนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงและแววตาแน่วแน่ไม่หวาดหวั่น แม้จะถูกล้อมด้วยจำนวนที่มากกว่า แถมศัตรูแต่ละคนยังมีส่วนสูงมากกว่าเธอ แต่เด็กสาวร่างเล็กอย่างฝ้ายกลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยสักนิด
หากไม่ใช่ว่าเป็เพราะเธอมีแผน ก็คงเป็เพราะฝ้ายมั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเองมาก
...หรือไม่งั้นก็ทั้งสองอย่าง
“นั่นมัน... น้องฝ้ายไม่ใช่เหรอ!? แล้วสภาพนั่นมันอะไรกันน่ะ!?”
คนที่ใกับสถานการณ์ นอกจากทัตแล้วก็มีพิมนี่แหล่ะที่ใมากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็คนรู้จักแล้ว ฝ้ายยังมีอุปกรณ์ครบครันจนเผลอคิดว่าฝ้ายต่อสู้มานานแล้วอีก
และถ้าจะมีใครที่จะแถลงไขให้ฟังได้ ก็คงจะไม่ใช่ใครอื่นนอกจากมิ้นที่เป็คนส่งสัญญาณจุดพลุบอกตำแหน่งให้ฝ้ายนี่แหล่ะ
“มิ้น! นี่มันเื่อะไรกันน่ะ————” แต่พอหันไปข้าง ๆ พิมกลับไม่เจอมิ้นที่ควรจะอยู่ข้าง ๆ แล้ว เธอเลยเหลียวกลับไปมองด้านหลัง
...แล้วก็พบว่ามิ้นกำลังจัดการพวกปลอกแขนแดงที่ใช้มีดขู่พวกพลไว้อยู่จนหมอบไปแล้ว แน่นอนว่าไม่ถึงตาย
ดูเหมือนจะเป็เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เลยทำให้ความสนใจของทุกคนมุ่งตรงไปที่การปรากฏตัวของฝ้าย แม้แต่พิมเองก็ลืมไปเสียสนิทว่าตรงนี้มีศัตรูอยู่ด้วย ซึ่งในจุดนี้คงต้องขอบคุณมิ้นที่นอกจากจะไม่หลงไปให้ความสนใจแล้ว ยังใช้มันให้เป็ประโยชน์ในการช่วยเหลือตัวประกันอย่างพวกพลอีกด้วย
“ยอดไปเลยนะเธอเนี่ย” พิมถึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมในระหว่างที่มิ้นเดินกลับมาที่ขอบกระจกข้าง ๆ พิมอีกครั้ง
“ธรรมดาแหล่ะ ฉันชินแล้วน่ะ” แต่ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับมิ้นเลยสักนิด เธอถึงได้ตอบพลางยักไหล่เหมือนเพิ่งไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านมา
และเพราะตัวข่มขู่หายไปแล้วพวกพลก็เลยเป็อิสระที่จะมายืนดูสถานการณ์จากมุมสูงด้วยเหมือนกัน
“เฮ้ย ๆ... นั่นมันน้องสาวของทัตไม่ใช่เหรอ?”
“ทำไมน้องคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
พลกับแพรถึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัยและตกตะลึงเหมือนกับพิมก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
ทางด้านพิมนั้นรู้อยู่แล้วว่าคำตอบของเื่นี้อยู่ในมือของมิ้น เธอจึงหันไปมองมิ้นที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งเ้าตัวเองก็หันมาสบตาเหมือนกัน
“นั่นแหล่ะ... หัวหน้าสุดน่ารักของฉันล่ะ”
“เอ๋?”
แต่คำตอบของมิ้น กลับยิ่งทำให้ปริศนาขมวดเข้าไปอีก
การปรากฏตัวของฝ้ายมีผลถึงขนาดนั้นแหล่ะ... และแน่นอนว่ามันเป็เพราะเธอแสดงความเป็ศัตรูกับเจสันชัดเจน คนที่ได้รับผลกระทบจากการข่มขู่ของฝ้ายตรง ๆ จึงเป็พวกปลอกแขนแดงนี่เอง
“ยัยเด็กนั่นบอกว่าจะอัดเราว่ะ!”
“ตัวเล็กแค่นั้นแค่วิ่งมาก็ล้มแล้วมั้ง”
“เห็นแก่ความห้าวจริง ๆ ว่ะ ฮะฮะฮ่า!”
“จัดให้มันหน่อยครับบอส!!!”
พวกมันที่ล้อมลานกว้างอยู่ถึงเริ่มบ่นพึมพำแลหัวเราะเยาะดูแคลน และแน่นอนว่าไม่มีใครกลัวฝ้ายเลยสักคน เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว ฝ้ายก็เป็แค่เด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนนึงเท่านั้น
ในทางกลับกัน หากจะมีใครที่ตะหงิดใจว่ามันอาจจะไม่ใช่อย่างงั้น ก็คงเป็เจสันที่กลัวคมหอกของฝ้ายจนต้องชักเท้าหลบแล้วถอยออกมานั่นแหล่ะ
ไม่สิ... อันที่จริงเจสันไม่ได้กลัว แต่ที่เขาชักเท้าหลบมันเป็ปฏิกิริยาอัตโนมัติที่เกิดจากการทำงานของสกิล ‘ซิกส์เซนส์’ ต่างหาก ซึ่งมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรับรู้ได้ถึงอันตรายที่ถึงแก่ชีวิต
กล่าวอีกนัยนึงก็คือ... สกิลมันกำลังคิดว่าเจสันอ่อนแอกว่าฝ้ายจนต้องหลบการโจมตีของเธอนั่นเอง และเพราะรู้อย่างนั้น ทั้งร่างของเจสันถึงกำลังสั่นเป็เ้าเข้าเพราะถูกโทสะเข้าครอบงำอีกครั้ง
“ทั้งพี่ ทั้งน้อง... พวกมึงจะกวนโอ้ยกูไปถึงไหนกันวะ!!!!!”
เสียงะโด้วยความโกรธกริ้วของเจสันดังลั่นไปทั่ว มือทั้งสองของเขากำแน่นประหนึ่งกำลังจินตนาการว่าทัตกับน้องสาวอย่างฝ้ายอยู่ในมือนั้นเพื่อหวังจะขยี้ให้แหลก
และเพื่อทำให้จินตนาการนั้นกลายเป็ความจริงเขาจึงพุ่งความสนใจไปที่ฝ้ายเต็มที่ สายตา บรรยากาศ รวมถึงจิตสังหารที่เขาแผ่ออกมายังกับสัตว์ป่ากระหายเืยังไงอย่างงั้น
“ดูท่าจะพูดภาษาคนไม่รู้เื่สินะคะ” ฝ้ายเองเห็นแบบนั้นแต่กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัว
กลับกัน... เธอยังเริ่มควงหอกในมือก่อนจะชี้คมหอกกลับไปยังเจสันอีกด้วย ดูท่านอกจากไม่กลัวแล้วเธอยังคิดจะสู้อีกด้วย แม้นั่นจะเป็เพราะเธอไม่มีทางเลือกก็ตาม
พอเห็นแบบนั้น ทัตเองก็อดเป็ห่วงไม่ได้ขึ้นมาเหมือนกัน
“ฝ้าย... ไม่ต้อง————อึก”
แต่าแที่ได้รับมามันก็หนักเอาการอยู่ ครั้นจะออกตัวลุกขึ้นเป็ฝ่ายสู้แทนเธอก็ไม่ไหวอีก
และคนที่เป็ห่วงฝ้ายก็ไม่ได้มีแค่ทัตด้วย
“เดี๋ยวนะ! จะสู้เหรอ!? ไอ้เ้าั์นั่นมันโคตรเก่งเลยไม่ใช่เหรอ!?” พิมว่าแบบนั้นด้วยความประหลาดใจและหวาดกลัว เพราะเธอเองก็สนิทกับฝ้ายเหมือนเป็พี่สาวน้องสาวเหมือนกัน เธอจะเป็ห่วงฝ้ายก็ไม่แปลก
และที่สำคัญ... หากฝ้ายเกิดเป็อะไรไปทัตคงเสียใจมากแน่ ๆ พิมคิดแบบนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพุ่งลงไปข้างล่างตามไปสมทบ
แต่มิ้นก็เข้ามาคว้ามือเธอไว้ก่อนอีกนั่นแหล่ะ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเธอเถอะ”
“แต่ว่า!” ถึงจะได้ยินมิ้นยืนกรานแบบนั้นแต่แน่นอนว่ายังไม่มีน้ำหนักพอสำหรับพิม มิ้นเองก็คิดว่าช่วยไม่ได้ เลยต้องอธิบายสถานการณ์ให้พิมฟังเสียหน่อย
“เ้าเจสันนั่นน่ากลัวก็จริงอยู่เพราะเลเวลสูงถึง 90” มิ้นว่าแบบนั้นแต่ไม่ได้เสียรอยยิ้ม ทว่ากลับกันมันยิ่งทำให้พิมร้อนรน
“แต่ว่า...” แต่นั่นก็เป็ก่อนที่จะได้รู้
ว่าคนที่น่าเป็ห่วงไม่ใช่ทางด้านของฝ้ายแต่เป็เจสันต่างหาก
“เลเวลของฝ้ายน่ะคือ 120 เชียวนะ”
“เอ๊ะ!?”
พอได้ยินแบบนั้น พิมก็หลุดเสียงออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
เพราะถึงจะไม่รู้ว่าเลเวลสูงที่สุดคือเท่าไหร่ แต่ที่รู้แน่ ๆ คือการที่มีเลเวลสูงมากกว่า 100 ได้มันต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
และนั่นไม่ใช่ความสุดยอดเพียงอย่างเดียวของฝ้ายด้วย ซึ่งนั่นเป็สิ่งที่ทุกคนจะได้รับรู้หลังจากนี้
“เข้ามาสิยัยหนู! ฉันจะอัดแกให้เละเลย!!!”
เจสันที่ยังไม่ตระหนักความจริงในข้อนั้นะโท้าทายฝ้าย แต่ทางด้านของฝ้ายไม่ได้ร้อนรนตาม
เธอเริ่มควงหอกอีกครั้งก่อนที่จะถีบพื้นพุ่งเข้าไปหาเจสันในระยะประชิด
ยัยนี่เร็วชะมัด!!!
เจสันเพิ่งจะตระหนักความจริงข้อนั้นได้หลังได้เห็นการเคลื่อนไหวของฝ้ายในครั้งที่สอง หากแต่หนนี้คมหอกของเธอมุ่งหวังจู่โจมไม่ใช่ข่มขู่
ฝ้ายควงหอกอย่างชำนาญ และทุกครั้งที่ควงคมหอกก็จะวาดผ่านเป็การโจมตี ถือเป็วิธีที่ชาญฉลาดเพราะทำให้อีกฝ่ายอ่านการควงหอกไม่ออก
แล้วพอรู้ตัวอีกที ขาทั้งสองข้าง ข้างลำตัว รวมถึงแก้มของเจสันก็ถูกคมหอกทะลวงผ่านจนมีาแยาวไปทั่ว ต้องขอบคุณความปราณีของสาวน้อยคนนี้แผลถึงได้ไม่ลึกมาก
แม่งเอ้ย... อ่านการเคลื่อนไหวไม่ออกเลย
เจสันเริ่มกัดฟันกรอด ดูเหมือนเขาเพิ่งจะมาตระหนักสถานการณ์เอาตอนนี้
ทั้งที่จากการเคลื่อนไหวของฝ้ายที่รวดเร็วกว่าสิ่งใดที่เคยเจอมา มันก็น่าจะชี้ชัดมาแต่แรกแล้วว่าฝ้ายมีเลเวลที่สูงกว่าตน บางทีคงเป็เพราะถูกโทสะบดบังเจสันถึงได้หน้ามืดตามัวจนเพิ่งจะมาเห็นความจริงเอาป่านนี้
แต่แทนที่จะยอมรับความจริง... สิ่งที่เกิดขึ้นกลับยิ่งทำให้โทสะบันดาลขึ้นมามากกว่าเก่าเสียอีก
“ยัยเด็กเวรนี่!!!”
เจสันจึงถีบพื้นเข้าหาฝ้ายอีกครั้ง ร่นเข้าไประยะประชิดเพื่อกดดันด้วยส่วนสูง ก่อนจะง้างหมัดอัดใส่ฝ้ายอย่างแรง
ฝ้ายยกหอกขึ้นมาป้องกันหมัดนั่นได้ แรงกระแทกส่งให้ถอยกรูดไปด้านหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจสันเห็นดังนั้นแล้วก็ถึงกับคิ้วกระตุก เพราะหมัดสุดแรงของเขาไม่อาจซัดเด็กสาวร่างเล็กให้ลอยกระเด็นได้อย่างใจหวัง
...ยิ่งถ้าเขาได้รู้ว่าฝ้ายยังไม่ได้เอาจริงเลยแม้แต่น้อย นี่น่าจะทำให้เขาโกรธยิ่งกว่านี้อีก
อย่างไรก็ดี เพราะเริ่มตระหนักแล้วว่าฝ่ายที่เป็รองคือตน เจสันเลยชะงักไป
ฝ้ายเล็งเห็นจังหวะนั้นจึงเป็ฝ่ายที่ถีบพื้นเข้าระยะประชิดอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มใช้ตัวหอกด้านที่ไม่คมฟาดเข้าใส่เจสันหลายต่อหลายครั้ง
แน่นอนว่ามีบางส่วนที่เขาหลบและป้องกันได้ แต่เกินครึ่งการโจมตีของฝ้ายก็สำเร็จผล
จากตอนแรกที่ทุกคนคิดว่าฝ้ายเป็แค่เด็กสาวตัวเล็กอ่อนแอ พอได้เห็นภาพที่เธอไล่ต้อนชายฉกรรจ์ร่างั์สองเมตรกับตาแบบนี้ ถึงจะไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่าฝ้ายคือของจริง
ไม่ว่าจะทั้งกับพวกลูกน้องของเจสัน หรือกับทัตเอง
ความเร็วแล้วก็ความชำนาญนั่น... สุดยอดมาก เร็วจนเกือบมองตามไม่ทันเลย
นี่ฝ้ายต้องสู้มานานขนาดไหนกันถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้
ทัตคิดอย่างนั้นแล้วก็เผลอกัดฟันกรอดกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นมาจากการโทษตัวเองล้วน ๆ ที่ไม่เคยรู้เลยว่าน้องสาวของตัวเองกำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพังมานานแล้ว ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่ความผิดของทัตเลยแท้ ๆ
แต่อย่างน้อย ฉันก็ควรจะดูเธอเอาไว้... ทัตคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำได้มากที่สุดในตอนนี้ อย่างน้อยการไม่สลบไปตอนนี้และเฝ้าดูการต่อสู้ของฝ้ายให้ถึงที่สุดก็เป็สิ่งที่เขาคิดว่าควรทำ
ถึงมันกำลังจะจบลงแล้วก็เถอะ
แฮ่ก... แฮ่ก...
หลังจากกรำศึกมาเป็เวลาต่อเนื่อง ฝ่ายที่หายใจหอบออกมาก่อนคือเจสัน
จากสภาพของเขาตอนนี้ที่ร่างกายเต็มไปด้วยแผลฟกช้ำและรอยเฉือนจากคมหอกหลายจุด แต่ทั้งหมดไม่ได้มีแผลฉกรรจ์ที่ทำให้ถึงตายอย่างจงใจ เพราะฝ้ายตั้งใจแค่สั่งสอนบวกกับระบายอารมณ์โกรธาที่เจสันทำกับทัตเท่านั้น
แต่บอกเลยว่าสำหรับเจสัน... การถูกยำอยู่ฝ่ายเดียวซ้ำรอยกับครั้งของทัตมันไม่น่าอภิรมย์แน่นอน แต่ทั้งที่รู้ว่าตัวเองอ่อนแอกว่า เขากลับไม่คิดจะยอมแพ้เลยสักนิด
หาใช่เพราะความภาคภูมิไม่ แต่โทสะล้วน ๆ ต่างหากที่ทำให้เจสันยังไม่ยอมลงไปนอนกองกับพื้น
ซึ่งในจุดนั้นฝ้ายเองก็มองออก... จากสายตาอาฆาตแค้นของเจสันที่ไม่ได้ลดลงเลยจากหนแรก แถมมีแต่จะรุนแรงมากขึ้นด้วยซ้ำไป
“แบบนี้มันน่ารำคาญกว่าที่คิดนะคะ” อาจเพราะแบบนั้น เธอถึงคิดว่าการตอดเล็กตอดน้อยคงไม่เป็ผลกับชายคนนี้
แล้วอีกอย่าง... ต้องรีบพาพี่ไปรักษาด้วย
คงเสียเวลามากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ฝ้ายเหลียวสายตาหันไปมองทัตเพียงพริบตาเดียวแล้วก็หันกลับมาที่เจสันต่อ เหมือนกระตุ้นตัวเองไม่ให้ลืมว่ามาที่นี่เพราะอะไร
“ย่อมได้ค่ะ... ถ้าอย่างนั้น”
ฝ้ายคิดได้ดังนั้นจึงควงหอกให้กลับมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมอีกครั้ง ตอนแรกเจสันก็คิดว่าเธอจะหันคมหอกมาทางตนเพื่อปิดฉากหรืออะไรทำนองนั้นเสียอีก
แต่เปล่าเลย... ที่ฝ้ายทำกลับเป็การตอกด้ามหอกลงกับพื้นแทนเสียอย่างงั้น ท่าทางของเธอเหมือนกับการผ่อนคลายท่าร่างหลังการต่อสู้ได้จบลงแล้วยังไงอย่างงั้น
แล้วในตอนที่ทุกคนกำลังสงสัยว่าฝ้ายคิดจะทำอะไรกันแน่นั้น...
ซู่ม!!!
พริบตานั้น ทุกคนเหมือนกับมองเห็นภาพลาง ๆ ของเงาดำขนาดั์ซ้อนทับกับฝ้าย
ภาพนั่นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเงาดังกล่าวกลายเป็อัศวินในชุดเกราะสีดำร่างั์ครึ่งลำตัวซ้อนทับกับร่างของฝ้ายอยู่ราวภูติผีิญญาสถิตร่าง
ดวงตาใต้หมวกเกราะสะท้อนสีแดงที่ฉาบย้อมโลหิตออกมาอย่างน่าเกรงขามและน่าหวาดหวั่น ไม่เพียงเท่านั้น มันยังแผ่แรงกดดันใส่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่แม้แต่พวกเดียวกันอย่างทัต พิมและมิ้นจนพาลขนลุกชูชันไปหมดทั้งร่าง
แรงกดดันนั่นรุนแรงเหมือนถูกมีดกรีดิั มีลูกน้องของเจสันบางคนถึงขนาดล้มก้นจ้ำเบ้าไปทั้งที่ฝ้ายยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรเลยด้วยซ้ำ
และถึงทัตจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ที่มั่นใจคือมันไม่ใช่เวทมนตร์ จึงเห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งที่ฝ้ายทำมันผิดแปลก ไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่ธรรมดา
“กะ โกหกน่า...” แต่ดูเหมือนจะมีคนที่รู้เื่อยู่... หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มสวมแว่นที่ยืนห่างถัดจากด้านหลังของเจสัน เขาคือคนเดียวที่ทำหน้าตะลึงงันเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นมากกว่าสับสนหรือหวาดกลัวเหมือนคนอื่น
“หรือว่านั่นจะเป็พลังจากอาวุธที่ดรอปจากมอนสเตอร์ประเภท Chivalry!? เป็ไปไม่ได้หรอก! เด็กอย่างแกจะไปโค่นสัตว์ประหลาดแบบนั้นได้ยังไง!?”
“พูดอะไรอย่างนั้นกันคะ... ทั้งที่ก็เห็นอยู่ทนโท่”
กับชายหนุ่มสวมแว่นที่ะโโหวกเหวกอย่างสับสนทำให้ฝ้ายรู้สึกเหนื่อยหน่ายแทนที่จะหงุดหงิด เธอถึงถอนหายใจออกมาเสียยืดยาว
...ก่อนที่จะเร่งพลังของอาวุธในมือให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ซู่ม!!!
ออร่าสีดำกระจายไปรอบคล้ายหมอกดำ และเมื่อมันัักับมนุษย์เข้า...
“อึก... ว้ากกกก!!!”
“มะ ไม่อยู่แล้ว!!!”
“สู้ไม่ไหวหรอก! ไอ้ตัวแบบนั้นใครจะไปชนะได้วะ!!!”
เหล่าลูกน้องของเจสันทั้งหญิงสาวที่ดูแข็งแกร่งจากรอยสักหรือชายฉกรรจ์ร่างกำยำกลับกลายเป็แค่เด็กน้อยวัยแรกเกิดหลังได้ัับรรยากาศแห่งความตายที่ฝ้ายข่มขู่ออกมา ทุกคนได้แต่วิ่งหนีกระเจิงเป็มดแตกรัง ไม่เหลือมาดใด ๆ อีกแล้ว
ไม่แม้แต่กับเจสันเองก็ยังสั่นเป็เ้าเข้า ดวงตาของเขาเบิกโพลงเหงื่อผุดเต็มใบหน้าในขณะที่ถูกดวงตาคู่นั้นของิญญาอัศวินจดจ้อง เพราะรู้สึกเหมือนกำลังถูกมีดจ่อที่คออยู่ตลอดเวลา
“แม่งเอ้ย... แม่งเอ้ย!!!”
ความกลัวต่อความตายที่กำลังจะเกิดเหมือนเงาตามตัวเป็สิ่งที่ทำให้ความโกรธอันตรายหายไปสิ้น สิ่งเดียวที่เขาหลงเหลืออยู่ก็คือความหวาดกลัวเท่านั้น
“คุณเจสัน!”
และความหวาดกลัวนั่นแหล่ะที่ทำให้เจสันถีบพื้นถอยหนีออกจากที่ตรงนั้น แม้แต่เสียงะโไล่หลังของชายหนุ่มสวมแว่นก็ไม่อาจรั้งเขาไว้ได้อีกแล้ว
แม้จะดูขลาดแต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเขลา... เพราะหากอยู่ต่อหน้าอัศวินเกราะั์ที่แผ่บรรยากาศราวกับจะสามารถฆ่ามนุษย์ทุกคนในที่นี้ได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว คนส่วนใหญ่ย่อมทนไม่ไหวอยู่แล้ว
นั่นเลยเป็เหตุผลที่พวกของเจสันหนีกระจัดกระจายกันไปหมดจากการที่หัวหน้าอย่างเจสันหนีไป เหล่าลูกน้องที่สูญเสียขวัญย่อมไม่มีเหตุผลให้อยู่ต่อ
ศึกย่อม ๆ นี้จึงจบสิ้นลงอย่างง่ายดาย โดยที่ฝ้ายแทบจะยังไม่ได้ออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ
“เฮ้อ...”
หลังเห็นว่าทุกอย่างจบลงแน่แล้วจากการที่พวกของเจสันหายออกไปจากระยะสายตาจนหมดทุกคน ฝ้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลอดโปร่งโล่งอก
ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจในสิ่งที่เป็จุดประสงค์แรกของเธอที่มาที่นี่
“พี่คะ!” พอการต่อสู้จบลงเธอก็ไม่ลืมที่จะไปหาทัตก่อนสิ่งอื่นใด แล้วเมื่อเข้ามาใกล้เธอก็รีบพยุงร่างทัตขึ้นมาทันที แม้แต่เขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีวันที่ต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ต่อหน้าน้องสาว
“ให้ตายสิ... ฉันอึ้งจริง ๆ นะเนี่ย...”
ทัตพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ตอนนี้น้ำในร่างกายส่วนใหญ่กลายเป็เม็ดเหงื่อหมดแล้วเพราะความกลัวจากการที่ได้เผชิญหน้ากับอัศวินประหลาด ๆ นั่น ยังไม่นับความเหนื่อยล้าสะสมจากที่สู้กับเจสันอีก
มันจึงไม่ใช่เื่แปลกเลยที่ตอนนี้การมองเห็นและสติของทัตจะเลือนรางเต็มที
“ทัต!” เหมือนจะได้ยินเสียงของพิมแลบเข้ามาผ่านใบหู แต่เสียงนั่นก็แ่เบาเหลือเกิน
“ทัต! ทำใจดี ๆ ไว้!”
“พี่ทัตคะ!————”
นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ทัตได้ยินก่อนที่จะหมดสติไป
❖❖❖❖❖
ไม่บ่อยนักที่ฉันนอนแล้วจะเกิดการฝันขึ้น... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็เพราะอะไรแต่ส่วนใหญ่แล้วฉันจะหลับสนิทไม่ค่อยฝัน
แต่หากมีคืนไหนที่ฉันฝัน ฉันก็มักจะฝันวนอยู่ไม่กี่เื่
แต่หนึ่งในเื่ที่ฝันบ่อยที่สุดกลับไม่ใช่สิ่งที่เป็จินตนาการ หากแต่เป็ความทรงจำที่ถูกฉายเหมือนกับภาพยนตร์
เป็ความทรงจำของวันแรกที่ได้รู้จักกับแม่คนใหม่และน้องสาวที่ไม่เคยรู้จัก
“สวัสดีจ๊ะ! น่ารักจังเลยนะเราน่ะ!” นั่นคือคำพูดแรกของคุณแม่ใหม่ เธอพูดถึงเราก่อนจะแนะนำตัวเสียอีก
ท่าทางของเธอร่าเริงสดใสเหมือนกับเด็ก ๆ หากไม่ได้เป็เพราะร่างกายของผู้ใหญ่ ฉันคงจะคิดว่าเป็เด็กวัยเดียวกันแน่
แต่กลับกันแล้ว... ลูกของเธอนั้นตรงกันข้ามเลย
เด็กผู้หญิงผมบลอนด์ตัวเล็กน่ารักเหมือนกับตุ๊กตา ทว่าดวงตาและใบหน้ากลับเรียบเฉยเย็นะเื
เป็เพราะผ่านเื่อะไรมารึเปล่านะ? นั่นคือสิ่งที่ฉันคิด เพราะว่าตัวฉันใน่นั้นเองก็ทำสีหน้าแบบเดียวกันกับเธออยู่จากที่เพิ่งเสียแม่ไป
แต่ฉันก็ไม่กล้าถามเื่ที่เกิดขึ้นกับเธอหรอก เพราะในทางกลับกันฉันก็ไม่อยากโดนถามและพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
แต่มันก็ทำให้รู้สึกโล่งใจอยู่เหมือนกัน...
พอคิดว่ามีคนที่เ็ปที่ผ่านเื่ราวคล้าย ๆ กันมา... มันเลยทำให้คิดว่าน่าจะเข้าใจกันได้
นั่นเพราะคนที่จะสนิทกันได้อย่างจริงใจแท้จริง ก็มีแต่คนที่รู้จักความเ็ปอย่างเดียวกันนั่นแหล่ะ
“สวัสดี ผมชื่อทัต... ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ฉันหวังแบบนั้นถึงได้เอ่ยทักเธอก่อน ส่วนเธอก็...
“...ฝ้ายค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” เธอตอบกลับอย่างราบเรียบดังสีหน้าของเธอ แต่น้ำเสียงช่างใสกังวลราวกระดิ่งแก้วจนทำให้ติดใจหลงไหลเอาได้ง่าย ๆ
นั่นคือการพบกันที่ไม่ได้มีอะไรน่าประทับใจ...
แต่ฉันกลับฝันถึงมันบ่อยพอ ๆ กับที่ฝันถึงพิม
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเธอคือครอบครัวคนสำคัญ... หรือเพราะมันเป็จุดเริ่มที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกแยกจากครอบครัวก็ไม่อาจทราบได้
ไม่สิ... คงจะทั้งสองอย่างนั่นแหล่ะ
เพราะถ้าเป็สิ่งที่ทำให้ฉันจมปลักอยู่แม้แต่ตอนนี้... มันก็สมเหตุสมผลที่จะหวนนึกแม้แต่ตอนที่อยู่ในห้วงความฝัน
❖❖❖❖❖
เมื่อภาพฉายจากภวังค์ความฝันได้จบลงเหมือนเวลาสิ้นสุดของภาพยนตร์ในโรงหนัง ไฟที่อยู่บนเพดานก็ถูกเปิดขึ้นเป็สัญญาณสิ้นสุดรอบฉาย
เปรียบไปแล้วก็คล้ายกับทัตที่ถูกแสงจ้าลอดผ่านเปลือกตาในขณะที่ความฝันจบลง อันเป็่เวลาที่เขาตื่นขึ้นจากการหลับใหล
เป็แสงเดียวกันกับที่บังคับให้เปลือกตาของทัตเปิดขึ้น แต่ส่วนหนึ่งเป็เพราะความเ็ปทางร่ายกายที่ััได้ในตอนที่ได้สติทำให้เขาฝืนหลับต่อไม่ลงมากกว่า
“ทัต! คุณหมอคะ เขาฟื้นแล้วค่ะ!!!”
เสียงของหญิงสาวที่คุ้นเคย... พิมดังขึ้นในตอนที่ดวงตากำลังปรับโฟกัส เขาได้ยินเสียงก่อนที่จะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนซะอีก
“เธออย่าเพิ่งขยับตัวจะดีกว่านะจ๊ะ” พอสายตาปรับโฟกัสได้ คนแรกที่เขามาในสายตาคือหญิงสาวในชุดกาวน์สีขาวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
แต่เดาจากปฏิกิริยาของพิมแล้วคิดว่าที่นี่คงปลอดภัย ทัตเลยยอมแพ้ที่จะชันตัวขึ้นมานั่งแล้วผ่อนคลายร่างกายตัวเองลงนอนเหมือนเดิม
พอหันไปมองรอบ ๆ จึงทำให้รู้ว่าที่นี่เป็ห้องผู้ป่วย แต่ก็เป็ห้องผู้ป่วยของที่ไหนไม่รู้อยู่ดี
“พิม... ปลอดภัยดีใช่ไหม?”
“ฉัน... พวกเราทุกคนปลอดภัยดี ตอนนี้อยู่ในโรงพยาบาล นายนั่นแหล่ะน่าห่วงสุด”
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องแน่ใจ... ทัตถึงเอ่ยถามพิมที่อยู่ข้างเตียงฝั่งขวา ทว่าเสียงอันแหบแห้งอันเป็ตัวบ่งชี้ถึงความเหนื่อยล้าของทัตต่างหากที่น่าเป็ห่วง ฟังจากน้ำเสียงของพิมก็รู้
เธอว่าจบแล้วก็เลื่อนมือไปกุมมือขวาของทัตที่วางขนาบลำตัวอยู่บนเตียง กุมไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้างของเธอ สีหน้าของพิมเหมือนกับจะร้องไห้ทั้งด้วยความดีใจ โล่งอก เป็ห่วงและรู้สึกผิดยังไงอย่างงั้น
“รู้สึกเจ็บตรงไหนบ้างล่ะจ๊ะตอนนี้” คุณหมอสาวเอ่ยถามอย่างนั้น ต้องขอบคุณที่มีคนอื่นอยู่ด้วยพิมเลยไม่ปล่อยโฮออกมา เพราะอย่างนั้นมันคงทำให้ทัตรู้สึกลำบากใจไม่น้อย
ส่วนคำตอบของคำถาม... ทัตพยายามชันตัวเองให้ลุกขึ้นอีกครั้ง แต่เหมือนว่าครั้งนี้จะไม่ได้ลำบากเหมือนครั้งแรก อาจเพราะได้พิมช่วยทำให้เขาพิงกับพนักเตียงได้สบาย
“ปวด ๆ ตามตัวอยู่ครับ แต่ไม่เจ็บแล้ว” ทัตว่าหลังลองขยับร่างกายตัวเองดู เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีผ้าพันแผลพันอยู่รอบตัว
“แผลเธอน่าจะเกินคำว่าปวดไปมากเลยนะ” คุณหมอว่าพลางหัวเราะแห้ง ๆ
“แต่ที่เป็อย่างนี้ ก็คงต้องขอบคุณสเตตัสความสามารถทางกายของเธอนั่นแหล่ะนะ... คิดว่าถ้าเป็ปกติคงช้ำในจนสาหัสไปแล้วล่ะ”
“...”
คุณหมอพูดเื่ประเด็นที่คนธรรมดาไม่ควรรู้ออกมาทำให้ทัตหรี่ตาลงอย่างกังวล เขาหันไปมองพิมว่ามีสัญญาณอะไรที่ควรระวังรึเปล่า แต่พิมก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรที่ผิดแปลกไปจากปกติ
นั่นแสดงว่าคน ๆ นี้ รวมถึงสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็อันตราย
แต่จะเป็มิตรรึเปล่านี่แหล่ะประเด็น————
“ไม่เป็ไรค่ะพี่ ทุกคนที่นี่ไว้ใจได้”
ในตอนที่คิดอย่างนั้นก็มีเด็กสาวคนนึงเดินมาจากทางด้านซ้ายของเตียง
“ฝ้าย?”
และแน่นอนว่าเธอไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็น้องสาวของทัต
เธอยังคงสวมชุดนักเรียนกระโปรงสั้นและกางเกงซับในกีฬาอยู่เหมือนตอนที่ปรากฏตัวในลานกว้าง ต่างแค่ไม่ได้ถือหอกเท่านั้น และการปรากฏตัวขึ้นของเธอเลยทำให้ทัตรู้ว่าเื่ที่เกิดขึ้นในตอนที่เธอมาช่วยเขาจากเจสันคือความจริงไม่ใช่ความฝัน
“ให้ตายสิ... เป็เื่จริงสินะ” และเพราะมันคือเื่จริงความสับสนถึงได้ครอบงำสติของทัตอีกครั้ง เขาถึงกับยกมือกุมศีรษะเลยทีเดียว
“ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนละกันนะจ๊ะ เดาว่าคงมีเื่ที่ต้องเคลียร์กับคุณพี่ชายเยอะเลย”
“ช่วยได้มากเลยค่ะคุณหมอนิว”
คุณหมอสาว... หมอนิวดูเหมือนจะอ่านบรรยากาศออก เธอเลยขอตัวออกจากห้องไปก่อน
และเป็เพราะในห้องนี้เป็ห้องผู้ป่วยส่วนตัวจึงไม่มีใครอื่นอยู่อีกแล้วนอกจากทัต พิมและฝ้าย นั่นจึงสะดวกมากที่จะคุยเื่ส่วนตัวโดยที่ไม่มีใครขัด
“เธอต่อสู้มานานเท่าไหร่แล้ว?”
“เริ่มจากเื่นั้นเลยเหรอคะ”
พอถูกทัตถามอย่างนั้น ฝ้ายก็แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาทันที เธอไม่ได้มองหน้าทัตในขณะที่ตอบด้วยซ้ำ ดูเหมือนนี่จะเป็เื่ที่เธอลำบากใจที่จะตอบที่สุด
“3 ปีกว่า ๆ ได้แล้วมั้งคะ... ่หลังจากที่ย้ายมาอยู่กับคุณพ่อและพี่ทัตไม่นานนั่นแหล่ะค่ะ” ฝ้ายพูดพลางม้วนผม เหมือนพยายามทำเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้ทัตโมโห แต่แน่นอนว่าไม่ได้ผล ทัตขมวดคิ้วแน่นทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น
“นานขนาดนั้นเชียวเหรอ? ทำไมถึงไม่เคยบอกพี่เลยล่ะ พ่อกับแม่รู้รึเปล่า?”
“เื่นั้น... หนูไม่อยากให้มีคนเป็ห่วงค่ะ” ฝ้ายเอ่ยอย่างรู้สึกผิดเธอถึงไม่กล้าตอบตรง ๆ และไม่กล้ามองหน้าทัตด้วยซ้ำ
“ก็มีแล้วนี่ไง มารู้ทีหลังมันยิ่งทำให้เป็ห่วงนะ”
“...แต่พี่เองก็ไม่เห็นบอกหนูเหมือนกันนี่”
“ก็ฉันเป็พี่ชาย ฉันต้องดูแลเธอไม่ใช่ให้เธอมาดูแลฉัน”
“เื่นั้นไม่เห็นเกี่ยวเลยค่ะ!”
“น่า ๆ ทั้งสองคนใจเย็น ๆ ก่อน... ไปโกรธเื่ที่ผ่านไปแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์หรอก ยิ่งเวลาแบบนี้ด้วย ดีกันไว้ดีกว่า เนาะ!”
กับทั้งทัตและฝ้ายที่พยายามแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างแข็งกร้าวจนเหมือนกับจะทะเลาะกันมากเข้าไปทุกที ๆ หากไม่มีพิมที่เข้ามาจับไหล่ของทัตเอาไว้ถึงทำให้เขาเย็นลงบรรยากาศคงจะแย่กว่านี้ แล้วพอมีจังหวะให้พักหายใจ ฝ้ายเองก็ใจเย็นลงเหมือนกัน
“ขอโทษที่ขึ้นเสียงค่ะ”
“ไม่หรอก ฉันเองก็เหมือนกัน ขอโทษที” พอใจเย็นลง ส่วนที่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลก็หายไป ต้องขอบคุณเื่นั้นฝ้ายกับทัตถึงได้เริ่มเผยยิ้มออกมาได้
“ต้องแบบนี้สิ ดีแล้ว ๆ”
แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณพิมด้วย หากเธอไม่ใช้ความร่าเริงเข้าสู้ บรรยากาศก็คงคุกรุ่นหรือหม่นหมองไปกว่านี้แล้ว
คิดแบบนั้นทัตก็อดไม่ได้ที่จะคิดขอบคุณพิมในใจ เธอมักจะช่วยให้เขารอดพ้นจากความรู้สึกลำบากใจได้ทุกที
...เหมือนอย่างที่เป็มาตลอด
และความสัมพันธ์รวมถึงรอยยิ้มที่ทัตมีให้พิมก็เป็สิ่งที่ทำให้ฝ้ายมองอย่างมีนัยยะด้วยเหมือนกัน
“นี่ฝ้าย”
“คะ?” ฝ้ายสะดุ้งเล็กน้อยเพราะแอบมองใบหน้าด้านข้างของทัตอยู่ แต่สำหรับคนอื่นคงไม่สังเกต แม้ทัตจะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้อะไรมากนัก
“จะว่าไป พ่อกับแม่อยู่ไหนเหรอ?”
“อยู่ที่ศูนย์อพยพของเซฟเวอร์ประจำอำเภอค่ะ ที่นั่นไม่ได้อยู่ในอำเภอเมืองอย่างที่นี่ เพราะงั้นปลอดภัยกว่าเยอะค่ะ”
“อย่างนั้นเหรอ”
ทัตได้ยินอย่างนั้นก็โล่งอกไปได้เปราะนึงจึงถอนหายใจออกมาเหมือนปลดเปลื้องความกังวลไปได้อย่างหนึ่ง
แต่สำหรับคำตอบที่ได้รับมา กลับมีสิ่งที่ทำให้ทัตสงสัยอยู่
“จะว่าไปเมื่อกี้ที่พูดถึงศูนย์อพยพ... หรือว่าที่นี่เองก็เหมือนกัน?” ทัตเอ่ยถามออกไปตรง ๆ เขาเชื่อใจฝ้ายเต็มที่เช่นเดียวกันกับพิมที่ฟังอยู่
“ถูกต้องแล้วค่ะ” ฝ้ายพยักหน้ารับ
“เซฟเวอร์เป็คนทำเหรอ? ยอดไปเลยนะ” พิมเอ่ยถาม เพราะหากมันเป็อย่างนั้นจริง ก็จะหมายความว่าเซฟเวอร์ไม่ใช่แค่องค์กรเล็ก ๆ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับพวกปลอกแขนแดงที่เจอมา
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ... อันที่จริงเซฟเวอร์ค่อนข้างขาดแคลนคนมากทีเดียว มีแค่ไม่กี่อำเภอเท่านั้นที่มีคนมากพอจะดูแลปกป้องประชาชนทั่วไปได้ ส่วนเื่ศูนย์อพยพก็แค่ถือวิสาสะใช้โรงพยาบาลหรือศูนย์อนามัยที่อยู่ในเขตของตัวเองเป็ฐานที่มั่นในตอนที่เกิดเื่เท่านั้นเองค่ะ” ฝ้ายพูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียดไม่เบา ดูท่าสถานการณ์ของกลุ่มเองก็ใช่ว่าจะราบรื่นไปเสียทุกอย่าง
อย่างไรก็ดี... ทัตมีสิ่งหนึ่งที่ติดใจอยู่ตลอดั้แ่ที่มิ้นเผยตัวตนกับเขา
“เธอเองก็เป็สมาชิกของกลุ่มนี้ด้วยสินะ... ไว้ใจได้ใช่ไหม?” ทัตถึงได้ถามฝ้ายอย่างนั้น เพราะหากจะมีใครให้คำตอบกับเขาได้อย่างจริงใจ ก็คงมีแต่น้องสาวที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวนี่แล
และใช่... ฝ้ายพยักหน้ารับทันทีที่ถูกทัตถามอย่างนั้น
“ค่ะ เป็กลุ่มที่ไว้ใจได้... หนูเองก็ได้พวกเขาช่วยเอาไว้เหมือนกัน”
“อย่างนั้นเองเหรอ”
ทัตััได้ว่าในน้ำเสียงของฝ้ายดูไม่มีความลังเลเลยในตอนที่ตอบ เพราะแบบนั้นเลยทำให้ทัตเชื่อใจกลุ่มนี้เหมือนกัน เช่นเดียวกันกับพิม
เข้าใจแล้วล่ะ... ถึงจะยังไม่ได้ทำความรู้จักกับกลุ่มนี้
แต่ถ้าฝ้ายสู้ด้วยกันกับกลุ่มนี้มาตลอด 3 ปี มันก็น่าจะเชื่อได้ในระดับหนึ่งว่าเป็กลุ่มที่ดี
น้องเราเป็คนฉลาดและเอาตัวรอดเก่ง... เธอคงประเมินแล้วว่ากลุ่มนี้เป็ที่พึ่งพิงที่เหมาะที่ควร
“ทีนี้หนูขอถามบ้างได้ไหมคะ”
ในระหว่างที่ทัตกำลังคิดโน่นคิดนี่ ฝ้ายก็ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ทัตอีก ดูเหมือนในขณะที่ทัตมีข้อสงสัย ฝ้ายเองก็มีเหมือนกัน
“พี่ทัตเกิดการตื่นมากี่วันแล้วคะ?” ฝ้ายโยกตัวเข้ามาใกล้ทัตจนหน้าแทบจะติด ตาของเธอหรี่ลงเหมือนพยายามเค้นคำตอบ ท่าทางของเธอทำให้ทัตลำบากใจกว่าคำถามของเธอเสียอีก
“ก็สามวันแล้วมั้ง... ั้แ่วันที่เปิดเรียนนั่นแหล่ะ”
“...พี่พิมด้วยเหรอคะ?”
“ของฉันสองวันน่ะ”
“...”
พอได้ยินอย่างนั้น สายตาของฝ้ายเหมือนจะดูหงุดหงิดขึ้นมา แต่เหมือนจะไม่ได้หงุดหงิดทัตหรือพิม
“มันเป็เื่ช่วยไม่ได้น่ะ อย่าโกรธพวกเราเลยนะ” แต่เหมือนว่าพิมจะไม่คิดอย่างนั้น เธอเลยชิงขอโทษออกมาก่อน
“ไม่ค่ะ ๆ หนูไม่ได้โกรธพวกพี่หรอก”
ฝ้ายรีบสะบัดมือบอกปัดในทันที ดูท่าคนที่เดาถูกจะเป็ทัต
แต่อย่างไรก็ดี ฝ้ายไม่มีท่าทีจะบอกถึงสาเหตุที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิด อาจเพราะแบบนั้นพิมเลยถือโอกาสถามในสิ่งที่คาใจมาตลอด และเป็สิ่งที่ควรจะถามมากที่สุดด้วย
“นี่ฝ้าย... พวกเธอเป็กลุ่มใหญ่ที่มีเครือข่ายทั้งประเทศ ดังนั้น... พอจะรู้ไหมว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” พิมเอ่ยถามสิ่งเดียวกับที่ทัตอยากรู้คำตอบ
จะทั้งเื่ที่ว่าทำไมกลางคืนแรกถึงได้มีมอนสเตอร์ออกมาจู่โจมมนุษย์ ทำไมพอเช้าแล้วทุกอย่างจะย้อนกลับมา แล้วทำไมพอกลางคืนที่สองเริ่มขึ้นทุกคนถึงได้ลืมเื่ที่เกิดขึ้นไปหมด
ยังไม่นับเื่ระบบเลเวลทั้งหลายอีก ทั้งหมดทั้งมวลย่อมเป็สิ่งที่ทัตกับพิม อาจหมายรวมถึงทุกคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันอยากรู้
แต่ว่า...
“นั่นสินะคะ... มีหลายอย่างที่เราไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ที่บอกได้ก็คือ พวกเราพอจะมีข้อมูลที่ใช้ในการเอาตัวรอดอยู่เยอะเลยค่ะ”
“แค่นั้นก็ช่วยได้มากแล้วล่ะ” พิมได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ เพราะแค่นั้นก็เป็ข้อมูลขั้นต่ำอย่างที่หวังเอาไว้เช่นเดียวกันกับทัต
แต่มีอย่างหนึ่งที่ทัตอยากรู้เพิ่ม ไม่สิ... อยากจะทำเพิ่ม
“ฉันเองก็เข้าเซฟเวอร์ได้เหมือนกันใช่ไหม?”
“...”
ทัตจึงเอ่ยถามสิ่งที่ตัวเอง้าไปตามตรง... เขาคิดมาตลอดว่าควรจะหาที่พึ่งที่ไว้ใจได้ เพราะการเคลื่อนไหวกันสองคนแค่เขากับพิมมันมีขีดจำกัด ซึ่งจากเหตุการณ์ในคืนนี้ที่เจสันยกพวกมาทั้งแก๊งค์มันก็ทำให้ทัตเห็นแล้วว่าจำนวนมีผลมากขนาดไหน
ยังไงก็ตาม... เหมือนว่าฝ้ายจะไม่เห็นด้วยในเื่นั้น เธอถึงได้กำลังครุ่นคิดอยู่โดยที่ไม่ได้ตอบกลับทัตในทันที
“พี่ไม่จำเป็ต้องทำอย่างนั้นก็ได้นะคะ... พวกเราไม่ได้บังคับคนเข้ากลุ่ม ต่อให้เป็คนที่เกิด ‘การตื่น’ แล้ว แต่ถ้าไม่ได้้าที่จะต่อสู้ พวกเราก็จะรับเอาไว้ในฐานะของผู้อพยพเหมือนกับคนอื่น ๆ ค่ะ” ฝ้ายตัดสินใจได้แล้วก็เริ่มบ่ายเบี่ยง
เห็นได้ชัดเลยว่าเธอพยายามจะกันทัตและพิมออกไปให้ห่างจากสมรภูมิเท่าที่เป็ไปได้ แน่นอนว่าไม่ได้มีสาเหตุอื่นใดมากไปกว่าความเป็ห่วงเป็ใย
เผลอ ๆ แล้ว เธอคงทำอย่างนั้นมาตลอด 3 ปีเสียด้วยซ้ำ
แต่ว่าแน่นอนว่าสำหรับทัตแล้ว เื่นั้น...
“โทษทีนะ ยังไงฉันก็้าที่จะต่อสู้ ถ้าไม่แข็งแกร่งขึ้นก็เอาตัวรอดด้วยตัวเองไม่ได้หรอก”
“เื่นั้นฉันเห็นด้วยกับทัตนะ... จะให้เอาแต่พึ่งพาคนอื่นน่ะไม่เอาหรอก” ทัตกับพิมพูดอย่างนั้นออกมาอย่างหนักแน่นก่อนที่จะยิ้มให้กันในฐานะสหายศึก นอกจากนี้...
“นอกจากนี้... พี่ไม่ยอมปล่อยให้น้องสู้อยู่คนเดียวหรอกนะ”
เช่นเดียวกันกับฝ้ายที่เป็ห่วงทัตจนไม่อยากให้เขาต้องมาอยู่ในวังวนของการต่อสู้ ทัตเองก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวอย่างฝ้ายต้องลงสนามรบอยู่คนเดียวโดยที่ตัวเองนั่งหลบภัยสบาย ๆ อยู่คนเดียวเช่นกัน
เพราะหากมีอะไรเกิดขึ้นกับฝ้ายในตอนที่ทัตไม่ได้อยู่ด้วย มันก็เป็ความผิดของทัตนั่นแหล่ะที่ไม่ยอมปกป้องเธอ
ทัตรู้สึกอย่างนั้นจึงพยายามมองตาฝ้ายให้ลึกเข้าไป เพื่อให้เธอเข้าใจว่าเขาตั้งใจจริงและรู้สึกยังไง
“เข้าใจแล้วค่ะ... ถ้าพวกพี่้าอย่างนั้นหนูก็ห้ามไม่ได้หรอก”
และดูเหมือนว่ามันจะส่งไปถึง ฝ้ายจึงยิ้มออกมาราวกับเป็เื่ช่วยไม่ได้และทำได้แค่ยอมรับการตัดสินใจของทัตกับพิม
...ถึงลึก ๆ แล้ว เธอก็แค่ดีใจที่ได้เห็นว่าทัตเป็ห่วงเธอมากแค่ไหนก็ตามที
“ฮึบ”
“เดี๋ยวก่อน! จู่ ๆ อย่าลุกพรวดพราดสิ”
ไม่รู้ทัตนึกครึ้มอะไรเขาถึงได้ลุกพรวดลงมาจากเตียง พิมเองก็พุ่งเข้าไปหวังจะช่วยประคอง แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องทำอย่างนั้นทัตก็เดินไหว
“สภาพไม่เหมือนคนที่สลบไป 5 ชั่วโมงเลยนะคะเนี่ย”
“ฉันสลบไปนานขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?” ได้ยินฝ้ายบอกแบบนั้นทำให้ทัตได้แต่เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองอาการหนักขนาดนั้น
“ใช่แล้ว! เพราะงั้นอย่าดื้อมากสิเข้าใจไหม!”
“เข้าใจแล้วน่า”
กับพิมที่เริ่มชี้นิ้วดุเหมือนคุณครูรวมถึงฝ้ายที่เอาแต่จ้องจี่ด้วยความเป็ห่วงทัตเลยทำได้แค่ยิ้มแห้ง ๆ ตอบรับ เพราะดูเหมือนไม่ว่าจะพูดยังไง ทั้งสองคนก็คงไม่เชื่ออยู่ดีว่าทัตไม่ได้อาการหนักอย่างที่พวกเธอเป็ห่วง
“แต่ว่า... ถ้าเดินได้แล้วก็สะดวกดีอยู่นะคะ” ฝ้ายเองก็เป็ห่วงแต่ในขณะเดียวกันก็เห็นแล้วว่าทัตไม่ได้ฝืน เธอจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมเตียงทัตไปทางประตูห้อง
“ไหน ๆ ก็จะเข้ากลุ่มแล้ว คิดว่าพวกพี่มีเื่สำคัญที่ต้องรู้หลายเื่เลยค่ะ” ก่อนจะเปิดประเด็นแบบนั้นออกมา
นั่นเลยทำให้ทัตขมวดคิ้วแน่นตื่นเต้นเพราะมีหลายอย่างที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากที่คิดจะลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเลยกลายเป็คาดหวังว่าจะได้รู้เื่ทุกอย่างเสียที อย่างน้อยทัตก็หวังว่าข้อมูลที่เซฟเวอร์มีจะมากเท่าที่มากได้
“สนใจรึเปล่าคะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ทัตตอบกลับฝ้ายอย่างไม่ลังเลและทันทีทันใด เขาไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธอยู่แล้ว
เพราะแบบนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่การเดินสำรวจผ่อนคลายในโรงพยาบาล แต่เป็ห้องประชุมที่อยู่ชั้นบนของตึกแห่งนี้ ที่ซึ่งถูกใช้เป็ห้องบัญชาการชั่วคราวของเซฟเวอร์
โดยมีฝ้ายนำทาง ทัตกับพิมก็เดินตามไปติด ๆ จนกระทั่งถึงห้องดังกล่าว
ภายในเป็ห้องประชุมของทางราชการที่เป็โต๊ะกลมรี มีเก้าอี้บุนวมอย่างดีวางไว้หลายตัวสำหรับแต่ละที่ มีเก้าอี้ตัวหัวโต๊ะสำหรับประธาน และมีแผ่นโปรเจคเตอร์อยู่ฝั่งตรงข้ามของประธานเพื่อให้ทุกคนมองเห็นในตอนที่นำเสนอ ทั้งหมดเหมือนจะถูกเตรียมและดัดแปลงตามสถานการณ์เพราะเดิมทีมันก็เป็แค่ห้องประชุมธรรมดา
หากจะมีอะไรที่แตกต่างไปจากห้องประชุมธรรมดา ก็คือเหล่าผู้คนที่นั่งหรือยืนอยู่ในห้องกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ รอการมาของใครบางคนอยู่ในนี้ต่างหาก
“นี่ฉันเองค่ะ”
แล้วดูเหมือนคนที่พวกเขารอคอยจะเป็พวกทัตนี่แหล่ะ เพราะในทันทีที่ฝ้ายแง้มประตูออกให้เห็น เหล่าผู้คนที่อยู่ในห้องนับรวมแล้วเกือบสิบคนก็หันขวับมามองที่ทัตกันหมด
สองคนในนั้นคือคนรู้จักอย่างมิ้นที่เป็เพื่อนร่วมชั้นและคุณหมอนิวที่น่าจะเป็คนดูแลทัตมาตลอดตอนที่เขาสลบ ส่วนนอกเหนือจากนั้นเป็กลุ่มชายหญิงในชุดที่โดดเด่นเป็เอกลักษณ์
แต่ที่มากกว่าชุด... คือทุกคนต่างมีอาวุธประจำกายอยู่ใกล้ ๆ ทั้งนั้น
หญิงสาวที่ยืนพิงกำแพงมีกระบองเหล็กพาดอยู่ข้าง ๆ
เด็กหนุ่มที่นั่งบนเก้าอี้ยกเท้าทั้งสองขึ้นพาดบนโต๊ะโดยวางดาบคมไว้ข้าง ๆ
หญิงสาวอีกคนก็นั่งเงียบเอาเวลาไปลับคมมีดของตัวเองบนโต๊ะประชุมแม้แต่ในเวลานี้
ในขณะที่เด็กหนุ่มอีกคนกอดอกหงุดหงิดอะไรบางอย่างในขณะที่พาดหอกเหล็กไว้ข้าง ๆ
หรือเด็กสาวอีกคนที่นั่งลุกลี้ลุกลนกังวลกับสถานการณ์
แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือทุกคนต่างก็อยู่ในสภาพพร้อมรบตลอดเวลา เห็นได้ชัดเลยว่าเป็ผู้ที่ตระหนักในความอันตรายของสถานการณ์
รวมถึงเื่ที่ว่าฝีมือและประสบการณ์ของทุกคนเองก็คงไม่ธรรมดาเหมือนกัน
“เกือบลืมไปเลยค่ะ”
ได้ยินเสียงฝ้ายทักอย่างนั้นทำให้สติของทัตกับพิมกลับมาที่ฝ้ายอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้สายตาของเขาจะยังมองกวาดเหล่าสมาชิกที่อยู่ในห้องก็ตาม
“พี่พิม พี่ทัต... ขอต้อนรับสู่เซฟเวอร์สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือนะคะ”
ฝ้ายเอ่ยพร้อมกับผายมือเข้าไปในห้องประชุมเพื่อแนะนำตัวอีกครั้ง แต่หนนี้คือในฐานะสมาชิกของกลุ่มเซฟเวอร์
อันเป็ที่พักพึงแห่งใหม่ของทัตกับพิม
❖❖❖❖❖
