“เฉิงเยี่ยนมีไข้สูง ช่วงนี้ข้าจะมานอนเฝ้าเขาเอง ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อบอกพร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวมู่หรงเฉิงเยี่ยนไปด้วย
“เฉิงเยี่ยนได้บอกหรือไม่ว่าทำไมเขาถึงเดินไปที่ป่าหลังวัดได้ ปกติเฉิงเยี่ยนเป็นคนที่เชื่อฟังมาก เขาไม่น่าจะเดินไปเล่นไกลขนาดนั้น” มู่หรงเฉินถามอย่างสงสัย
ดีที่เวลานี้ลี่จิงจิงพาเด็กหญิงทั้งสามคนออกไปอาบน้ำ ในห้องจึงไม่มีใครอีก
“ข้าไม่ได้คุยกับเฉิงเยี่ยนอย่างจริงจัง แต่เข้าใจว่าเขาคงออกมาเข้าห้องน้ำและเจอเข้ากับตาเฒ่าหม่าพอดี ท่านดูนี่สิเจ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อล้วงห่อยาออกมา “ตอนที่ข้าปีนลงไปช่วยเฉิงเยี่ยน ข้าได้ยินเขาพูดว่าห่อยานี้เป็นของตาเฒ่าหม่าที่ตั้งใจจะให้เฉิงเยี่ยนนำมาผสมให้ข้ากิน”
“ตาแก่สมควรตายคนนี้ไม่ยอมเลิกรา ในเมื่อคิดจะทำร้ายคนในครอบครัวข้า เช่นนั้นข้าจะไม่ใจดีกับเขาอีกแล้ว” มู่หรงเฉินจ้องหยุนหนิงเอ๋อเขม็ง “เจ้าไม่ต้องมาห้าม”
“ข้าไม่ได้จะห้ามท่านเสียหน่อย แค่อยากบอกว่ากฎหมายของบ้านเมืองเราก็มี ฆ่าคนอย่างไรก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต หากเขาตายด้วยภัยธรรมชาติหรือถูกสัตว์ร้ายฆ่าตายก็จะไม่มีใครสงสัย ข้าจะบอกท่านแค่นี้เจ้าค่ะ”
มู่หรงเฉินยิ้ม “ทีแรกข้าก็กังวลว่าเจ้าจะคิดว่าข้าเป็นคนใจดำอำมหิต แต่ไม่คิดว่าเจ้าก็มีมุมนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน”
“ก็ใครใช้ให้เขามาทำร้ายคนในครอบครัวข้ากันเล่า อีกอย่าง...ข้าตั้งใจว่าจะเก็บตาเฒ่าหม่าไว้จัดการพร้อมกับหม่าหลง แต่ในเมื่อเขาหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ตัวเอง เช่นนั้นเราก็ต้องสงเคราะห์เขาให้เขาได้ไปใช้ชีวิตในโลกหน้าเร็วขึ้น ส่วนหม่าหลง เราค่อยมาหาวิธีจัดการกับนางทีหลัง”
“เช่นนั้นข้าจะออกไปจัดการธุระเรื่องนี้ก่อน แล้วจะไปบอกท่านพ่อตากับท่านแม่ยายด้วยว่าเจ้าจะค้างที่นี่เพื่อดูแลเฉิงเยี่ยน พวกเขาจะได้ไม่กังวล”
มู่หรงเฉินออกไปเรียกลี่เจี้ยนจง จากนั้นทั้งคู่ก็เข้าป่าลึกเพื่อไปหาเครื่องมือสังหาร
เช้าวันรุ่งขึ้นเสียงกรีดร้องของหม่าหลงก็ดังขึ้นและปลุกให้ชาวบ้านตื่นขึ้นมา ทั้งหมดมุ่งหน้าไปตามเสียงคือบ้านของตาเฒ่าหม่า ส่วนหม่าหลงที่คิดว่าเช้ามืดวันนี้จะมาหาตาเฒ่าหม่าเพื่อทำกิจกรรมยามเช้าเหมือนเช่นทุกวัน กลับพบอีกฝ่ายนอนตัวแข็งและร่างกายก็เย็นเฉียบ นางตกใจจนเผลอกรีดร้องออกมา แต่ยังดีที่นางตั้งสติได้ทัน เมื่อกลัวว่าจะมีคนมาเห็น นางก็รีบหลบออกจากบ้านของตาเฒ่าหม่าไปทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังกลัวไม่หาย
ชาวบ้านผลักประตูเข้าบ้านตาเฒ่าหม่าไปอย่างถือวิสาสะ เมื่อพบร่างกายเปลือยเปล่าของเขาที่นอนตัวแข็งอยู่ก็รู้ว่าตาเฒ่าหม่าได้เสียชีวิตไปแล้ว ผู้ชายที่ใจกล้าหน่อยก็เดินเข้าไปดูใกล้ๆ และพวกเขาก็เห็นรอยเขี้ยวงูอยู่บริเวณต้นขาและลำคอ
“ตาเฒ่าหม่าถูกงูกัดตายแล้ว ดูจากสภาพภายในบ้านก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ก็ดูข้าวของที่วางระเกะระกะพวกนี้สิ”
“นิสัยนอนแก้ผ้าของเขาก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย เมื่อก่อนข้าคิดว่าคงเป็นเรื่องโกหก พอได้มาเห็นกับตาก็ต้องเชื่อแล้ว ช่างเป็นตาแก่ที่ไร้ยางอายเสียจริง”
“แล้วผู้หญิงที่กรีดร้องเมื่อครู่เล่า นางหายไปไหนแล้ว”
“คงเป็นแม่นางน้อยที่ตาเฒ่าหม่าพามาสนุกด้วยกระมัง สงสัยนางจะตกใจมากจนวิ่งหนีไปแล้ว”
“ให้คนไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านเถอะ วันนี้พวกเราคงต้องช่วยการจัดงานศพให้ตาเฒ่าหม่าอีกศพหนึ่งแล้ว”
“ข้าว่าให้หัวหน้าหมู่บ้านทำบุญล้างซวยสักหน่อยก็น่าจะดี ตั้งแต่ไฟไหม้บ้านหานซื่อกับลูกชาย ยังมาถึงตาเฒ่าหม่าที่โดนงูกัดตายเข้าไปอีก ข้าว่าหมู่บ้านของเราคงมีใครทำเรื่องไม่ดีและลบหลู่ผีสางเทวดาอยู่แน่ๆ ไม่งั้นจู่ๆ คงไม่มีคนตายโดยไร้สาเหตุแบบนี้หรอก”
จากนั้นชาวบ้านก็ไปแจ้งหยุนถัง และบ่ายวันนั้นก็ได้ทำพิธีฝังศพอย่างง่ายให้กับตาเฒ่าหม่า โดยที่ไม่มีใครสนใจจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้ทางการมาตรวจสอบ อย่างไรตาเฒ่าหม่าก็เป็นคนไร้ญาติอยู่แล้ว อีกทั้งชื่อเสียงเรื่องความโหดร้ายและมากตัณหาของเขาก็เป็นที่รังเกียจของชาวบ้าน ตาเฒ่าหม่าตายไปสักคน หญิงสาวในหมู่บ้านต่างก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นเป็นกอง
ส่วนหม่าหลงก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหน แม้แต่วันที่นางนัดแนะที่จะออกไปพบกับหยุนเปียว นางก็ไม่ได้ออกไปตามนัด ปล่อยให้หยุนเปียวรอเก้ออยู่ตั้งหลายวัน
เมื่อได้ปลดปล่อยความเป็นชายกับหม่าหลงบ่อยครั้งเข้า หยุนเปียวจะยอมให้ตัวเองเหี่ยวเฉาอยู่แต่ในหมู่บ้านได้อย่างไร ในเมื่อหม่าหลงผิดนัด เช่นนั้นคงต้องหลบบิดาเข้าเมืองสักครั้งแล้วฉุดแม่นางน้อยเข้าข้างทางสักคน อย่างไรเรื่องน่าอายเช่นนี้ แม่นางน้อยทั้งหลายย่อมไม่กล้าไปแจ้งทางการอย่างแน่นอน
แต่เดินจนจะเข้าประตูเมืองได้อยู่แล้ว หยุนเปียวกลับไม่พบแม่นางน้อยคนไหนเดินอยู่ระหว่างทางเลย เขาตัดสินใจเข้าเมืองแล้วตรงไปที่ร้านขายผ้าของหูซูเจี๋ยอีกครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะประตูร้านปิดสนิทและยังมีป้ายแจ้งปิดกิจการอย่างถาวรตัวใหญ่ติดไว้ที่หน้าร้านอีกด้วย
หยุนเปียวหมุนตัวกลับอย่างผิดหวัง แต่ไม่ทันระวัง เขาจึงชนเข้ากับสตรีนางหนึ่งที่มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ปฏิกิริยาของหยุนเปียวก็นับว่าไวมาก เขาประคองแม่นางคนนั้นไว้ในอ้อมแขนได้อย่างพอดิบพอดี ผิวนุ่มลื่นและกลิ่นกายที่หอมละมุน ทำให้อารมณ์ของหยุนเปียวกระเจิดกระเจิงไปชั่วขณะ สตรีที่อยู่ในอ้อมกอดนั้นคราวแรกก็รู้สึกตกใจ นางจึงคว้าท่อนแขนแข็งแรงของชายหนุ่มไว้แน่น ยิ่งเมื่อเขากอดนางเข้าเต็มๆ นางถึงได้สัมผัสกับร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม และหูของนางที่แนบอยู่กับหน้าอกของผู้ชายคนนั้นก็ได้ยินเสียงหัวใจเต้นของเขาได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวโลภและอยากอยู่ในท่านี้นานๆ แต่พอนึกถึงสถานะของตนเองก็ต้องพยายามข่มอารมณ์ของตนเองเอาไว้ นางตบแขนหยุนเปียวเบาๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้เขาปล่อยมือ
หยุนเปียวรู้สึกตัวและคลายมือนั้นอย่างเสียดาย “ข้าขออภัยแม่นางด้วยขอรับ ข้าไม่ทันระวังเอง”
“ไม่เป็นไร...” อนุหรานมองหน้าชายหนุ่มให้ชัดก็สะบัดมือออก “เป็นเจ้า...ชายชู้ที่มาติดพันนางคนแซ่หูนั่นใช่หรือไม่”
หยุนเปียวอึ้งเมื่อเห็นว่าแม่นางเนื้อนิ่มที่อยู่ในอ้อมกอดเมื่อครู่เป็นหญิงปากร้ายที่มาต่อว่าเขากับหูซูเจี๋ยเมื่อวันนั้น แต่เมื่อได้กลิ่นหอมที่โชยออกมาจากร่างกายของนาง เขาจึงตอบไปอย่างอ่อนโยน “ข้ากับแม่นางซูเจี๋ยเป็นเพียงสหายกัน จะว่าเป็นสหายก็ไม่เชิงขอรับ เพราะแม่นางซูเจี๋ยกับน้องสาวของข้าลงทุนทำการค้าร่วมกัน น้องสาวข้าเป็นคนทำชุดเครื่องนอนมาฝากขายที่นี่ขอรับ”
“หืม...ชุดเครื่องนอนซาตินเป็นน้องสาวเจ้าที่ทำออกมาขายอย่างนั้นหรือ” อนุหรานแอบยิ้มอยู่ในใจ และคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไรดี
“แล้ววันนั้นทำไมเจ้าไม่พูดให้มันชัดเจน ปล่อยให้ข้าเข้าใจผิดอยู่ได้”
“วันนั้นข้าแค่อยากช่วยแม่นางซูเจี๋ยเท่านั้นขอรับ หากข้ายอมรับว่าเป็นคนรักของนาง ต่อไปนางก็จะไม่ถูกคนอื่นมารังแก”
“เจ้าเป็นคนดีจริงนะ แต่ก็ดีแล้วล่ะนังนั่นเป็นตัวหายนะ ทั้งยังมีดวงกินสามีอีก หากเจ้าตบแต่งกับนาง มีหวังไม่ทันได้ดื่มสุรามงคล เจ้าอาจจะไม่มีโอกาสหายใจอีกเลยก็ได้”
“ไม่ทราบว่าท่านคือ?” หยุนเปียวส่งยิ้มหวาน
อนุหรานใช้นิ้วเกี่ยวปอยผมขึ้นไปทัดหู กิริยาท่าทางของนางดูเย้ายวนจนหยุนเปียวลอบกลืนน้ำลาย “ข้าเป็นอดีตแม่สามีของนาง”
“เป็นไปได้หรือขอรับ ข้ายังนึกว่าท่านเป็นพี่สาวของนางเสียอีก ไม่คิดว่าจะเป็นถึงแม่สามี” หยุนเปียวที่หน้าตาดี หุ่นดี ทั้งยังปากหวานมากอยู่แล้ว คำพูดของเขาทำให้อนุหรานพอใจอยู่ไม่น้อย
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ล่ะ” อนุหรานปรับน้ำเสียงลง
“ข้ามาเก็บเงินค่าชุดเครื่องนอนแทนน้องสาวขอรับ แต่ไม่คิดว่าแม่นางซูเจี๋ยจะปิดกิจการไปแล้ว” หยุนเปียวยังโกหกต่อ ตอนที่พูดเรื่องชุดเครื่องนอนซาตินขึ้นมา เขาแค่พูดไปส่งๆ เท่านั้นเอง แต่ไม่คิดว่าสตรีเย้ายวนผู้นี้กลับสนใจ
“ในเมื่อน้องสาวของเจ้าเป็นเจ้าของชุดเครื่องนอนที่แท้จริง เช่นนั้นวันหลังเราคงมีโอกาสได้พบกันอีก” อนุหรานหมุนตัวกลับ แต่ก็ถูกมือของหยุนเปียวฉุดเอาไว้ นางมองมือนั้นแล้วขมวดคิ้ว “เจ้าจะทำอะไร”
“ท่านรอสักครู่” หยุนเปียวนั่งลงแล้วใช้มือคลี่ชายกระโปรงที่พันกันอยู่ออก และใช้มือปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนรองเท้าของอนุหราน “กระโปรงมันพันกันอยู่ หากเดินไม่ระวังจะทำให้ท่านสะดุดล้มได้ ส่วนฝุ่นที่รองเท้าจะทำให้เท้าสวยๆ ของท่านไม่น่ามองขอรับ”
อนุหรานที่เอาใจบุรุษมาแล้วมากมาย เมื่อถูกชายหนุ่มหน้าตาดีเอาอกเอาใจ ทั้งยังใช้มือเปล่าๆ ปัดฝุ่นออกจากรองเท้าให้นางอย่างไม่นึกรังเกียจ ความพอใจที่อนุหรานมีต่อหยุนเปียวจึงพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะทะลุเพดานอยู่แล้ว
“ขอบใจเจ้ามาก” อนุหรานยื่นมือออกไป “มาสิ ข้าจะช่วยฉุดเจ้าให้ลุกขึ้น”
หยุนเปียวแอบยิ้มอยู่ในใจ เขาใช้มือหยาบของตัวเองจับไปที่มือเล็ก จากนั้นก็ใช้หัวแม่มือคลึงที่หลังมือของอนุหรานคล้ายไม่ตั้งใจ แต่มันกลับทำให้อนุหรานแอบกัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น
“หากท่านต้องการพบข้า เพียงให้คนไปแจ้งข้าที่หมู่บ้านสกุลหยุน ข้าจะมาพบท่านทันทีขอรับ” หยุนเปียวพูดยิ้ม
“เจ้าปล่อยมือข้าได้แล้ว” อนุหรานยิ้มเขิน
“ขออภัยขอรับ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” หยุนเปียวปล่อยมืออย่างเสียดาย และยังส่งสายตาเศร้ามองอนุหรานขึ้นรถม้าไป
อนุหรานก็ไม่ลืมที่จะเปิดม่านมามองหยุนเปียวอย่างอาลัยเช่นกัน
การกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาของหงเอ๋อตลอด ‘ช่างเป็นคู่นรกสร้างเสียจริง แต่ก็ดี...ในเมื่อพวกเจ้าจ้องจะขโมยสูตรทอผ้าและคิดจะทำร้ายหนิงเอ๋อ ข้าคงต้องไปขอร้องพรรคพวกเสียหน่อยแล้ว’