หลังจากองค์ชายฝานจิ้งเสวยพระกะยาหารเสร็จเรียบร้อยก็ทรงงานอยู่เงียบๆหน้าโต๊ะทรงพระอักษร ผ่านยามซื่อมาได้หนึ่งเค่อ[1]เหอเซียวไห่กับอู๋อี้หวินก็เดินเข้ามาในกระโจมที่ประทับ
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อทั้งสองถวายคำนับแล้วเหอเซียวไห่ก็เข้าประชิดตัวหยางเสียที่เพิ่งเงยหน้าจากการคำนับพวกเขาเสร็จ
“ไป! หยางเสีย”
“ไปไหนขอรับ” หยางเสียถามหน้าเหลอหลานางยังไม่ทันรับปาก รองแม่ทัพเหอก็รุนหลังนางให้ออกเดินแล้ว
“เจ้าให้สัญญากับข้าว่าจะทำร่างกายให้แข็งแกร่งสมชายชาตรีอย่างไรเล่าจำไม่ได้แล้วหรือ มันเลยวันพรุ่งมาหลายวันแล้ว” ชายหนุ่มเท้าความไปยังวันแรกที่เขากลับมาถึงเจิ้งถง
หยางเสียส่ายหน้าก่อนจะรีบปฏิเสธ “ข้าไปสัญญากับท่านตั้งแต่เมื่อไร”
“จะขัดใจข้ารึ อย่าทำตัวเหมือนอี้หวินหน่อยเลย เมื่อคืนเขาก็ทำให้ข้าหมดสนุกไม่มีความสุขทั้งคืนแล้ว”
หมดสนุก ไม่มีความสุขทั้งคืน หยางเสียกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอในหัวพลันบังเกิดภาพรองแม่ทัพเหอกำลังปลุกปล้ำรองแม่ทัพอู๋ ซึ่งผลก็คงออกมาเหมือนเช่นทุกคราวนั่นคือผู้ที่เงียบขรึมกว่าโต้กลับจนฝ่ายที่รุกเข้าหาล้มหน้าหงายไปไม่เป็นท่า
เมื่อเห็นหยางเสียนิ่งอึ้งไป อู๋อี้หวินจึงดีดนิ้วเผียะเข้าที่หน้าผากนั้นหนึ่งที“อย่าคิดว่าข้าจะทำเรื่องสัปดนกับเขาเด็ดขาดเมื่อคืนเขาเดินหมากแพ้ข้าสิบกระดานรวดต่างหาก”
“หยุดย้ำได้แล้วน่า ใช่สิเจ้ามันเก่ง เป็นเลิศทุกอย่างตั้งแต่ฝีมือดาบดนตรี กวี โคลงกลอน แต่มีอยู่อย่างน่าที่เจ้าแพ้ข้าเห็นๆ”เหอเซียวไห่ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“อะไรหรือขอรับ” หยางเสียถามขึ้นยกนิ้วชี้คลึงที่กลางหน้าผาก
“ขอประทานอภัยฝ่าบาท...”แม้จะรู้ว่าท่านแม่ทัพทรงไม่ยึดขนบเคร่งครัด แต่เหอเซียวไห่ก็กระดากปากที่จะพูดออกมาตรงๆ“การให้ความสุขกับผู้หญิงอย่างไรเล่า!”
หยางเสียฟังคำประกาศอย่างภาคภูมิใจของเหอเซียวไห่แล้วก็รู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าก่อนจะลามไปถึงหูด้วยความอายแทนนางนี่โง่แท้ น่าจะเฉลียวใจว่ารองแม่ทัพเหอไม่เคยคิดอะไรเหมือนชาวบ้านเขา ว่าแต่เรื่องแบบนี้มันเป็นความสามารถพิเศษที่ต้องเอามาอวดคนอื่นด้วยรึ!
“เจ้าล่ะหยางเสียตอนผู้หญิงอยู่ในอ้อมกอดเจ้า พวกนางอ่อนระทวยขนาดไหน” เหอเซียวไห่ยักคิ้วไปมารอคำตอบ
“หา...เอ่อ...ก็...” หญิงสาวอึกอัก
องค์ชายฝานจิ้งทรงสังเกตเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ หยางเสีย จึงทรงตัดบทสนทนานั้นก่อนที่สตรีนางเดียวในกลุ่มจะอายจนแดงไปทั้งตัวหากเจอคำถามต่อๆไปที่คงจะล้วงลึกยิ่งกว่านี้
“เซียวไห่เจ้าจะพาเขาไปตรวจค่ายก็ไปได้แล้ว ส่วนข้ากับอี้หวินจะไปเยี่ยมเชื้อพระวงศ์ทั้งสองพระองค์และดูความเป็นอยู่ของชาวเมืองเสี้ยนเสียหน่อย”ประโยคหลังพระองค์ทรงหันมาตรัสกับหยางเสียด้วยทรงรู้สึกผิดอยู่ลึกๆเพราะเมื่อเช้าพระองค์เสด็จโดยไม่ได้บอกนางก่อนครั้นเสด็จกลับถึงที่ประทับก็ได้รับรายงานจากทหารยามว่านางตามหาพระองค์ไปทั่วค่าย
“อย่าพาเขาไปทำอะไรที่โลดโผนให้มากนักกระดูกหักมาแล้วจะเสียเวลาเยียวยารักษาข้ายังต้องการบ่าวสภาพร่างกายแข็งแรงไว้คอยปรนนิบัติข้างกาย”องค์ชายฝานจิ้งตรัสกับเหอเซียวไห่ด้วยพระพักตร์เรียบเฉยและทรงพยายามไม่ทอดพระเนตรบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงต่อให้แข็งแรงแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นสตรี ข้อจำกัดทางร่างกายย่อมมีไม่มากกว่าบุรุษจากเดิมก็ทรงเป็นกังวลอยู่แล้ว เมื่อทรงรู้ความจริงเข้าก็ยิ่งห่วงขึ้นไปอีก จึงต้องปรามรองแม่ทัพเหอที่มีนิสัยห่ามเกินทนเอาไว้ก่อน
ยามพลบค่ำภายในกระโจมทีประทับของราชนิกุลแคว้นเสี้ยน เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ซึ่งสะท้อนวงพักตร์ที่งดงามราวภาพวาดของอีกหนึ่งหญิงงามให้ปรากฏฟางเอ๋อร์นางกำนัลกำลังสางพระเกศาดำขลับจนเป็นเงาเมื่อต้องแสงไฟพระเกศาหนานุ่มทิ้งตัวสลวยถึงสะโพกของร่างอรชร
องค์หญิงผิงอ้ายทรงแย้มพระโอษฐ์ให้พระพี่เลี้ยงสาวผ่านกระจก“เจ้าว่าข้างามหรือไม่”
“งามสิเพคะ...งามมากองค์หญิงทรงมีพระสิริโฉมงดงามยิ่ง ทั่วทั้งเขตวังหลวงจะหาสตรีใดงามหมดจดเช่นพระองค์ไม่มีแล้วเพคะ”ฟางเอ๋อร์ตอบพลางสางพระเกศาอย่างนุ่มนวลต่อไป
เจ้าของพระพักตร์นวลหันขวับไปหาพระพี่เลี้ยง“จริงหรือ งามเฉพาะที่เสี้ยนหรือไม่ เพราะที่ต้าฉางข้าคงงามไม่พอกระมัง”
“มิได้เพคะ ขึ้นชื่อว่างาม อยู่ที่ใดก็งามเพคะ”พระพี่เลี้ยงคนสนิทยิ้มตอบพร้อมกุมพระหัตถ์นุ่มเนียนขององค์หญิงไว้อย่างจริงใจ
ได้ยินดังนั้นแล้วองค์หญิงผิงอ้ายจึงแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัยขึ้นชื่อว่างาม อยู่ที่ใดก็งาม...เขาผู้นั้นจะเห็นเช่นนั้นด้วยหรือไม่หนอ
พระทัยขององค์หญิงแคว้นเสี้ยนกระหวัดถึงพระพักตร์คมสันของผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในชีวิตของพระองค์พระวรกายสูงสง่าองอาจนั้นทำให้ทรงรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ ประกายทรงอำนาจที่มักพบในจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่แผ่กล้าจากดวงเนตรสีนิลคู่นั้นหากก็ฉายแววอ่อนโยนนักยามสบเนตร ทำให้หวั่นไหวในพระทัยและมีพระอาการตะกุกตะกักยามมีพระปฏิสันถารโต้ตอบกับองค์ชายฝานจิ้งอยู่เสมอจนกลายเป็นเรื่องขำขันให้พระเชษฐาทรงกล่าวหยอกล้อ
พระเนตรคู่งามมองภาพสะท้อนในกระจกอย่างครุ่นคิดองค์ชายฝานจิ้งตั้งค่ายไกลเมืองหลวงถึงเพียงนี้จะมีพระชายารั้งรอให้เสด็จกลับวังหลวงไหมหนอทั้งสนมนางในที่ตำหนักก็คงจะเฝ้าคอยคืนวันที่พระองค์จะเสด็จกลับไปมอบความสิเน่หาให้เป็นแน่
แล้วตัวข้านี้เล่า งามพอที่จะทำให้ทรงพึงพระทัยได้ฤาไม่...
เมื่อทรงระลึกได้ว่าพระดำริของพระองค์แล่นไกลเกินไปพระพักตร์เนียนใสก็ปรากฏสีเรื่อขึ้นโดยพลัน
ผิงอ้าย...ช่างทำตนเป็นหญิงไร้ยางอายนักได้พบพระพักตร์เพียงหนเดียว ใจเจ้ากล้าคิดเพ้อไกลถึงเพียงนั้นเทียว
“ทรงคิดถึงใครหรือเพคะทูลกระหม่อมของฟางเอ๋อร์” นางกำนัลสาวเย้าขึ้นเมื่อเห็นพระปรางนวลขึ้นสีเรื่อเปล่งปลั่ง
“อย่าล้อข้าน่ะ...ข้าจะคิดถึงใครได้ฮึ!” องค์หญิงผิงอ้ายทรงหันไปตีเผียะลงที่แขนของนางกำนัลคนสนิททั้งที่พระโอษฐ์คลี่แย้มออกอย่างขวยเขิน
[1] ๐๙.๑๕ นาที