ยามเฉินณ สถานที่นัดพบ
ชายชุดดำกลุ่มเดิมปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อพวกเขาเห็นว่าเฟิงฮวามาคนเดียวตามที่ตกลง จึงนำทางนางไปขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้
เสียงอู้อี้ของคนที่เป็นหัวหน้าชายชุดดำหันมาบอกกับนางว่า‘ประมุขลัทธิกำลังเดินทางมา แต่ต้องไปเจอกันอีกที่หนึ่ง’
"อืม" เฟิงฮวาหันไปพยักหน้าให้เขาและขึ้นรถไป
......................................
เดินทางเกือบสองชั่วยามรถม้าก็มาหยุดอยู่ที่บ้านพักหลังหนึ่งที่ห่างจากเมืองเหอผิงพอสมควรแม้จะมองมิเห็นคนที่อยู่ด้านในแต่เฟิงฮวาสามารถรับรู้ได้ว่ามีการเฝ้าระวังจากยอดฝีมือพอสมควร
นางก้าวลงจากรถม้าเดินเข้าไปในตัวบ้านโดยมิได้มีท่าทีหวาดระแวงแต่อย่างใดจนเมื่อมาถึงห้องรับแขกก็พบว่ามีชายคนหนึ่งกำลังนั่งรออยู่
“ท่านนี้…คือประมุขลัทธิเสวียนอู่หรือ” นางเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
พอชายคนนั้นได้ยินคำถามเขาก็ค่อยๆเหยียดยิ้มเล็กน้อย “ถูกแล้วแม่นางมิทราบว่าท่านต้องการพบข้าด้วยเหตุอันใดหรือ”
“ลี่อิงฮวา…คือชื่อเดิมที่พ่อแม่ข้าตั้งให้” นางกล่าวพร้อมกับแสดงจี้หยกประจำตระกูลให้พวกเขาได้เห็นอีกครั้ง
ทันทีที่ได้เห็นจี้หยกสีหน้าของชายคนนั้นพลันฉายแววตกใจขึ้นมาหลายส่วน
‘ข่าวว่าสายเลือดหลักของราชสกุลลี่ได้สูญสิ้นไปหมดแล้วนี่นา’
‘เหตุใด...นางถึงยังมีชีวิตอยู่’
มิรอช้าเขารีบลุกมาคุกเข่าทำความเคารพเฟิงฮวาตามธรรมเนียม “กระหม่อมอวิ๋นกวงคารวะองค์หญิงใหญ่”
คนที่เหลือทั้งหมดต่างคุกเข่าตามโดยพร้อมเพรียง“คารวะองค์หญิงใหญ่”
ในเวลานี้กลับกลายเป็นเฟิงฮวาที่ตกตะลึงอึ้งงันแทน
เอ่อ…นี่มันต้องขนาดนี้เลยหรือนี่นางรู้สึกแปลกๆกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของพวกเขา
“พวกท่านลุกขึ้นเถอะ มิต้องมาคุกเข่าให้ข้ามีเรื่องมากมายที่ข้าต้องการถามท่าน” นางรีบโบกมือไปมาอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ว่าง
“เชิญองค์หญิงรับสั่งถามมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ในอดีต...เรื่องราวของราชวงศ์ลี่ที่ถูกโค่นล้มอำนาจโดยตระกูลเฉิงเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
พอได้ยินเช่นนั้นสายตาของอวิ๋นกวงก็ทอดมองออกไป นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันวาน“ครานั้นตระกูลเฉิงก่อกบฏเพื่อล้มล้างราชวงศ์ ภายหลังจากที่ทำการสำเร็จก็ได้สถาปนาตนเองปกครองแผ่นดินซานตงสืบมา"
“อืม...ในเมื่อชนะแล้ว เหตุใดถึงยังต้องร่ายคำสาปใส่สกุลลี่ของเราด้วย”
“เป็นเพราะว่าพวกเขาต้องการตัดรากถอนโคนมิให้คนของราชวงศ์ลี่สามารถกลับไปล้างแค้นได้อีกพ่ะย่ะค่ะ”สายตาอาฆาตมาดร้ายของอวิ๋นกวงแสดงฉายชัดมิได้ปิดบัง
“แล้วคำสาปนั่นท่านพอรู้วิธีแก้หรือไม่”
อวิ๋นกวงเปลี่ยนกลับมามีสีหน้าสงบนิ่งมิได้แสดงอารมณ์ดังเดิมกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หลายร้อยปีที่ผ่านมามีเพียงเรื่องเล่าขานสืบต่อกันเท่านั้น...จะต้องเป็นเลือดของทายาทตระกูลเฉิงที่มอบให้ด้วยความเต็มใจถึงจะล้มล้างคำสาปได้”
อืม...เหมือนกับที่เฟิงฮวาได้รับรู้มาก่อนหน้านี้
“ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วหรือ” นางมิอยากจะยอมรับเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นเลยไม่ว่าใครก็มิควรถูกทำร้ายเพียงเพื่อสนองความต้องการของคนไม่กี่คน
อวิ๋นกวงส่ายหน้าช้าๆแทนคำตอบ“กระหม่อมทราบเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่กำลังสนทนาอยู่นั้นเฟิงฮวาก็รู้สึกได้ถึงการมาของผู้บุกรุกจำนวนหนึ่ง
คนของลัทธิเสวียนอู่เองก็เช่นกันพวกเขาต่างชักกระบี่ออกมาเตรียมตั้งรับ ในจังหวะเดียวกับที่ประตูเปิดออก ‘ปั้ง’
ภายในพริบตาห้องรับแขกเดิมก็เต็มไปด้วยผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ หนึ่งในนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งที่เฟิงฮวาเหมือนจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่กลับยังนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน
“มิได้พบกันนานเลยนะ อิงเอ๋อร์”
เอ่อ…นานก็นานแต่ช่วยบอกให้ข้าทราบทีเถอะว่า เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรกัน
เหมือนว่าเขาจะรับรู้ความสงสัยผ่านทางแววตาของนางบุรุษท่านนั้นก็พูดขึ้นว่า “ข้าคือหลีลู่เหอ อัครเสนาบดีแห่งซานตง”รอยยิ้มเปี่ยมด้วยไมตรีประดับอยู่บนใบหน้าของเขาอย่างเปิดเผย
“การมาถึงของท่านคงมิใช่เพื่อมาบอกแค่ว่าท่านชื่ออะไรหรอกกระมัง”
"อืมอันที่จริงอวิ๋นกวงยังมิได้บอกเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้ารู้ว่า...ในตอนที่ตระกูลเฉิงก่อกบฏนั้นราชสกุลลี่สายรองก็เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกันเพียงแต่สุดท้ายกลับถูกหักหลังถูกฆ่าล้างตระกูลจนหมด...และบังเอิญว่าข้าก็เป็นทายาทแห่งสกุลสายรองนั้นที่ยังเหลือรอดอยู่"
เรื่องราวตรงนี้เฟิงฮวามิค่อยตั้งใจฟังเท่าไหร่นักก่อกบฏแล้วโดนหักหลังนี่ก็เรียกว่าสมน้ำหน้าได้แหละ ในหัวนางกำลังคิดเรื่องเรื่องนึงอยู่แล้วก็คิดออกพอดี
'อ๋อ…เจ้าคือคนที่จับข้าไปขายที่หอนางโลมในตอนนั้น...เจ้านี่เอง'
“ดูท่าความแค้นของพวกเราจะมีหลายเรื่องเลยนะ…หลีลู่เหอ”รอยยิ้มเย้ยหยันดูถูกของเฟิงฮวาถูกส่งออกไปพร้อมกับกระบวนท่าต่อสู้ที่เริ่มขึ้น
หลีลู่เหอมองไปยังนางด้วยใบหน้าขมวดคิ้วเตรียมหลบการโจมตี แต่จังหวะสุดท้ายของเฟิงฮวากลับต้องหยุดชะงักไปเมื่ออวิ๋นกวงหยิบกระบี่ขึ้นมาจ่อที่คอของนาง
"ขออภัยด้วยองค์หญิง…ข้าตามหาตัวท่านมานานแล้วนึกไม่ถึงว่าจะใช้ยาหลอมรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงใบหน้า"ดูท่าตาแก่นั่นก็มีพิษสงอยู่เช่นกัน
“หึ เป็นพวกเจ้าที่ส่งคนไปทำลายตระกูลของข้าหรอกหรือ”น้ำเสียงของนางพลันเย็นเยียบลงหลายส่วน
รอยยิ้มเหยียดหยันบนใบหน้าของหลีลู่เหอเป็นการบ่งบอกว่า‘ใช่แล้ว’
"ตระกูลของข้ามิเคยเป็นศัตรูกับใคร...เพราะเหตุใด...พวกเจ้าถึงทำเช่นนั้น"น้ำเสียงของเฟิงฮวาเริ่มแข็งกร้าวด้วยความเกรี้ยวโกรธ
"ทายาทสายตรงแห่งราชสกุลเท่านั้นที่จะฝึกวิชาลับได้วิชานั่นเป็นสิ่งที่จะทำให้ข้าได้ครอบครองแผ่นดินนี้ หากเจ้าตายทายาทสายตรงเพียงคนเดียวก็จะเป็นข้าอย่างไรเล่า"
เฟิงฮวาได้ยินคำพูดนั้นก็อึ้งงัน...หวนนึกถึงการสูญเสียหลายสิบชีวิต...
เพียงเพื่ออำนาจ…
เพียงเพราะสิ่งนี้ถึงกับลงมือฆ่าผู้บริสุทธิ์ นี่มันจะมากเกินไปแล้ว…
สายตาของนางเปลี่ยนเป็นอำมหิตถึงขีดสุดพร้อมกับกำลังภายในมหาศาลค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนเกิดการระเบิดจ้าอย่างรุนแรงก่อนที่ทุกคนจะได้ทันหนีเอาตัวรอด ทุกสิ่งทุกอย่างก็กระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
ชายคนหนึ่งตั้งหลักได้จึงพุ่งเข้าใส่นางหมายจะเอาชีวิตแต่นั่นกลับเป็นการกระทำที่ผิดพลาดมหันต์เขาถูกนางสูบพลังภายในไปจนหมดเกลี้ยงเหลือเพียงซากร่างกายที่แห้งเหี่ยวกองอยู่กับพื้น
คนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์ดังนั้นพลันเกิดอาการตกตะลึงต่างก็ถอยร่นออกไปด้วยความหวาดกลัว
"วิชากลืนปราณหรือ...คงเป็นผู้เฒ่ายานั่นถ่ายทอดให้นางก่อนตายสินะ"อวิ๋นกวงสบถออกมา
ณที่แห่งนั้น เหล่าชายฉกรรจ์ต่างระแวดระวังมิกล้าเข้าใกล้เฟิงฮวาอีก พวกเขารู้ดีว่าวิชากลืนปราณจะดูดพลังชีวิตของคนอื่นเอาไปเพิ่มเป็นกำลังภายในของตนเองเมื่อใช้วิชานี้แล้ว จนกว่าอีกฝ่ายจะตาย อย่างไรก็ไม่สามารถหยุดกลางคันได้
การต่อสู้ที่เหลือจึงกลายเป็นการปล่อยกำลังภายในโจมตีจากระยะไกลทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้ไปมาอย่างสูสีเรียกว่าฝ่ายก็ไม่ถูกนักในเมื่อคนทั้งหมดต่างรุมโจมตีเฟิงฮวาผู้เดียว
แม้นางจะมีพลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นแต่การที่ต่อสู้ตัวคนเดียวเป็นระยะเวลาหนึ่งก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นทุกทีนางรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายปล่อยออกไปตรงหน้า ก่อนจะพยายามกระโดดหนีออกไป
แต่ว่า…มิอาจหนีพ้น
ในที่สุดนางก็ถูกควบคุมตัวเอาไว้ได้และถูกตีจนสลบไป
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา…เฟิงฮวาพยายามตั้งสติกวาดสายตามองไปโดยรอบพอเห็นว่าเป็นห้องนอนที่บ้านของตนเอง ก็เริ่มรู้สึกคลายกังวลไปหลายส่วน
แต่…เอ๊ะก่อนหน้านี้นางจำได้ว่านางกำลังต่อสู้กับพวกนั้นอยู่นี่นาแล้วเหตุใดถึงมานอนอยู่ที่นี่ได้ หรือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นนางแค่ฝันไปหรือ