โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 54 เป็นเจ้าเองหรือ

            ยามเฉินณ สถานที่นัดพบ

            ชายชุดดำกลุ่มเดิมปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อพวกเขาเห็นว่าเฟิงฮวามาคนเดียวตามที่ตกลง จึงนำทางนางไปขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้

            เสียงอู้อี้ของคนที่เป็นหัวหน้าชายชุดดำหันมาบอกกับนางว่า‘ประมุขลัทธิกำลังเดินทางมา แต่ต้องไปเจอกันอีกที่หนึ่ง’

            "อืม" เฟิงฮวาหันไปพยักหน้าให้เขาและขึ้นรถไป

     

            ......................................

            เดินทางเกือบสองชั่วยามรถม้าก็มาหยุดอยู่ที่บ้านพักหลังหนึ่งที่ห่างจากเมืองเหอผิงพอสมควรแม้จะมองมิเห็นคนที่อยู่ด้านในแต่เฟิงฮวาสามารถรับรู้ได้ว่ามีการเฝ้าระวังจากยอดฝีมือพอสมควร

            นางก้าวลงจากรถม้าเดินเข้าไปในตัวบ้านโดยมิได้มีท่าทีหวาดระแวงแต่อย่างใดจนเมื่อมาถึงห้องรับแขกก็พบว่ามีชายคนหนึ่งกำลังนั่งรออยู่

            “ท่านนี้…คือประมุขลัทธิเสวียนอู่หรือ” นางเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

            พอชายคนนั้นได้ยินคำถามเขาก็ค่อยๆเหยียดยิ้มเล็กน้อย “ถูกแล้วแม่นางมิทราบว่าท่านต้องการพบข้าด้วยเหตุอันใดหรือ”

            “ลี่อิงฮวา…คือชื่อเดิมที่พ่อแม่ข้าตั้งให้” นางกล่าวพร้อมกับแสดงจี้หยกประจำตระกูลให้พวกเขาได้เห็นอีกครั้ง

     

            ทันทีที่ได้เห็นจี้หยกสีหน้าของชายคนนั้นพลันฉายแววตกใจขึ้นมาหลายส่วน 

            ‘ข่าวว่าสายเลือดหลักของราชสกุลลี่ได้สูญสิ้นไปหมดแล้วนี่นา’

            ‘เหตุใด...นางถึงยังมีชีวิตอยู่’

            มิรอช้าเขารีบลุกมาคุกเข่าทำความเคารพเฟิงฮวาตามธรรมเนียม “กระหม่อมอวิ๋นกวงคารวะองค์หญิงใหญ่”

            คนที่เหลือทั้งหมดต่างคุกเข่าตามโดยพร้อมเพรียง“คารวะองค์หญิงใหญ่”

            ในเวลานี้กลับกลายเป็นเฟิงฮวาที่ตกตะลึงอึ้งงันแทน

            เอ่อ…นี่มันต้องขนาดนี้เลยหรือนี่นางรู้สึกแปลกๆกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของพวกเขา

            “พวกท่านลุกขึ้นเถอะ มิต้องมาคุกเข่าให้ข้ามีเรื่องมากมายที่ข้าต้องการถามท่าน” นางรีบโบกมือไปมาอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ว่าง

            “เชิญองค์หญิงรับสั่งถามมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

            “ในอดีต...เรื่องราวของราชวงศ์ลี่ที่ถูกโค่นล้มอำนาจโดยตระกูลเฉิงเป็นเรื่องจริงหรือไม่”

            พอได้ยินเช่นนั้นสายตาของอวิ๋นกวงก็ทอดมองออกไป นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันวาน“ครานั้นตระกูลเฉิงก่อกบฏเพื่อล้มล้างราชวงศ์ ภายหลังจากที่ทำการสำเร็จก็ได้สถาปนาตนเองปกครองแผ่นดินซานตงสืบมา"

            “อืม...ในเมื่อชนะแล้ว เหตุใดถึงยังต้องร่ายคำสาปใส่สกุลลี่ของเราด้วย”

            “เป็นเพราะว่าพวกเขาต้องการตัดรากถอนโคนมิให้คนของราชวงศ์ลี่สามารถกลับไปล้างแค้นได้อีกพ่ะย่ะค่ะ”สายตาอาฆาตมาดร้ายของอวิ๋นกวงแสดงฉายชัดมิได้ปิดบัง

            “แล้วคำสาปนั่นท่านพอรู้วิธีแก้หรือไม่”

            อวิ๋นกวงเปลี่ยนกลับมามีสีหน้าสงบนิ่งมิได้แสดงอารมณ์ดังเดิมกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หลายร้อยปีที่ผ่านมามีเพียงเรื่องเล่าขานสืบต่อกันเท่านั้น...จะต้องเป็นเลือดของทายาทตระกูลเฉิงที่มอบให้ด้วยความเต็มใจถึงจะล้มล้างคำสาปได้”

            อืม...เหมือนกับที่เฟิงฮวาได้รับรู้มาก่อนหน้านี้

            “ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วหรือ” นางมิอยากจะยอมรับเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นเลยไม่ว่าใครก็มิควรถูกทำร้ายเพียงเพื่อสนองความต้องการของคนไม่กี่คน

            อวิ๋นกวงส่ายหน้าช้าๆแทนคำตอบ“กระหม่อมทราบเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ”

     

            ขณะที่กำลังสนทนาอยู่นั้นเฟิงฮวาก็รู้สึกได้ถึงการมาของผู้บุกรุกจำนวนหนึ่ง

            คนของลัทธิเสวียนอู่เองก็เช่นกันพวกเขาต่างชักกระบี่ออกมาเตรียมตั้งรับ ในจังหวะเดียวกับที่ประตูเปิดออก ‘ปั้ง’

            ภายในพริบตาห้องรับแขกเดิมก็เต็มไปด้วยผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ หนึ่งในนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งที่เฟิงฮวาเหมือนจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่กลับยังนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน

            “มิได้พบกันนานเลยนะ อิงเอ๋อร์”

            เอ่อ…นานก็นานแต่ช่วยบอกให้ข้าทราบทีเถอะว่า เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรกัน

            เหมือนว่าเขาจะรับรู้ความสงสัยผ่านทางแววตาของนางบุรุษท่านนั้นก็พูดขึ้นว่า “ข้าคือหลีลู่เหอ อัครเสนาบดีแห่งซานตง”รอยยิ้มเปี่ยมด้วยไมตรีประดับอยู่บนใบหน้าของเขาอย่างเปิดเผย

            “การมาถึงของท่านคงมิใช่เพื่อมาบอกแค่ว่าท่านชื่ออะไรหรอกกระมัง” 

            "อืมอันที่จริงอวิ๋นกวงยังมิได้บอกเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้ารู้ว่า...ในตอนที่ตระกูลเฉิงก่อกบฏนั้นราชสกุลลี่สายรองก็เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกันเพียงแต่สุดท้ายกลับถูกหักหลังถูกฆ่าล้างตระกูลจนหมด...และบังเอิญว่าข้าก็เป็นทายาทแห่งสกุลสายรองนั้นที่ยังเหลือรอดอยู่"

            เรื่องราวตรงนี้เฟิงฮวามิค่อยตั้งใจฟังเท่าไหร่นักก่อกบฏแล้วโดนหักหลังนี่ก็เรียกว่าสมน้ำหน้าได้แหละ ในหัวนางกำลังคิดเรื่องเรื่องนึงอยู่แล้วก็คิดออกพอดี

            'อ๋อ…เจ้าคือคนที่จับข้าไปขายที่หอนางโลมในตอนนั้น...เจ้านี่เอง'

            “ดูท่าความแค้นของพวกเราจะมีหลายเรื่องเลยนะ…หลีลู่เหอ”รอยยิ้มเย้ยหยันดูถูกของเฟิงฮวาถูกส่งออกไปพร้อมกับกระบวนท่าต่อสู้ที่เริ่มขึ้น

            หลีลู่เหอมองไปยังนางด้วยใบหน้าขมวดคิ้วเตรียมหลบการโจมตี แต่จังหวะสุดท้ายของเฟิงฮวากลับต้องหยุดชะงักไปเมื่ออวิ๋นกวงหยิบกระบี่ขึ้นมาจ่อที่คอของนาง

            "ขออภัยด้วยองค์หญิง…ข้าตามหาตัวท่านมานานแล้วนึกไม่ถึงว่าจะใช้ยาหลอมรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงใบหน้า"ดูท่าตาแก่นั่นก็มีพิษสงอยู่เช่นกัน

            “หึ เป็นพวกเจ้าที่ส่งคนไปทำลายตระกูลของข้าหรอกหรือ”น้ำเสียงของนางพลันเย็นเยียบลงหลายส่วน

     

            รอยยิ้มเหยียดหยันบนใบหน้าของหลีลู่เหอเป็นการบ่งบอกว่า‘ใช่แล้ว’

            "ตระกูลของข้ามิเคยเป็นศัตรูกับใคร...เพราะเหตุใด...พวกเจ้าถึงทำเช่นนั้น"น้ำเสียงของเฟิงฮวาเริ่มแข็งกร้าวด้วยความเกรี้ยวโกรธ

            "ทายาทสายตรงแห่งราชสกุลเท่านั้นที่จะฝึกวิชาลับได้วิชานั่นเป็นสิ่งที่จะทำให้ข้าได้ครอบครองแผ่นดินนี้ หากเจ้าตายทายาทสายตรงเพียงคนเดียวก็จะเป็นข้าอย่างไรเล่า"

            เฟิงฮวาได้ยินคำพูดนั้นก็อึ้งงัน...หวนนึกถึงการสูญเสียหลายสิบชีวิต...

     

            เพียงเพื่ออำนาจ…

     

            เพียงเพราะสิ่งนี้ถึงกับลงมือฆ่าผู้บริสุทธิ์ นี่มันจะมากเกินไปแล้ว…

     

            สายตาของนางเปลี่ยนเป็นอำมหิตถึงขีดสุดพร้อมกับกำลังภายในมหาศาลค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนเกิดการระเบิดจ้าอย่างรุนแรงก่อนที่ทุกคนจะได้ทันหนีเอาตัวรอด ทุกสิ่งทุกอย่างก็กระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง

            ชายคนหนึ่งตั้งหลักได้จึงพุ่งเข้าใส่นางหมายจะเอาชีวิตแต่นั่นกลับเป็นการกระทำที่ผิดพลาดมหันต์เขาถูกนางสูบพลังภายในไปจนหมดเกลี้ยงเหลือเพียงซากร่างกายที่แห้งเหี่ยวกองอยู่กับพื้น

            คนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์ดังนั้นพลันเกิดอาการตกตะลึงต่างก็ถอยร่นออกไปด้วยความหวาดกลัว

            "วิชากลืนปราณหรือ...คงเป็นผู้เฒ่ายานั่นถ่ายทอดให้นางก่อนตายสินะ"อวิ๋นกวงสบถออกมา

            ณที่แห่งนั้น เหล่าชายฉกรรจ์ต่างระแวดระวังมิกล้าเข้าใกล้เฟิงฮวาอีก พวกเขารู้ดีว่าวิชากลืนปราณจะดูดพลังชีวิตของคนอื่นเอาไปเพิ่มเป็นกำลังภายในของตนเองเมื่อใช้วิชานี้แล้ว จนกว่าอีกฝ่ายจะตาย อย่างไรก็ไม่สามารถหยุดกลางคันได้

            การต่อสู้ที่เหลือจึงกลายเป็นการปล่อยกำลังภายในโจมตีจากระยะไกลทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้ไปมาอย่างสูสีเรียกว่าฝ่ายก็ไม่ถูกนักในเมื่อคนทั้งหมดต่างรุมโจมตีเฟิงฮวาผู้เดียว

            แม้นางจะมีพลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นแต่การที่ต่อสู้ตัวคนเดียวเป็นระยะเวลาหนึ่งก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นทุกทีนางรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายปล่อยออกไปตรงหน้า ก่อนจะพยายามกระโดดหนีออกไป

            แต่ว่า…มิอาจหนีพ้น

            ในที่สุดนางก็ถูกควบคุมตัวเอาไว้ได้และถูกตีจนสลบไป

            เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา…เฟิงฮวาพยายามตั้งสติกวาดสายตามองไปโดยรอบพอเห็นว่าเป็นห้องนอนที่บ้านของตนเอง ก็เริ่มรู้สึกคลายกังวลไปหลายส่วน

    แต่…เอ๊ะก่อนหน้านี้นางจำได้ว่านางกำลังต่อสู้กับพวกนั้นอยู่นี่นาแล้วเหตุใดถึงมานอนอยู่ที่นี่ได้ หรือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นนางแค่ฝันไปหรือ

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน