ฝนตกหนักจนมองไม่เห็นเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานครคอนโดมิเนียมหรูชั้นสี่สิบสองบนถนนสุขุมวิทควรจะเป็สถานที่ที่ให้ความรู้สึกถึงความสำเร็จแต่มันกลับไม่ต่างอะไรจากหลุมหลบภัยที่หนาวเหน็บสำหรับธันวาชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีนั่งอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีราคาแพงระยับ ทว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมกลับยับยู่ยี่และปลดกระดุมออกอย่างลวกๆในมือของเขามีแก้ววิสกี้คริสตัลที่น้ำแข็งละลายจนเจือจางไปนานแล้ว
เขาไม่ได้เปิดไฟแสงสว่างเพียงอย่างเดียวมาจากหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สว่างวาบอยู่บนโต๊ะกระจกมันคือข้อความแจ้งเตือนวันครบรอบจากปฏิทินที่เขาตั้งไว้เมื่อเจ็ดปีก่อน...
'วันครบรอบวันตายของพ่อ'
ธันวาหลับตาลงอย่างรวดเร็วราวกับว่าการปิดเปลือกตาจะสามารถสกัดกั้นภาพความทรงจำที่ตามหลอกหลอนเขาได้ทว่ามันเปล่าประโยชน์ภาพแววตาผิดหวังของชายชราที่นอนหอบหายใจรวยรินบนเตียงโรงพยาบาลยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเสียงแหบพร่าที่เค้นออกมาจากลำคอของพ่อยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท'ลูกทำให้พ่อผิดหวัง' นั่นคือประโยคสุดท้ายที่พ่อพูดกับเขาก่อนจะหัวใจวายเพราะเขายืนกรานที่จะเอาโฉนดบ้านไปจำนองเพื่อลงทุนในธุรกิจที่เขาเชื่อว่าจะทำให้เขารวยล้นฟ้า
และเขาทำสำเร็จ เขาใช้ความทะเยอทะยานเหยียบย่ำทุกคนเพื่อขึ้นมาสู่จุดสูงสุดเขารวยจนสามารถซื้อบ้านหลังนั้นกลับมาได้สิบหลังแต่สิ่งที่เขาต้องแลกคือชีวิตของพ่อ และหลังจากนั้นไม่นาน… คือชีวิตของ 'ก้อง'เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ร่วมสร้างบริษัทมาด้วยกัน ธันวาบีบบังคับซื้อหุ้นทั้งหมดของก้องในวันที่บริษัทกำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตัดหางปล่อยวัดเพื่อนในวันที่อีกฝ่ายกำลังล้มละลายจนก้องตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในรถยนต์ที่สตาร์ททิ้งไว้ในโรงรถ
ธันวาลืมตาขึ้น มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าต่างบานั์ั์ตาสีเข้มที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและรอยคล้ำลึกใต้ตาเขาคือผู้ชายที่สร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาจากเถ้าถ่านของคนที่รักเขาเขาคือตัวทำลายล้างที่สลักหลังให้ตัวเองเรียบร้อยแล้วว่าชั่วชีวิตนี้เขาไม่สมควรได้รับความสุข
ชายหนุ่มกระดกวิสกี้ที่เหลือลงคอจนหมด ความร้อนผ่าวไหลบาดลำคอแต่ไม่อาจกลบความรู้สึกปวดร้าวในอกได้ เขาทนความเงียบของห้องนี้ไม่ไหวอีกต่อไปธันวาคว้ากุญแจรถและเสื้อโค้ทเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจว่าฝนข้างนอกจะตกหนักแค่ไหน
เขาขับรถออกไปอย่างไร้จุดหมายปล่อยให้ความเร็วและเสียงสายฝนที่สาดกระทบกระจกช่วยกลบเสียงความคิดในหัวจนกระทั่งรถสปอร์ตคันหรูมาจอดเทียบฟุตบาทในย่านเมืองเก่าที่เขาไม่คุ้นเคยฝนเริ่มซาลงเหลือเพียงละอองบางๆ ตลาดนัดของเก่าริมทางที่ควรจะคึกคักกลับเงียบเหงามีเพียงแผงลอยไม่กี่ร้านที่ยังคงเปิดไฟดวงเล็กๆ สลัวๆ
ธันวาเดินทอดน่องไปตามทางเท้าที่เฉอะแฉะกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและสนิมเหล็กโชยมาแตะจมูกเขาไม่รู้ว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่บางทีเขาอาจแค่้าเห็นสิ่งของที่พังทลายและถูกทิ้งขว้างเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็สิ่งเดียวในโลกที่ผุพัง
สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับแผงลอยเล็กๆ ท้ายซอยชายชราท่าทางอิดโรยนั่งหลับตาอยู่หลังกองนาฬิกาโบราณและเครื่องประดับทองเหลืองหมองคล้ำท่ามกลางข้าวของระเกะระกะเ่าั้มีนาฬิกาพกสีเงินสลักลายเถาวัลย์เรือนหนึ่งวางอยู่หน้าปัดกระจกมีรอยร้าวพาดผ่านเป็แนวยาว เข็มวินาทีหยุดนิ่งอยู่ที่ตัวเลขสิบเอ็ดกับอีกสี่สิบห้านาที
หัวใจของธันวากระตุกวูบ
สี่ทุ่มสี่สิบห้า...นั่นคือเวลาที่เครื่องวัดชีพจรของพ่อส่งเสียงร้องเตือนเป็เส้นตรง
ราวกับมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมาโลหะสีเงินเย็นเฉียบัักับิั น้ำหนักของมันหน่วงมืออย่างประหลาด
"มันเดินไม่ได้แล้วพ่อหนุ่ม"เสียงแหบพร่าของชายชราเ้าของร้านดังขึ้น เขาเปิดเปลือกตาที่เหี่ยวย่นขึ้นมองธันวา"ฟันเฟืองข้างในมันพัง เวลาของมันหยุดไปนานแล้ว"
ธันวาจ้องมองหน้าปัดที่แตกร้าว ริมฝีปากกระตุกยิ้มหยันตัวเอง"ไม่เป็ไรครับ... ผมเองก็พังเหมือนกัน"
เขาล้วงธนบัตรใบพันหลายใบออกจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะโดยไม่รอเงินทอนแล้วเก็บนาฬิกาเรือนนั้นใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท เดินกลับไปที่รถ
เมื่อกลับเข้ามานั่งหลังพวงมาลัยรถที่เบาะหนังอุ่นสบายธันวาหยิบนาฬิกาพกเรือนนั้นขึ้นมาดูอีกครั้งในแสงสลัวของไฟถนนนิ้วโป้งของเขาลูบไล้ไปตามรอยร้าวบนกระจกอย่างเหม่อลอย ด้วยความเคยชินเขาขยับนิ้วไปหมุนเม็ดมะยม้าเพื่อลองไขลาน แม้จะรู้ว่ามันพังไปแล้วก็ตาม
แกร๊ก...
เสียงเฟืองโลหะขัดกันเบาๆ ดังขึ้น ธันวาขมวดคิ้ว เขาออกแรงหมุนมันอีกครั้ง
แกร๊ก... แกร๊ก... ทันใดนั้น เข็มวินาทีที่เคยหยุดนิ่งกลับเริ่มขยับแต่มันไม่ได้เดินไปข้างหน้า... มันกำลังเดินถอยหลัง
ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...
ความรู้สึกชาวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นมาตามท่อนแขนก่อนที่ความเ็ปแปลบแลบจะพุ่งเข้าจู่โจมสมองของเขาอย่างรุนแรงธันวาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ มือที่กำนาฬิกาสั่นสะท้าน มันไม่ใช่ความเ็ปทางกายแต่มันเหมือนมีใครบางคนล้วงมือเข้าไปในหัวและกระชากบางสิ่งออกไปอย่างโหดร้าย
ภาพความทรงจำในวัยเด็ก... ภาพที่เขานั่งเป่าเค้กวันเกิดก้อนแรกกับแม่ภาพรถจักรยานคันโปรดสีแดง... ทุกอย่างค่อยๆ บิดเบี้ยว ซีดจางและแตกสลายหายไปจากสมองของเขาราวกับหมอกควันที่ถูกลมพัด เขาพยายามไขว่คว้ามันไว้แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
"เกิด... เกิดอะไรขึ้น..." ธันวาครางเสียงหลงมืออีกข้างกุมขมับแน่น
เสียงฝนที่ตกกระทบหลังคารถเงียบหายไปกลิ่นอับชื้นของเครื่องปรับอากาศรถยนต์และกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงจางหายไปถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบจนเย็นเยือก
แสงไฟหน้ารถที่เคยสาดส่องถนนเปียกแฉะเปลี่ยนเป็แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวสว่างจ้าที่ส่องมาจากเพดาน
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากลมหายใจสะดุดกึกเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้นั่งอยู่ในรถสปอร์ตอีกต่อไปเขากำลังยืนอยู่กลางโถงทางเดินยาว ผนังทาสีเขียวอ่อนบนเพดานมีป้ายไฟอักษรสีแดงสว่างวาบเขียนว่า 'ICU'
ธันวากะพริบตาถี่ๆ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกจากอก นี่มันบ้าอะไรกันเขากำลังฝันไปงั้นหรือ? เขาจำทางเดินนี้ได้แม่นยำ มันคือโรงพยาบาลที่พ่อเขา...
สายตาของเขาตวัดไปที่หน้าห้องฉุกเฉิน ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวหญิงวัยกลางคนในชุดนอนสีซีดกำลังทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้พลาสติกสองมือปิดหน้า ไหล่ของเธอสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร
"แม่...?" ธันวาพึมพำ เสียงของเขาแหบแห้งแม่ดูหนุ่มกว่าที่เขาเห็นครั้งล่าสุดมาก ผมของเธอยังเป็สีดำขลับไม่มีผมหงอกสักเส้น
ก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวเข้าไปหา ทันใดนั้นเสียงะโกราดเกรี้ยวก็ดังทะลุโสตประสาทของเขาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"เพราะแก! ถ้าแกไม่เถียงพ่อจนพ่อช็อกพ่อก็คงไม่ต้องมานอนรอความตายแบบนี้! ฉันเกลียดแก ธันวา แกมันลูกทรพีแกฆ่าพ่อของแกเอง!"
ธันวาผงะถอยหลังราวกับถูกตบหน้าอย่างจังเขาหันซ้ายหันขวาเพื่อหาที่มาของเสียง แต่โถงทางเดินนั้นว่างเปล่ามีเพียงเขากับแม่สองคนเท่านั้น
"ทำไมถึงเป็แบบนี้... ฉันเลี้ยงแกมาผิดพลาดตรงไหนแกถึงได้เห็นแก่ตัวแบบนี้"
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ธันวาเบิกตากว้างจ้องเขม็งไปที่หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าแม่ยังคงนั่งเอามือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นริมฝีปากของเธอไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย ไม่มีเสียงสะอื้นใดๆ หลุดลอดออกมาเป็คำพูด
แต่เสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของเขากลับชัดเจน ชัดเจนเสียจนแก้วหูแทบแตกมันคือเสียงของแม่ ไม่ใช่เสียงที่เปล่งผ่านลำคอแต่เป็เสียงที่กรีดร้องออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ
"ฉันอยากให้คนที่นอนอยู่ในห้องนั้นเป็แก ไม่ใช่เขา..."
ธันวายืนนิ่งงัน ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วเขาเพิ่งตระหนักได้ถึงความจริงสองประการที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต
หนึ่ง... เขาย้อนเวลากลับมาในคืนที่ชีวิตของเขาพังพินาศที่สุด
และสอง... เขาไม่ได้กลับมาแค่เพื่อแก้ไขอดีตแต่เขากลับมาพร้อมกับคำสาปที่ต้องได้ยินความจริงอันโหดร้ายที่สุดที่มนุษย์เก็บซ่อนไว้ในใจ
ชายหนุ่มก้มลงมองมือตัวเอง นาฬิกาพกสีเงินยังคงอยู่ในกำมือเข็มวินาทีของมันกำลังเดินถอยหลังอย่างเงียบเชียบราวกับกำลังนับถอยหลังสู่การพังทลายของโลกใบใหม่ที่เขาเพิ่งก้าวเข้ามา