วันนี้อู๋จือทำตัวติดกับหวังหวั่น หลังเลิกงานก็ยังตามภรรยาของหัวหน้าจางผู้นี้ไปที่เรือนเพื่อเอาตำราที่บอกกันไว้ จางเจิ้งจีที่เดินสวนกับอู๋จือหน้าประตูถึงกับขมวดคิ้ว ครั้นเข้าไปในเรือนก็อุ้มเอาหวังหวั่นเข้าไปในห้องนอน ลูบไล้กอดจูบ
“เหตุใดวันนี้อู๋จือต้องตามเ้าทั้งวัน พวกเ้ามีความลับกันหรือไร ”
มือปราบหญิงผู้งดงามบอบบางเห็นสีหน้าบึ้งตึงของสามีก็หัวเราะ ยกนิ้วขึ้นไล้ริมฝีปากของจางเจิ้งจีเบาๆ “สหายของท่านน่ะสิ ทำเอาสหายข้าปั่นป่วนไปหมดแล้ว”
“หือ ฮัวหยางน่ะหรือ อย่าบอกนะว่าอู๋จือชอบเ้าหมอบ้านั่น”
“ท่านพี่ ท่านไม่ควรเรียกสหายลับหลังว่าเ้าหมอบ้านะเ้าคะ”
“ก็เขาบ้าจริงๆ นี่ เ้าไม่เห็นหรือว่าวิชาแพทย์ของฮัวหยางล้ำเลิศเพียงนั้นแต่กลับหมกตัวคิดค้นปรุงยาทั้งวัน ไม่ยอมรักษาผู้ใด หากว่าเขายอมเข้าวังน่าจะได้เป็หมอหลวงไปนานแล้ว”
หวังหวั่นใช้ปลายนิ้วเคาะริมฝีปากสามีเบาๆ “คนเรามีความชอบไม่เหมือนกันนะเ้าคะ คุณชายใหญ่ฮัวเกิดมาไม่ขาดแคลนทั้งรูปทรัพย์และเงินทอง พร้อมพรั่งด้วยคนเอาใจ ไม่จำเป็ต้องดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งใด การปรุงยาอาจจะเป็ความสุขที่สุดของเขาแล้วก็ได้”
“อืม ก็คนเหมือนอย่างเ้า มีทุกอย่างแล้วแต่ขาดแคลนบุรุษที่คู่ควรจะอยู่ข้างกาย จึงต้องมาหาเอาในหน่วยที่สามใช่หรือไม่ ”
“ท่านพี่ อยากมาล้อข้านะเ้าคะ ถ้าข้ารอให้ท่านพี่ชายตามองก็คงไม่มีโอกาส หากว่าข้าไม่มาวุ่นวายวอแวอยู่ใกล้ๆ ข้ากับท่านก็คงไร้วาสนา”
จางเจิ้งจียิ้มก้มลงหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ “คนไม่ขาดแคลนมักไม่ดิ้นรน ก็คงจะเหลือแต่คนรักนี่กระมัง ที่ฮัวหยางยังไม่มี”
หวังหวั่นเลิกคิ้วเอียงคออยู่ในอ้อมกอดของคนร่างใหญ่
“รูปร่างหน้าตาอย่างสหายท่านพี่ แม้แต่เทพเซียนก็ยังอิจฉา ไม่น่าจะขาดคนเข้ามาให้เลือกนะเ้าคะ”
“มีคนเข้ามาเยอะก็จริง ทั้งบุรุษ ทั้งสตรี แต่ฮัวหยางเป็คนเื่มาก ยังไม่เคยถูกใจผู้ใดสักคน ตอนที่เขาไปหอสะท้านจันทร์ก็แค่ไปรักษาโรคให้พวกนางคณิกา ไม่เคยหลับนอนกับหญิงใด”
พอพูดถึงหอสะท้านจันทร์ หวังหวั่นก็ทำหน้าตึง นางเคยลอบตามจางเจิ้งจีกับฮัวหยางเข้าไปในนั้นเพราะคิดว่าทั้งคู่จะไปหาความสำราญ พอเห็นสายตาภรรยาดูดุขึ้น จางเจิ้งจีก็รีบเอ่ยต่อเสียงอ่อยๆ
“หวั่นเอ๋อร์ ข้าพูดแค่นี้เ้าก็โมโหแล้ว ข้าก็ไม่เคยหลับนอนกับสตรีในนั้นนะ ข้าแค่ตามฮัวหยางเข้าไปดูแลเขาตรวจโรคเฉยๆ”
“จริงหรือเ้าคะ หรือว่าตอนนั้น ข้าแค่ไม่เห็นคาหนังคาเขา ”
“เฮ้อ! ข้าไม่รู้เลยนะว่ามีภรรยาขี้หึงเยี่ยงนี้ มาๆ เรามาปรับความเข้าใจกันสักหน่อยดีกว่า” จางเจิ้งจีหันไปดึงผ้าม่านลง แล้วก็โยนผ้ารัดเอวของตนออก หมายจะเริ่มต้นกระบวนการปรับความเข้าใจกับภรรยาโดยไม่ต้องมีเสื้อผ้า
หญิงสาวที่ถูกปลดสายรัดเอวออกแล้วรั้งร่างเข้าไปในอ้อมกอดอบอุ่น หัวเราะคิกๆ “เราพูดเื่ของคุณชายใหญ่ฮัวอยู่นะเ้าคะ”
“เอาไว้ก่อนก่อนเถิด ข้าอยากให้ภรรยาคนงามเข้าใจข้าอย่างถึงเนื้อใน ดังนั้นเราต้องคุยกันแบบเปิดอกก่อน”พูดจบหัวหน้ามือปราบก็ริบปิดปากภรรยาด้วยริมฝีปากของตนเอง
อู๋จือซ่อนตำราเล่มที่หวังหวั่นให้ใส่อกเสื้อ นางต้องไปคฤหาสน์สกุลฮัวหลังเลิกงาน พอไปถึงเรือนฮัวฮูหยินก็มองหามุมลับตาคน หยิบเอาตำราออกมาอ่าน
ในตำราเล่มบางๆ นั้น พูดถึงความรู้สึกหญิงสาวและชายหนุ่มที่มีต่อกัน เช่นใดจึงเรียกว่าชอบ เช่นใดจึงเรียกว่ารัก และเช่นใดจึงเรียกว่ารักลึกซึ้ง แต่หวังหวั่นไม่ได้บอกอู๋จือว่าในตำรานั้นมีภาพหญิงชายกอดจูบกันตามสถานที่ต่างๆ อยู่เต็มไปหมด
มือปราบหญิงตาโตภาพพวกนั้นเหมือนกับที่ฮัวหยางทำกับนาง ผลักติดกำแพงแล้วจูบ และจูบอยู่ในห้องอาบน้ำ
‘แย่แล้ว! เห็นรูปไหนก็พาลคิดไปว่าเป็ตัวเองกับเ้าหมอโฉดทั้งนั้น นี่ข้า...ข้าคิดลามกกับเขาถึงขนาดนี้เชียว’
พอดูจนจบเล่ม อู๋จือก็ปิดตำราแล้วเอาไปซ่อนในซอกเล็กๆ ของกำแพงที่มีพุ่มไม้บังอยู่ นางตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเอาไปคืนหวังหวั่น หากมีคนมาเห็นเข้า ต้องคิดว่านางเป็ผู้หญิงลามกเป็แน่
อู๋จืออ่านตำราเสร็จก็ถือถุงผ้าเสื้อผ้าชุดใหม่ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวมด้านหลัง นางไม่กล้าเฉียดกรายไปใกล้เรือนของคุณชายใหญ่อีกแล้ว พอนางอาบน้ำรับประทานอาหารเรียบร้อยก็ถูกตามตัวไปหาพ่อบ้านใหญ่
พ่อบ้านฝูมายืนรออยู่หน้าเรือนของฮัวฮูหยิน พอเห็นมือปราบหญิงในชุดสาวใช้ก็บอกภารกิจสำคัญให้แก่นาง “วันนี้คุณชายใหญ่จะให้เ้าติดตามออกไปข้างนอก น่าจะมีเื่สำคัญ เ้ารีบตามข้าไปที่ประตูหลังเถิด”
“เหตุใดต้องออกทางประตูหลังหรือเ้าคะ ”
“เ้าไปถามคุณชายใหญ่เองเถิด ข้าก็แค่บ่าว ทำตามคำสั่งเช่นกัน”
ได้ยินว่าออกไปข้างนอก อู๋จือก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย หากว่าฮัวหยางเรียกนางไปที่เรือนของเขานางคงจะรู้สึกอึดอัด ฮัวหยางนั่งอยู่บนหลังม้า ข้างๆ มีบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งจูงม้ารออยู่
“มือปราบอู๋ ม้าของท่านอยู่นี่ขอรับ”
“เร็วเข้า จือจือ ข้านัดคนเอาไว้”
อู๋จือได้ยินคำเรียกของฮัวหยางหน้าก็หน้าตึง นางเกรงว่าพ่อบ้านฝูกับบ่าวรับใช้จะเอาไปลือกันผิดๆ แต่คุณชายใหญ่กลับไม่มองหน้ามือปราบหญิงเลยสักนิด
“ไปกันได้แล้ว” เขาไม่รอให้นางขึ้นม้าเสร็จก็ชักบังเหียนใช้เท้าตบท้องม้านำหน้าไปก่อนแล้ว
ม้าของฮัวหยางและอู๋จือวิ่งไปหยุดที่หน้าหลังเฉี่ยนซือ ซึ่งเป็ร้านค้าสมุนไพรของสกุลฮัวสาขาที่สิบ นี่คือร้านที่น้องสาวของอู๋จือทำงานอยู่
‘นี่มันสาขาที่เสี่ยวถงทำงานอยู่นี่ เหตุใดเขาต้องมา ปกติไม่เห็นเคยได้ยินว่าคุณชายใหญ่ฮัวออกมาตรวจตราร้านสาขาเลยสักครา’
ฮัวหยางลงจากรถม้าผูกเชือกกับที่ผูกด้านหน้าแล้วเดินนำเข้าไปในร้าน หลงจู๊จี้ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อู๋จือตามไปติดๆ นางได้ยินคุณชายใหญ่ถามหลงจู๊จี้อย่างชัดเจน
“ยาแก้ผื่นคันภูมิแพ้ที่ข้าคิดค้นมีคนทำเลียนแบบอย่างนั้นหรือ ”
“ขอรับ พวกเขาขายโดยที่บอกว่าเป็ยาที่ท่านเป็ผู้ปรุงขึ้นมา มีหลายคนมาร้องเรียนว่ากินไปแล้วทรุดหนัก บางคนล้มป่วยอาการครึ่งเป็ครึ่งตาย มิใช่อาการกระทุ้งโรคอย่างที่ท่านเคยบอก ตอนนี้คนพวกนั้นรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอของหมอไฉขอรับ”
คุณชายใหญ่ฮัวสีหน้าเคร่งเครียด “ยาที่ข้าปรุงขึ้นก็บอกแล้วว่ากินไประยะแรกจะต้องมีอาการกระทุ้งโรคออกมา แต่จะหายในภายหลัง มิใช่ทรุดหนัก เห็นทียาที่แอบอ้างชื่อพวกนี้ต่อไปจะสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของร้านยาเฉี่ยนซือของเรา เช่นนี้ต้องสืบหาคนทำอย่างเร่งด่วน”
“ข้าส่งคนไปสอบถามมาแล้วขอรับ มีเพียงคนเขตนี้เท่านั้นขอรับที่หาซื้อยาปลอมพวกนี้มาได้ พวกเขาพูดตรงกันว่าคนที่ขายส่ง บอกว่าตนเองคือหลงจู๊ซุย แต่ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน” หลงจู๊จี้สีหน้าเป็กังวล
“คนพวกนี้เลวนัก เอาความเป็ความตายของผู้อื่นมาหาผลประโยชน์ กล้าขายยาปลอม ซ้ำยังเป็พิษ ช่างเลวร้ายนัก ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อหลงจู๊ซุยมาก่อน”
หลงจู๊จี้ไปหยิบเอาแผ่นร้องเรียนเื่ยาของพวกชาวบ้านมายื่นให้กับฮัวหยางอ่าน ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน ค่อยๆ อ่านไปเรื่อยๆ
“อาการพวกนี้ดูเหมือนจะเป็พิษที่เกิดจากการใช้สมุนไพรราคาถูกมาปน” ฮัวหยางพับเอากระดาษที่มีคำร้องเรียนทั้งหมดใส่ในสาบเสื้อ “ข้าจะไปจัดการเื่นี้กับสำนักมือปราบด้วยตนเอง ขอบใจมากนะหลงจู๊จี้”
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องโถงด้านในของร้านยาเฉี่ยนซือ พอออกมาจากประตู ฮัวหยางหันไปหาอู๋จือ “ที่ข้าพาเ้ามาก็เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้ปัญหาของร้านเฉี่ยนซือก็คือมีคนแอบอ้างใช้ชื่อยาลูกกลอนของเราวางจำหน่าย โดยที่ยาพวกนั้นเป็ยาอันตราย”
****************
