ทักษพรได้ยินคำปลอบโยนของคุณภัสราก็น้ำตารื้น
“หนูเลี้ยงลูกคนเดียวคงจะลำบากมาก ต่อไปเราก็จะกลายเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว พาน้องพืชไปเล่นกับแม่บ่อยๆ นะ แม่จะอยู่ไทยอีกไม่กี่เดือน ถ้ามีเด็กน้อยให้เล่นด้วยก็คงเพลินดี บ้านนั้นอยู่ใกล้น้องทิกเกอร์ด้วย มีทั้งน้องพืชมีทั้งน้องทิกเกอร์ คงสนุกน่าดู”
ทักษพรยกมือไหว้ขอบคุณภัสรา ในใจก็รู้สึกเต็มตื้น ที่ผ่านมาเธอเคยคิดมาตลอดว่าหากธนารู้ว่าเขามีลูกกับเธอ เขาจะรู้สึกอย่างไร? ครอบครัวเขาจะคิดกับเธอแบบไหน? เธอไม่กล้าบอกกับคนอื่นแม้แต่คนใกล้ชิดว่าน้องพืชเป็นลูกของธนาเพราะหากความลับถูกเปิดเผย ทุกคนต้องคิดว่าเธอหวังในมรดกของตระกูลเขา
“ขอบพระคุณท่านมากค่ะ”
“อย่าเรียกแบบนั้นเลย ห่างเหินไปหน่อย เรียกคุณแม่เถอะนะ”
ลิลี่ยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู นอกจากท่านประธานใหญ่จะเสนอตัวเป็นพ่อแล้ว คุณแม่ของท่านประธานใหญ่ยังเสนอตัวเป็นคุณย่าอีก
“คงไม่เหมาะมั้งคะ ดิฉันเป็นแค่พนักงานในบริษัท เรียกท่านแบบนั้นคนอื่นได้ยินเข้าจะเข้าใจผิดกันเปล่าๆ”
คุณภัสรายื่นมือจับมือทักษพรไว้ ยิ้มให้เธออย่างเมตตา “ทำไมล่ะ? ทีน้องพืชยังเรียกธนาว่าคุณพ่อได้เลย หนูผักจะเรียกฉันว่าคุณแม่ก็ไม่แปลกนี่ คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่างเขาเถอะ เอาเป็นว่าฉันเมตตาหนูผักกับน้องพืชก็แล้วกัน น่านะ ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน”
ทักษพรพูดไม่ออก ไม่ว่าจะด้วยสถานะที่คนอื่นเห็นจากภายนอกหรือความเป็นจริงระหว่างเธอกับครอบครัวธนา เธอก็ไม่อาจปฏิเสธ “ค่ะ”
หญิงสูงวัยหันมามองหน้าลิลี่ “หนูเป็นเจ้าของบ้านที่น้องพืชอาศัยอยู่ด้วยใช่ไหมจ๊ะ?”
“ค่ะ หนูชื่อลิลี่ แฟนหนูชื่อแบงค์เป็นเพื่อนสนิทของพี่ผักค่ะ พวกเราก็เลยอยู่ด้วยกัน ดูแลกัน”
“ดีจริง หนูสองคนช่างมีน้ำใจ เอาไว้แม่ย้ายไปอยู่ที่นั่นก็ไปทานข้าวกันบ่อยๆ นะคะ”
ลิลี่ยกมือไหว้ขอบพระคุณ ลิลี่เห็นว่าบรรยากาศในห้องชื่นมื่นยิ่งนักก็เลยขอตัวลากลับ น้องพืชโบกมือลาแม่ลี่ของตนด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข เด็กชายดีใจที่ตนเองมีทั้งคุณพ่อ คุณย่าและคุณอา คำที่คุณครูเคยสอนให้เรียกคนในครอบครัวตอนนี้เขามีเกือบครบแล้ว
ณัฐวุฒิเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามชายอีกสองคน เขาชี้ให้คนทั้งสองวางถุงที่นอนและกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ข้างโซฟา ภัสรากับธเนศขอตัวกลับเพราะเห็นว่าได้เวลาที่เด็กน้อยควรนอนแล้ว
“พรุ่งนี้เช้า ย่าจะมาหาน้องพืชใหม่นะครับ” ภัสราก้มลงหอมแก้มเด็กชาย
ธเนศก็เดินมาหอมแก้มเด็กชาย “พรุ่งนี้ อาจะมาพร้อมคุณย่านะครับ น้องพืชอยากได้ของเล่นอะไรบอกอาได้เลย พรุ่งนี้อาจะซื้อมาฝาก”
“รถครับ รถดับเพลิงคันใหญ่”
ทักษพรรีบอธิบายว่าลูกชายเธอมีรถของเล่นคันเล็กๆ อยู่หลายแบบ
“อ้อ ชอบรถนี่เอง พรุ่งนี้อาจะซื้อมาให้นะครับ”
เด็กชายยิ้มแป้น หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจเมื่อธนาจับมือข้างที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือขึ้นมาโบกมือให้สองแม่ลูกที่กำลังจะกลับ
“บ๊ายบายครับคุณย่า คุณอา”
พอทุกคนกลับไป ธนาก็บอกทักษพรให้ไปอาบน้ำ เขาจะดูแลน้องพืชเอง
หญิงสาวปิดไฟใหญ่ในห้องเหลือเพียงโคมไฟที่ผนังข้างประตูทางออก ก่อนจะหยิบกระเป๋าเดินเข้าไปในห้องน้ำ เด็กชายหาวนอนติดๆ กันสองสามครั้งบอกราตรีสวัสดิ์คุณพ่อคนใหม่แล้วผล็อยหลับไป
พอทักษพรเดินออกมาจากห้องน้ำ ธนาก็หิ้วกระเป๋าเข้าไปอาบบ้าง ชายหนุ่มดึงที่นอนออกมาปูข้างหน้าโซฟาที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเตียง
“คุณนอนบนโซฟานะ ผ้าห่มกับหมอนผมสั่งณัฐเอามาเผื่อคุณแล้ว”
“ให้ดิฉันนอนพื้นดีกว่าไหมคะ?”
“ไม่ได้ๆ ผมขายาวกว่าโซฟาเยอะ นอนไม่สะดวก คุณนอนบนโซฟาจะดีกว่า” ธนาอมยิ้มในความมืด หากเขาพูดทำนองเสียสละเธอจะต้องเถียงนอนพื้นแน่ แต่พอเป็นเหตุผลว่าเขานอนไม่สะดวก ทักษพรจำต้องรับคำ
พอศีรษะคนทั้งสองแตะหมอน ทักษพรก็คิดจะพูดจาแบ่งขอบเขตความสัมพันธ์กับเขาให้ชัดเจนแต่หากจะพูดตอนนี้คงไม่เหมาะ เธอนอนหันหลังให้กับเขาคิดหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อให้เขายอมรับจะหลับไป
คุณภัสรามาถึงแต่เช้าพร้อมด้วยผู้ติดตามอีกสองคน หนึ่งในสองคือเนตรดาวที่ยิ้มทักทายเธอพร้อมทั้งถามไถ่ถึงอาการของน้องพืช ทักษพรยิ้มน้อยและยืนยันว่าลูกชายของตนอาการดีขึ้นแล้ว ความจริงเธอรู้สึกอายเนตรดาวเพราะอีกฝ่ายน่าจะรู้แล้วว่าเมื่อคืนธนานอนเฝ้าไข้น้องพืชอยู่กับเธอ
“ดาว จัดโต๊ะอาหารให้ทีนะ”
“ค่ะ” เนตรดาวหันไปบอกให้ผู้หญิงอีกคนหิ้วชุดทำงานของบอสไปแขวนไว้ในห้องน้ำ ส่วนตนเองก็ง่วนกับการจัดอาหารเช้าบนโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กที่มุมห้อง
ภัสราเดินไปยืนปลายเท้าของลูกชายที่นอนอยู่พื้น ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมอง “นา นอนพื้นเหรอลูก?” คนเป็นแม่เลิกคิ้วสูง อมยิ้มเล็กน้อย
ธนาผงกศีรษะขึ้น แล้วลุกขึ้นนั่งบนโซฟา ทักษพรกลัวถูกผู้ใหญ่ตำหนิที่ปล่อยให้ท่านประธานใหญ่นอนพื้นได้แต่ทำหน้าเจื่อนยืนอยู่ข้างเตียงลูกชาย
“ดีแล้ว อยากเป็นพ่อคนก็ต้องรู้จักเสียสละ” ภัสรายิ้มกว้างแล้วหันไปบอกให้ผู้ติดตามจัดแจงอาหารไว้บนโต๊ะ “แม่ให้คนเอาชุดทำงานมาให้ด้วยกลัวว่าชุดที่ณัฐพับมาให้จะยับ”
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มรับเสื้อผ้าแล้วหันไปหยิบกระเป๋าสัมภาระเดินเข้าไปอาบน้ำแต่งตัว
ทักษพรลุกขึ้นอาบน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ เธอไม่อยากให้ธนาเห็นตอนที่เธอดูทุลักทุเลก็เลยรีบทำทุกอย่างให้เรียบร้อย กำลังคิดจะเดินลงไปซื้ออาหารเช้าที่หน้าโรงพยาบาลคุณภัสราก็มาพอดี
ผู้ติดตามทั้งสองไปนั่งรออยู่เก้าอี้หน้าประตูห้อง น้องพืชตื่นนอนขึ้นมาเห็นพ่อและย่าก็ยิ้มกว้างทักทายคนทั้งสองอย่างมีความสุข
“ให้ย่าช่วยเช็ดตัวให้ดีไหม?” หญิงสูงวัยก้มลงไปยิ้มกับเด็กชาย
“ครับ”
“จะดีเหรอคะ? ให้หนูทำเองเถอะค่ะ”
“เอาน่า ให้ฉันทำเถอะ ฉันอยากดูแลหลานบ้าง”
ธนาพยักหน้าให้เธอทำตามที่คุณแม่เขาขอ ทักษพรเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วแอบหยิกหลังมือตัวเอง เธอคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นแค่ความฝัน ไม่รู้ว่าครอบครัวของเขาจะเมตตาเธอกับลูกไปถึงเมื่อไหร่?
วรภัทรเดินมาถึงหน้าประตูห้องเห็นคนคุ้นหน้าก็เอ่ยทัก “คุณดาว มาเยี่ยมน้องพืชเหมือนกันเหรอครับ?”
เนตรดาวอึกอักรับคำอ้อมแอ้ม “ค่ะ”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเคาะประตูสองสามครั้งแล้วเปิดประตูเข้าไป แต่พอเห็นคนที่นั่งอยู่ข้างในเขาถึงกับชะงัก “คุณธนา”
“คุณภัทร เชิญครับ พอดีเลย คุณแม่ผมก็มาด้วยจะได้รู้จักกันไว้” ชายหนุ่มหันไปทางผู้สูงวัย “คุณแม่ครับ นี่คุณภัทรเจ้าของสกายกิฟต์ตอนนี้เป็นผู้จัดการใหญ่ของเรา”
วรภัทรรีบยกมือไหว้คุณภัสราอย่างนอบน้อม หญิงสูงวัยแนะนำชื่อตนเอง “ดิฉันชื่อภัสรา เรียกคุณซาร่าก็ได้ พอไปอยู่ต่างประเทศคนที่นั่นเรียกแต่ซาร่าก็ชินแล้วล่ะค่ะ”
ชายหนุ่มโอภาปราศรัยกับสองแม่ลูกไปพลาง สายตาก็เหลือบมองบนโต๊ะเล็กที่สองแม่ลูกนั่งอยู่ บนนั้นมีถ้วยข้าวต้มที่ถูกกินหมดแล้วสองถ้วย จานใส่อาหารสามใบเล็ก และอีกสองยังมีซาลาเปากับปาท่องโก๋ “คุณธนามาเยี่ยมน้องพืชเหรอครับ?”
“ดิฉันต่างหากที่มาเยี่ยม แต่นาน่ะ เขานอนเฝ้าไข้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ”
รอยยิ้มของวรภัทรเลือนหายไปในทันที เขาหันไปมองเด็กชายที่นอนอยู่บนเตียง น้องพืชลืมตาขึ้นมองคนนั้นทีคนนี้ที ทักษพรยื่นมือไปแตะหน้าผากและแก้มของลูกเพื่อเช็คอุณหภูมิ ส่วนธนาก็ลุกขึ้นไปยืนอีกข้างของเตียง
“ยังปวดท้องอยู่ไหมลูก?”น้ำเสียงของชายหนุ่มอ่อนโยน
วรภัทรยืนตัวแข็งทื่อ เขารู้สึกมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ตรงนี้ครับ คุณพ่อ”
คำตอบของเด็กชายทำเอาคนมาเยือนคนล่าสุดถึงกับมือไม้เย็นเฉียบ แค่เขาหายไปคืนเดียว ธนาก็กลายเป็นพ่อของน้องพืชไปซะแล้ว
***************
