บทที่ 13 ไล่ล่า
ท่ามกลางูเาที่ปกคลุมไปด้วยพฤกษานานาชนิดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่
“ศิษย์พี่พวกมันใกล้จะตามพวกเราทันแล้วขอรับ” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้น เมื่อได้ยินเช่นนั้นสตรีผู้ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่นั้นก็ได้หันกลับไปมองด้านหลังของตน
บัดนี้ด้านหลังของพวกนางนั้นถูกไล่ตามมาด้วยสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่าเผ่ามารโลหิตร่างกายของพวกมันนั้นมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์แต่บนศีรษะของพวกมันมีเขาสีดำทมิฬคู่หนึ่งอยู่ พลังกายของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีมากกว่ามนุษย์ระดับเดียวกันเป็อย่างมาก
เมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมาสิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านี้ก็บุกเข้ามายังชายแดนเมืองคาบสมุทรโดยไม่ทันให้ผู้ใดได้ทันตั้งตัว
กว่าที่ยอดฝีมือของสำนักคลื่นวารีจะมาถึงจอมยุทธ์ที่ป้องกันชายแดนของเมืองก็ถูกจัดการไปจนหมดเสียแล้ว
ยอดฝีมือที่มาถึงในภายหลังนั้นเป็จอมยุทธ์ระดับขุนพลในไม่ช้าก็จัดการกับสิ่งมีชีวิตประหลาดพวกนี้ที่ชายแดนจนหมด เหมือนเื่จะจบลงแค่ตรงนี้แต่แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
หลังจากที่ยอดฝีมือผู้นั้นจัดการสิ่งมีชีวิตประหลาดนั้นเสร็จสิ้นได้ไม่นาน กลุ่มสิ่งมีชีวิตประหลาดเ่าั้ได้บุกโจมตีเข้ามาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ในหมู่ของสิ่งมีชีวิตประหลาดเ่าั้มีผู้ที่มีพลังระดับขุนพลถึง7ตน บทสรุปของชายผู้นี้คงเดาไม่ยาก
ยอดฝีมือผู้นั้นของเมืองคาบสมุทรถูกเหล่าขุนพลทั้ง7นั้นสังหาร เมื่อสำนักคลื่นวารีรับรู้ได้ว่ามีจอมยุทธ์ในสำนักถูกจบชีวิตลง
สิ่งนี้ทำให้สำนักคลื่นวารีเดือดดาลเป็อย่างมากและเริ่มเรียกยอดฝีมือทั้งหมดของสำนักคลื่นวารี
แต่ไม่ทันให้ผู้คนในสำนักต้องทำอันใดเสียงอันดุร้ายได้ดังขึ้นจากชายแดนของเมืองพร้อมส่งแรงสั่นะเืไปทั่วเมืองคาบสมุทร
สิ้นเสียงนี้เ้าสำนักและบรรพชนของสำนักคลื่นวารีได้ปรากฏกายขึ้นเหนือสำนัก เ้าสำนักและบรรพชนท่านนี้ล้วนแต่เป็ยอดฝีมือระดับราชันย์ยุทธ์โดยเฉพาะบรรพชนผู้นี้อีกครึ่งก้าวก็เข้าสู่ราชันย์ยุทธ์ขั้นกลางแล้ว
เมื่อเห็นทั้งสองคนออกมา ลอยอยู่เหนือสำนักเหล่าผู้าุโและจอมยุทธ์ในสำนักจึงมารวมตัวกันเื้ัของชายทั้งสอง
เหล่าจอมยุทธ์พเนจรและชาวเมืองเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้านี้รวมกับเสียงคำรามที่พวกตนได้ยินเมื่อครู่ ทุกคนในที่นี้ก็รับรู้ได้ว่ากำลังจะมีการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้น เหล่าผู้คนและจอมยุทธ์พเนจรทั้งหลายคิดได้เช่นนี้จึงเร่งรีบที่จะหนีออกจากเมืองนี้ไปให้ไกล
เหล่าจอมยุทธ์ของสำนักคลื่นวารีเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ก็ไม่ได้ห้ามแต่อย่างใดทำเพียงแค่มองไปที่ผู้คนที่กำลังหนีออกจากเมืองด้วยสายตาที่เย้ยหยัน
“ฮึ ไอเ้าคนพวกนี้ช่างขี้ขลาดตาขาวยิ่งนักยังไม่ได้รู้อย่างแน่ชัดเลยว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ แต่กลับวิ่งหนีกันเสียก่อนแล้ว”
ชายชราบรรพชนของสำนักคลื่นวารีได้หันไปมองยังศิษย์ที่พึ่งเอ่ยคำพูดเมื่อครู่ “หากเ้ารู้ถึงจำนวนและความแข็งแกร่งของศัตรูข้าหวังว่าเ้าจะมิเป็เฉกเช่นคนพวกนั้นนะ”
สิ้นเสียงชายชรา ผู้าุโคนหนึ่งของสำนักได้เอ่ยขึ้น “ท่านบรรพชนศัตรูของเราแข็งแกร่งเพียงใดหรือขอรับ ถึงกับทำให้ท่านบรรพชนออกมาด้วยตนเอง”
ครั้งนี้ชายชราไม่ได้ตอบ แต่ผู้ที่ตอบกลับนั้นคือเ้าสำนักคลื่นวารีคนปัจจุบัน “ศัตรูของเราในครานี้ไม่อาจระบุได้ชัดเจนว่ามาจากขุมอำนาจใดและไม่มีทางที่จะเป็อีกสองเมืองใหญ่แน่นอน”
“เพราะที่ผ่านมาทั้งสามเมืองคอยค้านอำนาจกันอยู่ไม่มีทางที่จะมีเมืองใดกล้าเปิดศึกก่อนเป็แน่ แต่ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าเป็ขุมอำนาจใดเพราะยอดฝีมือของสำนักเราถูกสังหารไปหนึ่งคนยังไงแค้นนี้เราก็ต้องเอาคืนให้สาสม”
ในเวลานี้เสียงของบรรพชนของสำนักก็เอ่ยแทรก “ตอนที่เกิดเสียงคำรามนั้นเ้าคงรู้แล้วใช่หรือไม่เ้าหนูว่าเ้าของเสียงนั้นมีพลังระดับราชันย์ยุทธ์” เ้าสำนักเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้ารับ “ขอรับท่านบรรพชน” สิ้นเสียงของเ้าสำนัก
ชายชราได้เอ่ยต่อ “แต่เ้าคิดจริงๆ หรือว่าถ้ามีแค่ราชันย์ยุทธ์ธรรมดาตัวข้าจะออกมา” เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเ้าสำนักและเหล่าผู้าุโรวมถึงศิษย์ในสำนักก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
ในสำนักคลื่นวารีมีจอมยุทธ์ระดับราชันย์ยุทธ์อยู่5คนนั่นก็คือผู้าุโสามลำดับแรกของสำนักมีระดับการฝึกฝนที่ราชันย์ยุทธ์แต่ยังมิได้เข้าสู่ระดับต้น
อีกสองคนก็คือเ้าสำนักคลื่นวารีและบรรพชนผู้นี้นั่นเอง
คนแรกนั้นคือราชันย์ยุทธ์ระดับต้นและหลังนั้นคือราชันย์ยุทธ์ครึ่งก้าว ระดับกลาง ดังนั้นต่อให้มีราชันย์ยุทธ์ทั่วไปบุกเข้ามา4คนพร้อมกันก็ไม่มีความจำเป็ที่ท่านบรรพชนจะต้องออกมา แล้วการที่ท่านบรรพชนออกมาสิ่งนี้หมายถึงอะไร
ไม่รอให้ผู้ใดคิดอันใดอีกเสียงะเิได้ดังขึ้นจากด้านนอกของเมืองพร้อมกับเสียงคำรามที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสยดสยองไปตามๆ กัน
ต่อมากลุ่มสิ่งมีชีวิตเหมือนมนุษย์ที่มีเขาคู่สีดำทมิฬบนศีรษะได้ปรากฏขึ้นอยู่บนท้องฟ้าท่ามกลางสายตาของผู้คนในสำนักด้านหลังของกลุ่มสิ่งมีชีวิตนั้นปรากฏซากศพจำนวนมากที่ถูกพลังปราณบีบอัดให้มารวมกัน
ทันใดนั้นเหล่าสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าได้โยนเศษซากเ่าั้ลงมายังเมืองคาบสมุทร ภาพของเหล่าซากศพที่กำลังร่วงหล่นดั่งเม็ดฝนสิ่งนี้ทำให้เหล่าศิษย์ในสำนักคลื่นวารีที่จิตใจไม่มั่นคงพอ ถึงกับอาเจียนออกมา “นะ…นี่มันเื่บ้าบออะไรกัน” เหล่าศิษย์หลายคนในสำนักได้อุทานออกมา
แม้แต่เหล่าราชันย์ยุทธ์ทั้ง5ของสำนักคลื่นวารีก็สั่นสะท้านอยู่ภายในใจ ทว่าเหตุการณ์ต่อมาได้ทำให้ใจของพวกเขาตกลงไปที่ตาตุ่ม
ในเวลานี้เหล่าสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์เบื้องหน้าพวกเขาได้เคลื่อนตัวออกไปทางซ้ายและขวาเหมือนกับเป็การเปิดทางให้กับบางสิ่ง ไม่รอให้เหล่าจอมยุทธ์ได้สงสัยอันใดอีก
ร่างเจ็ดร่างได้ออกมาอยู่ด้านหน้า กองทัพของเหล่าสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้พร้อมคุกเข่าอยู่กลางอากาศนี่ก็คือสิ่งมีชีวิตระดับขุนพลทั้งเจ็ดนั่นเอง
ทันใดนั้นร่างสามร่างก็ได้ปรากฏขึ้น พลังปราณที่ปล่อยออกมาโดยรอบนั้น ทำให้เหล่าจอมยุทธ์ของสำนักคลื่นวารีแทบจะคุกเข่าลงบางคนถึงกับกระอักเืออกมา
“นะ…นี่มันพลังระดับใดกัน” แม้แต่เหล่าราชันย์ยุทธ์ทั้งห้ายังอดที่จะหนาวสะท้านไม่ได้
ทันใดนั้นเสียงของหนึ่งใน3ตนนั้นก็ดังขึ้น “จงยอมศิโรราบและมอบชีวิตของพวกเ้ามาให้พวกข้า เผ่ามารโลหิตซะเถิดเ้าพวกแกะอ้วน”
ถึงเสียงนั้นจะเอ่ยออกมาไม่ชัดเจนเหมือนกับเด็กที่พึ่งจะหัดพูดแต่ความหมายที่สื่อออกมานั้นทำให้ทุกคนในที่แห่งนี้เย็นสันหลังกันไปตามๆ กัน
ไม่รอให้อีกฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเผ่ามารโลหิตพูดอันใดอีก บรรพชนของสำนักคลื่นวารีะโออกมาเสียงดัง
“เหล่าาุโและศิษย์ในสำนักคนใดที่อยู่ระดับนักรบลงไป พวกเ้ารีบหนีออกไปให้ไกลที่สุดส่วนพวกที่เหลือได้โปรดต่อสู้เคียงข้างไปกับพวกข้าทั้งห้าคนเถิด”
“ท่านบรรพชนพวกข้าจะร่วมรบไปกับพวกท่านด้วย” ศิษย์ผู้หนึ่งได้เอ่ยขึ้น
“นี่เ้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์กันอีกรึ ถ้าหากเราตายกันที่นี่ทั้งหมดสำนักคลื่นวารี จะไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้อีกเลย อย่าให้ข้าต้องพูดอีกครั้ง”
เมื่อเหล่าศิษย์และผู้าุโที่พลังยุทธ์ระดับนักรบลงไปได้ยินเช่นนี้ก็มิได้ดื้อรั้นอีกต่อไป พร้อมมุ่งหน้าไปทิศตรงข้ามกับเผ่ามารโลหิต เพียงไม่นานเมื่อพ้นบริเวณเมืองคาบสมุทร เหล่าาุโและศิษย์ทั้งหลายได้หันกลับไปมองยังสำนักคลื่นวารี
แต่ภาพที่เห็นนั้นกลับทำให้จิตใจของพวกเขาแทบแตกสลายบัดนี้ศีรษะผู้าุโสามอันดับแรกไม่ได้อยู่กับตัวอีกต่อไป ในมือของเผ่ามารโลหิตหนึ่งใน3ผู้นำนั้นได้หิ้วศีรษะของผู้าุโทั้งสามเอาไว้
อ๊าก!!! ศิษย์ผู้หนึ่งถึงกับสติแตกแล้ววิ่งหนีออกไปเพียงผู้เดียว ต่อมาศิษย์อีกหลายๆ คนก็สติแตกไปตามๆ กัน
แม้แต่ผู้ที่จิตใจเข้มแข็งอย่างเหล่าผู้าุโ สติยังเกือบแตกสลาย “นะ…หนีเร็วพวกมันที่เหลือตามเรามาแล้ว”
ในตอนนี้เหล่าเผ่ามารโลหิตที่เหลืออยู่ได้ไล่ตามเหล่าผู้าุโและศิษย์ของสำนักคลื่นวารีมาแล้ว ในสนามรบเหลือเพียงแค่บรรพชนสำนักคลื่นวารีและเ้าสำนักเพียงสองคนเท่านั้นเหล่าาุโที่เหลือนั้นได้ถูกจัดการจนหมดในคราเดียว
โดยหนึ่งใน3ผู้นำของเผ่ามารโลหิต ใช่แล้วเพียงแค่ตนเดียวเท่านั้นแต่ทำลายขุมกำลังของสำนักคลื่นวารีได้ และใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูป
“นี่มันเหมือนกับแมวหยอกหนูชัดๆ” บรรพชนสำนักคลื่นวารีและเ้าสำนักต่างคิดในใจ “ถึงครั้งนี้พวกข้าจะต้องจบชีวิตที่นี่แต่อย่างน้อยขอแค่มีต้นกล้าของสำนักแค่คนเดียวสำนักคลื่นวารีย่อมมีหวังฟื้นคืน”
คิดได้เช่นนั้นทั้งสองก็ได้เข้าปะทะกับมารตนนั้นอีกครั้ง ทางด้านของเหล่าผู้ที่หนีออกมา บัดนี้เหล่าผู้าุโทั้งหมดได้สละตัวเองถ่วงเวลาให้เหล่าศิษย์ที่เหลือหนีรอดไปให้ได้
ระหว่างทางที่หลบหนีนั้นเหล่าศิษย์ก็ถูกสังหารไปทีละคน เหล่ามารที่ตามมานั้นได้ส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขออกมา
เวลาปัจจุบัน หลังจากที่สตรีที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่นั้นได้เห็นเหล่ามารที่ตามหลังตนมา นางจึงตัดสินใจหยิบอาวุธประจำสำนักที่ผู้าุโท่านหนึ่งให้นางไว้ก่อนที่จะหนีออกมา
อาวุธวิเศษนี้เป็กระบี่เงินที่ภายนอกดูธรรมดาอย่างยิ่งแต่เมื่อหญิงสาวใส่พลังปราณของนางเข้าไปปราณกระบี่สีน้ำเงินได้ก่อตัวที่คมกระบี่เห็นเช่นนี้หญิงสาวจึงฟันกระบี่ออกไปใส่เหล่ามารที่ตามมา
สิ่งนี้ทำให้เหล่ามารพวกนั้นถึงกับต้องหยุดไล่ตามและมาตั้งรับการโจมตีนี้แทน
แต่การโจมตีที่ทรงพลังนี้ก็ทำให้สตรีผู้นั้นพลังปราณเหือดแห้งพร้อมกระอักเืคำโต ศิษย์พี่เหล่าศิษย์ที่เห็นอาการาเ็ของหญิงสาวก็ได้แต่ร้องะโออกมา
แต่มิมีผู้ใดเลยที่จะหยุดเท้าเพื่อช่วยนางเมื่อเห็นเช่นนี้สตรีผู้นั้นจึงแยกออกไปอีกทางตัวนางเองก็ไม่อยากเป็ตัวถ่วงถึงจะรู้สึกผิดหวังกับศิษย์พวกนั้นก็ตามที
แต่ถ้าตัวนางจะต้องตายอย่างน้อยนางก็อาจจะล่อเหล่ามารพวกนั้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยนางก็ไม่ได้ตายอย่างไร้ค่า
และแล้วเหล่ามารพวกนั้นก็แยกกันมาทางนางจริงเสียด้วย นางใช้พลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจอันใด ยามใดที่ลมปราณของนางหมดนั่นเท่ากับชีวิตของนางก็จบลงด้วยเช่นกัน
สุดท้ายก่อนที่พลังปราณเฮือกสุดท้ายจะหมดลงหญิงสาวได้มาหยุดลงที่หุบเหวที่ไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง เสียงหัวเราะของเหล่ามารที่ตามนางมา ดังมาจากด้านหลังนางอย่างช้าๆ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่พร้อมปิดตาลง หากข้าจะตายข้ามิขอตายด้วยน้ำมือเหล่ามารเยี่ยงนี้เด็ดขาด
สิ้นสุดความคิดหญิงสาวได้ทิ้งตัวลงไปในเหวที่ไม่รู้ว่าเบื้องล่างนั้นมีอันใดรอนางอยู่จะเป็ความตายหรือจะเป็อะไรก็ตามในตอนนี้นางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
หญิงสาวหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตัวนางได้กระทำลงไปนั้น ทำให้นางกลายเป็ผู้เดียวที่รอดชีวิตจากการไล่ล่าในครั้งนี้
จากผู้เขียน:ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมผลงานของกระผมด้วยนะขอรับ ลงทุกวันอ่านฟรีทุกวันครับวันละ1ตอน (ส่วนตอนอ่านล่วงหน้ากระผมจะพยายามเขียนให้ทันนะขอรับ)
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio