ทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ

    ตอนที่ 54 ล่อหลอกไม่หยุด

             จางหมิงกลับมาถึงบ้านบนเขาในตอนเย็น หลังจากทานข้าวเงียบๆอยู่เพียงลำพังเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินย่อยอาหารไปทางสวนผลไม้หลังบ้านก่อนหน้านี้เขาแค่สำรวจพื้นที่ห้าสิบหมู่หลังบ้านเอาไว้คร่าวๆเท่านั้น

             เห็นว่ายังพอมีเวลาก่อนออกเดินทางไปหาซื้อวัตถุดิบและก็เห็นว่าต้นไม้ผลพวกนี้ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่สักเท่าไหร่  แม้แต่ผลไม้ตามฤดูกาลหลายชนิดที่ควรจะเก็บเกี่ยวได้แล้วก็ยังไม่สุกอาจจะเป็นเพราะผู้อาวุโสหลิวมีบ้านหลายหลังก็เป็นได้เขาจึงไม่ได้ใส่ใจพวกมัน

             เขานำเอาบัวรดน้ำออกมาจากแหวนมิติซึ่งน้ำที่ตักออกมานั้นเป็นน้ำพุวิญญาณ ชายหนุ่มมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีแล้วก็เห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม

            “เริ่มจากแปลงองุ่นก่อนเลยแล้วกัน”พูดออกไปแบบนั้นแล้วจางหมิงก็เริ่มรดน้ำลงไปรอบๆโคนต้นองุ่นต้นแรกแล้วก็สังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างจดจ่อ และไม่นานก็ต้องมองซ้ายมองขวาแต่พอเห็นว่าพื้นที่ทั้งหมดมีกำแพงสูงล้อมรอบเขาก็สงบใจลงได้

            “มิน่าล่ะผู้พิทักษ์ถึงบอกว่าสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงแต่ต้นองุ่นนี่มันถูกปลูกเอาไว้อยู่แล้วและพวงองุ่นพวกนี้ก็เติบโตมาได้พอสมควรแล้วน่าจะย่นระยะเวลาได้อีกหลายชั่วโมงเลย อืม คืนนี้น่าจะเก็บเกี่ยวได้นะ”ว่าแล้วเขาก็เริ่มรดน้ำองุ่นในแปลงอีกครั้งอย่างขะมักเขม้น

            จากสวนองุ่นก็ขยับไปที่แปลงปลูกส้ม ต่อด้วยแปลงปลูกแอปเปิลลูกพลับ ลูกพลัมและที่เหลือทั้งหมด

             กว่าที่เขาจะรดน้ำพวกมันเสร็จเวลาก็ผ่านไปเกือบสี่ชั่วโมงจางหมิงกลับมานั่งพักอยู่ที่แปลงปลูกองุ่นอีกครั้งเขานำเอาขวดน้ำพุวิญญาณออกมาดื่ม

             จากนั้นก็ส่องไฟฉายในมือไปยังแถวองุ่นแถวแรก“เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้วอย่างนั้นเหรอ” เขารีบเดินไปดูใกล้ๆและก็ได้เห็นว่ามีพวงองุ่นเล็กๆเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมากส่วนพวงองุ่นที่มีอยู่แต่เดิมตอนนี้ก็พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว

             “ทำยังไงดีนะ”เขารู้สึกว่าผู้พิทักษ์ที่คุยกับเขาก่อนหน้า อาจจะไม่ใช่ผู้พิทักษ์ที่คอยดูแลแหวนมิติของเขาแต่ก็ไม่กล้าจะพูดหรือบ่นออกมาตรงๆ เพราะกลัวอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาสงสัย

             แต่ไม่นานจางหมิงก็คิดถึงห้องเก็บสมบัติในเรือนสี่ประสานของตัวเองขึ้นมาตอนนั้นเคยทดลองออกคำสั่งกับมันก็เห็นว่ามันไม่เกี่ยวกับพลังของผู้พิทักษ์เพราะเขาสามารถสั่งการให้มันเก็บของได้เลยในทันที

             สายตาของจางหมิงมองไปยังพวงองุ่นมากมายที่พร้อมเก็บเกี่ยวแล้วก็ลองพูดออกไปอย่างหาญกล้า “เก็บ!!”

             เพียงสิ้นคำสั่งของจางหมิงพวงองุ่นมากมายที่พร้อมเก็บเกี่ยวก็หายวับเข้าไปในลิ้นชักมิติเก็บของในห้องเก็บสมบัติทันที

             “ดีเลย!! แบบนี้ก็ไม่ต้องซื้อผลไม้เพิ่มอีกแล้ว” นั่นก็เพราะสวนหลังบ้านของเขามีผลไม้หลายสิบชนิดเลยสองวันก่อนออกเดินทางไปยูนนาน นอกจากไปรับเนื้อจากพี่ต้วนพี่เติ้งแล้วเวลาที่เหลือเขาคงต้องขลุกตัวอยู่ในบ้านบนเขาแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย แค่คิดว่าจะมีผลไม้มากมายอยู่ในห้องเก็บสมบัติจางหมิงก็ยิ้มแก้มปริแล้ว

             ขณะที่เดินไปยังแปลงปลูกส้มชายหนุ่มก็พึมพำออกมาเสียงเบา “ตอนรดน้ำเดินตั้งหลายชั่วโมงแต่ตอนเก็บเกี่ยวนี่แค่มองก็สามารถเก็บผลไม้พวกนี้ได้แล้ว เฮ้อ!ถ้าฉันสามารถควบคุมมิติได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังของผู้พิทักษ์คงจะดีไม่น้อย”

             พูดออกไปแล้วก็ยักไหล่ ก่อนจะมองไปบนต้นส้มที่มีผลส้มมากมายพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วก็สั่งให้ลิ้นชักมิติเก็บพวกมันเข้าไป

             “หืมไม่ต้องส่องไฟฉายก็มองเห็นในความมืดได้อย่างนั้นเหรอ หึหึ” เมื่อก่อนมีเพียงแค่หูที่มีความพิเศษตอนนี้ก็มีดวงตาที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด ก็ไม่รู้ว่ามันจะสามารถพิเศษไปมากกว่านี้อีกหรือเปล่าอย่างเช่นการมองเห็นวัตถุจากระยะไกลหรือดีกว่านั้นก็น่าจะเป็นการสะกดจิตได้เพียงแค่สบตาอะไรทำนองนี้

             ขณะที่คิดเขาก็เดินลัดเลาะจากแปลงปลูกส้มไปยังแปลงปลูกลูกพลัมจากนั้นก็มองกวาดอย่างรวดเร็วแล้วใช้คำสั่งเก็บพวกมันเข้าไปในมิติ

             จะว่าไปแล้วข้อดีของลิ้นชักมิติในห้องเก็บสมบัติก็คือวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่หมวดเดียวกันจะถูกเก็บเข้าไปในลิ้นชักเดียวกันทั้งหมดผลไม้มากมายในพื้นที่ห้าสิบหมู่จึงถูกเก็บเข้าไว้ในหมวดหมู่เดียวกันแต่เขาแอบส่งจิตเข้าไปดูก็เห็นว่าภายในลิ้นชักนั้นมันถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบแค่นี้ก็เบาใจได้แล้ว

             พอเก็บผลไม้ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนเสร็จเรียบร้อยแล้วจางหมิงก็เดินกลับเข้าบ้าน ส่วนผลไม้ที่เหลือคงต้องรอเก็บในวันพรุ่งนี้ เพราะยังต้องรอให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อน

             เขานั่งอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ของบ้านจากนั้นก็นำเอาน้ำชาออกมาพร้อมกับหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ อ่านไปได้สักพักใหญ่เขาก็วางมันลงบนโต๊ะ

            “จะว่าไปแล้วข้าวของก็ซื้อมามากมายแต่หนังสือหรือตำรานี่ไม่ค่อยมีเลย” พูดมาถึงตรงนี้เขาก็หยุดคิดใคร่ครวญ ผ่านไปนานพอสมควรมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อยๆ“โดยเฉพาะตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คงต้องหาซื้อให้มากหน่อย หึหึ”

             และในขณะที่จางหมิงกำลังคาดหวังอะไรบางอย่างอยู่ในใจนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กวัยสามสี่ขวบดังขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้ง

             “โฮสต์ครับตอนนี้ดินในพื้นที่ของแหวนมิติได้รับการปรับปรุงและปรับโครงสร้างเรียบร้อยแล้วโฮสต์สามารถปลูกพืชได้แล้วครับ”

             จางหมิงมุ่นคิ้วน้อยๆ ตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่านี่คือเสียงของผู้พิทักษ์ตัวจริงหรือตัวปลอมแต่ก็ยังคงสื่อสารกลับไปด้วยการคิดในใจ

             “ปลูกได้แล้วอย่างนั้นเหรอรวมถึงพื้นที่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาอีกหรือเปล่าผู้พิทักษ์”

             ผู้พิทักษ์ร่างจ้อยมุ่นคิ้วน้อยๆเจ้านั่นมันอัพเกรดมิติเพิ่มอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ แต่ปากเขาก็ไวกว่าสมอง“ใช่แล้วครับโฮสต์ พื้นที่ที่เพิ่มมาพวกนั้นดินก็สามารถปลูกพืชได้แล้วเช่นกันครับ”

             มุมปากของจางหมิงยกขึ้นน้อยๆ “อืมแล้วฉันสามารถสั่งการผ่านจิตได้เลยไหมผู้พิทักษ์”

             มุมปากของผู้พิทักษ์ร่างจ้อยยกขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มกว้างแล้วก็รีบตอบออกไปอย่างกระตือรือร้น“เรื่องนี้ยังไม่ได้ครับโฮสต์เพราะระดับพลังของผมยังมีไม่มากพอที่ทำได้อย่างทุกวันนี้ก็เป็นแค่การแบ่งเบาภาระของคุณในเรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้นครับ”

             คราวนี้จางหมิงมองออกไปนอกห้องโถงของบ้านสายตาของเขาเพ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งมันก็คือใบแปะก๊วยที่กำลังร่วงหล่นลงพื้นลานหน้าบ้านนัยน์ตาของเขาฉายแววลุ่มลึกออกมา“อย่าบอกนะว่านายจะให้ฉันลงมือปลูกพวกมันเองทั้งหมด”

             “เป็นเช่นนั้นครับโฮสต์”

             “ไม่มีวิธีอื่นบ้างเลยเหรอ นายก็รู้นี่ว่าฉันไม่ค่อยถนัดงานใช้แรงงานพวกนี้สักเท่าไหร่”จางหมิงต่อรองออกไป

             ผู้พิทักษ์ร่างจ้อยยิ้มสมใจ “ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีหรอกครับโฮสต์แต่มันมีปัญหาอยู่นิดหน่อยครับ”

             “ปัญหาอย่างนั้นเหรอ ปัญหาอะไรล่ะ”

             “มันมีระบบเสริมที่โฮสต์สามารถซื้อเข้ามาติดตั้งเข้ากับแหวนมิติของโฮสต์ได้ครับแต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงพอสมควรเลยครับ”

             “ที่ว่าราคาสูงน่ะราคาเท่าไหร่ล่ะนายลองพูดออกมาให้ฉันฟังซิ”

             “สองหมื่นล้านผลึกพลังงานระดับต่ำครับโฮสต์”

             จางหมิงที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มถึงกับชะงักนัยน์ตาของเขาฉายแววครุ่นคิดและไตร่ตรอง แต่ไม่นานก็มีท่าทีเจ็บปวดใจ“ราคานี้มันสูงจริงๆนั่นแหละ ช่วงนี้รายจ่ายเยอะเกินไปฉันไม่อยากจ่ายผลึกพลังงานเพิ่มอีกแล้ว” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจนใจ

             ร่างเล็กที่กำลังเปิดหน้าจอดูความเคลื่อนไหวโฮสต์ของเขาที่กำลังทำภารกิจอยู่ในป่าหมื่นอสูรก็ยกยิ้มสมใจเข้าทางพอดี“ถ้าโฮสต์ยอมให้ผมนำแอปเปิลแห่งปัญญาสักหนึ่งพันลูกไปจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ที่ขายระบบเสริมนี่โฮสต์ก็ไม่ต้องจ่ายผลึกพลังงานพวกนั้นแล้วครับ”

             “แอปเปิลแห่งปัญญาอย่างนั้นเหรอ อืมน่าสนใจนะ แต่...”

             “แต่อะไรเหรอครับโฮสต์”

             มุมปากของจางหมิงกดลึกอย่างหมายมาด“นายลืมไปแล้วเหรอผู้พิทักษ์ ว่านายนำพวกมันไปขายจนหมดแล้วจะเอาแอปเปิลที่ไหนไปจ่ายให้เจ้าหน้าที่ที่ขายระบบเสริมได้ล่ะ”

             คราวนี้ร่างเล็กจ้อยของผู้พิทักษ์กลิ้งตกจากก้อนเมฆเหินเหวา ทำให้ร่างของเขาลอยละลิ่วตกจากฟ้าและพุ่งหลาวลงไปในบ่อน้ำลึกที่มีอสูรอย่างมัจฉาวารีระดับสูงนับพันนับหมื่นถูกเลี้ยงเอาไว้ในนั้น

             จางหมิงเห็นว่าเสียงเงียบไปก็ยิ้มออกมา แอปเปิลแห่งปัญญายังไม่หมดหรอกเพราะผู้พิทักษ์ของเขากันส่วนที่ต้องให้เขาทานในทุกวันอีกอย่างเรื่องการเก็บเกี่ยวแอปเปิลแห่งปัญญามันก็เป็นเรื่องของเวลาที่ทุกๆสิบวันจะเก็บเกี่ยวได้ เท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ตัวจริง

            เมื่อไม่ได้รับการติดต่อจากผู้พิทักษ์ตัวปลอมกลับมาเขาก็เก็บชุดน้ำชาและหนังสือแล้วก็เข้าไปพักที่เรือนสี่ประสานในแหวนมิติของตัวเองคืนนี้คงต้องวางแผนหลายๆเรื่องให้รัดกุม รวมถึงการเดินทางครั้งต่อไปจะต้องหาซื้อหนังสือและตำราประวัติศาสตร์มาเก็บเอาไว้ด้วย

            ทางฝั่งของผู้พิทักษ์หนุ่มร่างสูงใหญ่ได้ยินบทสนทนาของโฮสต์ตัวเองและสหายผู้พิทักษ์ร่างเล็กจ้อยแล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างชอบใจโฮสต์ของเขาก็ไม่ใช่คนปัญญาทึบหรอก แต่เดิมเขาก็เป็นคนเก่งอยู่แล้วเพียงแค่มีเรื่องรบกวนจิตใจก็เลยทำให้เขาเป็นคนซึมกระทือแทบจะตลอดเวลาก็เท่านั้นอีกอย่างโฮสต์ของเขาในตอนนี้ก็อาจจะเป็นดวงจิตที่ไม่เต็มดวงก็ได้เรื่องนี้เขายังต้องดูต่อไป

     

             ตอนเช้าของวันต่อมา จางหมิงก็ได้รับการติดต่อจากพี่เติ้งและพี่ต้วนซึ่งมันเร็วกว่าที่นัดกันไว้ไปหนึ่งวัน ชายหนุ่มติดต่อรถให้เช่าจากนั้นก็เร่งเดินทางออกไปเพื่อรับสินค้าที่โกดังทันที

             พอไปถึงหน้าโกดังสินค้า ก็เห็นว่ามีขบวนรถขนสินค้ามากถึงยี่สิบคัน“ครั้งนี้รวบรวมได้เร็วมากเลยนะครับพี่ต้วน”

             พี่ต้วนที่นั่งมากับรถบรรทุกคันแรกก็ยิ้มร่าอย่างมีความสุข“เราได้ติดต่อพรรคพวกเอาไว้ตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วล่ะเสี่ยวจางครั้งนี้พอนายติดต่อไปสั่งเนื้อ พี่ก็เลยโทรสั่งจากพวกเขาในทันที”

             “ดีมากเลยครับพี่ต้วน ตามผมมาเลย”จางหมิงไม่พูดอะไรให้เวิ่นเว้อวุ่นวายเพราะรู้ดีว่าทุกคนต่างก็ใจจดใจจ่ออยากจะได้เงินค่าสินค้าจากเขาโดยเฉพาะเหล่าคนที่มาใหม่แค่ดูสีหน้าท่าทางของพวกเขาก็รู้แล้วว่ายังไม่ค่อยเชื่อถือในตัวเขาสักเท่าไหร่

             “ได้เลยเสี่ยวจาง!!”

             หลังจากที่จางหมิงเปิดประตูเหล็กด้านหน้าและเปิดประตูโกดังรถบรรทุกก็ทยอยขับเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน คนงานเองก็เริ่มทำงานของพวกเขาอย่างรวดเร็ว

            ใช้เวลาขนสินค้าลงจากรถบรรทุกราวๆสองชั่วโมงพวกเขาก็ทำงานของตัวเองเสร็จ แล้วก็หาที่นั่งพักโดยที่จางหมิงได้เตรียมน้ำดื่มและขนมเอาไว้ให้เป็นอย่างดี

             พอทุกคนพักจนหายเหนื่อยแล้ว เขาก็โอนเงินเข้าบัญชีให้พี่ต้วนกับพี่เติ้งซึ่งเป็นเงินจำนวนหลายล้วนหยวน “ครั้งหน้าอาจจะต้องรบกวนพวกพี่สองคนอีกนะครับเพราะเจ้านายของผมกำลังขยายตลาด”

             “ได้ๆๆถ้านายต้องการเนื้อกับไข่เมื่อไหร่ก็ติดต่อพวกเราไปนะเสี่ยวจาง”พี่เติ้งที่ทำเงินจากการขายเนื้อไก่เนื้อเป็ดและไข่ของพวกมันได้ไม่น้อยก็ถึงกับยิ้มร่าและยังมีส่วนแบ่งจากเนื้อพวกนั้นอีก เท่านี้เขาก็ทำกำไรจากการค้าง่ายๆนี้ได้เกือบสองแสนหยวนแล้วนี่มันง่ายดายยิ่งกว่าการไปขายเนื้อที่ตลาดอีกนะในใจของเขาอยากจะให้จางหมิงสั่งสินค้าจากเขาทุกวันเลย

             “แน่นอนครับพี่เติ้ง”เขาเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกง “เช้านี้พี่สองคนว่างหรือเปล่าครับ”เขาคิดจะชวนคนทั้งสองไปเลี้ยงข้าวเสียหน่อย

             พี่ต้วนกับพี่เติ้งส่ายหน้าพร้อมกัน เพราะพวกเขายังต้องจัดการเรื่องส่วนแบ่งกับเหล่าสหายที่เหลืออีก

            “ยังมีธุระต้องไปทำน่ะสิเสี่ยวจางเอาไว้เป็นครั้งหน้าดีไหม วันนี้มีเรื่องยุ่งจริงๆทำธุระเสร็จก็ยังต้องเตรียตัวไปขายเนื้อหมูที่ตลาดอีก” พี่ต้วนเอ่ยออกมาอย่างจนใจ

            “ใช่แล้วล่ะเสี่ยวจางวันนี้มีธุระต้องไปจัดการจริงๆเอาไว้ครั้งหน้า พวกเราสามคนมานั่งกินข้าวด้วยกันนะ”

            “ก็ได้ครับ”

            จางหมิงพูดคุยกับพี่ต้วนและพี่เติ้งต่ออีกราวๆสิบนาทีก็ยอมปล่อยคนให้กลับไปจัดการธุระของพวกเขา

            เขาเดินไปปิดประตูโกดัง หันกลับไปโบกมือสองครั้งของทั้งหมดที่เคยมีอยู่เต็มพื้นที่ก็อันตรธานหายเข้าไปในลิ้นชักมิติในห้องเก็บสมบัติทันที

            “ยังมีเรื่องดินในพื้นที่แหวนมิติอีกสินะเฮ้อ! ยังไงก็คงต้องไปซื้อเครื่องทุ่นแรงเอาไว้ก่อนดีกว่าต้องขุดดินด้วยตัวเอง” ถ้าพื้นที่แค่นิดหน่อยเขาก็พอจะทนเหนื่อยได้อยู่หรอกแต่นี่มันกว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตาเลยนะ ถ้าอยากจะได้ผลผลิตจำนวนมากก็ต้องมีเครื่องจักรเอาไว้ทุ่นแรง

            คิดได้ดังนั้นแล้วจางหมิงก็ขับรถเช่าเข้าไปในเมืองและเขาก็ได้จ่ายเงินซื้อเครื่องจักรและเครื่องทุ่นแรงเกี่ยวกับการเกษตรอีกหลายรายการรวมถึงการทดลองขับและทดลองใช้งานพวกมันด้วย

            เขาทดลองจนมั่นใจว่าจะใช้งานพวกมันได้อย่างไม่มีปัญหาแล้วก็เดินทางกลับไปที่บ้านบนเขาเพื่อรอรับสินค้าที่กำลังจะมาส่ง

            ขณะที่เขากำลังรอสินค้ามาส่งอยู่ที่ประตูทางฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นทางเข้าสวนผลไม้อยู่นั้นก็มีคนโทรเข้ามา พอดูที่หน้าจอก็เห็นว่าเป็นปู่จี้ “ครับปู่จี้มีอะไรหรือเปล่าครับ”

            “เสี่ยวจาง”น้ำเสียงของปู่จี้ค่อนข้างกังวลนิดหน่อย แต่ก็จำต้องพูดออกมา“เธอพอจะมีของเก่าเหลืออยู่อีกไหมตอนนี้มีคนที่มีอำนาจล้นฟ้ามาเฝ้าอยู่หน้าร้านของเถ้าแก่แล้ว”

            จางหมิงขมวดคิ้วมุ่นทันที “ไม่มีแล้วครับปู่จี้แล้วผู้อาวุโสโจวล่ะครับ ไม่อยู่ที่ร้านเหรอ” ถ้ามอบของออกไปตอนนี้ไม่เท่ากับว่าเขาต้องเปิดเผยตัวตนออกไปเหรอเวลานี้ยังไม่เหมาะที่จะทำเรื่องแบบนั้น ยิ่งมีเรื่องขององค์กรลับระดับโลกนั่นอีกเขาไม่อยากจะเสี่ยงจริงๆ

            “เถ้าแก่ไม่อยู่หรอก ตั้งแต่ขายของเก่าออกไปหมดก็ถูกลูกๆหลานๆฉกตัวไปยังไม่กลับมาดูร้านอีกเลย”

            “พวกเขาก็รวยกันทุกคนนี่ครับทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะ” จางหมิงคิดไม่ออกว่าที่พวกเขาทำแบบนั้นทำไปเพื่ออะไร

            “ก็นั่นน่ะสิปู่ก็ไม่รู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่จะว่าไปแล้วการค้าของเถ้าแก่โจวครั้งนี้ก็ได้กำไรไม่น้อยเลยนะเสี่ยวจางเธอก็รู้นี่ว่าถึงแม้พวกเขาจะรวย แต่ความรวยมันก็มีหลายระดับนี่”ปู่จี้กระซิบเสียงแผ่ว กลัวคนที่ยืนอยู่นอกร้านจะได้ยิน

            “รายได้ของผู้อาวุโสโจวครั้งนี้ ได้ถึงพันล้านหยวนหรือเปล่าครับปู่จี้”

            “อะ อืม น่าจะเกือบๆสองพันล้านล่ะมั้งปู่เองก็ไม่รู้จำนวนที่แน่ชัดเท่าไหร่ก็อย่างที่บอกไปก่อนหน้านั่นแหละว่าเถ้าแก่ยังไม่กลับมาที่ร้านเลย”ความจริงก็คือรายได้ของเถ้าแก่เกือบหมื่นล้านหยวนแต่ปู่จี้ไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับจางหมิงเพราะมันเห็นความแตกต่างจนเกินไปกลัวเด็กน้อยของเขาจะตกใจและคิดว่าถูกเอาเปรียบนั่นเอง

            “ผมเองก็ไม่เหลือของเก่าแล้วครับคงต้องรออีกสักพักโน่นแหละครับ” ได้ยินแบบนี้มันทำให้จางหมิงเริ่มกังวลใครจะคิดล่ะว่าของเก่าที่เขานำออกมาขายเมื่อเข้าสู่ตลาดที่แท้จริงแล้วจะทำเงินได้จำนวนมหาศาลขนาดนั้นถ้าเป็นตัวเขานำออกไปประมูลเองก็คงมีเรื่องวุ่นวายตามมาไม่น้อยทำแบบนี้น่าจะดีที่สุดแล้ว ยังไงก็คนกันเองและไว้วางใจได้เพราะเป้าหมายของเขาก็ไม่ได้ต้องการจะเป็นคนรวยที่สุดอยู่แล้ว

            “เฮ้อ!ปู่ก็รู้ว่าเธอเองก็น่าจะไม่มีของเก่าติดตัวแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆเสี่ยวจางเอาล่ะๆ อย่างน้อยได้โทรหาเธอก็ทำให้ปู่สบายใจได้บ้าง แค่นี้ก่อนนะพวกเขาเดินเข้ามาในร้านแล้ว”

            “ปู่จะไม่เป็นอันตรายใช่ไหมครับ”

            ปู่จี้หัวเราะออกมาได้“ไม่เป็นอันตรายหรอก แค่อาจจะถูกขู่นิดหน่อย เอาล่ะๆ ปู่จะวางสายแล้วนะเสี่ยวจาง”

            “ครับปู่จี้”

    คล้ายกับเรื่องทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ ที่คุณอ่าน