กลิ่นอายของน้ำแกงเคี่ยวกระดูกหมูยังคงอบอวลตลบอบอวลอยู่ในบรรจุกรรมอันสลัวรางของตรอกคอกไก่ แสงแดดอุ่นยามบ่ายทอดเงายาวผ่านรอยแยกของหลังคาแฝกเก่าซอมซ่อ ตกลงกระทบผิวน้ำแกงที่กำลังเดือดปุดๆ หยุนฟานยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ไผ่ตัวเดิม มือหนาขยับพัดสานในมือโบกลมเข้าหาเตาถ่านอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของเขาดูเนิบนาบราวกับบัณฑิตผู้ปลงตกต่อโลกกว้าง ทว่าหากยอดฝีมือระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินมาสบตาในยามนี้ ย่อมต้องตระหนักถึงความนิ่งสงบอันน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำหมึกคู่นั้น
เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับปุยฝ้ายดังขึ้นจากทางด้านหลัง
มันเป็ฝีเท้าที่ไร้สำเนียง ไร้แรงสั่นะเื แม้แต่ฝุ่นผงบนพื้นดินก็ยังไม่ขยับเขยื้อน ทว่าหยุนฟานกลับไม่ได้หันไปมอง เขารู้ดีว่าผู้มาใหม่คือใคร
"พี่ใหญ่รู่เยี่ยนใจร้อนเกินไปแล้ว" น้ำเสียงราบเรียบแต่หวานใสราวกับระฆังแก้วดังขึ้นมาจากเงาหลังม่านผ้าป่าน สตรีอีกนางหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของห้องหับด้านหลังร้าน นางสวมชุดรัดกุมสีครามเข้ม เส้นผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นเป็มวยอย่างทะมัดทะแมง ใบหน้าของนางงดงามดุจดั่งดวงจันทร์ในคืนสารทกาล ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเ็าที่สลักลึกถึงกระดูก
นางคือ "เมิ่งชิวเหยา" ภรรยาคนที่สองของหยุนฟาน อดีตคือ ‘เงาสังหารไร้ลักษณ์’ ยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งหอโลหิต์ ผู้เคยทำลายล้างสำนักใหญ่ในยุทธภพมนุษย์มานับไม่ถ้วน ก่อนจะผันตัวมาเป็หญิงล้างจานและคอยฟักไข่ไก่ในตรอกซอมซ่อแห่งนี้
"หากเป็ข้า... จางเป้าผู้นั้นคงไม่มีโอกาสได้เดินออกจากตรอกไปพร้อมกับหัวบนบ่า" เมิ่งชิวเหยากล่าวพลางยกอ่างไม้ใส่น้ำสะอาดเดินตรงไปยังโต๊ะล้างจาน สายตาของนางที่มองไปยังทิศทางที่พวกนักเลงเพิ่งวิ่งหนีไปเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่คมกริบ
"ชิวเหยา" หยุนฟานเอ่ยเรียกเสียงแ่เบา ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับมีพลังบางอย่างที่ทำให้รังสีฆ่าฟันอันบ้าคลั่งของยอดนักฆ่าสาวมลายหายไปในพริบตา "เ้าลืมกฎของตรอกคอกไก่แล้วหรืออย่างไร?"
เมิ่งชิวเหยาชะงักมือที่กำลังถือผ้าเช็ดโต๊ะ นางเหลียวมองสามี ดวงตาสีน้ำหมึกของหยุนฟานสะท้อนภาพของนางอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจอันด้านชาของอดีตนักฆ่า นางหลบสายตาเล็กน้อย แก้มเนียนซับสีระเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ยามที่หยุนฟานขยับกายเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือมาแตะปอยผมที่ปรกหน้าผากของนางออกให้เบาๆ
"ในตรอกแห่งนี้ เราคือคนธรรมดา" หยุนฟานกระซิบข้างหูนาง "ข้าี้เีเกินกว่าจะย้ายบ้านบ่อยๆ หากเ้าฆ่าพวกมัน เมืองหลวงย่อมต้องส่งมือปราบมาสืบสวน ความสงบสุขของพวกเราก็จะจบลง"
"ข้าเข้าใจแล้ว... ท่านพี่" เมิ่งชิวเหยาตอบรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความเย่อหยิ่งของยอดนักฆ่าดับสูญสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าชายผู้นี้ นางจำได้ดีว่าในยามที่นางถูกหอโลหิต์หักหลังและตามล่าจนแทบสิ้นประดาตัว ชายขายข้าวต้มผู้นี้เพียงแค่สะบัดมือครั้งเดียว โลกทั้งใบของพวกนักฆ่าเ่าั้ก็แหลกสลายกลายเป็อากาศธาตุไปทันที
ขณะเดียวกัน ณ ลานดินกว้างหลังร้านข้าวต้ม
เสียงกระพือปีกปะปนกับเสียงขันกิ๊กๆ ของฝูงไก่ดังขึ้นเป็ระยะ ทว่าไก่ในตรอกคอกไก่แห่งนี้กลับมีความประหลาดอยู่ประการหนึ่ง พวกมันตัวใหญ่โตกว่าไก่ธรรมดาทั่วไปเกือบสองเท่า ขนของพวกมันเงางามราวกับอาบด้วยน้ำมันพราย และดวงตามีประกายแห่งปัญญาอย่างน่าประหลาด เหตุที่เป็เช่นนี้เพราะพวกมันมักจะได้จิกกินเศษข้าวต้มที่เหลือจากการเคี่ยวด้วยปราณเทพของหยุนฟานเป็ประจำ
"เ้าเจ็ด! อย่าหนีนะ!"
เสียงเด็กชายตัวน้อย ‘เสี่ยวิ’ ะโลั่น ร่างเล็กวัยเจ็ดขวบพุ่งทะยานร่างข้ามสุ่มไก่ด้วยท่าร่างอันรวดเร็วปานประกายไฟ ปราณอ่อนๆ สีทองจางๆ หมุนวนอยู่รอบฝ่าเท้าน้อยๆ ของเขา ทว่า ‘เ้าเจ็ด’ ซึ่งเป็พ่อไก่ชนขนสีเหลืองทองกลับขยับปีกพึ่บพั่บ หลบเลี่ยงการจับกุมของเด็กชายได้อย่างหวุดหวิดราวกับมันเข้าใจวิชาตัวเบาเช่นกัน
"เสี่ยวิ เ้าก้าวเท้าผิดจังหวะแล้ว!" ‘เสี่ยวหัว’ พี่สาววัยเก้าขวบที่นั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ร้องเตือน นางกำลังขะมักเขม้นกับการปักผ้า ทว่าดวงตาคู่งามกลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของน้องชาย "ท่านพ่อบอกว่า วิชาก้าวพระบาทท่องดารา ต้องใช้จิตนำปราณ ไม่ใช่ใช้แรงนำจิต เ้าทำแบบนั้นย่อมจับเ้าเจ็ดไม่ได้"
"พี่ใหญ่ เ้าเจ็ดมันขี้โกง มันแอบกินน้ำล้างหม้อของท่านพ่อเมื่อเช้า พลังมันจึงเยอะกว่าไก่ทั่วไปแล้ว" เสี่ยวิบ่นอุบอิบพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก
เด็กทั้งสองคือทายาทสายเืผสม แม้จะมีสายเืมนุษย์จากมารดาครึ่งหนึ่ง ทว่าปราณเทพเผ่าที่สิบสี่ในร่างก็เข้มข้นจนทำให้พวกเขามีโครงสร้างกระดูกและชีพจรปราณที่เหนือล้ำกว่าอัจฉริยะในสำนักใหญ่ภายนอกนับหมื่นเท่า เพียงแต่หยุนฟานจงใจสะกดพลังส่วนใหญ่ของพวกเขาเอาไว้ เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกฝนจากรากฐานที่แท้จริง
หยุนฟานเดินเข้ามาในลานดินพร้อมชามข้าวต้มร้อนๆ สามชาม หลิ่วหรู่เยี่ยนและเมิ่งชิวเหยาเดินตามมาข้างกาย
"เสี่ยวิ เสี่ยวหัว มาพักกินข้าวได้แล้ว" หยุนฟานเอ่ยเรียก
เด็กทั้งสองรีบหยุดมือและวิ่งเข้าหากลุ่มบิดามารดาทันที พวกเขานั่งลงรอบโต๊ะหินอย่างเป็ระเบียบ เสี่ยวิรับชามข้าวต้มไปแล้วสูดกลิ่นหอมฟุ้งด้วยความเบิกบานใจ "ข้าวต้มของท่านพ่ออร่อยที่สุดในใต้หล้าเลย!"
"กินเยอะๆ จะได้มีแรงฝึก" หยุนฟานยิ้ม แววตาของเขาจับจ้องไปยังลูกๆ ด้วยความรัก ทว่าในใจกลับมีความแน่วแน่ประการหนึ่ง
เขาไม่ใช่คนตามใจลูก... เขารู้ดีว่าหากตนเองยื่นมือเข้าช่วยเหลือในทุกเื่ คอยปัดเป่าอุปสรรคให้ตลอดเวลา ท้ายที่สุดแล้วเด็กเหล่านี้ก็จะเป็ได้เพียงแค่ต้นไม้ในเรือนกระจกที่ไม่เคยต้องลมพายุ ยามเมื่อพวกเขาต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่าและเล่ห์เหลี่ยม พวกเขาจะกลายเป็ผู้ที่อ่อนแอที่สุด
"เสี่ยวหัว เสี่ยวิ" หยุนฟานเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็จริงจังเล็กน้อย "อีกไม่กี่วัน สำนักเมฆาครามจะเปิดรับศิษย์ พ่อจะส่งพวกเ้าทั้งสองคนออกไปสอบเข้าเป็ศิษย์ที่นั่น"
คำพูดนี้ทำให้ทั้งหลิ่วหรู่เยี่ยนและเมิ่งชิวเหยาชะงักไปพร้อมกัน
"ท่านพี่... พวกเขายังเด็กนัก" หลิ่วหรู่เยี่ยนเอ่ยด้วยความห่วงใยตามประสาผู้เป็มารดา "โลกภายนอกตรอกแห่งนี้เต็มไปด้วยความโสมมและอันตราย ยิ่งสายเืผสมของพวกเขาหากมีผู้ใดตรวจพบเข้า..."
"นั่นแหละคือเหตุผลที่ต้องไป" หยุนฟานขัดขึ้นอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด "พวกเราคุ้มครองพวกเขาในตรอกคอกไก่แห่งนี้ได้ตลอดชีวิต แต่อย่าลืมว่าพวกเขาเป็สายเืของใคร ปราณเทพในร่างของพวกเขา้าการขัดเกลาจากหยาดเหงื่อและโลหิต หากไม่โดนรังแกบ้าง ไม่ได้รับาเ็ฝากาแไว้บนร่างกายบ้าง พวกเขาจะไม่มีวันตระหนักถึงคุณค่าของพลังที่แท้จริง"
เสี่ยวิและเสี่ยวหัวสบตากัน เด็กทั้งสองไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ดวงตาของพวกเขากลับเปล่งประกายความตื่นเต้น
"ท่านพ่อ! ข้าจะไป ข้าจะไปทุบตีพวกคนที่ชอบรังแกคนอื่นให้ราบคาบเลย!" เสี่ยวิทุบอกตัวเองเสียงดัง
หยุนฟานหัวเราะเบาๆ "เ้าต้องโดนพวกเขาทุบตีเสียก่อนต่างหาก ถึงจะเข้าใจความเ็ป" เขาหันไปมองลูกสาวคนโต "เสี่ยวหัว พ่อให้กฎเ้าไว้ข้อเดียว ยามอยู่ภายนอก หากไม่ถึงที่สุดแห่งชีวิต ห้ามเผยปราณเทพเด็ดขาด จงใช้เพียงวิชาประยุทธ์ธรรมดาที่แม่ๆ ของเ้าสอนให้"
"ลูกรับคำท้าค่ะท่านพ่อ" เสี่ยวหัวตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แต่จำไว้..." หยุนฟานเว้นจังหวะ สายตาของเขาเปลี่ยนเป็ลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง "าเ็... พ่อยอมรับได้ โดนรังแก... พ่อถือเป็บทเรียน แต่หากมีผู้ใดมันหมายจะเอาชีวิตพวกเ้าโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง..."
เขายังพูดไม่ทันจบ บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงัดลงทันตา เสียงนกกาที่เคยร้องอยู่บนยอดไม้ดับวูบ ไก่ฝูงใหญ่ในลานต่างพากันหมอบกราบลงกับพื้นดินตัวสั่นเทา ลมพายุหมุนวนขนาดย่อมก่อตัวขึ้นรอบกายหยุนฟานก่อนจะสลายไปในพริบตา
ภรรยาทั้งสองต่างรู้ดีว่า ประโยคนั้นหมายความว่าอย่างไร… จุดจบของผู้ที่กล้าข้ามเส้นตายนั้น คือความพินาศย่อยยับชนิดที่ิญญาก็ไม่อาจไปผุดไปเกิดได้อีกตลอดกาล
วันเวลาในตรอกคอกไก่ดำเนินไปอย่างเนิบช้า ทว่าภายนอกนั้นกลับไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่ง
ณ คฤหาสน์หรูหราใจกลางเมืองหลวง จางเป้านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อดี ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น มือหนากำลังบีบถ้วยชาจนแหลกละเอียดเป็ผง เบื้องหน้าของมันคือชายหนุ่มในชุดพรตสีเทาผู้หนึ่ง ที่กำลังนั่งหลับตาโคจรสมาธิอยู่บนอาสนะ กลิ่นอายปราณรอบตัวของชายชุดพรตผู้นี้หนาแน่นและเฉียบคม แสดงให้เห็นว่าเป็ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน (Foundation Establishment) จากสำนักภายนอก
"ท่านปรมาจารย์หลี่! ข้าไม่ยอมจริงๆ เื่นี้! ไอ้เถ้าแก่ร้านข้าวต้มขยะนั่นมันมีวิชาแปลกประหลาด มันแอบลงมือทำร้ายคนของข้าจนพิการไปหนึ่งคน แถมเมียของมัน... นังแพศยาในชุดเขียวนั่นมันยังกล้าเอากระบี่มาข่มขู่ข้า!" จางเป้าแผดเสียงฟ้อง
ชายชุดพรตนามว่า ‘หลี่ซาน’ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความโลภและแววตาเหยียดหยาม "เ้าบอกว่า เมียของมันงดงามปานเทพธิดางั้นรึ?"
"ถูกแล้วครับท่านปรมาจารย์! ไม่ใช่แค่นางคนเดียว ในบ้านหลังนั้นยังมีสตรีอีกนางหนึ่งที่งดงามไม่แพ้กัน พวกมันเป็เพียงคนนอกรีตที่มาปักหลักอยู่ในตรอกซอมซ่อไร้หัวนอนปลายเท้า หากท่านปรมาจารย์ช่วยข้าจัดการไอ้เถ้าแก่ขยะนั่น สตรีทั้งสองนางย่อมต้องตกเป็ของท่านอย่างแน่นอน!" จางเป้าใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ
หลี่ซานหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแฝงไปด้วยความเ็า "ผู้ฝึกตนอย่างข้า ย่อมไม่สนใจเื่ทางโลกทั่วไป ทว่าหากสตรีเ่าั้มีคุณสมบัติในการเป็ ‘เตาหลอมมนุษย์’ เพื่อช่วยในการฝึกปรือปราณหยินของข้า ย่อมถือเป็เื่ดี... พรรคเสือดำของเ้าคอยรับใช้ข้ามานาน เื่แค่นี้ข้าจะออกโรงให้เอง"
หลี่ซานลุกขึ้นยืน ปัดแขนเสื้อชุดพรตด้วยท่าทางหยิ่งยโส ในสายตาของเขา มนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกตนก็เป็เพียงมดปลวก ต่อให้เถ้าแก่ร้านข้าวต้มจะมีกำลังภายในอยู่บ้าง แต่จะมาเทียบอะไรได้กับยอดฝีมือระดับผู้ฝึกตนที่มีคาถาอาคมและปราณแท้จริง
"นำทางไป ข้าอยากจะเห็นนักว่า ตรอกคอกไก่ที่พวกเ้ากลัวกันนักหนา มันจะมีดีสักแค่ไหน"
บ่ายวันนั้น ฟ้าฝนกลับตั้งเค้าอย่างรวดเร็ว เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมเหนือเมืองหลวง เสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังสะท้อนมาแต่ไกล หยาดฝนเม็ดโตเริ่มตกลงมากระทบผิวดิน ส่งกลิ่นไอโซมของหน้าดินลอยอบอวล
ชาวบ้านในตรอกคอกไก่ต่างพากันปิดประตูหน้าต่างหลบภัยอยู่ภายในบ้าน ทว่าที่หน้าร้านข้าวต้มของหยุนฟาน กลับมีร่างของคนกลุ่มหนึ่งเดินฝ่าสายฝนเข้ามาอย่างช้าๆ
จางเป้าเดินนำหน้า ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสะใจและยโสโอหัง ข้างกายของมันคือหลี่ซานในชุดพรตที่ใช้ปราณบางๆ คุ้มกายไว้ทำให้หยาดฝนไม่อาจตกต้องตัวของเขาได้แม้แต่หยดเดียว เื้ัยังมีสมุนพรรคเสือดำอีกนับสิบคนพร้อมอาวุธครบมือ ครบครันด้วยดาบและท่อนไม้
หยุนฟานยังคงนั่งอยู่ที่เตาถ่าน ไฟในเตายังคงลุกโชนสู้สายฝนด้วยพลังปราณที่เขาแอบควบคุมไว้ ข้าวต้มในหม้อยังคงเดือดปุดๆ ควันฉุย
"ไอ้หยุนฟาน! วันตายของแกมาถึงแล้ว!" จางเป้าะโก้องเสียงดังกลบเสียงฝน "วันนี้ท่านปรมาจารย์หลี่แห่งสำนักเบญจพิษมาที่นี่ด้วยตัวเอง หากแกคุกเข่าโขกศีรษะร้อยครั้ง แล้วส่งเมียของแกทุกคนออกมา ข้าอาจจะเมตตาเหลือศพแกไว้ให้ฝัง!"
หยุนฟานไม่ได้ลุกขึ้น เขาเพียงแค่ตักน้ำแกงขึ้นมาดมกลิ่นหอมชิมรสชาติอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปสบตากับหลี่ซาน
"ผู้ฝึกตน?" หยุนฟานเอ่ยเสียงเรียบ "โลกมนุษย์ช่างวุ่นวายนัก ผู้ฝึกตนระดับต่ำต้อยเพียงแค่นี้ ก็กล้ามาส่งเสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อนของผู้อื่นแล้วรึ"
"สามหาว!" หลี่ซานตวาดลั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธเมื่อถูกคนธรรมดาตราหน้าว่า ‘ต่ำต้อย’ "ไอ้มนุษย์หน้าโง่! แกหารู้ไม่ว่ากำลังเผชิญหน้ากับใคร! วันนี้ข้าจะควักเอารากปราณของแกออกมาบดขยี้ให้แหลก!"
สิ้นคำตวาด หลี่ซานสะบัดมือขวา คาถาอาคมสีเขียวคล้ำพลันพุ่งออกจากแขนเสื้อ มันคือ "ศรพิษกลืนิญญา" พลังปราณพิษหมุนวนบิดเบี้ยวกลายเป็ลูกศรแหลมคม พุ่งทะยานฝ่าสายฝนตรงเข้าใส่หน้าอกของหยุนฟานด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ จังหวะการจู่โจมรวดเร็วและอำเหมิต หวังปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว!
หยาดฝนรอบด้านถูกแหวกออกเป็ช่องตามรอยทางของลูกศรพิษ
ทว่า… ในเสี้ยววินาทีที่ลูกศรพิษจะถึงตัวหยุนฟาน ประตูไม้ไผ่ด้านข้างร้านพลันะเิออก!
เคร้ง!!!
เสียงโลหิตพุ่งทะยานและโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว แสงกระบี่สีเขียวมรกตสายหนึ่งวาบผ่านชั้นฟ้า ตัดสลับฝ่าสายฝนอย่างงดงามและแม่นยำ หลิ่วหรู่เยี่ยนพุ่งร่างออกมาพร้อมกระบี่ในมือ ตัวกระบี่หมุนวนเป็วงกลมสะท้อนรับพลังศรพิษนั้นจนแตกสลายกลายเป็ควันสีเขียวจางๆ ก่อนจะถูกสายฝนชะล้างลงสู่พื้นดิน
นางร่อนลงยืนเบื้องหน้าสามี ปลายกระบี่ชี้ตรงไปที่พื้น หยาดฝนตกลงกระทบใบกระบี่ส่งเสียงดังติ๋งๆ แววตาของนางดุดันและเต็มไปด้วยไอสังหารที่หนาแน่นจนทำให้พวกนักเลงพรรคเสือดำต้องก้าวถอยหลังด้วยความผวา
"คิดจะทำร้ายสามีของข้า? พวกเ้าต้องผ่านศพข้าไปก่อน!" หลิ่วหรู่เยี่ยนประกาศกร้าว
หลี่ซานั์ตาหดแคบลง นึกไม่ถึงว่าหญิงชาวบ้านธรรมดาจะมีวิชากระบี่ที่เฉียบคมขนาดทำลายอาคมของตนได้ "ที่แท้ก็เป็ผู้มีวรยุทธ์ในโลกมนุษย์ มิน่าเล่าจางเป้าถึงได้พลาดท่า... ทว่าวรยุทธ์ต่ำต้อยจะสู้คาถาอาคม์ได้อย่างไร!"
หลี่ซานไม่รอช้า ขยับมือร่ายมุทราอย่างรวดเร็ว ปราณสีเขียวเข้มะเิออกจากร่างของเขาจนเสื้อผ้าพัดโบกสะบัดฝ่าสายฝน คราวนี้เขาไม่ได้ออมมือ พลังระดับสร้างรากฐานถูกปลดปล่อยออกมาจนเต็มเปี่ยม มิติรอบด้านเริ่มหนักอึ้ง
"ค่ายกลห้าพิษคร่าิญญา!"
หลี่ซานแผดเสียงก้อง สิ้นคำพรรณนา พื้นดินรอบตรอกคอกไก่พลันเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำ ควันพิษหนาทึบพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ดิน กลั่นตัวเป็อสรพิษ ปล่อง ตะขาบ คางคก และแมงมุม ขนาดใหญ่ที่สร้างจากพลังปราณ พวกมันอ้าปากสลัดพิษพุ่งเข้าใส่หลิ่วหรู่เยี่ยนจากทุกทิศทาง จังหวะการบุกรุกสะพัดรวดเร็วและหนาแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ
"หรู่เยี่ยน ระวังซ้าย!" เสียงเมิ่งชิวเหยาดังขึ้นมาจากบนหลังคา
ร่างของเมิ่งชิวเหยาทะยานลงมาจากฟ้าดุจดั่งค้างคาวในคืนมืด ในมือของนางไม่มีอาวุธยาว มีเพียงมีดสั้นคู่สีดำสนิทที่ไร้แสงสะท้อน นางหมุนตัวกลางอากาศเป็ลูกข่าง ปล่อย "ฝนมีดสั้นปลิดชีพ" นับสิบเล่มพุ่งเข้าเจาะทะลวงดวงตาของอสรพิษปราณและแมงมุมั์อย่างแม่นยำ
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
เสียงเนื้อปราณถูกฉีกขาดดังระงม สัตว์พิษปราณหลายตัวะเิออกเป็ควันสีดำ ทว่าพวกมันกลับก่อตัวขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็วด้วยพลังควบคุมของหลี่ซาน
"ฮ่าๆๆ! เปล่าประโยชน์! ค่ายกลของข้าไม่มีวันทำลายได้ด้วยอาวุธธรรมดา!" หลี่ซานหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในใจกลับตื่นตระหนกไม่น้อยที่หญิงสาวทั้งสองคนมีความสามารถในการต่อสู้ที่สูงส่งขนาดนี้
หลิ่วหรู่เยี่ยนไม่สนใจคำขู่ นางสูดหายใจลึก ดวงตาคู่สวยทอประกายเด็ดเดี่ยว นางจำคำสอนของหยุนฟานได้เสมอ ‘วิชากระบี่ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาวุธ แต่อยู่ที่จิตใจที่พร้อมจะตัดขาดทุกสิ่ง’ นางขยับเท้าก้าวไปข้างหน้า ท่วงท่าดูสง่างามทว่าแฝงไปด้วยความเร็วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"เพลงกระบี่เมฆาคราม... ล้างโลกีย์!"
นางตวัดกระบี่เป็เส้นโค้งสมบูรณ์แบบ คลื่นพลังกระบี่สีเขียวมรกตขนาดใหญ่พุ่งทะยานออกจากตัวกระบี่ มันไม่ได้พุ่งไปข้างหน้าธรรมดา แต่ขยายตัวออกเป็แนวนอน กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า หยาดฝนที่กำลังตกลงมาถูกคลื่นกระบี่นี้ตัดขาดจนกลายเป็ช่องว่างสลัวราง
ตูม!!!
สัตว์พิษปราณทั้งหมดถูกคลื่นกระบี่บดขยี้จนแหลกสลายกลายเป็ผุยผงในพริบตา คลื่นพลังยังคงพุ่งตรงเข้าใส่หลี่ซานและพวกนักเลงพรรคเสือดำอย่างไม่ลดละ
"หลบเร็ว!" จางเป้าร้องลั่นด้วยความกลัวแทบสิ้นสติ มันรีบะโหลบไปข้างทาง ทว่าสมุนเื้ัอีกสามสี่คนกลับหลบไม่พ้น ร่างของพวกมันถูกแรงอัดของคลื่นกระบี่กระแทกจนปลิวละลิ่วลอยข้ามกำแพงตรอกไปตกกระแทกพื้นดินเสียงดังปึก กระดูกหักไปหลายท่อน นอนร้องครวญครางจมกองเืและสายฝน
หลี่ซานหน้าถอดสี รีบเรียกตลับทองเหลืองออกมาจากอกเสื้อ มันคือ "โล่เกราะอุดร" สมบัติวิเศษระดับต่ำ โล่ขยายใหญ่ขึ้นมารับคลื่นกระบี่ไว้ได้ทันท่วงที
ปัง!!!
เสียงปะทะดังสนั่นราวะุปืนใหญ่ หลี่ซานถูกแรงกระแทกจนต้องถอย รอยเท้าครูดไปกับพื้นดินนับสิบก้าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ปราณแท้จริงในร่างปั่นป่วนจนเกือบกระอักเื "นังผู้หญิงแพศยา! เ้ากล้าดีอย่างไร!"
ในขณะที่หลี่ซานกำลังเสียหลัก เมิ่งชิวเหยาที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของสายฝนพลันปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของเขาดุจดั่งภูตผี มีดสั้นสีดำขลับในมือขวาพุ่งตรงเข้าหาจุดตายที่ลำคอของหลี่ซานอย่างเงียบเชียบและโเี้ จังหวะนี้คือวิถีของนักฆ่าที่แท้จริง ไร้เสียง ไร้ร่องรอย และหวังผลในพริบตา!
หลี่ซานััได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามา ขนลุกชันไปทั้งตัว ด้วยสัญชาตญาณของผู้ฝึกตน เขาขยับตัวหลบหลีกอย่างสุดชีวิต ทว่าก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
ฉัวะ!
ใบมีดสั้นกรีดผ่านไหล่ซ้ายของหลี่ซานจนเสื้อพรตขาดวิ่น เืสีแดงสดฉีดพุ่งออกมาผสมกับสายฝน หลี่ซานร้องลั่นด้วยความเ็ป เขาซัดฝ่ามือปราณพิษสวนกลับไปข้างหลังอย่างบ้าคลั่งเพื่อบีบให้เมิ่งชิวเหยาต้องถอยห่าง
เมิ่งชิวเหยาม้วนตัวกลางอากาศร่อนลงยืนข้างหลิ่วหรู่เยี่ยน ทั้งสองนางสบตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะเตรียมพุ่งทะยานร่างเข้าจู่โจมซ้ำเพื่อปิดบัญชีในคราวเดียว
หลี่ซานกุมาแที่ไหล่ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอับอายและความแค้นอย่างถึงที่สุด เขาผู้เป็ถึงยอดฝีมือระดับผู้ฝึกตน กลับต้องมาาเ็สาหัสด้วยน้ำมือของหญิงชาวบ้านธรรมดาในโลกมนุษย์ถึงสองนาง เื่นี้หากแพร่งพรายออกไป เขาคงไม่มีหน้าอยู่ในสำนักอีกต่อไป
"พวกเ้า... พวกเ้าบังอาจบีบให้ข้าต้องใช้สิ่งนี้!" หลี่ซานแผดเสียงด้วยความเจ็บแค้น
เขาล้วงเอาแผ่นยันต์สีโลหิตแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋ามิติ มันคือ "ยันต์ะเิโลกันตร์คร่าชีวิต" ยันต์อาคมระดับสูงที่เขาแอบขโมยมาจากหอคัมภีร์ของสำนัก มันมีพลังทำลายล้างรุนแรงพอที่จะะเิเมืองขนาดเล็กให้หายไปได้ในพริบตา ทว่าข้อเสียคือมันจะทำลายล้างทุกชีวิตในรัศมีโดยไม่แยกแยะ
"ท่านปรมาจารย์! นั่นมันอะไรกัน!" จางเป้าที่แอบดูอยู่เห็นท่าไม่ดีรีบร้องถามด้วยความหวาดผวา
"หุบปาก! ในเมื่อพวกมันอยากตาย ข้าก็จะให้พวกมันตายไปพร้อมกับตรอกโสโครกแห่งนี้แหละ!" หลี่ซานบ้าคลั่งไปแล้ว เขาไม่สนใจกฎเกณฑ์ใดๆ อีกต่อไป มือหนาขยับร่ายคาถากระตุ้นยันต์โลหิตทันที
แผ่นยันต์เปล่งแสงสีแดงฉานดุจเื กลิ่นอายทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจนทำให้สายฝนรอบด้านกลายเป็ไอระเหยร้อนจัด แสงสีแดงนั้นขยายตัวออกเรื่อยๆ เป้าหมายของมันไม่ใช่แค่หลิ่วหรู่เยี่ยนและเมิ่งชิวเหยา ทว่าครอบคลุมไปถึงบ้านเรือนของชาวบ้านยากจนทุกคนในตรอกคอกไก่ และรวมไปถึงห้องหับหลังร้านที่เสี่ยวิและเสี่ยวหัวกำลังหลบอยู่ด้วย!
จางเป้าหมายมั่นจะล้ำเส้นตายที่แท้จริง… มันไม่ใช่การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีอีกต่อไป แต่งานนี้คือการมุ่งหมายเอาชีวิตบริสุทธิ์ทั้งหมดในตรอกแห่งนี้
หลิ่วหรู่เยี่ยนและเมิ่งชิวเหยาหน้าถอดสี พวกนางรู้ดีว่าด้วยพลังวรยุทธ์ของตน ไม่อาจต้านทานการะเิของยันต์ระดับสูงนี้ได้อย่างแน่นอน พวกนางรีบหันหลังกลับหมายจะพุ่งไปปกป้องลูกๆ
ทว่า… ในวินาทีที่ยันต์โลหิตกำลังจะะเิพลังทำลายล้างออกมา
"เหยียบย่ำมดปลวก… ข้าไม่ว่า"
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังและก้องกังวานดุจเสียงระฆังั์จากสรวง์ดังขึ้นมาจากทางด้านเตาถ่าน น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังลั่น แต่กลับแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนและสะกดทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่งในพริบตา
หยุนฟานลุกขึ้นยืนจากม้านั่งไม้ไผ่เป็ครั้งแรกในรอบวัน
เขาก้าวเท้าเดินฝ่าสายฝนออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวของเขากลับทำให้แผ่นดินรอบด้านสั่นะเืเบาๆ หยาดฝนที่กำลังตกลงมาจากฟ้า พลันหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับเวลาถูกแช่แข็ง แสงสีแดงฉานจากยันต์ะเิโลกันตร์ของหลี่ซานที่กำลังจะะเิ พลันหดตัวกลับและดับวูบลงราวกองไฟที่ถูกสาดด้วยน้ำเย็นมหาศาล
หลี่ซานเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว ปราณแท้จริงในร่างหยุดหมุนเวียนและแข็งตัวดุจก้อนน้ำแข็ง ความหวาดกลัวสายหนึ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตพุ่งทะยานจากตาตุ่มขึ้นสู่สมองจนทำให้เขาแทบอยากจะคุกเข่าลงกราบกราน
"แต่ถ้าคิดจะเอาชีวิตคนในตรอกแห่งนี้... โดยเฉพาะครอบครัวของข้า" หยุนฟานเอ่ยต่อ สายตาคู่นั้นที่มองมายังหลี่ซานไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มันว่างเปล่าและลึกล้ำจนน่ากลัว "พวกเ้าก็ไม่มีความจำเป็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก"
หยุนฟานยกมือขวาขึ้นมาอย่างเนิบนาบ เขาไม่ได้ร่ายคาถา ไม่ได้ขยับท่าร่างกระบี่อันงดงาม เขาเพียงแค่ "สะบัดมือเบาๆ" ไปข้างหน้าหนึ่งครั้ง ราวกับกำลังปัดฝุ่นผงออกจากโต๊ะข้าวต้ม
แคร่ก… บึ้ม!!!
มิติเบื้องหน้าของหยุนฟานปริแตกออกดุจกระจกเงาที่ร้าวราน รอยแยกมิติสีดำมืดทอดยาวฝ่าสายฝนพุ่งตรงเข้าหาหลี่ซานและจางเป้าในพริบตา แรงดันปราณที่ไร้รูปทว่ามหาศาลจนไม่อาจประมาณขอบเขตได้ะเิออกระลอกหนึ่ง
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีโอกาสได้อ้อนวอน
ร่างของหลี่ซานในชุดพรต และร่างของจางเป้าหัวหน้าพรรคเสือดำ รวมไปถึงแผ่นยันต์โลหิตระดับสูงชิ้นนั้น ยามเมื่อััเข้ากับรอยแยกมิติที่พุ่งผ่าน พวกมันกลับสลายกลายเป็ผุยผงสีดำละเอียดและอันตรธานหายไปในความว่างเปล่าในเสี้ยววินาที ราวกับว่าตัวตนของพวกมันไม่เคยมีอยู่บนโลกใบนี้มาก่อนเลย แม้แต่หยดเืเดียวก็ไม่เหลือทิ้งไว้
สมุนพรรคเสือดำที่เหลือรอดอยู่อีกสองสามคนเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าต่างพากันสติหลุดลอย พวกมันฉี่ราดกางเกงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด คลานเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นโคลนจนเือาบ "ท่านเทพ! ไว้ชีวิตด้วย! ท่านเถ้าแก่ไว้ชีวิตด้วย!"
หยุนฟานสะบัดมืออีกครั้งเบาๆ มิติที่เคยปริแตกพลันปิดตัวลงอย่างเงียบเชียบ หยาดฝนที่เคยหยุดนิ่งกลางอากาศร่วงกราวลงสู่พื้นดินตามปกติ ควันไฟจากเตาถ่านยังคงโชยขึ้นมาดั่งเดิม บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความสงบสุขราวกับเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตาตาฝาด
"ไสหัวไป" หยุนฟานเอ่ยคำสั้นกระชับ
พวกสมุนนักเลงรีบพยุงร่างที่สั่นเทาพากันวิ่งหนีออกจากตรอกคอกไก่ไปโดยไม่คิดจะหันหลังกลับมามองอีกตลอดชีวิต พวกมันรู้ดีว่า ชายขายข้าวต้มผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา และไม่ใช่ผู้ฝึกตนทั่วไป… ทว่าคือมหาตัวตนที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบปุถุชน
หลิ่วหรู่เยี่ยนและเมิ่งชิวเหยาเดินเข้ามาหาหยุนฟาน พวกนางมองสามีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน เสี่ยวิและเสี่ยวหัวแอบโผล่หน้าออกมาจากประตูหลังร้าน ดวงตาน้อยๆ ของเด็กทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจในพลังอันยิ่งใหญ่ของบิดา
หยุนฟานหันกลับมามองภรรยาทั้งสองและลูกๆ รอยยิ้มอบอุ่นดั่งเดิมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง
"เอาล่ะ ฝนตกหนักแบบนี้ ข้าวต้มกำลังร้อนได้ที่พอดี พวกเราเข้าไปกินข้าวข้างในเถอะ" หยุนฟานกล่าวพลางเดินนำทุกคนกลับเข้าบ้าน
ความสงบสุขในตรอกคอกไก่ได้รับการปกป้องไว้ได้อีกครั้งด้วยฝ่ามือเดียว ทว่าหยุนฟานรู้ดีว่า นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นใต้น้ำที่กำลังจะพัดกระหน่ำเข้ามาในไม่ช้า ปราณมิติที่เขาเพิ่งสะบัดออกไปเมื่อครู่ แม้จะเพียงเสี้ยวเล็กๆ ทว่ามันข้ามทะลุชั้นบรรยากาศ พุ่งตรงขึ้นสู่สรวง์ไกลโพ้นอันเป็ที่ตั้งของสิบสามเผ่าเทพเป็ที่เรียบร้อยแล้ว กงล้อโชคชะตาได้เริ่มหมุนอย่างแท้จริง และตำนานบทนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเปิดหน้าแรกเท่านั้น!