ตอนที่ 2
“ตระกูลเหลียน?”
“ใช่แล้ว ตระกูลเหลียน ตระกูลเสนาบดีกรม ท่านไม่ทราบเื่เลยรึ? ฮ่องเต้ทรงพระราชทานคำสั่งลงไปถึงเสนาบดีกรมเมื่อวันก่อน ก่อนจะเรียกท่านเข้าไปเข้าเฝ้าพระองค์ ข้าก็เพิ่งรู้จากบิดา คิดว่าท่านทราบแล้วจึงมาหยั่งเชิงดู”
“ข้าไม่ได้ตอบตกลง จะมาบอกว่าเป็งานแต่งข้าได้อย่างไร”
“แต่อย่างไรก็ไม่มีทางเลือกแล้วมิใช่รึ? ถ้าลองนึกดู ท่านพ่อข้า เล่าให้ข้าฟังว่า ฮ่องเต้และท่านพ่อของท่านเป็สหายกันมาครั้งเยาว์วัย ฮ่องเต้จึงทรงนับศักดิ์ของพระองค์เป็พระปิตุลาของท่าน”
เขาไม่เถียงในเื่นี้ แต่ที่เขาจะเถียงคือเื่แต่งงาน เขาคัดค้านไปแล้วไม่ใช่รึ? แล้วใยจึงยังรับสั่งให้แต่งอยู่อีก
หานซวนไม่คิดจะมีครอบครัวั้แ่แรก ไม่เคยคิดถึงเื่ความรักของบุรุษและสตรี ความรักสำหรับเขา ไม่มีอยู่จริง ไม่มีใครรักใครจริง ความรักที่แท้จริงคือการรักตัวเอง ไม่ใช่การรักผู้อื่นมากกว่าตนเอง
“มีสิ่งใดให้คิดมาก ท่านดื่มชาหน่อยเถิดเ้าค่ะ”ฮูหยินใหญ่เอ่ยบอกกับสามี ยกกาน้ำชาขึ้นเทลงในแก้วใบเล็ก เสนาบดีกรมรับมาดื่มแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเครียดหายไป “ฮ่องเต้มีรับสั่งทวงสัญญาสัตย์ของท่านพ่อเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตที่ให้ไว้แก่ท่านแม่ทัพใหญ่ฟาน”พูดถึงบิดาของตนและแม่ทัพใหญ่สมัยรุ่นพ่อ
หากให้นับไปแล้ว บิดาของเสนาบดีกรมเป็สหายของแม่ทัพฟาน ในสนามรบเคยได้ให้สัตย์สัญญาสหายรักไว้ หากกลับไปพร้อมกับชัยชนะได้ ไม่ว่ารุ่นใดรุ่นหนึ่งที่มีบุตรชายและบุตรสาวแล้ว จะได้เกี่ยวดองกัน แต่ในรุ่นลูกของทั้งสอง ดันได้ลูกชายกันทั้งคู่ รุ่นหลานจึงเป็รุ่นที่ต้องเข้าพิธีแต่งงานกัน
“สัตย์สัญญา? สัตย์สัญญาเื่ใด พอเห็นท่านนั่งนิ่งไม่ไหวติง ข้านึกหวั่นใจแล้ว เป็เื่ร้ายแรงมากนักหรือ?”
“ฮ่องเต้มีพระประสงค์ให้สัตย์สัญญานี้สมบูรณ์ จึงมีรับสั่งให้ตระกูลเหลียนส่งบุตรสาวเข้าพิธีแต่งงานกับบุตรชายตระกูลฟาน”
“จริงสิ ว่าไปแล้วซูหนี่ว์ก็เลยวัยเข้าพิธีแต่งงานมาถึงสองปี แล้วจะให้แต่งกับใครหรือเ้าคะ”
“หลานชายคนโต..แม่ทัพหานซวน”
“อะไรกัน! มะ..แม่ทัพหานซวน! แม่ทัพหานซวนอย่างนั้นรึ! ไม่นะเ้าคะ ข้าไม่ยอมให้ซูหนี่ว์แต่งกับแม่ทัพหานซวนเด็ดขาด ข่าวลือว่าเขาโเี้เกินคน ผู้ใดทำไม่ถูกใจก็ฆ่าฟันอย่างเดียว หากส่งลูกไป ข้ากลัวว่าจะเป็ภัยกับซูหนี่ว์”พอได้ยินชื่อของอีกผู้ มือไม้ก็อ่อนลงเหมือนเป็ง่อย ทำแก้วชาตก น้ำชาหกลงพื้น
“ข้าก็หนักใจไม่แพ้เ้านักหรอกฮูหยิน แต่สัญญาก็ต้องเป็สัญญา จะไปปฏิเสธเขาก็ไม่ได้ หากทำเช่นนั้น ข้าอาจต้องโทษจากฮ่องเต้ได้”เสนาบดีกรมใช้มือกุมขมับ หมุนวนให้คลายปวดหัว
“ถ้าเช่นนั้น..ส่งเลี่ยงหลิ่งไป..”
“ไม่ได้! เลี่ยงหลิ่งก็เป็บุตรของข้า เ้าจะให้น้องแต่งก่อนพี่ได้อย่างไรกัน”
“แต่ซูหนี่ว์ก็เป็บุตรของเราเหมือนกันนะเ้าคะ เลี่ยงหลิ่งถึงแม้จะเป็สตรี ดื้อดึงเพียงใด แต่ก็เป็เด็กเอาตัวรอดได้ ซูหนี่ว์ทำไม่ได้แน่”
“ข้าว่าเ้าไม่คิดแบบที่เ้าพูดหรอก..ข้าถามเ้าจริง ๆ เถอะฮูหยิน”
“เ้าเชื่อคำทำนายหลอกลวงของหมอดูตาบอดผู้นั้นจริง ๆ อย่างนั้นรึ? เ้าเชื่อจริง ๆ อย่างนั้นรึว่าเลี่ยงหลิ่งจะทำให้เ้าตายจริง ๆ ”เสนาบดีกรมหันหน้ามาถามฮูหยินใหญ่อย่างอึดอัดใจ
ที่ผ่านมาั้แ่เล็กจนโต เลี่ยงหลิ่งไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็มารดาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่เพราะนางดื้อดึงหรือหัวก้าวหน้ามากไปแค่อย่างเดียวหรอก
แต่อีกส่วนหนึ่งเป็เพราะฮูหยินใหญ่เชื่อในสิ่งที่หมอดูตาบอดเอ่ยทักท้วงครั้งที่เลี่ยงหลิ่งยังอยู่ในครรภ์ของนางต่างหาก
คำทำนายที่ว่า เมื่ออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์หากเลี่ยงหลิ่งยังไม่ได้เข้า
พิธีแต่งงานกับบุรุษนักรบ จะทำสร้างเื่จนทำให้มารดาถึงแก่ความตาย นับแต่นั้นมาฮูหยินใหญ่ จึงไม่เคยสนใจเลี้ยงดูบุตรสาวคนเล็กั้แ่อยู่ในครรภ์จนถึงป่านนี้ก็ไม่เคยคิดจะใส่ใจ
“แต่หากเราไม่ลองดู จะรู้ได้อย่างไร บุรุษนักรบอาจหมายถึงแม่ทัพหานซวนก็เป็ได้ ผู้ใดจะรู้”
“เ้า..เ้าเป็แม่ภาษาอะไร”เสนาบดีกรมถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกสงสารลูกคนเล็กจับใจ เื่พวกนี้ตามจริงแล้วผู้ที่ต้องจัดการคือฮูหยินใหญ่ บิดาอย่างเสนาบดีกรมมีหน้าที่เพียงแค่ตัดสินใจเท่านั้น
“ข้าพูดจริงเื่ที่ว่าเลี่ยงหลิ่งเอาตัวรอดได้ ความฉลาดของนางอาจทำให้แม่ทัพหานซวนต้องใจได้มากกว่าความเป็กุลสตรีของซูหนี่ว์”ถึงแม้จะดูเป็มารดาที่ไม่มีความรักให้แก่ลูกคนเล็ก แต่เื่นี้มันปฏิเสธไม่ได้
ปฏิเสธความฉลาดของเลี่ยงหลิ่งไม่ได้จริง ๆ
“แล้วถ้าท่านแม่ทัพหานซวนไม่ต้องใจนาง ความทรนงของนางจะทำให้นางไม่รอดกลับมาให้เราทั้งคู่เห็นหน้าอีกก็ได้ เ้าใช้อะไรคิด”
“เราไม่รู้นิสัย สันดานของแม่ทัพหานซวนเสียด้วยซ้ำ จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ชักดาบฆ่าลูกของเรา”
“แต่..แต่ข้า”
“มีอันใดอีก เ้าจะพูดสิ่งใด”
“เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ข้าได้ตกปากรับคำของหวงฮูหยินไปว่าจะให้ซูหนี่ว์ แต่งออกจวนไปยังตระกูลหวง เขากำลังตระเตรียมกันแล้ว จะให้ข้าผิดคำพูดกับตระกูลหวง เกรงว่าจะไม่ถูกกันได้”ฮูหยินใหญ่เอ่ยบอกเสียงหวั่น พอเสนาบดีกรมได้ฟังดังนั้นก็แทบจะความดันขึ้น วางแก้วชาลงจนโต๊ะดังสนั่น
“เหตุใดเ้าไม่บอกข้าก่อน! ทำเช่นนั้นไปได้อย่างไร เ้าก็รู้ว่าคำสัตย์สัญญามันสำคัญมากเพียงใด เ้ารู้ดีอยู่แล้ว ใยจึงไปตกปากรับคำอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนั้น”
“ข้าไม่รู้ว่าตระกูลของท่านจะมีคำสัตย์สัญญาเช่นนั้นอยู่ ข้าจะไปรู้ได้ไรเ้าคะ แต่..แต่ว่า”
“แต่ข้าเชื่อว่าถ้าเป็เลี่ยงหลิ่ง แม่ทัพหานซวนจะไม่ทำอันตรายนางแน่”
“ท่านแม่เรียกข้ามา มีสิ่งใดหรือเ้าคะ”ซูหนี่ว์เดินเข้ามานั่งต่อหน้าฮูหยินใหญ่ด้วยกิริยาสุภาพเรียบร้อย เอ่ยถามถึงธุระที่มารดาเรียกเข้ามาในห้อง
“แม่มีเื่จะสนทนากับเ้า เป็เื่สำคัญที่เ้าต้องรับรู้และทำตามที่แม่สั่ง ไม่เช่นนั้นชีวิตของเ้า คงจะอยู่ไม่สุขอีกต่อไปเป็แน่”
“เื่ใดหรือเ้าคะ มีสิ่งใดที่ทำให้ท่านแม่กังวลใจ”
“แม่..แม่อยากให้เ้าแต่งงานกับคุณชายหวง บุตรชายของเสนาบดีการคลัง ภายในเดือนนี้”คำสั่งกึ่งขอร้องของผู้เป็มารดาทำให้ซูหนี่ว์ใจตกวูบ แววตาไหวเอียนเอน
“เ้าเลยวัยแต่งงานมานานถึงสองปี แม่กลัวว่าคนจะเอาเ้าไปครหาได้ว่า บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรม สวยงามอ่อนหวาน กิริยามารยาเรียบร้อย แต่เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดมาสู่ขอเ้า”
“แม่ตกปากรับคำหวงฮูหยินไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แม่ไม่อยากเสียคำพูด”
“คำสัตย์สัญญาเป็สิ่งสำคัญ หากไม่ทำตามคำพูด อาจจะทำให้ตระกูลเหลียนของเรามีภัยได้ เช่นนั้นเ้าทำตามที่แม่ขอได้ไหมลูก”ฮูหยินใหญ่จับมือทั้งสองข้างของบุตรสาวขึ้นมากุมไว้
ความกดดันที่ส่งมาถึงซูหนี่ว์ ทำให้นางพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้าของมารดา แต่ด้วยความที่นิสัยของนางไม่ใช่ผู้ที่จะขัดคำสั่งของบิดามารดา ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงจึงทำให้ตัดสินใจยอมรับคำที่มารดาขอร้อง
“ข้ายินยอมแต่งงานกับคุณชายหวง หากท่านพ่อและท่านแม่เห็นว่าดี ข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องขัดใจท่านทั้งสองเ้าค่ะ”
“อืม! ขนมนี้รสเลิศดีจริง อืม ๆ เดี๋ยวครั้งหน้าแอบไปเอามาอีกดีกว่า”
กลางดึกคืนวันเดียวกัน เลี่ยงหลิ่งแอบออกมาหาของรับประทาน เพราะหิวกลางดึก นางเดินไปทานไป จนถึงระเบียงหน้าห้องของผู้เป็พี่สาว
เมื่อเห็นร่างที่แสงจันทร์สะท้อนกระทบ เลี่ยงหลิ่งก็เดินเข้าไปหาพร้อมขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ เพราะปกติแล้วซูหนี่ว์ไม่มีทางที่จะออกมานั่งชมจันทร์ดึกดื่นแบบนี้เป็แน่
“พี่ซูหนี่ว์..”
ซูหนี่ว์หันหน้ามามองต้นเสียงด้วยความใ แต่พอเห็นว่าเป็น้องสาวจึงผ่อนคลายลงและหันหน้ากลับไปมองดวงจันทร์เช่นเดิม
“พี่ซูหนี่ว์..ท่านออกมาทำสิ่งใดดึกดื่น หากท่านแม่เห็นเข้า ท่านจะโดนท่านแม่ว่ากล่าวตักเตือนได้”
“เ้ายังออกมาได้ เหตุใดพี่จะออกมาบ้างไม่ได้”
“ก็ข้าเป็ลูกชัง ทำสิ่งใดท่านแม่ก็ไม่ถูกใจอยู่แล้ว จะอยู่กฎเกณฑ์ไปใย ถึงอยู่ไปก็โดนว่ากล่าวอยู่ดี”เลี่ยงหลิ่งนั่งลงข้าง ๆ พี่สาว แต่พอพูดไปแบบนั้น ซูหนี่ว์ก็เงียบ ไม่ตอบโต้อะไร
มันยิ่งทำให้คนพูดถึงกับไปไม่เป็ พอไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลี่ยงหลิ่งก็เอาขนมที่ตนนำมาเข้าปากและยื่นให้พี่สาวได้ทานด้วย
ซูหนี่ว์มองขนมในมือของน้องสาวสักพักก็รับมา เอาเข้าปาก
“พี่ไม่อยากแต่งงาน”
ซูหนี่ว์เอ่ยบอก เลี่ยงหลิ่งถึงกับชะงักกับคำพูดของพี่สาว นางมองหน้า
ซูหนี่ว์และเงยหน้าขึ้นมองด้วงจันทร์เช่นกัน
“เหตุใดเล่า พิธีแต่งงาน บุรุษ บุตร ครอบครัวเป็สิ่งที่สตรีทุกคน้า อยู่แล้ว เหตุใดท่านพี่จึงไม่อยาก”
“พี่ไม่อยากไปใช้ชีวิตที่วุ่นวายเช่นนั้น อยากอยู่กับท่านพ่อท่านแม่จนแก่เฒ่ามากกว่าไปทำให้ตนเองเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ”
“ยิ่งเป็บุรุษที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา ไม่เคยรู้นิสัย ไม่รู้ว่าเขาสนิทใจที่จะแต่งงานกับพี่หรือเปล่า ยิ่งทำให้พี่ไม่อยากแต่ง”
“ที่ท่านพี่พูดเช่นนี้..เป็เพราะท่านโดนท่านพ่อและท่านแม่บังคับใช่ไหม”
“ท่านแม่ตกปากรับคำกับหวงฮูหยินแล้ว พี่ทำสิ่งใดไม่ได้”
“เป็เช่นนี้..ถ้าท่านไม่อยากแต่ง ก็แค่บอกท่านพ่อท่านแม่ไป ไม่ดีกว่าหรือ”
“พี่ไม่ใช่เ้าที่จะทำตามใจตนได้ พี่ทำไม่ได้”
“ก็จริง..จริงอย่างที่ท่านกล่าว”เลี่ยงหลิ่งไม่ปฏิเสธข้อนี้ นางลืมไปชั่วครู่ว่าซูหนี่ว์เป็ไม่ชอบมีปัญหากับใคร ชอบอยู่อย่างสงบมากกว่าจะสู้รบปรบมือ ยิ่งถ้าคนผู้นั้นเป็บิดามารดาแล้ว ซูหนี่ว์ยิ่งไม่มีทางจะทำ
“พี่ไม่มีทางเลือกอื่น..ไม่มีเลย พี่เพียงแค่ต้องยอมรับ”
“ท่านอย่าเพิ่งคิดกลัวไปก่อน บางที..การแต่งงานมันอาจจะดีสำหรับท่านก็ได้..สกุลหวง..ใช่สกุลที่เป็เสนาบดีการคลังใช่หรือไม่”
“ใช่ สกุลหวงเป็นามสกุลของเสนาบดีการคลัง”
“สกุลหวง..เท่าที่ข้าได้ยินมา สกุลหวงเป็สกุลที่ร่ำรวย ถนัดการค้า การทำบัญชี หวงฮูหยินก็ไม่ใช่ใจร้ายอะไร ข้าเคยเห็นแล้ว”
“เ้าเห็นได้อย่างไร เ้าออกไปเล่นข้างนอกมาอีกแล้วอย่างนั้นรึ”
“แหะ ตอนนั้นข้าอยากรับประทานอะไรแปลก ๆ เลยแอบออกไป แต่เื่นี้ท่านห้ามบอกท่านพ่อกับท่านแม่เชียว เดี๋ยววันหลังข้าจะซื้อมาฝาก”
เลี่ยงหลิ่งยิ้มแห้งแก้ตัวไป ซูหนี่ว์เองก็ไม่ได้อยากจะว่ากล่าวอะไรมากนัก เพราะ ถึงพูดไป เลี่ยงหลิ่งก็ทำตามใจนางอยู่ดี
“อย่างที่ข้าพูด หวงฮูหยินใจดี มีเมตตา หากท่านแต่งเข้าไป หวงฮูหยินคงจะเมตตาท่าน เอ็นดูรักใคร่ท่านอย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก”พอเห็นว่าพี่สาวไม่บ่นว่าก็เริ่มพูดต่ออีก “แต่บุตรชายของเขาเป็คนเช่นไร มีบิดาดี มารดาดี ไม่ได้แปลว่าบุตรจะดีตามบิดามารดา”
“ท่านว่าข้าหรือเปล่าเนี่ย แปลก ๆ ”นางรู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดของพี่สาวชอบกล แต่ก็ทำท่าไม่ตีมึน ไม่รู้เื่
เลี่ยงหลิ่งรับประทานขนมคำใหญ่คำสุดท้ายเข้าไป ใช้มือที่เปื้อนผงแป้งเช็ดกับอาภรณ์อย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะจุดประสงค์ที่เช็ดคืออยากทำให้มือสะอาดเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ
นางเอามือเอื้อมมาจับมือของซูหนี่ว์ไว้และบีบเบา ๆ รีบเคี้ยว ๆ จนซูหนี่ว์บอกให้ค่อย ๆ รับประทาน เพราะเกรงว่าจะขนมจะติดคอ แต่มีหรือเด็กดื้ออย่างเลี่ยงหลิ่งจะฟัง
“ท่านเชื่อข้าสิ ท่านเป็บุตรสาวที่ท่านแม่รักมาก ข้าว่าท่านแม่ไม่มีทางให้ท่านแต่งกับบุรุษที่ประพฤติตนไม่ดีหรอก ท่านแม่คงคิดไตร่ตรองมาดีแล้ว แต่งเข้าไปไม่ได้เป็ภรรยารองเสียหน่อย แต่เป็ฮูหยินใหญ่ต่างหาก”
“ส่วนเื่คุณชายหวง เขาเป็ถึงลูกชายคนโตของเสนาบดีการคลังเชียวเขาจะประพฤติตนไม่ดีกับภรรยาตัวเองขนาดนั้นเลยรึ? ไม่แน่เขาอาจจะเป็คนดีกว่าที่ท่านคิดก็ได้ ท่านวางใจเถอะ”
“เหตุใดเ้าจึงมั่นใจขนาดนั้น พี่ไม่เห็นจะรู้สึกแบบเดียวกับเ้าเลย”
“ของแบบนี้ต้องลองดูก่อน สำหรับข้า ถ้าไม่ดี ไม่ใช่ก็แค่..เลิกรากันไป ถึงคนจะครหาว่าเป็หญิงหม้าย แต่มันก็ดีกว่ามิใช่รึ?”
“ลองให้ถึงที่สุดก่อน ท่านพี่ของข้า งามพร้อมเพียงนี้ หากบุรุษทั่วทั้งแคว้นรู้เข้า ต้องมารับขวัญท่านกันแน่เชียว”ซูหนี่ว์หัวเราะให้กับความคิดวิปลาสของน้องสาว แต่ก็แอบเห็นด้วยอยู่ในใจลึก ๆ พอได้เห็นรอยยิ้มที่ดูมั่นอกมั่นใจของ
เลี่ยงหลิ่งก็ทำให้คลายกังวลไปได้มาก
“แต่ว่าท่านไม่ต้องกังวลเลยจริง ๆ หากเขาทำไม่ดี ทำให้ท่านเสียใจ ข้าจะไปทวงท่านคืนมาจากคุณชายหวงเอง ข้าสัญญา”