สี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪]

    บทที่ 1 คีตา ตอนที่ 1 เริ่มต้นผจญต่างโลก

            สวัสดีครับผมชื่อ นายนรินทร์ บุญชัยเศรษฐ์ หรือ ออโต้  ผมเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นทั่วๆ ไป ที่เพิ่งผ่านวันเกิดอายุ 18 ปีไม่กี่วัน ชีวิตของผมเท่าที่ผ่าน ๆ มาก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นที่มีเชื้อสายจีน พ่อแม่มีงานมีการ หวังให้ลูกโตไปมีเพื่อนมีเส้นสายที่ดีเลยถูกจับส่งเข้าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี ส่วนตอนนี้นะเหรอ ผมกำลังจะอาบน้ำแต่งตัว เพราะนี้ก็ตีห้าแล้วเลยต้องตื่นมาอาบน้ำเตรียมไปเรียน ดูสิคนอื่น ๆ ยังหน้าตาเพิ่งตื่นนอนกันทุกคน อ่าวลืมบอกอีกละ ผมอยู่แผนกประจำโรงเรียนนี้ละ พอถึงวันศุกร์ทีไรจิตใจโหยหาบ้านจนไม่มีสมาธิเรียน ไม่ใช่ว่าคิดถึงบ้านหรืออะไรนะ แต่พอดีติดเกมติดโซเชียลฮะ ๆ ก็โรงเรียนนี้ไม่รู้จะเข้มงวดไปถึงไหนมือถือเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไร ๆ ก็ห้ามพกมาวัยรุ่นเซงเลย แต่อีกไม่กี่วันผมก็จะเรียนจบจากที่นี่แล้ว เตรียมตัวออกไปเผชิญโลกกว้างในระดับอุดมศึกษา รอก่อนนะชีวิตนอกกรอบของผม

    ------------------

     

    “ออโต้ ปลุกให้มาอาบน้ำ ไม่ใช่ให้มายืนหลับต่อ”

     

    เสียงมาสเซอร์คุมหอดุลูกศิษย์ที่ยังไม่ยอมอาบน้ำสักทีมัวแต่ยืนหลับพิงผนังห้องน้ำจนคนอื่นอาบเสร็จไปหลายคนแล้ว

     

    “คร๊าบ คร๊าบ” ผมตอบรับเสียงยานคางแบบคนยังไม่อยากตื่นนอน

     

    ไม่ถึง 5 นาทีผมก็วิ่งผ่านน้ำเสร็จ แต่งตัวจนหล่อเรียบร้อยตามสไตร์เด็กโรงเรียนกางเกงน้ำเงินเข็มขัดโดม่อน กระเป๋าหนังแท้ของจาคอบที่แบนแล้วแบนอีก ตามด้วยรองเท้าหนังสีดำที่รุ่นน้องผู้น่ารักขัดให้จนขึ้นเงา หวีผมรองทรงสูงที่พยายามจะต่ำ มันเพิ่งหายเกรียนจากทรง รด. มาไม่นาน

     

    “ไง”

     

    เสียงเพื่อนผมทักมาลอย ๆ ก่อนผมจะถึงโต๊ะใต้หอ

     

    “ง่วง ชิป”

     

            ผมตอบตามความเคยชินก่อนจะส่งสายตาให้เพื่อนดึงเก้าอี้ออกมาให้ผมนั่ง มื้อเช้าเด็กหอเริ่มแต่หกโมง ต้องรีบกินรีบไปรอเข้าแถวเคารพธงชาติ ตอน 7 โมงเช้า ที่รีบไปไม่ใช่อะไร หาลอกการบ้านเพื่อนก่อนเข้าแถวตามทำเนียม เห็นผมแบบนี้ผมเป็นที่รักและเคารพของรุ่นน้องทุกคนนะครับ สั่งอะไร ๆ ใคร ๆ มีแต่น้องใจดีน่ารักทำตามคำสั่งอย่างเคร่งคัด อย่างเช่นวันก่อน

     

    “ลุก” มองด้วยสายตาคมจนอีกฝ่ายรีบลุกออกจากโต๊ะไปนั่งที่อื่นแทน

     

    “เอาครีมอาบน้ำมาใช้บ้างดิ๊” บอกรุ่นน้องที่เพิ่งถอยครีมอาบน้ำตัวใหม่ที่เพิ่งนำเข้าจากต่างประเทศ

     

    “เอาเงินไปซื้อแซนวิชมาด้วย เร็ว ๆ ละ” ใช้น้องในหอไปซื้อของให้

     

    และเหมือนมีอีกเยอะจนจะไม่หมด

     

    ผมมานึกย้อนดูก็เจอแต่รุ่นน้องใจดีรักเคารพผมทั้งนั้น ผมปลื้มพวกน้องสุด ๆ

     

     

    ไวเหมือนโกหก แป๊บๆ ก็เย็นแล้ว

                    ผมถึงบ้านในเวลา 6 โมงเย็นทักทายพ่อแม่แล้วก็วิ่งขึ้นห้องนอนตัวเองเปิดคอมฯ เล่นเฟสบุค รับแอดเพื่อนที่ขอมา ไล่อ่านฟีดเพื่อนสนิทจนมาถึงเพจที่กำลังติดตาม ผมไปถูกใจเพจอยู่อัน ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่าพวกพี่พวกนั้นไม่ธรรมดาผมรู้สึกได้ ทุกรูปที่โพสพร้อมคำบรรยายประกอบ เป็นเรื่องราวต่อเนื่องหน้าติดตามเหมือนได้อ่านนิยายก็ว่าได้ พี่ ๆ พวกนั้นก็ใจดีรับแอดผมเป็นเพื่อนทุกคน พอยิ่งติดตามส่วนตัวยิ่งชอบกลุ่มพี่พวกนี้มากขึ้นไปอีกขนาดส่งอินบ๊อกไปลองเชิง ก็ตอบแทบทันทีใส่ใจแฟนคลับกว่าที่คิด ถึงผมเป็นผู้ชายนะแต่ก็รู้สึกอดปลื้มไม่ได้จริง ๆ เอาละดูสิตลอดสัปดาห์มีอะไรอัพมาใหม่บ้าง

     

    คลิ๊ก!!

    ‘บันทึกลับนักผจญภัย ณ ต่างแดน’

     

     

     


     

    ---------------------- 

     

            เพลงพระคุณที่สามถูกผสานเสียงร้องโดยเหล่าเพื่อนทั้งระดับชั้น และพวกเราต่างฝึกร้องกันมาเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ เสียงสะอื้นของบางคนที่แทรกมากลางทำนอง จนเพลงได้อารมณ์ซาบซึ้งไปตามบทประพันธ์ วันนี้ผมได้จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้แล้ว โรงเรียนที่อบรมสั่งสอนมาตลอด 6 ปี การปัจฉิมของพวกเรา ที่เหล่ามิสและมาสเซอร์พากันจูงมือลูกศิษย์ข้ามฝั่งฝัน ดังเรือแจวที่พาเหล่าเด็กน้อยข้ามฟากมาอีกฝั่งอย่างปลอดภัย ผมก็ยังแอบน้ำตาคลอกับการปัจฉิม แต่ไม่ได้ซาบซึ้งตามอารมณ์เพื่อน ๆ แต่เพราะดีใจที่จะได้หลุดพ้นกรอบกฎระเบียบโรงเรียนแสนโหดนี่เสียที

     

    “เย้~”

     

    ผมตะโกนร้องออกมาด้วยความดีใจหลังล่ำลาครูบาอาจารย์เพื่อนและน้อง ๆ แล้ว ก็วิ่งกระโดดขึ้นรถขับกลับบ้านทันที

     

     

                    ผมขอพ่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงพอตัวในเขตกรุงเทพฯ คณะการจัดการฯ ทุกอย่าราบรื่นด้วยดีทั้งเพื่อนและพี่ในหมาลัยต่างเคารพสิทธิ์ของกันและกัน เวลาเรียนผมก็ตั้งใจเรียน เวลาเล่นผมก็เต็มที่ ถึงผมจะเป็นเด็กต่างจังหวัดโตมาในโรงเรียนประจำ แต่ผมก็ทันคนนะ ฮะ ๆ

     

                    ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็หลายเดือนแล้ว เพื่อน ๆ ก็มาก สาว ๆ แยะ ชีวิตเด็กใจแตกมันก็โอเคจริง ๆ ถึงผมจะติดเกมแต่ผมไม่ทิ้งการเรียนนะบอกไว้ก่อน ไม่เคยโดดเลย วันนี้ก็ออกมาทำธุระเลยกลับหอช้า ไม่รู้ว่าพี่ ๆ รอเล่นเกม WEF Online จะบ่นอะไรบ้างแล้ว

     

    “ขึ้นทางด่วนดีกว่า จะได้ไวๆ” บ่นกับตัวเอง

     

    ขับไปได้ไม่นาน ก็งานเข้า

     

    “เห้ยยย!!!”

     

    โค้ม!!!

     

    ------------------

     

                    ที่นี่ที่ไหนผมตายแล้วเหรอ ทำไมมืดจัง ผมพยายามมองไปรอบ ๆ ท่ามกลางความมืดมิด ก่อนผมจะมาอยู่ที่นี่ ผมทำอะไรอยู่ ไม่นานความทรงจำก็นึกออก บนถนน ในรถ รถด้านหน้า ไฟสีแดง อันตราย กระจกแตก เสียงดัง โลกหมุนกลับหัว ใช่แล้วผมจำได้แล้วผมเกิดอุบัติเหตุ ความตายเป็นแบบนี้เองเหรอ รู้สึกเหงานิด ๆ แหะ พ่อแม่ เพื่อน ๆ พี่ ๆ จะเสียใจกับเราไหมนะ ไม่รู้ว่าผ่านมากี่วันแล้วเพราะที่นี่มันมืดไปหมด ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงตัวเอง เหงาจังเลย…

     

    ------------------- 

     

    “ออโต้”

     

    “เสียง? หรือคิดไปเอง?”

     

    “ออโต้ ได้ยินแล้วตอบรับด้วย”

     

    “…”

     

    “ออโต้…”

     

    “ใครอะ”

     

    “ได้ยินเสียงพี่ชายสุดหล่อแล้วสินะ”

     

    “หืม หล่อ ใครอะ”

     

    “ช่างมันอย่าหยุดพูดนะคุยต่อไป”

     

    “อืม ก็ได้ ‘เขาเป็นใครหนอ เขามากจากไหน ใครมาทำอะไร ทำไม ยังไง และเมื่อไหร่’ พอใจยัง ฮะๆ”

     

    “ที่แท้ปกติก็เกรียนแบบนี้นี่เอง เห็นอยู่ต่อหน้าชอบทำเป็นเขินใส่ ”

     

    “…”

     

    “อย่าหยุดสิ”

     

    “ชาลา เฮด ชาลา…”

     

    “ฮ่า ๆ เอาเข้าไป เจอพอดีไม่งั้นคงได้ร้องจนจบเพลง”

     

            แล้วก็รู้สึกถึงมืออุ่น ๆ มาจับโดนตัวผมก่อนจะมีแรงกระชากดึงร่างในความมืดผมไป พร้อมกับแสงสว่างแสบตาในพื้นที่สีขาวไร้พรมแดน

     

    “แสบตาชะมัด”

     

    “ค่อย ๆ ลืมตาได้แล้ว”

     

            ภาพเบื้องหน้าปรากฏผู้ชายคนหนึ่ง ชั่วเสี่ยววินาทีความทรงจำก็ทำให้นึกออก อารมณ์ความรู้สึกที่เคยหายไปกลับมาอีกครั้ง ผมร้องไห้ด้วยแหะ ทำไมกันถึงร้องไห้ ดีใจ? อ๋ออารมณ์ดีใจจากการมีความสุขมันเป็นแบบนี้เองเหรอ

     

    “สวัสดี กว่าจะหาเจอร้องเรียกหาอยู่หลายวัน”

     

    “พี่ซัน ผม ๆ ผมตายแล้ว”

     

    “ยัง ๆ ยังไม่ตาย แต่ก็อีกไม่นาน”

     

    “หืม? ยังไง งงอะ”

     

    “โถ ที่แท่นิสัยใจจริงเป็นแบบนี้นิเอง ทีในโลกที่ผ่าน ๆ มาเก็กตลอดสินะ”

     

    “???”

     

    “ก็เป็นเด็กไง ไร้เดียงสาอีก ฮ่า ๆ แล้วรู้ตัวยังว่าแก้ผ้าอยู่”

     

    “ห๊ะ!” รีบเอามือปิดแต่คงไม่ทันแล้ว T^T

     

    “เล็กนะนาย ฮ่า ๆ ปิดมิดในมือเดียว เอาเหอะ”

     

    มือพี่ซันดีดนิ้วแป๊บเดียวเสื้อผ้าแบบที่ผมใส่ประจำก็ถูกสวมบนร่างผมแล้ว

     

    “พี่จำได้ว่านายใส่แนวนี้ นั่งก่อน ๆ” อยู่ ๆ ก็มีโซฟาที่ดูนั่งแล้วสบายมาก ๆ ปรากฏออกมา

     

    “???”

     

    “งงดิ”

     

    “อืม มากๆ”

     

    “ก็นะ ตอนนี้ร่างกายนาย นอนอยู่ในโรงพยาบาลของมหาลัยที่พี่เรียน พี่ขอพ่อแม่ออโต้ให้ย้ายมา พวกพี่ ๆ จะได้ดูแลนายได้”

     

    “ผมยังไม่ตายเหรอ แล้วกันนึกว่าตายแล้วฮะ ๆ แล้วผมอยู่ที่ไหน ว่าแต่พี่ซันมาได้ไง ตัวจริงหรือเปล่า”

     

    “ตัวจริงเสียงจริงเลยละ แต่ไม่ต้องถามมากเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอยู่แล้ว”

     

    “ครับๆ”

     

    “ตอนนี้ออโต้ นายกำลังนอนหลับเป็นเจ้าหญิงนิทรา เห้ย ๆ เจ้าชายนิทรา แต่ว่าร่างกายนายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ถ้ายังไม่ตื่นนายได้ตายสมใจแน่ ๆ”

     

    “จริงดิ”

     

    “อืมจริง แต่มีทางช่วยนายได้อยู่ เรื่องรายละเอียดไว้ถามเอิร์ธดูเอา”

     

    พี่ซันพูดเสร็จก็มีร่างผู้ชายอีกคนที่หล่อเกินหน้าเกินตา สองหนุ่มที่เหลือจนน่าหมั่นไส้แต่มีแววตาใจดีสุด ๆ

     

    “สวัสดีออโต้ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ได้พบกันจริง ๆ แต่เอิร์ธรู้จักออโต้มาพักใหญ่แล้ว ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ตอนนี้ร่างกายนายอ่อนแอมาก ต้องการแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทนควบคุม จิตและวิญญาณ ซันเลยจะช่วยนาย”

     

    “เอิร์ธก็นะ นึกว่าจะอธิบายอะไรละเอียด ๆ ย่อสะ น้องไม่รู้เข้าใจไหมนั่น”

     

    “ผมเข้าใจแล้วครับ แล้วผมต้องทำไง”

     

    “…” ใบหน้าสองหนุ่มตรงหน้าแสดงอาการแปลกใจชัดเจน

     

    “เออคือว่า ทำไงผมจะรอดบอกมาได้เลยพี่ๆ”

     

            สองคนนั้นมองหน้ากันก่อนและเป็นพี่ซันที่พูด

     

    “โอเค ตอนนี้พี่รู้วิธีเดียวที่จะช่วยออโต้ได้ คือออโต้ต้องไปต่างโลกต่างมิติ เรียนรู้พลังเวทย์ฝึกมันให้เก่ง ๆ แล้วถึงวันที่สมควรแล้วพี่จะมารับ”

     

    “ห๊ะ!?”

     

            ผมตกใจสิครับ งงอยู่กับคำพูดพี่ชาย ถึงยังงงอยู่ในหลายๆ เรื่อง แต่ก็ยังงงเรื่องนี้อยู่ดี

     

    “ฮ่าๆ งงอะดิ ตามที่ได้ยินนั้นละ ถ้าไปคนเดียวพี่ก็เป็นห่วง เดี๋ยวเอิร์ธจะไปกับนายด้วย”

     

    “จริงดิ งั้นในเพจที่พวกพี่ ๆ ลงภาพลงคลิปก็ของจริงแบบที่ผมเคยมโนไว้”

     

    “เออ นั้นละ แต่ว่านายคงไม่ได้ไปที่เดียวกับพวกพี่หรอกนะ เพราะที่นั้นติดอะไรนิดหน่อยไว้ ถ้านายกลับมาแล้วค่อยไปด้วยกันที่วารินนาวัต”

     

    “วารินนาวัต ชื่อไทยจัง”

     

    “ทำไมละ ก็คนไทยตั้งจะไปชื่อจีนได้ไง แล้วโลกที่นายจะไปก็ชื่อไทย โลกที่ชื่อคีตา”

     

    “ขี้ตา”

     

    “กวนละ คีตา ที่แปลว่าดนตรี”

     

    “อ๋อ….”

     

    “ถ้านายไปคนเดียวพี่ก็เป็นห่วง พี่เลยขอให้เอิร์ธไปด้วย ถ้ามีอะไรก็ถามเอิร์ธได้เลยพี่สอนอะไรเอิร์ธไปเยอะแล้ว นายเล่นเครื่องดนตรีอะไรเป็นบ้าง”

     

    “ไม่เป็นเลยสักอย่าง อ้อ แต่เคยเรียนขลุ่ยตอนมอต้น”

     

    “ฝากด้วยเอิร์ธ”

     

    พี่ซันพูดจบพี่เอิร์ธก็กลายร่างเป็นขลุ่ยยาวเรียบเงาสีดำมีลายสีทองพร้อมพลอยเม็ดหลายสีประดับ

     

    “ลิเกมากเลยพี่ ขลุ่ย” ผมหลุดปากพูดออกไป

     

    “ขอโทษที่ลิเก แต่ทำไงได้พลอยพวกนี้มันมีความจำเป็น” พี่เอิร์ธพูดตอบผมจนรู้สึกผิดที่หลุดพูดออกไป

     

    “ขอบโทษครับพี่”

     

    “โอเค เอิร์ธจะเป็นขลุ่ยให้นาย โลกนั้นเครื่องดนตรีสำคัญมาก ถ้าไปถึงที่นั้นแล้วเอิร์ธจะอธิบายต่อเอง พี่ก็อยากคุยกับนายต่อนะ แต่พี่ไม่อยากเสียเวลา เพราะนายอยู่ในความเสี่ยง ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วย ถ้ามีอะไรเอิร์ธจะดูแลนายเอง”

     

    พี่ซันพูดยาวพร้อมกับกวาดมือวาดอะไรบนอากาศ ไม่นานก็มีประตูสีทอง ๆ ดูหรูหราปรากฏออกมา มันเปิดออกให้เห็นผิวม่านน้ำสีฟ้าเรืองแสง เหมือนม่านพลังงานในหนังที่เคยดู เป็นม่านประตูมิตินั้นเอง

     

    “โอมายก็อด” ผมอุทาน

     

    “รีบ ๆ เลย ไปได้แล้ว ดูแลตัวเองด้วยน้องรัก” พูดเสร็จพี่ชายที่แสนจะดีก็ใช้เท้าถีบผมกระเด็นเข้าประตู

     

    “พี่เดี๋ยว ขลุ่ยผมมมมมมมม”

     

    ฟิ้ว~

     

    “กำ งานเข้าแล้วไง เอิร์ธรีบตามน้องไปเร็ว” ขลุ่ยวิเศษก็ลอยผ่านประตูตามไปติดๆ

     

    “เห้ย เอาแล้วไงลืมตั้งพิกัดเริ่มต้น แล้วพวกนั้นไปโผล่ไหนกัน ขอโทษทีน้องรัก :p ”

     

     

     -------------------

     

    อีกด้าน

     

    “เห้ย ตายแน่ ๆ ตาย ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ท้องฟ้ากว้างใหญ่ สุดลูกตา อากาศที่หนาวเย็นถึงกระดูก ใช่แล้วผมกำลังตกจากฟ้า วิวทิวทัศน์ต่างโลกเห็นแผ่นดินภูเขา แม่น้ำ ทะเล ป่า บ้านเมือง ถึงมันจะสวยก็เหอะแต่แบบนี้ได้ตกไปร่างแหลกเหลวแน่ ๆ

     

    “ตาย ๆๆๆๆๆๆๆ” ไม่ได้พูดซ้ำแต่เพราะปากมันหนาวสั่น

     

    “ออโต้” เสียงพี่เอิร์ธร้องเรียกมาจากด้านบน พร้อมกับบรรยากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น มันใกล้ถึงพื้นแล้วอะดิถึงอุ่นขึ้น

     

    “รีบต้านลมไว้ชะลอความเร็ว ไม่งั้นไม่ทันกันแน่ ๆ ” ขลุ่ยพูดได้ตะโกนสั่งผม ไวเท่าความคิด ผมกางมือกางขาออกพยายามบินแบบนก

     

    “ไอ้บ้า กางต้านลมเฉย ๆ อย่าพยายามขยับตัวมาก” ขลุ่ยสั่ง พอผมได้ยินก็พยายามคิดแล้วก็นึกท่าในหนังแบบพวกนักโดดร่ม

     

    “แบบนั้นละจะถึงแล้ว จับไว้นะ” ขลุ่ยบอก ผมเริ่มเห็นขลุ่ยลอยกลางอากาศเขามาใกล้มือ จนมือผมจับผิวลื่นๆ ของขลุ่ยได้ ก็มีเสียงโน้ตดนตรีออกมา ท่อนหนึ่ง

     

    “โด เรมีเรมีเร~”

     

    มีพลังงานออกมาจากขลุ่ยเป็นตัวโน๊ตก่อนจะกลายเป็นแสงหุ้มร่างผมไว้

     

    “เราอาจจะต้องกระแทกพื้น เก็บแขนเก็บขาให้ดีละ” พี่เอิร์ธร่างขลุ่ยสั่ง

     

    “ครับ”

     

    “ก๊าสสสสสสส”

     

    “อะไรนะ ปลา? เห้ยมันมาทางนี้แล้วไม่นะ”

     

    ตูม!!

     

    “เจ็บชะมัด”

     

            ผมบ่นหลังจากเริ่มได้สติ สำรวจตัวเองพบว่าไม่มีอะไรหักแค่ช้ำ แล้วผมก็นึกอะไรได้

     

    “พี่เอิร์ธ” ผมเรียก ไม่มีเสียงตอบรับ จากความทรงจำล่าสุด ผมกับพี่เอิร์ธ โดนปลายักษ์ที่บินอยู่บนฟ้าพุ่งเข้าชนแล้วก็ทำพี่เอิร์ธหลุดมือ

     

    “แล้วจะหากันเจอไหมนิ” ผมบ่น ตอนนี้แสงแดดก็แรงพอให้รู้ว่าเลยเวลาเช้ามานานโข

     

    โครก ๆ ๆ~

     

    “หิวสะงั้น แล้วจะหาอะไรกินละทีนี้” ผมบ่นกับท้องตัวเอง ผมก็ลุกออกเดินหาอาหาร แต่ว่าถึงเป็นป่าไม้ แต่จะหาผลไม้ที่กินได้หรือที่รู้จักสักลูกก็ยากแสนยาก

     

    “นึกสินึก ดูหนัง เล่นเกม อ่านนิยายมาก็เยอะ เราต้องรอดในโลกที่ไม่รู้จัก”

     

            ยังไม่ได้ฟังอะไรเลยคนเล่าก็หายไปแล้ว กลายเป็นรายการเซอร์ไวเวอร์ไปแล้วสะงั้น ป่าที่มีเสียงนกเสียงแมลงดังไปทั่ว ไม่ว่าจะมองทางไหนก็เหมือนกันไปหมด แหล่งน้ำอยู่ไหน ผมรวบรวมความทรงจำตอนอยู่บนท้องฟ้า ก่อนที่ผมจะโดนปลายักษ์ชนกลางอากาศ ภูเขาสามยอด แม่น้ำ ทะเลสาบ เมือง ทะเล ในความทรงจำอันแจ่มชัด ถึงผมจะถูกชนกลางอากาศก็เป็นไปได้ว่าไม่ได้กระเด็นไปไหนไกล ผมพยายามมองหาภูเขาสามยอด แล้วในที่สุดก็เจอ จากความทรงจำผมต้องเดินไปทิศทางที่ภูเขาจะต้องอยู่ซ้ายมือ ผมถึงจะเจอแม่น้ำ ผมหักกิ่งไม้ขนาดพอดีมือมาไว้ปัดป้องกันตัวเท่าที่พอจะทำได้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร หิวก็หิว กินผลไม้บางชนิดไปไม่อิ่มแถมคอแห้งมากกว่าเดิมอีก กิ่งไม้ยาวคล้ายไม้เรียวโบกสะบัดไปมาแก้เซงให้ผมได้ดี นึกย้อนไป 5 ปีก่อน ผมยังเป็นบ้าเล่นเป็นจอมยุทธ์กับเพื่อน ๆ อยู่เลย คิดถึงสมัยนั้นจัง ไม่คิดเปล่าผมก็เป็นบ้าทำท่าร่ายเพลงกระบี่แบบหนังจีน แล้วก็หยุดเมื่อรู้สึกอายตัวเอง ฮะ ๆ

     

                    เดินมา 3 ชั่วโมงก็ถึงแม่น้ำที่เคยเห็นตอนตกจากบนฟ้า ถ้าผมเดินไปตามแม่น้ำก็จะเจอทะเลสาบที่มีเมืองอยู่ใกล้ๆ แต่ดูจากแดดแล้วเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะไปถึงในวันนี้ มันคงอันตรายเกินไป ถึงผมอยากจะหาพี่เอิร์ธให้เจอแต่ไม่รู้ว่าต้องทำไง ทางเดียวคือไปหาเมืองอยู่แล้วรอพี่เขามาหา คงเป็นทางที่ดีที่สุดที่ทำได้ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเจออะไรบ้างจากเกมแนวเซอร์ไวเวอร์ บนต้นไม้น่าจะปลอดภัยสุด ผมเลือกหาต้นไม้ที่ดูเหมาะแก่การนอนและน่าจะปลอดภัยจากสัตว์ ที่ออกมาหากินในเวลากลางคืน ตกเย็นเศษไม้หญ้าแห้งถูกผมรวบรวมมาเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิชาลูกเสือถูกขุดมาใช้จริงจัง ผมนั่งปั่นไม้แห้งจนมือพองกว่าไฟจะติด แถมต้องรีบเอาหญ้าแห้งสุ่มใส่ก่อนจะเอาใบไม้ค่อย ๆ ถมลงไปจนเปลวไฟลุกสว่างแรงพอให้เศษท่อนไม้ขนาดใหญ่จุดไฟติด  ผมจุดกองไฟไม่ไกลจากโคนต้นไม้มากนัก เพื่อที่แสงไฟมันจะได้สว่างมากพอให้ผมได้เห็นอะไรต่ออะไรในเวลากลางคืน แน่นอนว่าใครจะไปนอนหลับได้ง่าย ผมต้องคอยลงมาเติมฟืนและรีบปีนขึ้นต้นไม้ แต่สังขารมนุษย์มีหรือจะสู้ว่าความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวันจนผมหลับไป

     

            ผมสะดุ้งตื่นกลางความมืด แน่ละกองไฟผมมันมอดดับไปแล้ว จะปีนลงมาเดิมไฟก็ไม่ได้แล้ว ผมตาค้างวิตกจนตาแจ้ง เสียงใบไม่สั่นไหวเมื่อลมพัดผ่านหูผมยังได้ยิน แล้วนับภาษาอะไรก็เสียงแปลก ๆ นั้น มันเสียงฝีเท้าที่เดินเหยียบใบไม้ตามพื้น แต่มันฟังแล้วเบา มันเหมือนเสียงคนเดินกลางดึก คนอะไรจะมาเดินที่มืด แต่เสียงมันลงเท้าน้ำหนักดูเบาแปลก ๆ ผมพยายามกวาดสายตามองไปยังเสียงที่มาถึง ห่างไปหลายสิบเมตร ถึงจะมืดแต่แสงจันทร์ของโลกนี้ดวงใหญ่โตและสว่างพอให้ได้เห็นเงานั้น มันกำลังเดินช้า ๆ รูปร่างเล็กแกร็น เมื่อมันเดินผ่านพ้นยอดไม้ต้องแสงจันทร์ ผมถึงกับหัวใจแทบหยุดเต้น

     

    ‘โครงกระดูก’

     

            ผมไม่กล้าส่งเสียงออกมาด้วยซ้ำ โครงกระดูกเดินได้ของจริงในมือถือดาบเก่า ๆ มันยังไม่เห็นผม แต่มันไม่ได้มีตัวเดียว มันมีเต็มไปหมด ลงต้นไม้ไปคงได้ตายแน่ ๆ ระหว่างผมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พบว่าตัวเองตกอยู่กลางวงผีกระดูกแล้ว อีกฟากแม่น้ำมีกวางเดินลงมากินน้ำให้ผมเห็นและแน่นอนว่าทันทีทันใดพวกมันก็วิ่งไปริมแม่น้ำแต่มันข้ามไม่ได้ ทางฝั่งนั้นเองกวางก็รู้ตัวเลยวิ่งกลับเข้าป่าไป แต่พ่อจ๋าแม่จ๋าไอ้กวางบ้านั้นมันดันเรียกฝูงผีกระดูกเดินได้ให้มาออรวมกันใต้ต้นไม้ผมแล้ว ถ้าตกไปคือตายกับตาย จนลืมตัวกลั่นหายใจกลัวมันได้ยิน ชั่วอึดใจที่กลั่นอยู่นั้นความคิดเอาตัวรอดก็ส่องสว่าง ผมหยิบท่อนไม้ที่เอามาขัดกันผมตกไว้ขึ้นมาก่อนจะโยนเวียงมันสุดแรงเกิดไปอีกทาง มันได้ผลพวกนั้นวิ่งไปยังท่อนไม้ที่ถูกปาไป มันยืนงงหันซ้ายหันขวาก็เดินกันต่อ แต่ก็ใช่ว่าทั้งหมดจะเดินไปหมดแล้ว ดันมีอีกตัวเดินกลับมาริมน้ำที่ใต้ต้นไม้ผมอยู่ จะอะไรละไม่มีอะไรปาหลอกมันแล้วผมนั่งมองมันอยู่นานกว่ามันจะยอมขยับตามเสียงอะไรบางอย่างไปอีกทาง กว่า 4 ชั่วโมงที่เหลือที่ผมตาค้างจนสว่างจนหมู่นกและแมลงเริ่มกลับมาส่งเสียง เหมือนเป็นสัญญาณบอกถึงความปลอดภัย ผมหลับคาต้นไม้ไม่รู้นานเท่าไหร่แต่ยังไม่เกินเที่ยงก็ตื่นขึ้น เพราะท้องที่ร้องปลุก รอบนี้ผลไม้ผมหามาได้เยอะกว่าเมื่อวานอาจจะเพราะใกล้แหล่งน้ำ ผมเลือกกินลูกที่ผมกินได้เพราะไม่อยากเสี่ยงทรมานแบบเมื่อวาน โชคดีกางเกงยีนรองเท้าผ้าใบกับเสื้อยืดส่วมทับด้วยโคสพอดีตัว มันช่วยผมเดินป่าได้ดีกว่าที่คิด บ่ายค่อนเย็นผมก็เดินมาถึงทะเลสาบ อีกฟากมองไปเห็นเมืองไม่เล็กไม่ใหญ่ ผมเดินผ่านไร่นาจนมาเจอทางเดินดินเล็ก ๆ เดินตามทางไปก็เจอบ้านคนกระจายเป็นหลัง เลยตัดสินใจไปเคาะประตูขอน้ำดื่ม ขออาศัย ช่วยทำงาน

     

    “มีใครอยู่ไหมครับ”

     

            ผมเรียกไปพร้อมกับเคาะประตูหน้าบ้านหลังที่ดูไม่ใหญ่มากนัก แต่เขามีโรงนาที่ใหญ่โตข้าง ๆ ได้ยินเสียงคนเดินมาเปิดประตู เหมือนหนุ่มใหญ่ที่มีรูปร่างใหญ่โตสมส่วนแบบผู้ใช้แรงงานมายาวนาน

     

    “สวัสดีครับ ผมหลงทางมาขอน้ำดื่มและขอพักอาศัยด้วยได้ไหมครับ ให้ทำงานแลกที่พักก็ได้ครับ” ผมรีบพูดบอกจุดประสงค์ จนชายเจ้าของบ้านพูดออกมา

     

    “@!#$^&*!”

     

            ผมถึงกับสตันกับภาษาที่ไม่รู้จัก จะเหมือนอังกฤษก็ไม่ใช่จีนก็ไม่เชิง สรุปคือฟังไม่ออกเลยสักคำ แต่เหมือนพี่เขาพอเดาหน้าผมได้ ก็เดินหายไปในบ้านพร้อมหยิบแก้วน้ำกับเหยือกน้ำมาให้ผม ผมรับมันและก้มหัวให้ต่ำ ๆ เพื่อให้เขารู้ว่าผมขอบคุณ เขายิ้มเหมือนเข้าใจผมเลยดื่มน้ำไปอึกใหญ่ ไม่รู้จะคุยกับเขายังไงเลยพูดไปปกติ แต่เพิ่มเติมคือทำท่าทางประกอบการอธิบาย ว่าผมหลงทางมาจากป่า พร้อมชี้มือชี้ไม้ไปทางป่า มาขอพักอาศัย เลยชี้ไปทางโรงนาและทำท่าพนมมือแนบหัวเอียงคอหลับตา ว่าจะช่วยทำงานเลยชี้ไปที่ลานบ้านโรงนาพื้นไร่โดย ทำท่าขุดดิน ผ่าฟืน ซักผ้า ล้างจาน คือผมพยายามทำทุกท่าสื่อออกไปสลับไปโรงนาทำท่านอน ดูเหมือนพี่ชายเขาจะเข้าใจบ้างเพราะจากยิ้มที่ดูเป็นมิตร เขาเอานิ้วชี้อกตัวเอกพูดอะไรบางอย่าง สลับไปมากับอกผม เข้าทำอีกครั้งผมจับความได้ว่าเขาพยายามแนะนำตัว

     

    “อ๊อส” เขาชี้ตัวเอง ผมเลยชี้ไปที่เขา พูด อ๊อสแล้วสลับกับมาชี้ตัวเองก่อนจะพูดชื่อ

     

    “ออโต้” 

     

            พี่ชายยิ้มดีใจที่พวกเราสามารถสนทนากันรู้เรื่องครั้งแรก ถึงจะแค่แนะนำตัวก็เถอะ ถึงเวลาเย็นผมทำท่าขอตัวไปนอนในโรงนา แต่พี่อ๊อสกับสายหน้า ผมถึกกลับหน้าเสียใจหาย สงสัยเขาไม่อนุญาต แต่ที่ไหนได้พี่เขายิ้มชี้เข้าบ้านแล้วทำท่าพนมมือเอียงคอเรียนแบบผม ดูตลกแปลก ๆ จนผมหลุดขำออกมา จนพี่เขาทำหน้าเหวอตกใจว่าเขาทำอะไรผิด ผมโค้งขอบคุณเขา พี่เขาผายมือให้ผมเข้าบ้านก่อนที่เขาจะเดินตามเข้ามา เขาเดินไปยังห้องหนึ่งเป็นห้องเล็ก ๆ เขาเปิดประตูแล้วบอกให้ผมนอนในนั้นส่วนเขาชี้ไปอีกทางบอกว่าพี่เขานอนห้องนี้ แบบบอกชื่อชี้ห้องสลับไปมา จากนั้นเขาก็ทำอาหารให้ผม มันเป็นข้าวต้มใส่สมุนไพร มีเห็ดและหมูเป็นพื้นฐาน ในที่สุดผมก็ได้ที่พักแล้วกับพี่ชายใจดีสุด ๆ

     

    ---------------------

     

    อีกด้านหนึ่ง

    “ออโต้ จะเป็นอะไรบ้างไหมนะ” เอิร์ธบ่น

     

    “ถ้าออกไปได้จะต้องรีบตามหาตัวแล้ว ถึงรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ก็เถอะ แต่ตอนนี้เราห่างไกลกันเหลือเกิน น้องชาย” เขาพูดออกมาจากขลุ่ยที่อยู่ในท้องปลายักษ์ที่บินห่างจาก ออโต้ออกไปทุกที