เสียงแ่เบานั้นไม่ดังขึ้นอีก ทั้งสองยืนนิ่งอยู่กับที่นานหลายจังหวะหายใจ มีเพียงเสียงหยดน้ำค้างจากใบไม้ตกลงพื้นเป็จังหวะช้าๆ และเสียงลมแ่ที่พัดหมอกให้ไหวเป็ระลอก
“อาจเป็แค่กิ่งไม้หัก” เฟยหลงกระซิบ พยายามให้เสียงมั่นคง ทั้งที่หัวใจตัวเองยังเต้นแรงไม่หยุด
ชิงหยวนไม่ตอบทันที เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง สมาธิจดจ่อกับทุกเสียงรอบตัวตามวิชาที่ฝึกมาหลายสิบปี “ไม่ใช่ลม ไม่ใช่กิ่งไม้”เขาพูดในที่สุด เสียงเข้มขึ้น “แต่ก็ไม่ดังพอจะบอกทิศทางแน่ชัดได้ เราต้องเข้าไปดูใกล้ๆ”
—
ทั้งสองเดินเข้าไปในแนวป่าอย่างระมัดระวังทุกฝีก้าว หมอกเช้าหนาขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป จนบาง่มองเห็นได้ไม่เกินสิบก้าวข้างหน้า รากไม้ที่โผล่พ้นดินและก้อนหินมอสเขียวปกคลุมทำให้ต้องเดินช้าลงกว่าปกติมาก
เฟยหลงรู้สึกความร้อนวูบวาบเล็กน้อยที่จุดปราณสำรองจุดที่ 4 ทุกครั้งที่ก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง เขากัดฟันฝืนไม่ให้แสดงออกมาให้ชิงหยวนเห็น เพราะรู้ดีว่าถ้าหยุดตอนนี้จะเสียเวลาที่มีค่ามากกว่าความเ็ปเล็กน้อยของตัวเอง
“ช้าลงหน่อย” ชิงหยวนพูดโดยไม่หันกลับมามอง ราวกับััได้ถึงความผิดปกติในจังหวะลมหายใจของเฟยหลงแม้ไม่ได้เห็นสีหน้า “จุดที่ 4 ของเ้ายังไม่นิ่งพอ ถ้าเ้าล้มลงกลางป่าตอนนี้ ข้าจะช้าลงกว่าเดิมสองเท่าเพราะต้องพะวงทั้งสองเื่พร้อมกัน”
เฟยหลงอยากเถียงว่าตัวเองไหว แต่คำพูดนั้นทำให้เขานึกถึงคืนก่อนที่จุดปราณเกือบแตกกลางป่าเพราะความดื้อรั้นของตัวเองจึงกัดฟันผ่อนฝีเท้าลงตามที่บอก แม้ใจจะร้อนรนอยากรีบไปให้ถึงต้นตอของเสียงนั้นเร็วที่สุด
—
ระหว่างเดินผ่านโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เฟยหลงสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างใต้พุ่มเฟิร์น ก้มลงดูจึงพบว่าเป็รอยขีดข่วนลึกบนเปลือกไม้ต้นหนึ่ง เหมือนมีคนใช้ของแหลมคมกรีดผ่านอย่างเร่งรีบ ไม่ลึกพอจะเป็รอยดาบฟันเต็มแรง แต่ก็ไม่ใช่รอยธรรมชาติแน่นอน
“ท่านชิงหยวน มาดูนี่” เขาเรียกเบาๆ
ชิงหยวนรีบเดินมาตรวจดู นิ้วััรอยขีดข่วนอย่างละเอียด สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทีละน้อย “รอยนี้ใหม่ อาจเกิดจากคนที่วิ่งหนีอย่างเร่งรีบและใช้มืออีกข้างค้ำยันตัวเองไว้ระหว่างวิ่ง” เขาพูดพลางมองไปตามทิศทางที่รอยขีดชี้นำต่อไป “ไปทางนี้”
ทั้งสองเดินตามรอยต่อไปอย่างเงียบเชียบ ทุกครั้งที่พบรอยเท้าจางๆ บนพื้นดินชื้นหรือใบไม้ที่ถูกเหยียบจนแบนราบผิดปกติความหวังในใจเฟยหลงก็เพิ่มขึ้นทีละน้อย แต่ในขณะเดียวกันความกลัวก็เพิ่มขึ้นควบคู่กันไปด้วย เพราะไม่มีใครยืนยันได้ว่ารอยเหล่านี้เป็ของอาจารย์อาจริงหรือของใครอื่น
—
รอยเท้าพาทั้งสองมาถึงทางแยกเล็กๆ ระหว่างโขดหินสองก้อน ก่อนจะจางหายไปกับพื้นหินแข็งที่ไม่เก็บรอยอะไรไว้เลย ชิงหยวนคุกเข่าลงตรวจดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือปาดใบไม้แห้งออกเผื่อว่าจะมีร่องรอยซ่อนอยู่ข้างใต้ แต่ก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติม
“หายไปแล้ว” เขาพูดพลางกัดฟัน สีหน้าที่เพิ่งมีความหวังกลับหม่นลงทันที “เราอาจเดินตามรอยผิดมาั้แ่ตรงลำธารก็ได้”
เฟยหลงรู้สึกใจหล่นวูบ ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจดูเหมือนจะพังทลายลงตรงหน้า เขากวาดสายตามองรอบตัวอย่างสิ้นหวังจนกระทั่งสังเกตเห็นกิ่งไม้เล็กๆ ต้นหนึ่งที่ใบเพิ่งช้ำเป็รอยใหม่ ต่างจากใบไม้รอบข้างที่ยังเขียวสดปกติ
“ทางนี้” เขาชี้ไปทางกิ่งไม้นั้นด้วยความหวังที่กลับมาอีกครั้ง “ใบไม้ตรงนี้ช้ำเหมือนเพิ่งมีคนเสียดสีผ่านไปไม่นาน”
ชิงหยวนรีบเดินมาตรวจดูตาม สีหน้าคลายลงเล็กน้อยเมื่อพบว่าเด็กหนุ่มพูดถูก เขามองเฟยหลงด้วยแววตาที่มีทั้งความประหลาดใจและความภูมิใจปนกัน “สายตาเ้าดีขึ้นมากแล้ว” เขาพูดเบาๆ ก่อนรีบเดินตามรอยต่อไปโดยไม่รอให้ชมมากไปกว่านั้น
—
“ท่านคิดว่าจะเป็ผู้าุโจริงหรือ” เฟยหลงถามในที่สุด ไม่อาจกลั้นคำถามที่คาราคาซังอยู่ในใจไว้ได้อีกต่อไป เสียงสั่นเล็กน้อยด้วยความหวังที่ไม่กล้าเชื่อเต็มที่
ชิงหยวนหยุดเดินครู่หนึ่ง ไม่หันกลับมามอง “ข้าไม่รู้” เขาตอบตรงๆ “ตลอดคืนที่ผ่านมาข้าพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าอาจารย์อาไม่ใช่คนธรรมดา ผ่านอะไรมามากกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ แต่ลึกๆ แล้วข้ารู้ดีว่านั่นเป็เพียงคำปลอบใจที่ไม่มีหลักฐานรองรับสักนิด”
เขาหันมามองเฟยหลงในที่สุด ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายเป็คำพูดง่ายๆ “แต่ถ้าข้าไม่ตามหาให้ถึงที่สุด ข้าจะเสียใจไปตลอดชีวิต เหมือนที่เคยเสียใจกับอวี้เหมยมาแล้วครั้งหนึ่ง ข้าไม่อยากปล่อยให้ความกลัวหยุดข้าไว้อีกต่อไป”
คำพูดนั้นะเืใจเฟยหลงอย่างมาก เขาไม่เคยเห็นชิงหยวนเปิดเผยความรู้สึกอ่อนแอเช่นนี้มาก่อน ทุกครั้งที่ผ่านมาเขามักดูสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรสั่นคลอนได้ แต่ตอนนี้เขาเห็นชายที่กำลังกลัวจะสูญเสียคนสำคัญอีกครั้งไม่ต่างจากตัวเขาเอง
“เราจะหาให้เจอ” เฟยหลงพูดหนักแน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ “ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
ชิงหยวนยิ้มบางๆ เป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง แม้จะเป็รอยยิ้มที่ยังแฝงความกังวลอยู่เต็มเปี่ยม “เ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ”เขาพูดพลางเดินต่อ “ถ้าเป็เฟยหลงคนเดิมที่ข้าเคยได้ยินเื่ราวมา คงไม่มีวันพูดคำแบบนี้เพื่อคนอื่นได้ง่ายๆ”
เฟยหลงรู้สึกใบหน้าร้อนวูบด้วยความอาย เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรให้ไม่ดูเสแสร้ง จึงเลือกเงียบและก้าวเดินต่อไปแทน แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่มีคนมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
—
ทั้งสองเดินต่อไปอีกพักใหญ่ ตามรอยที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเฟยหลงสังเกตเห็นบางอย่างติดอยู่บนหนามพุ่มไม้ข้างทาง เขารีบเข้าไปดูใกล้ๆ มือสั่นเล็กน้อยเมื่อหยิบมันขึ้นมา
เป็เศษผ้าสีเทาเก่าปะเป็หย่อมๆ ด้วยผ้าคนละสีคนละผืนตรงจุดที่ขาด
หัวใจของเฟยหลงหยุดเต้นไปชั่วขณะ ผ้าปะแบบนี้ตรงกับเสื้อผ้าที่คนเฝ้าก้นเหวสวมใส่มาตลอดหลายปีที่เขาอยู่ด้วยกัน เก่าจนซีดจาง ปะซ่อมด้วยของเก่าที่มีอยู่แทนที่จะเปลี่ยนใหม่ เพราะไม่เคยสนใจเื่ความสวยงามเลยสักครั้ง
“ท่าน…” เขาหันไปมองชิงหยวนด้วยดวงตาที่เริ่มเปียกชื้น เสียงสั่นเครือจนพูดไม่เต็มคำ “นี่คือ…”
ชิงหยวนรีบเดินเข้ามารับเศษผ้าจากมือเฟยหลงไปพิจารณาอย่างละเอียด นิ้วััมันเบามือราวกับกลัวจะทำให้มันแตกสลาย“ใช่” เขาพูดแ่เบา เสียงสั่นด้วยอารมณ์ที่ควบคุมยาก “เป็ผ้าจากชุดของอาจารย์อาจริงๆ”
—
ข้างๆ พุ่มไม้นั้นเองมีรอยเืหยดเป็ทางจางๆ ทอดยาวลึกเข้าไปในป่าทึบ ชิงหยวนคุกเข่าลงตรวจดูอย่างละเอียด นิ้วแตะปลายหยดเืที่ยังไม่แห้งสนิท
“รอยเืนี้ทิ้งไว้ไม่นานเกินสองสามชั่วโมง” เขาพูดเสียงเครียด ลุกขึ้นยืนอย่างเร่งรีบ “ถ้าเป็อาจารย์อาจริง ท่านอาจฝ่าวงล้อมออกมาได้ แล้วตามรอยเราจนถึงที่นี่ แต่ถ้าท่านาเ็หนักและถูกพวกมันตามล่าต่อ…”
เขาไม่กล้าพูดประโยคให้จบ เพราะทั้งสองต่างรู้ดีว่าคำว่า “รอยเืใหม่” ที่พวกนักฆ่าพูดถึงตอนอยู่ในหมู่บ้านนั้น หมายถึงอะไรได้บ้าง
เฟยหลงมองตามรอยเืที่ทอดลึกเข้าไปในความมืดใต้ร่มไม้หนาทึบ หัวใจเต้นแรงด้วยความหวังปนความกลัวในเวลาเดียวกัน ไม่รู้ว่าปลายทางของรอยนั้นจะพบอาจารย์อาที่ยังมีลมหายใจ หรือจะพบเพียงสิ่งที่เขาไม่กล้าคิดถึง
“เราต้องรีบตามไป” เฟยหลงพูดพลางก้าวเท้าออกไปก่อนทั้งที่ร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่ ความร้อนวูบวาบที่จุดปราณสำรองจุดที่4 กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย
—
ชิงหยวนตามหลังมาติดๆ กระบี่ในมือพร้อมชักออกจากฝักทุกเมื่อ สายตาจับจ้องไปตามรอยเืที่ค่อยๆ ห่างขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าเ้าของรอยเืยังพอมีแรงเดินต่อไปได้ ไม่ได้ล้มลงอยู่กับที่ั้แ่ต้น นั่นคือสัญญาณที่พอให้ความหวังได้บ้าง
เฟยหลงนับก้าวเดินของตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว เป็วิธีเดียวที่พอช่วยให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่านไปกับความกลัวที่ถาโถมเข้ามาทุกครั้งที่เห็นหยดเืใหม่บนพื้น เขาคิดถึงคำสอนแรกๆ ที่คนเฝ้าก้นเหวเคยพร่ำบอก — ให้ฟังจังหวะลมหายใจตัวเองก่อนจะฟังสิ่งอื่นใด เพราะถ้าใจไม่นิ่ง ต่อให้ร่างกายแข็งแรงแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้เขาเข้าใจคำสอนนั้นลึกซึ้งกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยฟังในหุบเหว
ทั้งสองเดินตามรอยผ่านพุ่มไม้หนามที่ขีดข่วนิั ผ่านลำธารเล็กๆ ที่รอยเืจางหายไปกับน้ำชั่วครู่ก่อนจะปรากฏขึ้นอีกครั้งบนโขดหินฝั่งตรงข้าม ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
จนกระทั่งรอยเืพาพวกเขามาถึงพุ่มไม้หนาทึบผืนหนึ่งที่ลึกเข้าไปในป่า เสียงกิ่งไม้หักดังแ่จากด้านหน้า ตามมาด้วยเสียงคนสะดุดล้มลงกับพื้นอย่างหมดแรง และเสียงหายใจหอบถี่ที่แ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
ทั้งสองสบตากันเสี้ยววินาทีก่อนพุ่งตัวเข้าหาต้นเสียงพร้อมกันทันที กิ่งไม้และใบหญ้าเสียดสีผิวจนแสบร้อนแต่ไม่มีใครสนใจความเ็ปนั้นอีกต่อไป มีเพียงคำถามเดียวที่ก้องอยู่ในหัวของทั้งคู่ว่า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่หลังพุ่มไม้นั้นจะเป็คนที่พวกเขาตามหา หรือจะเป็สิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึง