บทที่ 2 ถ้ำลึกลับ
ณ ส่วนลึกของป่าเมฆทึบ
โม่เฉินรีบเร่งฝีเท้าวิ่งฝ่าความมืดมิดตามเสียงะเิที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนป่ายิ่งเข้าใกล้ เสียงการปะทะกลับยิ่งชัดเจน ดังกระหึ่มราวกับฟ้าถล่มดินทลาย
เขาชะลอฝีเท้าลงอย่างระมัดระวังก่อนจะเร้นกายหลบซ่อนเข้าไปยังพุ่มไม้หนาทึบและเฝ้ามองไปยังเบื้องหน้าอย่างเงียบงันหัวใจของเขาเต้นแรงตามจังหวะคล้องกับเสียงที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ก่อนจะปรากฏฉากการต่อสู้อันดุเดือดรุนแรงชายชุดคลุมดำสามคนพยายามโอบล้อมนักพรตรูปร่างผอมสูงผู้หนึ่งเอาไว้
ต่างฝ่ายต่างปลดปล่อยวิทยายุทธ์จนพื้นแผ่นดินสั่นะเืปรากฏให้เห็นเพียงประกายแสงสว่างวูบวาบอยู่กลางอากาศราวกับภูตผีปีศาจกำลังห้ำหั่นกันในยามราตรี
เสียงคำรามดังกึกก้องมาจากชายชุดคลุมดำร่างท้วมสะท้อนก้องไปทั่วผืนป่า ราวกับเสียงคำรามของอสูรที่โกรธเกรี้ยว
“นักพรตไป๋อี้ฟาง!ส่งกุญแจผนึกมารมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!!”
ในเสี้ยววินาที นักพรตร่างผอมสูงนามว่า ไป๋อี้ฟางก็เหยียบปลายเท้า พุ่งถอยหลบการโจมตีอย่างรวดเร็ว เงาร่างขาวสะบัดวูบในอากาศแต่ความรุนแรงของพลังยุทธ์ที่ถาโถมเข้ามา กลับบีบคั้นร่างของเขาไว้ให้หยุดนิ่ง
“อั่ก!”
โลหิตสีเข้มทะลักจากปากเป็สายเปรอะเปื้อนชุดนักพรตที่เคยขาวบริสุทธิ์
“เ้าพวกลัทธิมารนอกรีต!!!อย่าได้หวังว่าจะพลังแห่งวิถีมารได้สำเร็จ!”
เสียงของเขายังคงหนักแน่นแม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยอาการาเ็
ยังไม่ทันได้เอ่ยคำต่อไปชายชุดคลุมดำร่างใหญ่ก็พุ่งทะยานเข้ามาดั่งพายุร้าย ดวงตาแดงฉานเปล่งแสงอำมหิตมันยกดาบั์ขึ้นเหนือหัวก่อนฟาดลงมาด้วยแรงอันมหาศาล
ตึง!!
เสียงปะทะสะท้านฟ้าดังลั่นไม้เท้าหยกัดำรับการโจมตีเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด แรงกระแทกะเืไปทั่วร่างกระแสพลังยุทธ์พวยพุ่งจนพื้นดินรอบข้างะเิแตก โขดหินปลิวกระจายฝุ่นฟุ้งตลบอบอวล
ไป๋อี้ฟางกัดฟันแน่นแต่ก็ไม่อาจต้านแรงอันมหาศาลนั้นได้ ร่างของเขาถูกผลักกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงพร้อมกระอักโลหิตที่พวยพุ่งออกมาราวกับสายฝนใบหน้าซีดเซียวแต่แววตายังคงเปล่งประกายแห่งการต่อต้านไม่สิ้นสุด
ชายร่างใหญ่ขบกรามแน่นก่อนสบถออกมาอย่างขุ่นเคือง
“ชิ! เ้านี่ยังไม่ตายอีกงั้นหรือ?”
ทันใดนั้น!
ชายชุดคลุมดำที่ยืนเงียบขรึมมาตลอดพลันอันตรธานหายไปจากสายตา เพียงเสี้ยวลมหายใจมันก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของไป๋อี้ฟางโดยไร้ซุ้มเสียง
ในมือของมันถือกระบี่เสี้ยวจันทร์ที่เปล่งประกายสะท้อนแสงจันทร์ก่อนจะฟาดฉับลงไปอย่างรวดเร็ว ราวกับจะผ่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าให้ขาดสะบั้น
ฉัวะ!!
เสียงฟันของกระบี่แหวกอากาศกึกก้องสะท้อนไปทั่วท้องนภา
“อ๊ากก!!”
เสียงกรีดร้องของไป๋อี้ฟางดังลั่นด้วยความเ็ปแผลฉกรรจ์กลางหลังเผยให้เห็นกระดูกสีขาวโพลนโลหิตสาดกระเซ็นเป็ทางยาวราวกับน้ำพุที่แตกทะลักเสื้อคลุมสีขาวของเขาเปรอะเปื้อนด้วยสีแดงเข้ม ดั่งถูกแต้มด้วยพู่กันโลหิตของปีศาจ
แรงกระแทกจากกระบี่เสี้ยวจันทร์พลักร่างของเขาลอยปลิวไปในอากาศก่อนจะกระแทกลงยังพุ่มไม้หนาทึบ จุดที่โม่เฉินซ่อนตัวอยู่
ใบหน้าของโม่เฉินซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างร่างกายแข็งทื่อ เมื่อเห็นร่างที่โชกเืของนักพรตพุ่งเข้ามาใกล้ในระยะประชิด
“เฮ้ย!!”โม่เฉินเผลอสบถออกมาอย่างใ
แรงปะทะอันมหาศาลของร่างนักพรตที่ลอยกระเด็นมาด้วยความเร็วสูงพุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างของเขาอย่างจัง โลกทั้งใบของเขาพลันหมุนคว้าง ดวงตาพร่ามัวก่อนทุกสิ่งจะดับวูบลงในความมืดมิด ร่างของเขาทรุดฮวบลงใต้ร่างนักพรต
แม้ร่างกายจะาเ็สาหัสจนแทบยืนไม่ไหวแต่ทันทีที่ไป๋อี้ฟางเหลือบเห็นบางอย่างที่คอของโม่เฉินสายตาของเขาก็พลันเบิกกว้าง ราวกับความทรงจำที่แสนล้ำค่าได้ปรากฏขึ้น
“สิ่งนี้มัน...!!”
ปลายนิ้วที่เปื้อนโลหิตของเขาค่อย ๆเอื้อมไปแตะจี้ห้อยคอเล็ก ๆ ของโม่เฉิน ซึ่งเรืองแสงจาง ๆ ภายใต้เงามืดพลังลึกลับบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากวัตถุนั้น ทำให้เขารับรู้ได้ทันที
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนในบัดดลความตระหนักอันลึกซึ้งฉายชัดในแววตา ราวกับจู่ ๆ ได้พบเงาของชะตาฟ้าที่ยิ่งใหญ่
“ไม่ผิดแน่...เขาคือผู้สืบสายโลหิตนั้น...”
เขาไม่รอช้า แม้จะยังไม่ได้คิดให้ถ่องแท้แต่เขาก็ได้กระชับร่างของโม่เฉินไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายทะยานเข้าไปในส่วนลึกของป่าเมฆทึบอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เหลียวมองทางด้านหลังแม้แต่น้อยไม่สนใจเสียงคำรามของชายชุดคลุมดำ ไม่สนใจพลังมารที่ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด
สิ่งเดียวในใจของเขาในยามนี้คือการพาเด็กคนนี้หนีไปให้พ้นจากหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
.
แสงจันทราสีเงินสาดส่องลอดผ่านยอดไม้หนาทึบปรากฏเส้นแสงบางเบาส่องสะท้อนลงบนผืนป่าที่ปกคลุมด้วยความมืดมิดเผยให้เห็นถ้ำลึกลับเบื้องหน้า ที่มีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว
พลังลี้ลับไหลเวียนออกมาจากภายในถ้ำอย่างแ่เบาแต่มันกลับทรงพลังพอที่จะขับไล่แม้แต่สัตว์อสูรที่ดุร้ายให้หลีกหนีห่าง
อากาศโดยรอบเย็นะเืผิดธรรมชาติไร้เสียงร้องของนกกลางคืนไร้เสียงของสายลมที่พัดผ่านทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบงันอันลี้ลับ
ตุ้บ!
เสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งหยุดลงเบื้องหน้าปากถ้ำร่างของไป๋อี้ฟางที่โชกไปด้วยโลหิตค่อย ๆ ทรุดตัวลงวางร่างของโม่เฉินไว้บนผืนดินอย่างระมัดระวังดวงตาเปื้อนเืยังจับจ้องไปยังความมืดเบื้องหน้า
เขาสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งก่อนจะดึงบางสิ่งออกมาอย่างช้า ๆ
มันคือ กุญแจที่คล้ายกับชิ้นเนื้อสีคล้ำที่แห้งเหี่ยวทว่าเส้นโลหิตยังคงเต้นเป็จังหวะราวกับมีชีวิตพร้อมส่งกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งรุนแรงราวกับมีอสูรนับพันถูกชำแหละ ณ ที่แห่งนี้
อากาศพลันสั่นะเืถ้ำเบื้องหน้าก็พลันสั่นไหวอย่างรุนแรงผนังหินส่งเสียงครางต่ำราวกับสัตว์โบราณกำลังขยับตัว
ครืดดดด
เสียงะเืดังก้องออกมาจากความมืดภายในถ้ำราวกับมันกำลังตื่นขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อกุญแจนั้น
พลังลี้ลับแผ่ซ่านออกมาเป็วงกว้างเสียดแทงจิตใจแม้ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องขมวดคิ้ว
เขากัดฟันแน่น แม้าแจะสาหัสแต่สองมือยังขยับไม่หยุด มือซ้ายผสานอินอย่างมั่นคงขณะมือขวาเคลื่อนไหวเป็จังหวะประหลาด สะบัดไปในอากาศราวกับเขียนยันต์ไร้รูปร่าง
จากนั้นเขาก็ผลักฝ่ามือไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพลังลี้ลับโบราณพวยพุ่งจากฝ่ามือ ซึมซาบเข้าสู่กุญแจเศษซากเนื้อที่สั่นสะท้านลอยอยู่กลางอากาศ
“จงเปิดออก...!”
เสียงร่ายคาถาโบราณดังกังวาน
ทันใดนั้น!
กุญแจเศษซากเนื้อพลันสั่นไหวก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับม่านพลังลึกลับเบื้องหน้าอย่างแรง
ฟึบ!!
ทันทีที่กุญแจผสานเข้ากับม่านพลังลึกลับผืนแผ่นดินก็เริ่มสั่นะเือย่างรุนแรงอักขระโบราณปรากฏบนม่านพลังลึกลับพร้อมกับเรืองแสงแดงคล้ำดั่งโลหิต
เสียงหวีดแหลมพิกลดังลอดออกมาจากภายในถ้ำเสียงกรีดร้องที่แฝงความเ็ป อาฆาต และเคียดแค้นของบางสิ่งที่ไม่ควรตื่นขึ้นพร้อมกับส่งกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งอย่างรุนแรงราวกับมาจากก้นบึ้งของนรก
.
ทางด้านเหล่าชายชุดคลุมดำััได้ถึงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น
“นี้มัน... บัดซบไอ้นักพรตนั้นเปิดประตูวิถีมารแล้ว”
ชายชุดคลุมสีดำร่างใหญ่สบถขึ้น
“เร็ว!! รีบไปให้เร็วที่สุด..”
ชายชุดคลุมดำที่ลึกลับที่สุดกล่าวสั่งเหล่าชายชุดคลุมดำอย่างเร่งรีบ
⛰️⛰️⛰️
ภายในถ้ำลับวิถีมาร
นักพรตไป๋อี้ฟางที่ร่างโชกไปด้วยโลหิตมือหนึ่งอุ้มร่างของโม่เฉินเอาไว้แน่น ขณะอีกมือพยุงตนเองอย่างยากลำบากก่อนที่เขาจะก้าวผ่านไปด้านหน้าท่ามกลางความมืดมิด
ณ ที่แห่งนี้ไม่มีทางย้อนกลับผู้ที่อยู่ด้านนอกไม่อาจเข้ามาได้ ส่วนผู้ที่อยู่ด้านในหากไม่สามารถทำพิธีกรรมให้สำเร็จ ย่อมไม่มีโอกาสได้หวนกลับออกไปเช่นกัน
ทันทีที่เขาก้าวผ่านความมืดมิดกระแสลมเย็นเยียบก็พัดผ่านคบเพลิงสีแดงฉานพลันลุกโชติ่เรียงรายสองข้างทางอย่างน่าพิศวงลุกไหม้อย่างสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยพลังอาฆาตแค้น
ทุกย่างก้าวสะท้อนเสียงเท้าดังกังวานท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันผนังถ้ำเต็มไปด้วยอักขระโบราณ ลวดลายของมารและิญญาสยบ์มีละเอียดซับซ้อนจนน่าพิศวง
ยิ่งลึกเข้าไปเส้นทางยิ่งกว้างขึ้นจนกระทั่งปรากฏลานพิธีศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ที่พื้นหินของลานพิธีเต็มไปด้วยรอยเืที่แห้งกรัง
ตรงกลางลานพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือแท่นพิธีกรรมขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยแท่นศิลาจารึกโบราณ 9 แท่นแต่ละแท่นสลักอักขระโบราณที่ไม่มีอยู่ในยุคปัจจุบัน
เหนือแท่นพิธีกรรมมีผลึกสีโลหิตลอยนิ่งอยู่กลางอากาศเปล่งประกายแสงสีแดงฉานเย็นเยียบที่แผ่กลิ่นอายโบราณสุดลึกล้ำออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
พลังที่แผ่ออกมาไม่ต่างจากเสียงกรีดร้องของเหล่าผู้ถูกสังเวยนับหมื่นกลิ่นคาวโลหิตรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออกแรงกดดันไร้รูปร่างบดขยี้สติของผู้ที่ย่างกรายเข้ามา
ไป๋อี้ฟางทรุดเข่าลงในทันทีใบหน้าแสดงความเ็ปสุดขีด แม้เืจะไหลออกไม่หยุด แม้ร่างกายจะสั่นเทาแต่เขายังฝืนลากร่างกายเดินไปยังแท่นพิธี
เมื่อถึงแท่นพิธี เขาค่อย ๆวางร่างของโม่เฉินลงกลางวงแหวนอักขระโบราณอย่างระมัดระวัง
ก่อนที่เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แม้ร่างจะอ่อนแรงจนแทบล้ม แต่แววตาที่เปื้อนเืยังคงเปล่งประกายแน่วแน่เขาจ้องมองร่างไร้สติของโม่เฉินด้วยความรู้สึกลึกซึ้งดั่งผู้ที่กำลังมอบโชคชะตาสุดท้ายให้แก่เขา
“รากปราณถูก่ชิง!!!ไม่ผิดแน่... เป็เขาผู้นั้นจริง ๆ ทายาทที่หายสาบสูญของท่านองค์จักรพรรดิและท่านราชินี”
เสียงเอ่ยเบาราวกับกระซิบแต่แฝงความตระหนักรู้บางอย่าง
“ข้าน้อย ไป๋อี้ฟางขอถวายชีวิตนี้เป็เครื่องสังเวยแด่พิธีกรรมาเพื่อให้องค์รัชทายาทได้ฟื้นคืนพลังของหมู่มาร จากนี้ไป...ทุกสิ่งทุกอย่างจะหวนคืนดั่งเช่นที่พวกท่านหวังไว้!!!”
เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยแต่เปี่ยมด้วยความศรัทธาแน่วแน่
ก่อนที่เขาจะยื่นมือสั่นเทาไปยังแขนเสื้อที่เปื้อนเืและหยิบบางอย่างออกมาอย่างช้า ๆ เผยให้เห็น กรีชสีชาด ที่มีใบมีดสั้นบางเฉียบทรงเรียวลู่ลม ทอแสงแดงฉานราวกับมันมิใช่เพียงอาวุธ
แต่คือ เครื่องเซ่นแห่งคำสาปาที่หล่อหลอมขึ้นจากกระดูกของเหล่าผู้สังเวยนับหมื่นชีวิตโลหิตที่เคยไหลรินยังคงฝังแน่นในทุกอณู
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจอย่างยากลำบากเม้มริมฝีปากซีดขาวแน่น มือขวากระชับกรีชเหนือศีรษะ ก่อนจะแทงลงไปที่แขนสองข้าง
ฉัวะ!!
เสียงกรีดเนื้อแหวกดังก้องทั่วลานพิธีคมกรีชสีชาดแทงลากผ่านแขนทั้งสองของเขา ลึกถึงกระดูกโลหิตสีแดงสดพุ่งทะยานราวกับน้ำพุร่วงกราวลงบนวงแหวนอักขระโบราณที่อยู่ใต้ร่างของโม่เฉิน
แต่ไป๋อี้ฟางมิได้เปล่งเสียงร้องแม้แต่น้อยมีเพียงสายตาที่สงบนิ่ง และแววตาที่เปล่งประกายด้วยความแน่วแน่
เขาเปล่งเสียงขึ้นอย่างทุ้มต่ำชัดเจนแต่เยือกเย็นเสียงของบทสวดโบราณที่แทบไร้ผู้ใดในยุคนี้สามารถเข้าใจได้
“จื่อเทียน หยวนหว่า... ตี้ซวี่เหยียนเหอ…”
“เซิงเว่ยเจียงิ...เฉียนหลงซวี่เสวียน!!”
เสียงบทสวดนั้นดังก้องกังวานพลังลี้ลับเริ่มสั่นะเืในอากาศ วงแหวนอักขระโบราณบนพื้นเริ่มเปล่งแสง
"โฮ่วววววววววววววววววววว!!!!"
แท่นศิลาทั้ง 9 สั่นไหวพร้อมกันเสียงคำรามจากผลึกโลหิตกลางลานเริ่มขับขานดังขึ้นราวกับมีสิ่งใดบางอย่างกำลังตื่นขึ้น
ผลึกโลหิตที่ลอยอยู่เหนือแท่นพิธีเริ่มสั่นไหวและเปล่งแสงสีแดงเจิดจ้าทุกอณูพลังฟ้าดินเหมือนถูกดึงดูดเข้าสู่ผลึกโลหิตอย่างบ้าคลั่ง
ระลอกคลื่นพลังโบราณแผ่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่องสะท้อนดังก้องไปทั่วลานพิธีและร่างของโม่เฉินที่นอนนิ่งอยู่กลางวงแหวนอักขระโบราณ
ร่างกายที่อาบโชกด้วยโลหิตสั่นสะท้านเขาทรุดลงคุกเข่าด้วยเรี่ยวแรงสุดท้าย ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแตกระแหงแต่อากัปกิริยาไม่มีแม้ความลังเล แววตาแน่วแน่และสงบนิ่งดั่งนักรบกล้าผู้ที่ยอมมอบชีวิตให้หน้าที่สุดท้ายของตน
เขาค่อย ๆวางมือทั้งสองลงบนวงแหวนอักขระโบราณ เรียงชิดกันตามจุดศูนย์กลางของวงแหวนรอยโลหิตจากแขนไหลหยดลงสู่วงแหวนอักขระโบราณอย่างต่อเนื่องโลหิตนั้นถูกอักขระโบราณดูดซับราวกับมีชีวิต
เสียงสุดท้ายของบทสวดจึงเปล่งออกมาเสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับสะท้อนดังก้องในห้วงพลังที่กำลังบิดเบี้ยว
“ข้าไป๋อี้ฟาง!!ขอมอบกายเนื้อและโลหิตแห่งนักพรตมารเป็เครื่องบูชา เพื่อปลุกผลึกหกวิถีมารให้ตื่นขึ้น!!”
เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยแต่แรงอธิษฐานนั้นแน่นหนักยิ่งกว่าภูผา
“ว่าทายาทแห่งจักรพรรดิมาร...ได้กลับมาแล้ว!!”
ตูม!!
ผลึกโลหิตก็สั่นะเือย่างรุนแรงแสงสีเืะเิออกเป็เส้นสายพุ่งขึ้นสู่เพดานถ้ำเปลวแสงเ่าั้กระทบกับวงแหวนอักขระโบราณบนพื้นทำให้ทั่วลานพิธีสว่างวาบราวกับกลางวัน เสียงกรีดร้องปริศนาเสียงคำรามของมารนับพัน ดังระงมออกมาจากทั่วทุกสารทิศของถ้ำ
ปัง!!
เสียงะเิของพลังลี้ลับสีแดงฉานปะทะเข้ากับร่างของโม่เฉินอย่างจังดังกึกก้องสะท้อนทั่วลานพิธี ก่อนที่ร่างของเขาจะกระตุกเฮือกดั่งสายฟ้าฟาดเข้าใส่กลางใจ
ดวงตาที่เคยปิดสนิทพลันเบิกโพลงแสงสีโลหิตวาบผ่านม่านตาั์ตานั้นยังคงสั่นไหวด้วยพลังบางอย่างที่มิใช่ของมนุษย์เป็แววตาที่แม้แต่ภูตผีิญญายังต้องหวาดกลัว
ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือแท่นพิธีอย่างเชื่องช้าราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นชักนำขึ้นสู่ฟากฟ้า พร้อมกับที่กลางแผ่นหลังของเขาปรากฏปานรูปปีกโลหิตส่องประกายขึ้นอย่างรุนแรง แสงโลหิตแผ่ซ่านออกมารอบตัวเขา
ปีกโลหิตที่สลักด้วยพลังลี้ลับวูบไหวไปราวกับมีชีวิตแสงโลหิตหมุนวนรอบกายดั่งม่านอาคมแปรเปลี่ยนเป็วงแหวนพลังที่ขยายออกไปทั่วลานพิธี
อุณหภูมิรอบลานลดต่ำลงฉับพลันลมหายใจกลายเป็ไอเย็น ทว่าแรงกดดันกลับพุ่งสูงขึ้นราวกับูเาหนักพันตันแต่ไป๋อี้ฟางก็ฝืนกัดฟันแน่น มือทั้งสองจิกพื้นไว้เพื่อไม่ให้ร่างทรุดล้ม
อักขระโบราณสีแดงฉานพลันผุดขึ้นตามร่างของโม่เฉินทีละจุด มันเคลื่อนผ่านิัส่องแสงเรืองรองเป็สายอักขระแต่ละตัวล้วนเป็คำโบราณแห่งชะตาฟ้า, คำสาป, ความตาย,พลัง, การชำระล้าง และการชุบชีวิต
ในห้วงความเงียบงันมีเสียงกระซิบแ่เบาก็ดังขึ้นมาท่ามกลางสายลมเย็นะเื
"เหอจิ่วจวน...ลั่วเซินหง... ซวีอวิ๋น... กู้เทียนจี้..."
เสียงนั้นไม่ใช่ของไป๋อี้ฟางแต่เป็เสียงสะท้อนจากิญญามารนับหมื่น ที่สถิตอยู่ในผลึกโลหิตพวกมันกำลังกล่าวชื่อของตน ประกาศการสถาปนา การบูชาการยอมรับนายเหนือหัวผู้ถือพลังครองคนใหม่
ทันใดนั้น!
กลางสายหมอกแห่งพลังที่ยังคงลอยวนอยู่เหนือแท่นพิธีเงาร่างใหญ่ของบางสิ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเื้ัโม่เฉิน มันไม่ใช่ภาพลวงตาแต่เป็เศษเสี้ยวจิติญญาของสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้
เงานั้นแผ่สยายปีกสีดำสนิททั้งหกดวงตาขนาดมหึมาสองข้างเบิกขึ้น แสงโลหิตจากดวงตาคู่นั้นเจิดจ้าราวกับทะลวงฟากฟ้าแววตาไม่ใช่เพียงมองเห็น แต่มันจ้องทะลุจิติญญาของสรรพสิ่ง
กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาไม่ได้เพียงแค่กดดันแต่มันคือพลังที่บีบคั้นผืนพิภพให้ต้องสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว
แรงลมลี้ลับพัดกระหน่ำขึ้นฉับพลันแผ่นดินใต้แท่นพิธีสั่นะเืผนังถ้ำแตกร้าวอย่างบ้าคลั่งแม้แต่ิญญามารในผลึกโลหิตก็พากันกรีดร้องออกมาอย่างขวัญเสีย
ไป๋อี้ฟางเบิกตากว้างร่างกายแข็งทื่อราวถูกตรึง ริมฝีปากของเขาขยับช้า ๆ พึมพำกับตัวเอง
“ไม่ผิดแน่ นั่นคือ...ร่างมารา!!!”
เสียงของเขาแ่เบาแต่กลับดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของตนเองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือเงาของผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยสั่นคลอน์และเหยียบโลกาไว้ใต้ฝ่าเท้า
.
ก่อนที่ร่างเงานั้นจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกราวกับเสียงของจักรพรรดิมารผู้ยิ่งใหญ่
“หื้ม!? ทายาทของมารหัตถ์โลหิตแต่กลับมิใช่สายโลหิตบริสุทธิ์...ไม่คาดคิดเลยว่าจะยังมีเศษเสี้ยวของสายเืมาราหลงเหลืออยู่บนพิภพอันต่ำต้อยเช่นนี้”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความอหังการทว่าแฝงด้วยอำนาจเหนือกว่าผู้ใด
สายลมแห่งจิติญญาหมุนวนรอบตัวโม่เฉิน
“อ่า!!ดูเหมือนว่ารากปราณของเ้าถูก่ชิงไป... จึงไม่อาจปลุกพลังสายโลหิตของตนได้...ช่างน่าสมเพชเสียจริง...”
“แต่เอาเถอะจักรพรรดิผู้นี้จะมอบรากปราณมาร ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าให้แก่เ้าพร้อมทั้งแก่นโลหิตมารพิสุทธิ์ห้าหยดจากข้าเพื่อให้เ้ากลายเป็มารที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ใด”
“พลังของมาร ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายไม่ใช่การคลุ้มคลั่ง ไม่ใช่การหิวกระหาย แต่เป็ความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว”
“หากวันใดเ้าถูกความมืดกลืนกินโดยสิ้นเชิง เ้าจะสูญเสียตัวตนกลายเป็เพียงเปลือกแห่งหายนะเป็ภัยของทุกเผ่าพันธุ์...”
เสียงนั้นเงียบไปชั่วครู่ก่อนแสงโลหิตจะไหลผ่านเข้าสู่จุดตันเทียนก่อกำเนิดรากปราณสีดำทมิฬและดูดกลืนพลังฟ้าดินอย่างบ้าคลั่งกระแสพลังยุทธ์ที่แดงฉานไหลผ่านเส้นลมปราณที่เคยตีบตัน ทะลวงจุดชีพจรทั่วร่างส่งกลิ่นอายอันลี้ลับออกมาสู่ภายนอก
โม่เฉินรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดแผ่ซ่านทั่วร่าง ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นดวงตาฉายแววสับสนและตกตะลึง เสียงเมื่อครู่ยังคงดังก้องในห้วงจิต
“ทะ… ท่านเป็ใคร?”
เขาะโถามด้วยน้ำเสียงสั่นไหว
แต่ร่างเงาทมิฬเบื้องหน้า กลับค่อย ๆสลายหายไป เหลือไว้เพียงเสียงสุดท้ายที่เลือนลาง ทว่าสลักลึกในลงไปในจิติญญา
“นี่ เป็เพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่เ้าก้าวเข้าสู่พิภพเซียนเ้าจะเข้าใจเื่ราวบางอย่างด้วยตนเอง”
.
โม่เฉินมองตามเงาทมิฬที่ค่อย ๆสลายหายไปในอากาศราวกับหมอกลวงตาแววตาของเขาสั่นไหวราวกับมีบางสิ่งกำลังกระตุ้นให้ตื่นรู้ความทรงจำก่อนหน้านี้ยังแจ่มชัดในหัว การต่อสู้ของเหล่าชายชุดคลุมดำเสียงคำรามของนักพรตที่ได้รับาเ็ และเงาร่างมืดที่มอบพลังอันเกินหยั่งถึงให้แก่เขา
แต่ในขณะเดียวกันเสี้ยวความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาเองก็ผุดขึ้นมา
ภาพหนึ่งฉายวาบในห้วงสติยุคสมัยอันแสนไกลโพ้น ูเาถล่ม ท้องฟ้าแตกกระจายสรวง์ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน ทั่วลานเต็มไปด้วยซากศพมากมาย
ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้มีร่างของชายผู้หนึ่งยืนอย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคงกลิ่นอายอันทรงพลังเกินกว่าจะหยั่งถึงพวยพุ่งไปทั่วผืนฟ้า
เสียงคำรามแห่งพลังมารยังดังก้องในหัว
“ข้า จักรพรรดิมารฟ้าทลาย์ขอมอบรากปราณแก่ทายาทของข้า...”
“อั่ก!!” โม่เฉินกุมศีรษะแน่นความปวดร้าวปะทุขึ้นรุนแรงราวกับสมองจะฉีกขาด เขาทรงตัวไม่อยู่ ซวนเซถอยหลังร่างกายร้อนวูบวาบสลับกับเย็นเยียบ เหงื่อเย็นไหลพรากความเ็ปสาดซัดทั้งกายและใจราวคลื่นมรณะ
.
แต่ในห้วงความปวดร้าวนั้นเองสายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับบางสิ่งที่ทอดร่างอยู่ไม่ไกลร่างหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่กลางเงาสะท้อนของคบเพลิงสีโลหิต ร่างที่โชกไปด้วยเืแขนขาขาดวิ่น อักขระโลหิตสลักทั่วร่าง
โม่เฉินเบิกตากว้างทันที
“ท่าน!”
ร่างที่เคยแข็งแกร่ง องอาจและสงบนิ่งราวภูผา บัดนี้กลับนอนนิ่งด้วยลมหายใจที่แ่เบาเขาแลกด้วยทุกอย่างที่เขามี เพื่อปลุกพิธีกรรมนี้ให้สำเร็จ
โม่เฉินก้าวเข้าไปใกล้ช้า ๆ มือสั่นเทาภายในใจของเขามีทั้งความรู้สึกหลากหลาย สับสน ใ เ็ปและบางอย่างที่คล้ายกับความผิดบาป
เสียงคำพูดสุดท้ายของไป๋อี้ฟางยังแว่วอยู่ในหัวเขา
“ข้าน้อย ไป๋อี้ฟางขอถวายชีวิตนี้เป็เครื่องสังเวยแด่พิธีกรรมาเพื่อให้องค์รัชทายาทได้ฟื้นคืนพลังของหมู่มาร จากนี้ไป...ทุกสิ่งทุกอย่างจะหวนคืนดั่งเช่นที่พวกท่านหวังไว้!!!”
แต่แล้วร่างของไป๋อี้ฟางก็ขยับไหวอย่างแ่เบาเปลือกตาที่ปิดสนิทพลันเปิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนที่เสียงแหบพร่าและสั่นเครือของเขาจะเอ่ยออกมา
“อ... องค์... รัช... ทายาท...”
เสียงแหบพร่าแต่แฝงความเคารพบูชาอย่างสุดหัวใจ
“ข้า... ไป๋อี้ฟาง... อั๊ก!!ยินดี... เป็เครื่องสังเวยในพิธีกรรมนี้... เพื่อเปิดผนึก...เพื่อคืนทุกสิ่งให้แก่ท่าน...”
โลหิตสีแดงสดทะลักออกจากปากเขาอีกครั้งร่างของเขาสั่นสะท้านจนแทบไม่อาจเอ่ยคำ
“ข้า... หวังว่า...ท่านจะสามารถ... ช่วย... องค์จักรพรรดิ... และ... ราชินี... ได้...”
เพียงสิ้นเสียง ลานพิธีก็พลันเงียบงัน
โม่เฉินเบิกตากว้างพยายามจะถามกลับว่า
"ใครคือจักรพรรดิ? ใครคือราชินี? แล้วใครคือองค์รัชทายาท?"
ไม่มีคำตอบใดแต่ไป๋อี้ฟางกลับกล่าวเตือนบางอย่าง
"ระ.. ระวัง พะ..พวกลัทธิมารอสรพิษ...."
พร้อมกับร่างของไป๋อี้ฟางค่อย ๆสลายหายไปต่อหน้าต่อตา ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งกระดูกหรือเถ้าธุลี มีเพียงกลิ่นคาวเืจาง ๆ ที่ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศเหลือเพียงร่องรอยคราบโลหิตบนพื้นหิน
โม่เฉิน ทรุดตัวลงเงียบ ๆข้างร่องรอยนั้น มือของเขากำแน่น ใจเต้นระส่ำเสียงของเขาเบาหวิวแฝงด้วยความสั่นไหว
“ข้า... เป็องค์รัชทายาทจริง ๆงั้นหรือ...”
.
เขารู้สึกถึงบางอย่างก่อนจะเอื้อมมือไปแตะกลางหลังบริเวณที่มีปานปีกโลหิตกำลังส่องแสงวูบวาบแ่เบาราวกับหมู่มารกำลังเต้นระบำอยู่ภายในร่างกายของเขา
ความรู้สึกบางอย่างพลันปะทุขึ้นมาในห้วงลึกของิญญาและในวินาทีนั้นเอง
“นี่มัน... พลังยุทธ์!!”
เสียงของโม่เฉินสั่นเครือราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เขาเคยใฝ่ฝันสิ่งที่เขาถูกพรากไปั้แ่กำเนิด สิ่งที่กลายเป็าแในใจมาตลอดชีวิตตอนนี้มันอยู่ในร่างของเขาแล้ว!
เขาหลับตาลงเพ่งสมาธิอย่างเงียบงันััถึงสายพลังอันแปลกประหลาดที่ไหลเวียนอยู่ภายใน พลังยุทธ์บริสุทธิ์เคลื่อนไหวผ่านเส้นลมปราณที่เคยปิดตาย เคลื่อนไปยังจุดชีพจรทั่วร่างอย่างราบรื่น
“รากปราณของข้า...มันถูกสร้างขึ้นใหม่แล้ว!!”
เงื่อนปมในใจที่เขาฝังลึกมาตลอดสิบกว่าปีพลันคลี่คลายราวสายหมอกที่จางหายไปกับแสงตะวัน น้ำตาแห่งความปลื้มปีติค่อย ๆปริ่มขึ้นที่หางตา
.
แต่ภายใต้หยดน้ำใสดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยเงาแห่งคำถามนับพัน
“ข้า คือใครกันแน่?”
“จักรพรรดิ... ราชินี...องค์รัชทายาท?”
เขาฉุกคิดอย่างสงสัยว่ามันจะเกี่ยวข้องกับความฝันที่ลึกลับของเขาหรือไม่
“ข้าเกี่ยวข้องกับพวกเขาอย่างไร?ทำไมจึงเรียกข้าว่าองค์รัชทายาท?”
ทันใดนั้นภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวราวกับความทรงจำที่ถูกผนึกเอาไว้ค่อย ๆ รั่วไหล
ภาพของบุรุษผู้หนึ่ง ร่างสูงสง่าปีกโลหิตทั้งสี่แผ่กว้าง ดวงตาเปล่งประกายราวดวงตะวันโลหิตเขากำลังต่อสู้กับกองทัพศัตรูนับพันบนพื้นหินสีเื สังหารอย่างไม่ลังเล
ด้านหลังของเขามีสตรีผู้หนึ่งอุ้มเด็กทารกน้อยไว้ในอ้อมแขนดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตาและคำอธิษฐาน ก่อนที่บุรุษผู้จะได้กล่าวขึ้น
“ข้าจะปกป้องพวกเ้าถึงแม้ข้าจะตายก็ต้องปกป้องสายโลหิตของข้าเอาไว้!”
ฟุ่บ!
โม่เฉินทรุดตัวลงทันทีเมื่อภาพจบลงราวกับสมองของเขากำลังจะะเิออกเป็เสี่ยง ๆ
“นั่นคือความฝันที่ข้าเห็นมาตลอด... หรือมันเป็เหตุการณ์ในอดีตของข้า?”
มือของเขากำแน่น หัวใจเต้นแรงปีกโลหิตกลางหลังยังคงส่องแสงเป็จังหวะตอบรับการปลุกตื่นของสายเืโบราณที่แปรเปลี่ยนเป็สายโลหิตาที่ยิ่งใหญ่
หลังผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มทำความเข้าใจอย่างช้าๆ และเลือกที่จะพิสูจน์ความจริงของเื่ราวเหล่านี้ด้วยตนเอง
ด้วยความทรงจำบางส่วนที่เล็กน้อยของมารฟ้าทลาย์ที่หลอมรวมเข้ากับจิติญญาของเขาผ่านการผสานแก่นโลหิตมารพิสุทธิ์
ทำให้เขารู้ว่านอกเหนือจากโลกที่เขาอยู่ก็ยังมีพิภพที่ยังคงอยู่เหนือพิภพของเขาและอาจจะมีพิภพที่สูงยิ่งกว่าแต่ไม่อาจััได้
นอกจากนั้นเขาก็รู้แล้วว่าตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่อาณาจักรพลังยุทธ์ที่แท้จริงแล้ว
ก้าวแรกของจุดเริ่มต้น อาณาจักรปฐีเขาในตอนนี้อยู่ที่ ขอบเขตกำเนิดปราณ ระดับ สูง ขั้นกลางแต่หากเขากลับไปในหมู่บ้านในสภาพนี้คงสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวบ้านเป็แน่
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะปิดบังพลังที่แท้จริงเอาไว้เขาได้ผนึกพลังให้เหลือเพียง ขอบเขตพื้นฐาน ขั้นหลอมโลหิต ระดับสูงสุด เท่านั้น
ในระหว่างที่เขาคิดและทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นพร้อมกับสำรวจเศษเสี้ยวความทรงจำของมารฟ้าทลาย์เขาก็ได้สำรวจลานพิธีแห่งนี้เพื่อหาสมบัติบางอย่างและทางออกของถ้ำนี้อีกด้วย
เหมือนว่านอกจากลานพิธีก็ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากกริชสีชาด ที่ตกอยู่บนพื้น แต่เดิมเป็ของไป๋อี้ฟางบัดนี้เขาได้เก็บมันเอาไว้เพื่อเป็ที่ระลึกถึงผู้มีพระคุณของตน
และทางออกของถ้ำมีเพียงทางเดียวที่จะออกได้คือทางประตูลับเท่านั้น
ทันทีที่เขาออกมาด้านนอกผ่านทางประตูลับถ้ำลึกลับแห่งนี้ก็ได้้สั่นไหวอย่างรุนแรงและถล่มลงมา
⛰️⛰️⛰️
ทางด้านหน้าทางเข้าถ้ำลึกลับ
เหล่าชายชุดคลุมดำต่างจ้องมองด้วยความคาดหวังบางอย่างแต่เมื่อััถึงการสั่นไหวที่รุนแรง จนกระทั่งถ้ำลึกลับถล่มลงมาไม่เว้นแม้แต่ประตูบางั์ก็ได้แหลกสลายกลายเป็เพียงเศษธุลีดิน
“บัดซบ”ชายชุดคลุมดำร่างั์สบถขึ้น
“ทำอย่างไรดีท่านแม่ทัพ”ชายชุดคลุมดำร่างท้วมกล่าวถาม
“ดูเหมือนว่าพิธีกรรมโบราณจะสำเร็จแต่ข้าก็ไม่รู้ว่าพิธีกรรมนี้สืบทอดอะไรของหมู่มารแต่ตอนนี้ไป๋อี้ฟางคงได้รับสืบทอดพลังมารไปแล้วมันคงใช้เ้าเด็กนั้นสังเวยเืเนื้อไปแล้ว ตอนนี้เราคงต้องกลับไปเสียก่อน”
เพียงสิ้นเสียงของชายชุดคลุมดำที่ดูลึกลับทั้งหมดก็สลายตัวกลับไปยังฐานลับของมันทิ้งไว้เพียงภาพจำของสัญลักษณ์ที่อยู่บนชุดคลุมของพวกมัน อสรพิษสามเศียร