ตอนที่นางก้าวเท้าเข้ามาก็พลันเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าเขียง เขาช่างมีสง่าราศีแม้สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา ทั้งยังมีผ้ากันเปื้อนผูกอยู่ก็มิอาจลดทอนรัศมีของเขาลงได้
นี่คือยาจกผู้นั้นหรือ?
ถึงคราวก่อนที่หน้าประตูเมืองนางจะได้เห็นโฉมหน้าที่หมดจดของบุรุษผู้นี้ไปแล้วก็ยังอดมิได้ที่จะต้องตกตะลึงอีกครา
บัณฑิตรูปงามที่สุดในหมู่บ้านของพวกนางแต่ก่อนหากเทียบกับบุรุษผู้นี้แล้ว มิอาจนับเป็นสิ่งใดได้เลย
เมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษเช่นนี้การที่ต้องมานั่งงอแงเอาแต่ใจกับย่า ซูอี้ฉินย่อมรู้สึกกระดากอาย
ด้วยเหตุนี้นางจึงหาได้แยแสต่อท่าทีของซูไท่ไท่ นางยื่นมือดึงสาบเสื้อที่ถูกฉุดกระชากพลางขยับกายหลีกเลี่ยงไปด้านข้างอย่างเงียบเชียบ
ซูไท่ไท่หาได้มีเวลาสนใจนางไม่ทั้งมิอยากต่อปากต่อคำกับหลานสาวคนโตต่อหน้าสองแม่ลูกตระกูลซูปล่อยให้ทั้งสองหัวเราะเยาะเล่น จึงเพียงแค่ชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง
"เป็นอย่างไร หากพวกเจ้าไม่เกรงกลัว ข้าก็จะอยู่ตรงนี้ตลอดไปพวกเจ้าอย่าหวังว่าจะได้ออกจากประตูนี้ไปได้!"
เห็นพวกนางกลับเพิกเฉยต่อตนซูไท่ไท่ก็โกรธจนแทบคลั่ง มือหนึ่งทุบลงบนพื้นอีกมือหนึ่งชี้ไปยังทิศทางของคนทั้งสอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยการท้าทาย
จางอ้ายหลินเหลือบมองนางอย่างเย็นชามือข้างที่ถือมีดอยู่นั้นก็ขยับขึ้นลง "ยายเฒ่าอย่าคิดว่าแก่แล้วใครๆ ก็ต้องยอมให้เจ้า เมื่อก่อนทำกับพวกเราอย่างไรตัวเจ้าเองก็คงรู้แก่ใจดี"
ยามนี้บนแขนของนางยังปรากฏรอยแผลเป็น โชคดีที่ได้ยาขี้ผึ้งของหว่านหว่านช่วยบรรเทาร่องรอยจึงจางลงไปมากแต่ก็ยังคงเผยให้เห็นร่องรอยการทารุณกรรมที่ซูไท่ไท่ได้กระทำต่อร่างเดิม
ซูไท่ไท่เป็นคนหน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองทั้งยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่ามโนธรรมสำนึกดังนั้นจึงไม่รู้สึกผิดหรือละอายใจกับคำพูดเหล่านี้แม้แต่น้อย
เมื่อจะเผชิญหน้ากับการตำหนิอย่างรุนแรงของจางอ้ายหลินแต่นางกลับรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกท้าทาย
ช่วงเวลาที่ผ่านมานางยังคงคิดไม่ตก สองแม่ลูกที่แต่ก่อนเคยอ่อนน้อมถ่อมตนกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร นี่มันช่างแปลกประหลาดเสียจริงบางครั้งนางยังสงสัยว่าสองแม่ลูกคู่นี้ถูกผีป่าหรือปีศาจสิงสู่ไปแล้วหรือไม่?
หากจะบอกว่าแต่ก่อนพวกนางเสแสร้งตอนนี้จึงเผยธาตุแท้ออกมา นี่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
ซูไท่ไท่ไม่อาจเชื่อได้จริงๆว่าแต่ก่อนตนบีบบังคับบ้านรองตระกูลซูได้อยู่หมัด ตอนนี้กลับควบคุมไม่ได้เสียแล้ว!
"นางสารเลว อย่ามาพูดจาไร้สาระกับข้า" ดวงตาที่ตวัดขึ้นของซูไท่ไท่จ้องมองอย่างดุร้ายแล้วถ่มน้ำลายเหนียวหนืดออกมา หมายจะถ่มน้ำลายใส่พวกนาง แต่นางกลับกะระยะไม่แม่นยำน้ำลายเกือบจะกระเด็นไปโดนรองเท้าของซูอี้ฉิน ทำให้ซูอี้ฉินขยะแขยงเป็นอย่างยิ่งนางรีบขยับเท้าหลบไปหลายก้าว
ซูไท่ไท่ครานี้มิได้สังเกตการกระทำของนางสนใจแต่จะจ้องมองไปยังจางอ้ายหลินและซูอี้หว่าน "ข้าเป็นผู้อาวุโสของพวกเจ้า การที่พวกเจ้ากตัญญูต่อข้านี่คือธรรมเนียมที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมาแม้แต่ยายเฒ่าอย่างข้าไปที่ไหนก็พูดได้เต็มปาก! แต่หากพวกเจ้าอกตัญญูก็จะต้องถูกฟ้าลงทัณฑ์ ต้องตกนรก!"
ต่อให้พวกเขามีความสัมพันธ์กับท่านเจ้าเมืองไม่กลัวถูกฟ้องร้องต่อทางการก็อย่างไร นางไม่เชื่อว่าพวกเขาจะไม่เกรงกลัวฟ้าดิน!
"ฮะๆ…"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูอี้หว่านก็อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา "ฟ้าลงทัณฑ์?"
นางเอียงศีรษะมองไปยังจางอ้ายหลินที่ถือมีดทำครัวอยู่ในมือ"ท่านแม่ ท่านว่าคำพูดนี้ตลกหรือไม่?"
จางอ้ายหลินก็แค่นเสียงออกมาเช่นกันกระแทกมีดลงบนเขียงอย่างแรง "ช่างน่าขันเสียจริงท่านที่กระทำความชั่ว กลับไม่กลัวฟ้าลงทัณฑ์ แล้วพวกเราเหตุใดจะต้องกลัว?"
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้าวเท้าเข้าไปใกล้ซูไท่ไท่สองสามก้าว จงใจลดเสียงลง"ท่านต้องระวังให้มาก ยามวิกาลที่หลับใหล หากรู้สึกตัวตื่นขึ้นอย่าได้เปิดเปลือกตาเป็นอันขาด…"
กล่าวจบนางก็หรี่ตาลง น้ำเสียงยิ่งต่ำลงไปอีก "มิเช่นนั้นท่านอาจจะได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าดู…"
"…เจ้า เจ้า…"
ซูไท่ไท่ถูกท่าทีของนางข่มขู่จนเสียขวัญแขนที่ใช้ค้ำจุนร่างกายอยู่นั้นหมดเรี่ยวแรงไปนานแล้วร่างทั้งร่างนอนแผ่อย่างน่าสมเพช ใบหน้าที่แสดงออกนั้นช่างตลกขบขัน
"เจ้าไม่ใช่นางสารเลวคนนั้น ไม่ใช่…” ซูไท่ไท่ราวกับคนเลอะเลือนพูดจาวนเวียนอยู่ไม่กี่คำนี้ ดวงตาทั้งสองพลันขุ่นมัว เมื่อประกอบกับใบหน้าชรายิ่งชวนขนลุก
บัดนี้ซูอี้ฉินตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้นางได้แต่เสียใจที่ก่อนหน้านี้ตัดสินใจผิดพลาด ติดตามซูไท่ไท่มา
เดิมทีคนของท่านหลงไม่อยากเสียค่าเข้าเมืองให้สองคนจึงเลือกเพียงซูไท่ไท่ ทั้งยังให้สัญญาว่า หากซูไท่ไท่ทำตามที่สั่งเขาจะจ่ายค่าเข้าเมืองให้คนทั้งบ้าน
นี่แลกกับการเข้าเมืองเชียวนะ…
ทันทีที่ซูอี้ฉินได้ยินเช่นนั้นนางก็ไม่อาจทนรออยู่ข้างนอกได้อีกต่อไป
เมื่อก่อนนางมีพี่ชายคอยปกป้องทั้งยังมีบิดามารดาคอยเอาใจใส่ มิเคยต้องทนทุกข์ทนลำบาก แต่ช่วงที่ผ่านมาทุกคนต่างก็ดูแลตัวเองกันเอง ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถดูแลนางได้เหมือนแต่ก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นซูอี้ฉินยังคงมีความแค้นอยู่ในใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่หน้าประตูเมืองเมื่อวันก่อนดังนั้นพอได้ยินว่าซูไท่ไท่สามารถเข้าเมืองได้นางก็รีบเสนอหน้าไปอ้อนวอนขอติดตามเข้ามาด้วย
นางยังกล้ากล่าวอย่างไม่เกรงใจต่อหน้าท่านหลงว่าการที่นางติดตามซูไท่ไท่ไท่นั้น จะต้องช่วยเหลือได้เป็นแน่และจะทำให้ครอบครัวซูอี้หว่านยอมจำนนโดยดี
ในเวลานั้นนางคิดเพียงว่าย่าของตนผู้นี้เป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม ตั้งแต่ก่อนเคยเสียเปรียบที่บ้านรองนี้ก็จริงแต่ท้ายที่สุดนางก็เป็นผู้อาวุโส มีความได้เปรียบโดยธรรมชาติเรื่องนี้คงมิได้ยากเย็นอะไร
ส่วนตัวนางเองเมื่อติดตามเข้ามาในเมืองแล้วอาจจะมีโอกาสได้พบกับบุรุษในเมืองก็ได้ และนางเองก็อยู่ในวัยที่สมควรมีคู่ครองทว่าครอบครัวกลับประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ แม้แต่อาหารในแต่ละวันยังขัดสนแล้วใครเล่าจะมาเอ่ยปากสู่ขอนางในยามนี้?
ชีวิตที่ต้องอพยพลี้ภัยซูอี้ฉินทนมามากพอแล้ว นางไม่อยากต้องทนหิวโหยเช่นนี้อีกต่อไปทั้งไม่อยากต้องเบียดเสียดกับผู้คนมากมายในวัดร้างที่ลมโกรกฝนรั่ว ต้องปูพื้นนอนแม้แต่ฟางที่ใช้รองพื้นก็ยังต้องแย่งชิงกัน พวกนางในตอนนี้จะต่างอะไรกับพวกผู้อพยพ?
ไม่สิ...พวกนางหนีภัยมา ก็เป็นผู้อพยพนี่เอง
จึงมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ชาวเมืองต่างเหยียดหยามพวกนาง
หากนางสามารถแต่งงานกับคนท้องถิ่นที่อยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงได้สถานการณ์ก็คงจะแตกต่างออกไป
สตรีเมื่อแต่งงานก็ต้องติดตามสามีดังนั้นภายหน้าพวกนางก็จะกลายเป็นคนเมืองอวิ๋นเฉิงไปด้วย ตอนนั้นมีบุรุษเลี้ยงดูย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัยก็มีชีวิตจะต้องดีกว่าตอนนี้อย่างแน่นอน!
เดิมทีซูอี้ฉินตั้งใจว่าจะหาบุรุษที่มีฐานะพอใช้ได้ก็พอเพราะรูปร่างหน้าตาของตนเองก็มิได้งดงามอะไร มากสุดก็แค่ดูหมดจดเท่านั้นนางยังคงรู้จักตนเองดี
ทว่าความคิดเช่นนี้กลับแปรเปลี่ยนไป เมื่อได้สบสายตาเซียวจวิ้นอันอีกครา
นางอดมิได้ที่จะถามตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำไม?
นางกับซูอี้หว่านเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแต่ซูอี้หว่านกลับมีรูปร่างหน้าตาดีกว่านาง ปัจจุบันยังใช้ชีวิตดีกว่านาง ที่สำคัญข้างกายยังมีบุรุษรูปงามเช่นนี้!