“องค์หญิงเป็อะไรไปเพคะ” นางกำนัลเย่ว์หยาเอ๋อร์ที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้างเอ่ยถาม
“หน่วยกล้าตายในมือเสด็จแม่ไม่มีผู้ใดกลับมาสักคน!” เมี่ยวหลานหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
เย่ว์หยาเอ๋อร์เป็คนจิตใจดี พยายามเอ่ยเกลี้ยกล่อมเมี่ยวหลาน “ในเมื่อทำร้ายองค์หญิงสวินไม่ได้ ก็อย่าให้มือสังหารเ่าั้ส่งตัวเองไปตายโดยไร้ความผิดเลยนะเพคะ”
เมี่ยวหลานแค่นเสียงเยาะเ็า แต่กลับเอ่ย “นี่ก็ยืนยันได้แล้วว่าคุณชายจางเอ่อร์กล้าหาญมีปัญญาไหวพริบ ข้ามองคนไม่ผิดใช่หรือไม่เล่า! พวกเขากลับกันมาแล้วหรือ”
“กลับมาเช้าวันนี้เพคะ” เย่ว์หยาเอ๋อร์ตอบคล่องแคล่วว่องไว
มุมปากเมี่ยวหลานยกยิ้มชั่วร้าย “ดีเลย ข้าจะไปทำความรู้จักคุณชายจางเอ่อร์ผู้นี้สักหน่อย!”
เมี่ยวหลานเดินไปในอุทยานดอกไม้ของวัง กลับเห็นเสวี่ยสวินเดินอยู่ริมทะเลสาบคนเดียวเงียบๆ ท่าทางอารมณ์ดีเป็อย่างยิ่ง
แท้ที่จริงหลังจากจ้าวเสวี่ยสวินกลับวังมาก็เอาแต่คิดถึงพี่ใหญ่เซี่ยงที่ได้รู้จักกันนอกวัง ภาพเซี่ยงอวี่ช่วยชีวิตนางในป่า รวมถึงถ้อยคำสนทนาที่มิได้ดาษดื่นของเซี่ยงอวี่ ล้วนประทับลงลึกในสมองของนาง
เมี่ยวหลานเดินมาเบื้องหน้า แสร้งเอ่ยทักทายอย่างน่ารัก “เื่ใดกันทำให้พี่หญิงสวินแช่มชื่นเบิกบานได้ถึงเพียงนี้”
เสวี่ยสวินเรียกสติกลับมา ก่อนคลี่ยิ้มนุ่มนวล “เมื่อวานนานทีจะได้ออกนอกวัง ได้เที่ยวเล่นข้างนอกมีความสุขยิ่งนัก!”
เมี่ยวหลานฟังแล้วก็นึกว่าเป็เพราะคุณชายจางเอ่อร์ หัวใจพลันบังเกิดความริษยา กำลังจะบันดาลโทสะ แต่แล้วก็เห็นจางเอ่อร์เดินมาจากที่ไกลๆ จึงจงใจแสร้งกล่าวคำ “ข้ายังมีธุระ พี่หญิงกลับไปก่อนเถิด”
เสวี่ยสวินรับคำแล้วผละออกมา เดินไปข้างหน้าได้ไม่กี่ก้าวก็บังเอิญเจอกับจางเอ่อร์เข้าพอดี “พี่ชาย! นี่ท่านกำลังจะไปที่ใดหรือ”
เวลานี้จางเอ่อร์สวมชุดคลุมยาวลายพญางูสีดำ ชายอาภรณ์พัดพลิ้ว กล่าวออกไปเพียง “ข้ายังต้องไปเข้าเฝ้าจ้าวอ๋อง เมื่อคืนพูดคุยกันทั้งคืน เ้าคงเหนื่อยแย่แล้ว รีบกลับไปพักผ่อนในตำหนักบรรทมเถอะ!”
“ข้าเองก็ตั้งใจจะกลับตำหนักอิ๋งเมิ่งพอดี ในเมื่อญาติผู้พี่มีธุระ เช่นนั้นสวินเอ๋อร์ไม่รบกวนแล้ว”
เสวี่ยสวินพูดจบก็ย่างเท้าก้าวเดิน หัวใจจางเอ่อร์พลันบีบแน่น เรียกรั้งนางไว้ เอ่ยคำอย่างไม่วางใจ “สวินเอ๋อร์ พวกคนชุดดำในป่าเมื่อวานนี้ย่อมมีเื้ัไม่ธรรมดา ยามปกติเ้าเองก็ต้องป้องกันตัวเอาไว้หน่อย แม้อยู่ในวังอ๋องแห่งนี้ก็ต้องระมัดระวังคนที่คิดจะทำร้ายเ้าทุกย่างก้าว...”
เสวี่ยสวินครุ่นคิดเพียงครู่ ก่อนเอ่ยคำด้วยรอยยิ้มเบาบาง “ทหารมาใช้ขุนพลรับ น้ำมาใช้ดินต้าน[1] ในรั้ววังไหนเลยจะมีความสงบ ทุกอย่างล้วนปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติเถิด!” เอ่ยจบนางก็หันร่างเดินจากไป
จางเอ่อร์มองดูเงาหลังหญิงสาว ประหลาดใจกับความมองโลกในแง่ดีของอีกฝ่าย คิ้วกระบี่คมเข้มขมวดน้อยๆ ไม่รู้ว่ากำลังสุขหรือเศร้า
หลังบอกลาเสวี่ยสวิน จางเอ่อร์ก็เดินผ่านมาริมทะเลสาบพอดี กลับเห็นว่าในทะเลสาบคล้ายจะมีคนตกน้ำ กำลังตะเกียกตะกายไม่หยุด
เขากระโจนพุ่งตัวลงไปทันที เงาร่างดุจฝนดาวตกเหนือจันทราลอยเลื่อน ใช้วิชาตัวเบาเข้าไปอุ้มคนแล้วลากขึ้นบนฝั่ง
ดรุณีที่จมน้ำเพียงไอสำลักสองสามหน ไม่ได้เป็อะไรร้ายแรง เวลานี้ผมเผ้าปรกสยาย แม้สภาพจะดูค่อนข้างกระเซอะกระเซิง แต่ก็ยังไม่อาจบดบังความงามของหญิงสาวได้
จางเอ่อร์เพ่งสายตาพิศมอง นึกไม่ถึงว่าดรุณีผู้นี้จะเป็องค์หญิงสามจ้าวเมี่ยวหลาน
“ขอบคุณฉางซานอ๋องที่ช่วยชีวิต เมี่ยวหลานซาบซึ้งใจสุดประมาณ…” นางเอ่ยจบก็เริ่มไอออกมา หอบหายใจเบาๆ ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อยเนื่องจากใกลัว
จางเอ่อร์รีบถอดเสื้อคลุมกันลมของตนมาห่อพันร่างจ้าวเมี่ยวหลาน
หญิงสาวรู้สึกถึงความอบอุ่นและได้รับการทะนุถนอม เงยหน้าขึ้นสบตาจางเอ่อร์ แววตาเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ลึกซึ้ง พวงแก้มทั้งสองขึ้นริ้วแดงระเรื่อ
จางเอ่อร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เป็อะไรร้ายแรงหรือไม่ องค์หญิงหลานตกลงไปในน้ำได้อย่างไร”
เมี่ยวหลานแสร้งพูดด้วยท่าทางขอความเป็ธรรม “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เดินเล่นอยู่ริมทะเลสาบคนเดียว จู่ๆ ก็มีคนมาผลัก ถ้าไม่ได้คุณชายเดินผ่านมา เกรงว่าข้าคง...”
จางเอ่อร์นึกถึงเสวี่ยสวินที่เดินผ่านไปเพียงลำพังอย่างรวดเร็วเมื่อครู่ กอปรกับท่าทางรีบร้อนตอนจากไป ในใจพลันนึกสงสัยขึ้นมา ‘หรือว่า...’
แต่แล้วก็พลันเปลี่ยนความคิด เขายังนึกขุ่นเคืองตัวเองที่สงสัยในตัวเสวี่ยสวิน แม้ตนกับองค์หญิงสวินเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วัน แต่เขาพบเจอคนมามากมายจนนับไม่ถ้วน รับรู้ได้ถึงจิตใจอันดีงามและความจริงใจจากตัวเสวี่ยสวิน
เชิงอรรถ
^ อุปมาว่า ตัดสินใจใช้วิธีรับมือไปตามสถานการณ์นั้นๆ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีการใดก็สามารถรับมือได้เสมอ