“อ๊าก!”
หัวหน้าแก๊งร้องโอดโอยอย่างเ็ป เขาเอามือจับจมูกตัวเองไว้ พร้อมกับกลิ้งไปมาที่พื้นพวกลูกน้องที่ยืนมุงอยู่มองมาที่ฉินลู่อย่างไม่เชื่อตาตัวเอง
“เข้ามาสิ ไหนว่าจะสั่งสอนฉันให้รู้จักกับความโหดร้ายและทารุณไม่ใช่หรือไง”ฉินลู่ยื่นมือออกมา แล้วกระดิกนิ้วเรียกให้พวกแก๊งนักเลงเข้ามา
“แก...แก...”
พวกแก๊งนักเลงต่างถอยหลังกันออกไปด้วยความกลัว
“ถ้าคนที่ต้องมาเจอเื่แบบนี้เป็คนอื่นล่ะก็ชีวิตของเขาก็คงต้องมาพังเพราะพวกแกรู้ตัวบ้างไหมว่าตัวเองน่ะน่ารังเกียจมากแค่ไหน” ฉินลู่ก้าวเท้าอย่างว่องไวแล้วใช้หมัดชกเข้าไปที่สันจมูกของลูกน้องนักเลงคนหนึ่งอย่างเด็ดเดี่ยวพลังอันหนักแน่นทำเอาลูกน้องนักเลงคนนั้นกระเด็นไปไกล
“เข้ามา” ฉินลู่กระดิกนิ้วอีกครั้ง พร้อมกับพูดว่า“เข้ามาพร้อมกันเลย”
พวกแก๊งนักเลงต่างมองหน้ากันไปมา ด้วยสายตาที่กำลังบอกว่าจัดการมันเลย
“พวกเรา จัดการมันเลย ต่อให้เก่งยังไง มันก็ตัวคนเดียว! จัดการเลย!”
“ใช่! กระทืบมันซะ!”
“เอาคืนให้พี่ใหญ่กับหัวหน้าเรา!”
พวกแก๊งนักเลงต่างเดินกันเข้ามา พวกมันคิดว่าฝั่งตัวเองคนเยอะคงจะเอาฉินลู่อยู่
ในขณะที่พวกแก๊งนักเลงกำลังเดินเข้าไปหาฉินลู่ จางปินกับหวังส่วงก็ค่อยๆย่องออกมา พวกมันยังจำเื่ที่ฉินลู่ทำกับตัวเองได้ดีและยังรู้สึกกลัวไม่หายพวกมันเห็นสีหน้าสบายใจเฉิบของฉินลู่ก็รู้สึกได้ว่า ที่ตรงนั้นมันอันตรายเกินไป
ซอยตันนี้แม้จะแคบมาก แต่ฉินลู่ก็สามารถขยับตัวไปมาได้อย่างคล่องตัวโดยที่ไม่มีใครคาดเดาทิศทางการเคลื่อนไหวของเขาได้เลย
ไม่นาน พวกแก๊งนักเลงกว่าสิบชีวิตก็ค่อยๆ ล้มลงทีละคน พร้อมกับเสียง“ตุ้บตั้บ” และเสียงร้องโอดโอยของพวกมัน
ฉินลู่ไม่เคยยั้งมือกับพวกคนเลวพวกนี้เขาเลือกโจมตีที่ตำแหน่งสำคัญเสมอ
ซึ่งพวกมันก็คงต้องนอนติดเตียงไปอีกหลายเดือนเลยล่ะ
จางปินกับหวังส่วงที่ไม่ได้เข้าร่วมต่อสู้ด้วยต่างอ้าปากค้างมองไปที่ฉินลู่กับเพื่อนร่วมแก๊งที่ตอนนี้ต่างนอนกองอยู่ที่พื้นกันหมดแล้วมาถึงตอนนี้พวกมันจึงคิดที่จะวิ่งหนี
แต่ฉินลู่ไวกว่าพวกมันมาก
พวกมันวิ่งออกมาได้ไม่ไกลนักก็ถูกฉินลู่ที่ะโเหยียบกำแพงมาอย่างเท่ ยืนบังทางพวกมันไว้
“พวกแกจะไปไหน” ฉินลู่ทำหน้าเหมือนจะหัวเราะแต่ก็ไม่ใช่ แล้วมองไปที่จางปินกับหวังส่วง
“พะ...พวกฉัน...”
ฉินลู่เดินเข้าไปหาพวกมันทีละก้าว
จางปินกับหวังส่วงก็ถอยหลังไปด้วยสีหน้าหวาดกลัว
มือทั้งสองข้างของฉินลู่เปื้อนเืและฝุ่นสกปรก ฉินลู่เดินมาตรงหน้าจางปินแล้วเอามือเช็ดที่เสื้อของเขา
จางปินในตอนนี้ก็กลัวจนตัวสั่น จึงคิดจะถอยหลัง
“อย่าขยับ!” เสียงพูดของฉินลู่ทำเอาจางปินไม่กล้าขัดขืน...
“แกว่า พวกแกทำเื่ชั่วๆ มามากแค่ไหน อยากเป็กากเดนสังคมงั้นเหรอ”ฉินลู่พูดเหมือนกำลังพึมพำกับตัวเอง “เดินถนนตอนค่ำบ่อยๆ อาจเจอผีได้เหมือนกับการทำชั่วเยอะๆ ก็จะได้รับผลกรรมเช่นกัน ์มีใจอันเป็คุณธรรมถ้าเป็กลางวันแสกๆ ฉันคงไม่ลงมือ”
กลิ่นเหม็นโชยมาจากกางเกงของจางปินตอนนี้เขาฉี่รดกางเกงจนบริเวณเป้าเปียกชุ่มไปหมดแล้ว
เขาใจนฉี่ราดออกมา “พะ...พี่ชาย...พวกเราไม่กล้าอีกแล้ว คิดซะว่าฉันเป็นกเป็ปลาปล่อยฉันไปเถอะนะ พวกเราก็แค่ทำตามคำสั่งของพี่ใหญ่น่ะ...”
“ใช่ๆๆ! พี่ชายพวกเราโดนบังคับให้ทำนะ” หวังส่วงที่อยู่ข้างๆ รีบพูดแทรกขึ้นมา
ฉินลู่แสยะยิ้ม “พวกแกจะไม่รู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็คนประเภทไหน”
“รู้...รู้ๆๆ...”
ฉินลู่ขยับเข้าไปใกล้ทั้งสองคน แล้วพูดกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูว่า“กลับไปบอกเถ้าแก่หวังนะ ว่าถ้าทำเื่ไม่ดีเยอะเข้า ช้าเร็วต้องโดนกรรมตามสนองและถ้ายังกล้ามายุ่มย่ามกับฉันอีก ฉันจะทำให้เขาหายไปจากโลกนี้ภายในคืนเดียวเลยนั่นเป็อาชีพหลักของฉันอยู่แล้ว แนะนำว่าให้เขาเชื่อคำพูดฉันช่วยบอกเขาแทนฉันหน่อย”
“ได้ๆๆ!” จางปินตัวสั่นเป็เ้าเข้าเขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “พะ...พวกเราจะกลับไปบอกเถ้าแก่...”
“งั้นก็ฝากด้วยนะ” ฉินลู่ยิ้มออกมา “อีกอย่างบอกเถ้าแก่หวังของพวกแกด้วยว่า เลิกขายของปลอมได้แล้ว และอย่าไปหลอกใครอีกไม่อย่างนั้น ฉันก็จะไปจัดการเขาเหมือนกัน”
“ขะ...เข้าใจแล้ว...” จางปินกับหวังส่วงแทบจะร้องไห้ออกมาแล้วและคิดในใจว่ารีบไปเถอะพ่อคุณ...
“ไว้เจอกัน” ฉินลู่โบกมือไปมา แล้วเดินออกจากซอยไป
“ไม่อยากเจออีกแล้วล่ะ...”
จางปินกับหวังส่วงมองหน้ากันแล้วพูดออกมาเป็เสียงเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ตอนที่ฉินลู่กลับมาถึงบ้านตัวเองที่เป็อพาร์ตเมนต์ของหมู่บ้านเล็กๆธรรมดาแห่งหนึ่ง ก็เป็เวลาสองทุ่มกว่าแล้ว
ท้องฟ้ามืดมาก ฉินลู่ที่หอบของถุงเล็กใหญ่อยู่ล้วงเอากุญแจออกมาเพื่อไขประตูห้อง ก่อนจะเดินเข้าห้องไป
เขาวางของใช้ส่วนตัวไว้บนพื้น แล้ววางถ้วยบะหมี่ลงบนโต๊ะญี่ปุ่นจากนั้นก็วางพู่กันกับหมึก รวมถึงกระดาษเซวียนจื่อ[1]ที่เพิ่งซื้อจากร้านหนังสือเมื่อกี้ไว้บนโต๊ะหนังสือนี่คือของขวัญวันเกิดที่เขาเตรียมมอบให้คุณย่าของซุนอิง
ใช่แล้วล่ะ เขาจะลงมือเขียนอักษรพู่กันจีนให้ด้วยตัวเอง!
“กินข้าวก่อนดีกว่า”
เขาเดินลูบท้องตัวเองแล้วไปนั่งที่โซฟาดึงตะเกียบออกและคีบบะหมี่เข้าปาก
จัดการกินจนหมดภายในสามนาที จากนั้นก็ยกถ้วยขึ้นซดน้ำซุปที่เหลือแล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อตุ๋นยาสมุนไพรจีน
เขานำขิงแห้ง อ้ายเยี่ย หวงเหลียน จือหมู่ โสม แบะตง อู่เว่ยจื่อ ชะเอมและสมุนไพรอื่นๆอีกสิบกว่าชนิด ใส่ลงไปในหม้อดินสีทอง เปิดเตาด้วยไฟเบา แล้วปล่อยให้เคี่ยวไปช้าๆ
เพื่อที่จะสร้างสมรรถภาพทางร่างกายให้ดีขึ้น จะพึ่งเพียงการฝึกเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตอย่างเดียวไม่ได้เขาต้องดื่มยาตุ๋นสูตรพิเศษที่มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มพลังชี่ บำรุงเืและเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายในทุกวันด้วย
การตุ๋นยาสมุนไพรนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง
ฉินลู่ไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เขาจึงเดินไปที่โต๊ะหนังสือ กางกระดาษเซวียนจื่อออกและเตรียมเขียนอักษรจีนลงไปบนกระดาษเพื่อมอบเป็ของขวัญให้กับคุณย่าของซุนอิง
หลังจากฝนหมึกเสร็จแล้ว ฉินลู่ก็ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับที่ก้านพู่กันไว้แน่นเพื่อให้แน่ใจว่าพู่กันจะไม่หลุดไปไหน จากนั้นก็ใช้นิ้วกลางมาแตะที่ใต้นิ้วชี้เพื่อให้การจับพู่กันมั่นคงยิ่งขึ้น ก่อนจะดึงพู่กันให้อยู่ในแนวตั้งตรง
นิ้วนางสอดไปแตะที่ด้านในของพู่กัน แล้วดันออกมาเล็กน้อย นิ้วก้อยแตะที่ใต้นิ้วนางเพื่อช่วยออกแรงดันเวลาตวัดหางตัวอักษร
หากผู้ที่ชำนาญการเขียนพู่กันจีนมาเห็นท่าจับพู่กันของฉินลู่เข้าก็จะต้องทึ่งเป็แน่
เพราะว่าฉินลู่สามารถ “บังคับพู่กันได้อย่างใจนึก!”
ฉินลู่ใช้เวลาห้านาทีในการรวบรวมสมาธิ เพื่อไม่ให้คิดเื่อื่นก่อนทำสายตามุ่งมั่น และเข้าสู่โหมดจริงจังทันที!
ลงมือเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว และแกว่งมือได้อย่างใจนึกฉินลู่เขียนได้อย่างรวดเร็ว และอักษรก็ดูมีพลังดุจการร่ายรำของัและงู!
ฉินลู่วางพู่กันลง
แล้วเป่ากระดาษเบาๆ
บนกระดาษมีบทกลอนอวยพรวันเกิดที่ถูกเขียนไว้อย่างเด็ดเดี่ยว!
‘นึกถึงงานเลี้ยง ณ สวนฉยงหลิน เมืองจิงเฉิงอันเจริญรุ่งเรืองมีลมตะวันตกพัดมา ระลึกถึงเทียนเหอแม่น้ำพันปีไหลเชื่อมกับจิงเจียง ติดต่อกันทุกปีฮ่องเต้ประทานอานม้าที่เป็งานปักขนวานรทอง เพื่อยกย่องแม่ทัพเจี่ยที่นำทัพอย่างแข็งกร้าวทำให้ชุมชนโดยรอบเก็บเกี่ยวได้แม้ในฤดูใบไม้ร่วง
แม่ทัพเจี่ยสุขุมรอบคอบ ศัตรูจึงไม่ระราน ประตูเมืองเปิดอ้าเขตชายแดนสงบ ผู้คนไปเยี่ยมชมป้อมปราการอู่ชัง ทุกฝ่ายรักใคร่ปรองดองดื่มสุราและต่อบทกลอน ไปตำหนักหลานและยอดเขาฝูหรงฮ่องเต้ประทานพระราชฎีกาพร้อมด้วยสมบัติ ใต้จันทร์สว่างมีเสียงเพลงกึกก้องนั่งพิงฟังเพลงบนหอกระเรียนเหลือง’
นี่เป็กวีนิพนธ์โคลงบทหนึ่งของอู๋เหวินอิงซึ่งแปลงจากบทกวีของมู่หลานฮวา เหมาะที่สุดแล้วที่จะมอบให้กับคุณย่าของซุนอิง
อีกอย่างนอกจากความหมายที่ดีของกวีนิพนธ์แล้ว ลายมือของฉินลู่ก็ดูดีมากอีกด้วย!
ลงน้ำหนักมือได้อย่างพอดีลวดลายอักษรงามดุจสายน้ำไหล!
ปลายพู่กันที่แตะลงบนกระดาษดูแล้วเหมือนม้างามที่ถูกปล่อยตัวให้วิ่งมาจากชั้นฟ้าแล้ววิ่งจากไปอย่างไร้ร่องรอย!และเหมือนัมีเกล็ดที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า มาจากความว่างเปล่าแล้วกลับสู่ความว่างเปล่า ราวกับว่าเต็มไปด้วยพลังอันไร้สิ้นสุดของฟ้าดิน
คนที่เข้าใจศิลปะการเขียนพู่กันจีน เมื่อดูแล้วล้วนต้องมีความรู้สึกเหมือนลอยอยู่กลางปุยเมฆ
“เรียบร้อย”
ฉินลู่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
[1]กระดาษเซวียนจื่อ คือ กระดาษสำหรับเขียนอักษรและวาดภาพพู่กัน