สายลมอ่อนยามเช้าพัดผ่านยอดไม้ กลีบดอกท้อปลิวล่องอยู่กลางอากาศราวกับสายฝนสีชมพูอ่อนใต้แสงแดดแรกของวัน
เยว่เสวี่ยหลิงยืนอยู่บนกิ่งไม้สูง กางแขนทั้งสองข้างรับลมด้วยรอยยิ้มสดใส ราวกับกำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกของการยืนอยู่เหนือพื้นดินด้วยตนเอง
“เสวี่ยหลิง มากินขนม”
เสียงของมู่หลานซินดังขึ้นจากด้านล่าง
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงมองทันที ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าจะกว้างขึ้น
“เ้าค่ะ พี่หญิง!”
นางรีบหันตัว ทว่าปลายเท้ากลับพลาดไปเพียงครึ่งก้าว
“อ๊ะ—!”
ร่างทั้งร่างเสียการทรงตัว ก่อนร่วงหล่นจากกิ่งไม้สูง
“พี่หญิงช่วยด้วย!”
มู่หลานซินเพียงเงยหน้าขึ้นมอง พัดหยกในมือสะบัดเบา ๆ ราวกับเป็เื่ธรรมดา สายลมสายหนึ่งพลันพยุงร่างที่กำลังร่วงหล่นให้ชะงักลงชั่วขณะ
เยว่เสวี่ยหลิงฉวยโอกาสนั้นคว้ากิ่งไม้ข้างตัวไว้ ก่อนใช้ปลายเท้าดีดร่างขึ้นอีกครั้ง ร่างเล็กตีลังกากลางอากาศหนึ่งรอบ แล้วจึงลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล
ทันทีที่เท้าแตะพื้น นางก็วิ่งตรงเข้าไปหามู่หลานซิน
“ขอบคุณเ้าค่ะ พี่มู่”
กล่าวจบก็คล้องแขนอีกฝ่ายไว้แน่นเสียราวกับกลัวว่าจะหนีหายไป
มู่หลานซินส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนเปิดผ้าคลุมตะกร้า เผยให้เห็นซาลาเปาร้อน ๆ ที่ยังมีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา
“สองเดือนมานี้ แม้เ้าจะพัฒนาไปมากแล้ว”
นางหยิบซาลาเปาส่งให้
“แต่เ้าพึ่งเหินฟ้าได้ไม่นาน”
เยว่เสวี่ยหลิงรับมาทันที ก่อนกัดคำใหญ่จนแก้มป่อง
“อื้อ”
“เ้าต้องระวังกว่านี้”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้าหงึก ๆ ทั้งที่ซาลาเปายังเต็มปาก
ภาพนั้นทำให้มู่หลานซินหัวเราะเบา ๆ นางยื่นมือไปปัดเศษแป้งที่ติดอยู่ตรงมุมแก้มออกอย่างเคยชิน
“ดูสิ เ้าจะขายออกหรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงยิ้มกว้าง
“ข้าก็อยู่กับพี่หญิงไงเ้าคะ”
มู่หลานซินใช้ด้ามพัดแตะหน้าผากนางเบา ๆ
“วันนี้เ้าต้องยืนบนยอดไม้นั่นให้นานกว่าเดิม”
รอยยิ้มของเยว่เสวี่ยหลิงหุบลงทันที
“เ้าค่า...”
“จิตต้องนิ่ง ลมปราณต้องคม”
เยว่เสวี่ยหลิงถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน ก่อนพยักหน้ารับ
“ข้าจำได้แล้วเ้าค่ะ”
“พวกเ้าสองคน มานี่”
ศิษย์หญิงในอาภรณ์สีขาวสะอาดสองคนก้าวเข้ามาพร้อมย่อตัวประสานมือคำนับ
“ท่านอาจารย์มีสิ่งใดให้ศิษย์รับใช้เ้าคะ”
มู่หลานซินจัดซาลาเปาใส่ตะกร้าสองใบ ก่อนคลุมด้วยผ้าสีขาวอย่างเรียบร้อย
“พวกเ้านำสิ่งนี้ไปแบ่งให้ศิษย์ทุกคนในลานฝึกด้วย”
“เ้าค่ะ”
ศิษย์หญิงทั้งสองรับตะกร้าไปอย่างระมัดระวัง ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อเดินออกไปได้ไม่ไกล หนึ่งในนั้นก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ซาลาเปาของท่านอาจารย์อร่อยกว่าที่ขายในตลาดเสียอีก”
อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย พลางสุดกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากตะกร้า
“ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าท่านอาจารย์ทำออกมาได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังตามสายลม ก่อนทั้งสองจะเหินลงจากอารามมรกต
เยว่เสวี่ยหลิงที่ได้ยินอยู่ไม่ไกลหันตามไปมอง ก่อนขยับเข้าไปหามู่หลานซินทันที
“ท่านสอนข้าทำซาลาเปาได้ไหมเ้าคะ”
มู่หลานซินที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบหันมามองนาง
เยว่เสวี่ยหลิงรีบขยับเข้าไปใกล้อีกก้าว ก่อนยื่นมือไปเขย่าชายเสื้ออีกฝ่ายเบา ๆ
“ได้ไหมเ้าคะ พี่หญิง”
มู่หลานซินวางถ้วยชาลงอย่างยอมแพ้
“ได้ ๆ”
ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงพลันเป็ประกายขึ้นทันที
แต่คำพูดถัดมาก็ทำให้รอยยิ้มนั้นชะงักลง
“แต่วันนี้เ้าต้องเหินฟ้าให้คล่องเสียก่อน”
เยว่เสวี่ยหลิงเม้มริมฝีปากทันที
มู่หลานซินมองท่าทางนั้นแล้วหัวเราะเบา ๆ
“อีกเดี๋ยวเฟิงอวี้ก็จะมาถึงแล้ว”
นางยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง
“วันนี้เขาจะทดสอบเ้าว่าเ้ามีความพร้อมหรือยังสำหรับจวินเหิงหย่วน”
เยว่เสวี่ยหลิงซุกหน้าลงกับบ่าของมู่หลานซิน ถูแก้มไปมาอย่างเอาใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนฉวยซาลาเปาอีกลูกจากตะกร้าแล้ววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
“เสวี่ยหลิง!”
เสียงเรียกดังตามหลังมา ทว่านางเพียงหัวเราะตอบ ปลายเท้าดีดพื้นเบา ๆ ร่างลอยขึ้นกลางอากาศในก้าวเดียว สูงถึงครึ่งลำต้นของไม้ใหญ่ ก่อนตีลังกาหนึ่งรอบแล้วดีดตัวขึ้นไปยืนอยู่บนยอดไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว
ขณะนั้นเอง ซาลาเปาที่ซุกไว้ในอกเสื้อค่อย ๆ หลุดร่วงลงมา
“อ๊ะ!”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบเอนกายรับไว้ ก่อนจะยืนทรงตัวได้อีกครั้ง รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อเห็นว่าซาลาเปายังอยู่ครบดี
“ของพี่หญิง ทำตกไม่ได้”
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปพร้อมแสงแดดที่เคลื่อนสูงขึ้นเหนือยอดไม้
เยว่เสวี่ยหลิงยังคงะโจากยอดไม้หนึ่งสู่อีกยอดหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังจดจำจังหวะของสายลมและการไหลเวียนของลมปราณในร่างกาย กระทั่งเหงื่อซึมเปียกทั่วแผ่นหลัง นางจึงตีลังกาลงจากยอดไม้และกลับมายังศาลาอีกครั้ง
มู่หลานซินยังคงนั่งอ่านคัมภีร์อยู่ที่โต๊ะหินอ่อนตัวเดิม ส่วนเฟิงอวี้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
เยว่เสวี่ยหลิงย่อตัวลงประสานมือคาราวะทันที
“เสวี่ยหลิงคาราวะอาจารย์เฟิงอวี้”
เฟิงอวี้มองร่างเล็กที่เต็มไปด้วยเหงื่อก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เ้าควรพักก่อน”
แต่เยว่เสวี่ยหลิงกลับรีบขยับไปยืนข้างมู่หลานซินใช้สองมือกดไปที่บ่าของมู่หลานซินอย่างเอาใจ
“พี่หญิง ข้าเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
มู่หลานซินเงยหน้าขึ้นจากคัมภีร์ ก่อนปิดมันลงอย่างไม่รีบร้อน
“เหงื่อท่วมกาย แต่ไม่มีอาการหอบเหนื่อย”
นางพินิจมองเด็กสาวที่ขยับมายืนตรงหน้า ดวงตาอ่อนลงเล็กน้อย
“เ้ามีพร์ จึงพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้ก็ยังด้อยกว่าศิษย์ทั่วไปอยู่มาก”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบคุกเข่าลงทันที
"ข้าจะตั้งใจฝึกฝน จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
มู่หลานซินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผากนางอย่างแ่เบา
“ข้าไม่ได้้าเช่นนั้น”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง
“ข้าเพียงอยากให้เ้าปกป้องตนเองได้”
เยว่เสวี่ยหลิงมองแววตาของมู่หลานซินที่ยังคงจับจ้องนาง ััมือที่อบอุ่น และกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย
นางโผเข้ากอดมู่หลานซินทันที
มู่หลานซินหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู
“ดูเด็กคนนี้สิ”
นางหันไปกล่าวกับเฟิงอวี้
สายลมอ่อนพัดผ่านศาลา ใบไม้สีเขียวอ่อนปลิวร่วงลงมาช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบอันสงบ
เยว่เสวี่ยหลิงซบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผละออกแล้วรีบยกมือเช็ดคราบน้ำตาที่หางตา รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แม้ดวงตาจะยังแดงอยู่เล็กน้อย
“พี่หญิงดีกับข้าเหลือเกิน”
มู่หลานซินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะเบา ๆ อีกครั้งโดยไม่กล่าวสิ่งใด
ในเวลาเดียวกัน ณ ตระกูลเยว่ แสงแดดยามบ่ายทอดตัวเหนือสนามฝึก
เสียงอาวุธปะทะกันดังเป็ระยะ ขณะที่เหล่าศิษย์กำลังฝึกซ้อมอยู่ตามลานประลอง
เยว่จิงเทียนเดินเข้ามาหยุดยืนข้างบิดา สายตามองไปยังกระบี่ไม้ที่ยังปักคาอยู่กับต้นไม้
“เสวี่ยหลิงจะเป็อย่างไรบ้าง”
เยว่เหยียนร่ายรำกระบี่อยู่กลางลาน กระบี่ในมือกวัดแกว่งเป็เส้นโค้ง ก่อนพุ่งแหวกอากาศออกไป
คมกระบี่ปักลงกลางเป้าซ้อมอย่างแม่นยำ เขาจึงหันมองต้นไม้ต้นนั้น
“นางพยายามปกป้องทุกคน แม้ในวันที่ไม่มีกระบี่ในมือ”
สายลมยามบ่ายพัดผ่านสนามฝึก
เยว่เหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะกับตนเอง เดินไปลูบกระบี่ไม้นั้นเบา ๆ สายตาไม่เคยละจากมัน
“แต่ตอนนี้”
“สิ่งนี้กลับทำให้ข้ารู้สึกว่านางยังอยู่ที่นี่”
เยว่จิงเทียนไม่เอ่ยสิ่งใด
ส่วนเยว่เทียนอวิ๋นยังคงมองไปยังทิศทางของประตูมิติที่อยู่ห่างออกไป
ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่งดังเดิม
“ไม่ว่านางจะอยู่ที่ใด”
“ที่นี่ก็ยังเป็บ้านของนางเสมอ”
สวนพฤกษาในอารามมรกตอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรนานาชนิด สายลมอ่อนพัดผ่านศาลาไม้กลางสวน พาเอากลิ่นหอมจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
เฟิงอวี้นั่งอยู่ตรงข้ามมู่หลานซิน พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบเป็ครั้งคราว ส่วนเยว่เสวี่ยหลิงกำลังนั่งอ่านคัมภีร์อยู่ข้างกายนาง โดยมีศิษย์หญิงสองคนยืนอยู่ไม่ไกลนัก คอยรับใช้ตามปกติ
เฟิงอวี้มองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มออกมา
“่นี้หลายคนมาสอนเ้าไม่น้อย”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นจากคัมภีร์แล้วพยักหน้า
“เ้าค่ะ”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ
“โดยเฉพาะท่านโม่หยวนซางกับท่านโม่เย่หลัว”
เฟิงอวี้ลูบคางเบา ๆ
“แล้วโม่หยวนซางสอนเ้าเป็อย่างไร”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งคิดถึงชายหนุ่มในอาภรณ์แดงเพลิงอยู่ชั่วครู่ ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เข้มงวดมากเ้าค่ะ”
“แต่ก็ใจดีเช่นกัน”
เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดออกมาจากเฟิงอวี้
“แล้วโม่เย่หลัวเล่า”
เยว่เสวี่ยหลิงใช้ปลายนิ้วเคาะขอบโต๊ะเบา ๆ อย่างใช้ความคิด มองไปยังก้อนหินเล็กตรงทางเดิน
“เวลาปกติเขาชอบแกล้งข้า”
นางชะงักไปเล็กน้อย
“แต่พอถึงเวลาสอน ข้ากลับรู้สึกกลัวเขา”
เฟิงอวี้ยกถ้วยชาขึ้นจิบ สายตาเลื่อนไปยังมู่หลานซิน
“เย่หลัวยังรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าโม่หยวนซางอยู่เสมอ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“ข้าค่อนข้างเป็ห่วงเขา”
มู่หลานซินวางคัมภีร์ลง ก่อนดึงเยว่เสวี่ยหลิงเข้ามานั่งใกล้ขึ้นเล็กน้อย
“เ้าอย่าไปถือสาเขาเลย”
“เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับโม่หยวนซางมาั้แ่เด็ก”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้โกรธเขาเ้าค่ะ”
“ข้าแค่พูดไปเช่นนั้น”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองเฟิงอวี้
“ข้าเคยเห็นเขาคุยกับิญญาด้วย”
เฟิงอวี้ถอนหายใจแ่เบา สายตาเลื่อนไปยังลานฝึกที่อยู่ด้านนอกศาลา
“นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกเหงา”
“แต่โม่หยวนซางเองก็มีภาระที่หนักหนาไม่ต่างกัน”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดนั้น ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์”
“วันนี้ท่านจะสอนสิ่งใดแก่ศิษย์หรือเ้าคะ”
เฟิงอวี้วางถ้วยชาลง ก่อนลุกขึ้นยืน
“อีกไม่กี่วันเ้าก็ต้องไปเรียนร่วมกับศิษย์คนอื่นแล้ว”
เขามองเด็กสาวตรงหน้า
“อย่างน้อยข้าควรทดสอบเ้าก่อน”
กล่าวจบ เขาก็ก้าวลงจากศาลาไปยังลานกว้างเบื้องนอก
“ศิษย์คนอื่นล้วนผ่านด่านคัดเลือก”
“นั่นคือสิ่งที่พิสูจน์ความสามารถของพวกเขา”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบลุกขึ้นตาม ก่อนประสานมือคำนับอย่างจริงจัง
“เสวี่ยหลิงเข้าใจเ้าค่ะ”
ดวงตาคู่นั้นฉายแววมุ่งมั่นขึ้นอย่างชัดเจน
“อย่างน้อย...ข้าจะต้องอยู่รอดให้ได้”
เฟิงอวี้ประสานมือไว้เบื้องหน้า
คลื่นพลังสีน้ำตาลเข้มแผ่ออกจากร่าง กวาดผ่านลานฝึก
วินาทีต่อมา ศาสตรานับสิบชิ้นพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ดาบ กระบี่ ทวน หอก พิน ขลุ่ย กระบอง ขวาน
แต่ละชิ้นเปล่งประกายเย็นเยียบ ลอยเรียงรายอยู่เหนือศีรษะราวหมู่ดาว
“เลือกสิ”
เยว่เสวี่ยหลิงก้าวออกไปช้า ๆ
สายตากวาดผ่านศาสตราเ่าั้ทีละชิ้น
เฟิงอวี้ยกมือขึ้น
หอกเล่มหนึ่งลอยเข้าสู่ฝ่ามือ
เพียงก้าวเดียว ร่างสูงใหญ่ก็ทะยานออกไปกลางลาน หอกในมือร่ายรำดุจั ก่อนจะถูกปักลงสู่พื้นอย่างรุนแรง
ตูม!
แรงสั่นะเืแผ่ไปทั่วอาราม ฝุ่นดินปลิวกระจาย
เฟิงอวี้สะบัดข้อมือ หอกที่ปักอยู่กลางลานพุ่งกลับขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนลอยกลับไปยังตำแหน่งเดิมท่ามกลางศาสตรานับสิบที่เรียงรายอยู่เหนือศีรษะ จากนั้นขลุ่ยหยกสีเขียวอ่อนจึงเคลื่อนลงมาอยู่ในมือของเขา
เสียงขลุ่ยแ่เบาดังขึ้นพร้อมกับการหลับตาลงของผู้บรรเลง
ผืนดินเบื้องหน้าสั่นไหว ดินและหินค่อย ๆ รวมตัวกันช้า ๆ ก่อนก่อรูปเป็ร่างบุรุษอีกผู้หนึ่งซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนเฟิงอวี้ทุกประการ
เมื่อเสียงขลุ่ยสิ้นสุด เขาโยนขลุ่ยกลับขึ้นไป ศาสตราทั้งหมดจึงกลับมาลอยเรียงดังเดิมราวกับไม่เคยเคลื่อนไหว
“ถูกใจชิ้นใด”
เยว่เสวี่ยหลิงแบฝ่ามือออก แสงสีเงินสายหนึ่งรวมตัวขึ้นข้างกาย ก่อนก่อเป็จันทร์เสี้ยวที่คุ้นเคย
เสี้ยวจันทรา
“ข้าจะใช้สิ่งนี้”
เฟิงอวี้ทอดมองศาสตราเทพที่ลอยอยู่ข้างนางครู่หนึ่ง ก่อนดีดนิ้วเบา ๆ ศาสตราทั้งหมดหายวับไปราวไม่เคยปรากฏ
“มั่นใจหรือ”
“ศาสตราเทพมิใช่สิ่งใช้งานง่าย”
ปลายนิ้วของเยว่เสวี่ยหลิงลูบผ่านคมจันทร์เสี้ยวแ่เบา
“หากแม้แต่ก้าวแรกข้ายังผ่านไปไม่ได้”
นางเงยหน้าขึ้น
“แล้วการที่เ้าเลือกข้าจะมีความหมายอันใด”
เฟิงอวี้ไม่ได้ตอบ
ร่างดินเบื้องหน้าค่อย ๆ เคลื่อนไหวขึ้น ในมือหนึ่งถือกระบี่ อีกมือหนึ่งถือดาบ
“เ้าจะเลือกสิ่งใด”
“โจมตี หรือ ป้องกัน”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามตรง
“ศิษย์ไม่เคยคิดโจมตีผู้ใด”
“ขอเลือกป้องกัน”
“ดี”
อักษรสีทองถูกวาดขึ้นกลางอากาศ ก่อนพุ่งเข้าไปในร่างดินทันที
“ภายในหนึ่งก้านธูป”
“หากเ้าไม่ได้รับาแแม้เพียงน้อย”
“ถือว่าเ้าผ่าน”
ใต้ต้นท้ออีกด้านหนึ่ง มู่หลานซินนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน เพียงสะบัดปลายนิ้ว ธูปเบื้องหน้าก็ลุกติดขึ้นทันที
แทบพร้อมกันนั้นเอง ร่างดินพุ่งเข้าหาเยว่เสวี่ยหลิง
ดาบและกระบี่ในมือฟาดฟันต่อเนื่องราวพายุ
เยว่เสวี่ยหลิงถอยหลบไม่หยุด บางคราทะยานขึ้นยอดไม้ บางคราพลิกกายกลางอากาศ แต่ไม่ว่านางจะเคลื่อนไหวไปทางใด ร่างดินก็ยังตามติดราวเงา
ฉับ!
คมกระบี่พุ่งเข้าถึงตัว
เสี้ยวจันทราทะยานขึ้นรับทันที
เคร้ง!
ประกายไฟแตกกระจายกลางอากาศ
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปพร้อมกับควันธูปที่สั้นลงเรื่อย ๆ
เหงื่อไหลผ่านข้างแก้ม ลมหายใจเริ่มหนักขึ้น แต่เยว่เสวี่ยหลิงยังคงหลบและป้องกันทุกการโจมตีได้อย่างหวุดหวิด
เฟิงอวี้ลูบคางพลางพยักหน้าเล็กน้อย
“ไม่เลว”
ปลายนิ้วของเขาวาดอักษรขึ้นอีกครั้ง
อักษรสีทองพุ่งเข้าสู่ร่างดิน
วินาทีต่อมา กระบี่นับสิบเล่มพลันปรากฏเหนือศีรษะมัน
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก
กังง—
เสียงระฆังจากจวินเหิงหย่วนดังขึ้นพอดี
และในชั่วขณะที่เสียงนั้นสะท้อนไปทั่วขุนเขา กระบี่ทั้งหมดก็พุ่งลงมาพร้อมกัน
เยว่เสวี่ยหลิงกัดฟันแน่น
เสี้ยวจันทราหมุนวนรอบกาย แสงสีเงินแผ่กระจายออกเป็วง
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
กระบี่แต่ละเล่มถูกสะท้อนกลับออกไป
ทว่าร่างดินยังคงพุ่งตรงเข้ามา ดาบและกระบี่ในมือฟาดลงพร้อมกันโดยไม่เปิดโอกาสให้นางถอย
และในขณะเดียวกันนั้นเอง
กระบี่หลายเล่มที่ถูกสะท้อนกลับกลับเปลี่ยนทิศทาง
พุ่งตรงไปยังมู่หลานซิน
ซึ่งยังคงนั่งอ่านคัมภีร์อยู่ใต้ต้นท้อราวกับไม่รับรู้สิ่งใด
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้าง
เคร้ง!
เสี้ยวจันทราพุ่งออกจากข้างกายทันที เข้าขวางเบื้องหน้ามู่หลานซิน
ส่วนตัวนางเองกลับยื่นมือออกไปคว้าคมกระบี่และคมดาบที่ฟันลงมา
ฉึก! เืสดทะลักออกจากฝ่ามือทั้งสอง
แต่สายตาของนางกลับไม่ได้มองาแนั้นเลย
นางมองเพียงมู่หลานซิน
จนกระทั่งควันธูปสายสุดท้ายดับลง
ร่างดินค่อย ๆ สลายกลับคืนสู่ผืนดิน
เสี้ยวจันทราลอยกลับมาข้างกาย
ส่วนเืยังคงหยดลงบนพื้นหินทีละหยด
เฟิงอวี้เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า
“เ้าสอบตก”
เยว่เสวี่ยหลิงทรุดตัวลงช้า ๆ ก่อนหันไปมองมู่หลานซิน
“ไม่เป็ไร...แค่พี่หญิงปลอดภัยก็พอ”
เฟิงอวี้หันหลังให้นาง “เ้าไม่ผ่านเงื่อนไข”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“แต่หากเ้าปล่อยให้มู่หลานซินาเ็ เ้ายิ่งไม่คู่ควร”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลง “ศิษย์เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
เฟิงอวี้เดินออกไปได้เพียงสองก้าว ก่อนหยุดฝีเท้า
“เมื่อหายดีแล้ว”
น้ำเสียงของเขายังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม
“จงไปรายงานตัวที่ลานปฐมกาล”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นทันที
แต่เฟิงอวี้หันหลังเดินจากไปแล้ว เหลือเพียงเงาร่างที่ค่อยๆ เลือนหายไปท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่าย