ยามที่อากาศพัดมากระทบกับร่างกายทำให้อุณหภูมิร่างกายปรับสภาพอีกครั้ง ทำให้รู้สึกสดชื่นต้อนรับวันใหม่ เหมือนกับวันที่ต้องจากบ้านเก่าแล้วย้ายไปอยู่สถานที่ใหม่ที่ไม่คุ้นชิน เหมือนกับวันนี้ที่ผมได้ย้ายออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเป้าหมายต่อไปก็คือ หอพักที่สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็สถานที่ๆมีเ้าของคนเดียวกัน ตามท้องถนนแลดูวุ่นวายและมีผู้คนมากมายเดินเต็มไปหมด พวกเขาแลดูมีชีวิตชีวา ต่างจากในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ผมจะเห็นแค่คนวัยเดียวกับผมและ พี่เลี้ยงที่อายุมากกว่าอยู่ แต่ผมก็ไม่เคยมาเห็นโลกภายนอกเลยว่ามันเป็ยังไง บางคนก็ดูวุ่นวายพร้อมกับโทรศัพท์ที่เหน็บไว้กับข้างหูตลอดเวลา พร้อมถือกระเป๋าและใส่ชุดสูท หรือไม่ก็บางคนก็เดินมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนๆแล้วคุยเื่สัพเพเหระ ว่าจะไปที่ไหนกันดี หรือคุยกันเื่ประจำวัน และชุดเครื่องแบบนักเรียนที่ขาวสะอาดที่ทำให้เห็นเลยว่าพ่อแม่เขาต้องทำความสะอาดเสื้อผ้าเ่าั้มาดีแน่ๆเลย..
"อา... ไกลจังนะ.. หอพักร็อตเวลส์เนี่ย" ผมปาดเหงื่อพร้อมกับมองดูแผนที่ในมือ
พี่เลี้ยงได้ให้สิ่งของเหน็บมาเล็กน้อย นอกจากแผนที่แล้วก็ยังมี ใบบางอย่างที่มีสัญลักษณ์เหมือนกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือที่อีกอย่างเขาเรียกกันว่า "คีย์การ์ด" อะไรทำนองนั้นและก็ใบกระดาษสีขาวที่เขียนเกี่ยวกับตัวผมเอาไว้ ทั้งข้อมูลส่วนตัวและรูปภาพวัยเด็กของตัวผมเอง ซึ่งผมมองไปก็ดูเหมือนหน้าตาตัวเองเหมือนเต่าอะไรอย่างงั้น เพราะหน้าตาดูไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย ทำให้แอบขำต่อหน้าตาของตัวเองเล็กน้อย เหมือนเต่าที่หาอาหารไม่เจออย่างไงอย่างงั้น..
ในที่สุดผมก็มาถึงหน้าหอพักร็อตเวลส์ หอพักนี้มีขนาดกว้างมากและกว้างเกินไปด้วย มีเนื้อที่ประมาณ 3 คอนโดเรียงติดกันได้ และมีสัญลักษณ์ที่ตรงกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ผมมาด้วย รู้สึกว่าจะมีเ้าของเป็คนเดียวกันจริงๆแฮะ ด้านหน้าของหอพักมีป้ายต้อนรับเป็ปกติ และมีรัวกั้นด้านหน้าเป็ไม้ และหลังจากที่ผมเดินเข้าไป ด้านข้างเต็มไปด้วยพุ่มไม้และดอกไม้นานาชนิด ซึ่งผมทั้งก็ไม่ได้ชอบและไม่ได้เกลียดดอกไม้เลยคิดว่าเป็ของตกแต่งที่ดีสำหรับหอพักแหละนะ หอพักนี้ทุกอย่างเกือบจะสร้างด้วยไม้ ไม่ว่าจะเป็เสา หรือแม้แต่ประตูทางเข้าจริงๆก็ทำด้วยไม้ หลังจากที่ผมเดินขึ้นบันไดไปก็มีป้าย้าประตูเขียนว่า "ยินดีต้อนรับ" เป็ปรกติแต่ที่ไม่ปรกติคือมันเอียงเล็กน้อยเหมือนตะปูที่ตอกไว้หลุดไปข้างหนึ่ง ผมจับกลอนประตูแล้วเปิดเข้าไปก็พบว่ามีพนักงานรออยู่แล้ว ที่หน้า เอ่อ.. เขาเรียกกันว่า เคนเตอร์ ? ไม่ใช่สิน่าจะ เคาท์เตอร์ ..
คนที่รออยู่ด้านหน้าผมนั้นใส่ชุดสูทสีดำ เนคไทสีขาวพร้อมกับเสื้อเชิ้นสีดำด้านใน เป็ผู้หญิงผมสั้นสีดำหยิกๆ ตาสีดำ ใส่แว่นตาสีชมพูซึ่งดูตัดกับการแต่งกายเล็กน้อย และส่งยิ้มให้อย่างอ่อนหวานทำให้หัวใจผมหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง..
"เอ่อ.. ขอโทษนะครับผมทิวส์เดย์ เรลเลตส์ มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าร็อตเวลส์ มีคนบอกให้ผมมาที่นี่นะครับ"
"ค่ะ ขอดูบัตรใช้ยืนยันตัวตนว่ามาจาก สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าร็อตเวลส์หน่อยนะคะ"
ผมคิดในใจว่าบางทีหอพักเขาเช็คลูกค้ากันแบบนี้หรือเปล่า หรือเป็เฉพาะที่นี่ที่เดียวเพราะดูเหมือนมันเป็การตรวจเช็คคนที่จะเข้าไปในสถานที่ลับๆบางอย่าง ที่มีความลับสุดยอดอยู่เลย.. หลังจากคิดได้แบบนั้น ผมก็หยิบบัตรให้เขาดูตรงหน้าเคาท์เตอร์
"ทิวส์เดย์ เรลเลตส์ ใช่มั้ยคะ? กรุณากรอกชื่อและข้อมูลตรงส่วนนี้ด้วยค่ะ"
เขายื่นใบมาให้ผมเป็ใบที่สีขาวที่มีให้กรอกใส่ชื่อ อายุ วันเดือนปีเกิด และชื่อเล่น บัตรประชาชน หรือไม่แม้แต่ชื่อพ่อแม่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าตรงนี้มาจำเป็ตรงไหนเลยแต่ผมก็กรอกไปทั้งหมดอยู่ดี โดยคิดในใจว่าทำไมใบกรอกข้อมูลอะไรแบบนี้มันแปลกๆแฮะ
"กรอกเสร็จแล้วกรุณาขอคีย์การ์ดอันนั้นด้วยค่ะ"
ผมยื่นให้ตามปรกติแล้วคิดว่าหลังจากกรอกใบสมัครอะไรต่างๆ ที่ผ่านมา 10 นาทีกว่าๆแล้ว ผมคงได้เข้าห้องสักทีเพราะตอนนี้เวลาก็ประมาณ 15 นาฬิกากว่าๆแล้ว และด้วยความเหนื่อล้าจากการเดินทาง ผมอยากพักผ่อนซะแล้วสิ ผมขอแค่หวังให้เธอพูดว่า"ตามฉันมาทางนี้ค่ะเดี๋ยวฉันจะพาไปห้องนะคะ" นึกแล้วก็ถอนหายใจรอบที่ 8 ของวัน
"ขอบคุณสำหรับการกรอกข้อมูลค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ" เธอพูดแบบนั้นพร้อมเดินออกไปทางขวาของเคาท์เตอร์พร้อมกับเอาเอกสารที่ผมกรอกไปด้วย
ผมบ่นกับตัวเองเบาๆว่า
"เฮ้อ... ไปไหนอีกนะ.. เหนื่อยแล้วอ่ะ.. อยากนอน..." เหมือนเป็คำพูดของเด็กเหลือขอยังไงไม่รู้ แต่ผมเหนื่อยมากๆแล้วอยากนอนมากด้วยๆ พร้อมฟุบหน้าไปที่เคาท์เตอร์และทำท่าหมดหวังในชีวิต
"นี่แกน่ะ!"
ผมใกับเสียงนั้นเล็กน้อย มันเป็เสียงทุ้มต่ำและห้าวผสมกัน เหมือนกับเสียงของคนที่เหมือนทำอะไรสักอย่างรีบๆอยู่แล้วมีคนมาขัดเวลา ทำให้มาเจอผมเขา ผมจึงสดุ้งแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองต้นทางของเสียง
"มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าร็อตเวลส์ใช่มั้ย"
คนที่ผมหันไปเห็น ผมเดาว่าเหมือนชายวัยประมาณ 20 กลางๆคนหนึ่ง ถ้าพูดถึงหน้าตาล่ะก็ถ้าผมเป็ผู้หญิงตอนนี้ก็คงหลงไปแล้ว มีผิวที่ขาวกว่าผู้หญิงและมีผมสีน้ำเงิน ตาสีขาวข้างขวา และตาสีดำข้างซ้าย ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว เนคไทสีแดง ใส่ถุงมือที่มือทั้งสองข้าง และกางเกงขายาวสีน้ำเงิน ในตอนแรกผมก็สงสัยว่าทำไมหอพักนี้ทุกคนแต่งตัว แนวๆเดียวกันหมดเลย เสื้อเชิ้ตและเนคไท เหมือนเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนในหอพักนี้ เมื่อผมรู้สึกตัวว่าจ้องนานเกินไป ผมควรจะพูดอะไรสักอย่างได้แล้ว
"อ่ะ.. อ่าครับ มาจากร็อตเวลส์ครับ.. ครับ" เป็คำพูดที่ฟังดูตะกุกตะกักมากๆถ้าต่อหน้าคนทั่วไป เหมือนลนลานอะไรสักอย่าง ผมก็พยายามพูดให้เป็ประโยคอยู่ เพราะไม่งั้นสิ่งที่พี่เลี้ยงสอนการรู้จักคนใหม่ๆมาทั้งหมดจะไม่ได้ใช้งานในตอนนี้เลย แต่รู้สึกหวั่นๆเมื่อเจอผู้ชายคนนี้ เพราะกลัวว่าเขาจะมาฆ่าผมน่ะสิ ฆ่าเพราะอะไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แววตานั้นเหมือนเสือที่จะขย้ำกวางแบบผมเลยล่ะ
"งั้นรีบตามฉันมา ห้องของนายอยู่ทางนี้"
"อ..อ่ะครับ"
ผมเดินตามไปอย่างลนลาน ทางที่ผมไปนั้นเป็ทางยาวที่มีหลายห้องที่ดูเหมือนจะมีคนอยู่ทุกห้อง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนักว่ามีคนอยู่ไหม เพราะมันล็อคทุกห้อง อาจจะไม่มีคนอยู่ และพวกเขาล็อคไว้เฉยๆก็ได้.. ตามทางของทุกห้องจะมีดอกไม้ 1 กระถางวางไว้อยู่ ไม่รู้ว่าเอาไว้ตกแต่งหรือเปล่านะ และหน้าห้องจะมีชื่อของหลายๆคน ซึ่งนี่ก็อาจจะยืนยันได้ว่า มีคนอยู่..
"นายชื่อทิวส์เดย์ เรลเลตส์ใช่มั้ย"
เขาคนนั้นหันหลังพร้อมยกบัตรของผมขึ้นมาดูพร้อมกับพูดจาด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเหมือนเดิม
"อ่า.. ใช่ครับ"
"เกิดวันที่ 14 ตุลาคม 2004 สินะ.. แสดงว่าอายุ 16 ปียังเป็เด็กอยู่เลยสินะ"
"อ่า.. ครับผม" ผมไม่สามารถตอบอะไรได้นัก เพราะผมต่อบทสนทนากับคนภายนอกครั้งแรก แถมด้วยน้ำเสียงแบบนั้น เหมือนกับว่าถ้าผมพูดอะไรพลาดไปเขาอาจจะฆ่าผมได้ ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆนะ
หลังจากที่ผมเดินมาสุดทาง เขาก็เดินขึ้นบันได ไม่ได้พูดอะไรอีกกับผม มัวแต่จ้องใบของผมที่พี่เลี้ยงให้มาเท่านั้น ผมก็ขึ้นบันไดตามไปด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างอึดอัด และผมพึ่งสังเกตว่า เขามัดผมไว้ด้านหลังหย่อนๆลงมา ถ้ามองจากด้านหน้าผมจะเห็นแค่ผมสั้นๆของเขาเท่านั้น รู้สึกว่าจะเป็คนที่ผมยาวพอควรแต่ก็ไม่ยาวเหมือนกับผู้หญิง
"นายคือเจอผีมาก่อนหรือเปล่า เรลเลตส์?"
"เอ่อ.. เคยครับ"
"เคยเจอมาบ่อยแค่ไหน"
"ถ้าตามปรกติแล้วก็เจอบ่อยครับ แต่ถ้าเจอแล้วทำร้ายก็ประมาณ 2 ครั้งครับ"
"หืม.. แล้วยังรอดมาได้ถือว่าเก่งมากเลยนะ"
"เปล่าหรอกครับ.. เพราะมีคนช่วยผมไว้ต่างหาก ถ้าผมไม่ได้พวกเขาผมคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้หรอกครับ"
ผมแปลกใจที่อยู่ๆเขาก็ถามถึงเื่การเห็นผีขึ้นมา ใช่.. ถ้าตามปรกติแล้วผมเห็นผีเป็ประจำอยู่แล้ว แม้แต่ตอนที่กำลังเดินทางมาผมก็เห็นมาแล้ว แต่ถ้าเจอแล้วทำร้ายผมมีแค่สองครั้ง และก็ถูกช่วยไว้สองครั้งเช่นกัน.. หลังจากที่บทสนทนาจบลง เราได้ขึ้นมาอยู่ตรงชั้นสองของหอพัก มีลักษณะแนวยาว.. ตรงกลางถูกคั่นไว้โดยบันได
"มาถึงแล้วห้องของแกน่ะ"
"อ่อครับ ขอบคุณมากครับ"
"กฎที่นี่ของเรามีอยู่ไม่กี่ข้อปฎิบัติตามให้ได้ล่ะ หนึ่งไม่ก่อความวุ่นวายในนี้ ไม่ว่าจะเป็การทะเลาะวิวาท ทำอะไรเสียงดังก็นับเป็การรบกวนทั้งสิ้น สองถ้าจะชวนบุคคลภายนอกเข้ามา บอกฉันก่อนคนแรกแล้วก็ขึ้นกับการพิจารณาของฉันเท่านั้นว่าจะให้เขาหรือไม่ให้เข้า สามให้เกียรติกับทุกคนในหอพักนี้รู้มารยาทต่อทุกคน และข้อสุดท้าย อย่านำอะไรที่เป็เครื่องรางให้ิญญาผีร้ายต่างๆเข้ามาในหอพักนี้เป็อันขาดไม่ว่าจะเป็อะไร.. เข้าใจมั้ย? เรลเลตส์ ?
"ข.. เข้าใจครับ" ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยทำไมหอพักนี้คนๆนี้ถึงพูดเื่ผี ิญญามาั้แ่ขึ้นบันได แถมยังมีกฎเตือนเกี่ยวกับิญญาอีก คนๆนี้ ไม่สิ หอพักนี้นั้นต้องมีอะไรเกี่ยวกับผีและิญญาแน่นอนเลย.. และแปลกใจเล็กน้อยที่คนๆนี้เรียกแค่นามสกุลของผมมาั้แ่ตอนแรก ซึ่งผมก็แปลกที่ไม่เรียกผมทิวส์เดย์ หรือ ทิวส์อะไรไปเลยมันจะเรียกง่ายกว่านามสกุลของผมด้วยซ้ำ
"งั้นก็อยู่ให้สบายล่ะ อ่ะนี่กุญแจห้อง" พร้อมกับโยนกุญแจห้องให้ผม ซึ่งผมก็ใอยู่เหมือนกัน แทบรับไม่ทันเลยล่ะ..
"อ่ะ.. ขอบคุณครับ"
"นี่จะเกร็งอะไรขนาดนั้น กำลังนินทาฉันในใจหรือเปล่าแกน่ะ!?"
"เอ่อ.. เปล่านะครับ คือว่า.."
ในขณะที่เหมือนผมจะโดนเปิดศึกใส่ั้แ่วันแรกที่เข้ามาในหอพักแห่งนี้ ก็มีเสียงแทรกเข้ามาระหว่างบทสนทนานี้
"นี่ ไมเนอร์! นายพึ่งบอกกฎไปแท้ๆว่า ข้อหนึ่งห้ามทะเลาะวิวาทกันไม่ใช่เหรอ นายกำลังหาเื่เด็กใหม่อยู่เลยไม่ใช่หรือไงกัน!"
นั่นคือเสียงของผู้หญิงหน้าเคาท์เตอร์คนนั้นจากตรงบันได ซึ่งห้องของผมก็อยู่ติดกับบันไดพอดี เดินขึ้นมาก็เห็นได้เลย และเราก็ยืนกันอยู่ตรงหน้าบันไดพอดี
"อะไรกัน แครอล.. ฉันก็แค่"
"ไม่ต้องแค่อะไรเลย นายน่ะหัดทำตามกฎบ้างเถอะ ไมเนอร์!"
คุณแครอลคนนั้นก็ทำการกระชากคอเสื้อ.. ใช่คุณฟังไม่ผิดหรอกคุณกำลังเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกระชากคอเสื้อของผู้ชายห้าวๆที่แลดูจะหาเื่เก่งคนนี้ลากลงบันไดน่ะ..
"อ๋อ... แล้วทิวส์เดย์น่ะ ก็อยู่ตามสบายเลยนะจ๊ะ.. เดี๋ยวฉันจัดการผู้ชายที่ไร้มารยาทคนนี้ให้เอง มานี่เลย ไมเนอร์"
"โอ้ย เลิกกระชากคอเสื้อฉันสักที แบบนี้ไงฉันถึงได้บอกน่ะ เธอน่ะยังไงก็กระทิงชัดๆ!"
"หาาา.. ว่าไงน้า!!"
คุณแครอลคนนั้นลากเขาลงไปด้านล่างแล้วเสียงพูดคุยนั้นก็หายไป เท่าที่ผมคิดรู้สึกว่าสองคนนั้น คงสนิทกันมากๆเลยสินะ ถึงขั้นที่กระชากคอเสื้อกันได้เลย.. ผมจะมีเพื่อนกับพวกเขาได้ในสักวันมั้ยนะ.. เขาจะมองผมเด็กไปหรือเปล่า.. แต่ก็ช่างเถอะในที่สุดก็มาถึงห้องแล้ว.. ผมไขกุญแจพร้อมเปิดเข้าไป.. ห้องที่ผมเข้าไปนั้น ค่อนข้างกว้าง ด้านในห้องมีโซฟาที่พอจะให้ 4 คนนั่งได้ และทีวีตั้งไว้ พร้อมกับโต๊ะทำงานไว้มุมซ้ายของห้อง ในห้องเต็มไปด้วยความสะอาดที่ได้รับการดูแลอย่างดี และประตูห้องน้ำก็อยู่ทางซ้ายล่างของห้อง ถ้านับจากที่ผมได้เข้ามาแล้ว แล้วก็มีเตียงนอน อยู่มุมขวาของห้องที่มีหน้าต่างอยู่ให้เห็นวิวด้านนอกได้ เหมือนจะเป็ห้องธรรมดาแต่ถ้าเทียบกับห้องสถานเลี้ยงเด็กที่ผมเคยอยู่ มันกลับกว้างมากๆเลย ผมถอดกระเป๋า วางไว้บนโซฟาพร้อม วิ่งลงเตียงฟุบหน้าลง..
"เฮ้อ.. เหนื่อยจังนะ.. คุณแครอลกับคุณไมเนอร์งั้นเหรอ..."
ทันใดที่ตาของผมเหลือบไปนอกหน้าต่างนั้น.. ผมกลับเห็นภาพสะท้อนจากในห้อง.. ในขณะที่ผมเพ่งเล็งตาที่เกือบจะหนังตาปิดอยู่แล้วของผม ผมก็ได้ยินเสียง "แฮ่กๆ.. แฮ่กๆ" เสียงเหมือนอะไรหอบหายใจสักอย่าง.. แต่เดี๋ยวก่อนนะ เราอยู่คนเดียวในห้องแล้วห้องพึ่งเปิดเนี่ยนะ..
ทันใดที่ผมคิดได้นั่น ผมรีบหันไปตามเสียงหลังจากที่ผมเห็นภาพสะท้อนในกระจกไม่ชัดเจน..
"... หา? สุนัขเหรอ"
ภาพที่ผมหันไปคือภาพสุนัขพันธุ์ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ มีขนเรียบ และสีเหลืองอมขาวๆ มองหันไปทางผม.. ในความคิดผม คงคิดว่าเป็ิญญาของสุนัขหรือเปล่า และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่ผมเห็นิญญาสุนัขด้วย ว่าแบบนั้นผมจึงใเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมา ผมเคยเห็นแต่ิญญาของคนเท่านั้น.. ผมเพ่งเล็งสายตา ผมหันไปทางซ้ายมันก็หันตามผม ผมหันไปทางขวามันก็หันตาม เหมือนมัน้าเลียนแบบพฤติกรรมของผม และจู่ๆมันก็เดินมาใกล้ขึ้น ผมกลัวเล็กน้อยถึงแม้ผมจะชอบสุนัขเท่าไหร่ แต่ในขณะนั้นมันก็เป็ิญญา มันอาจจะทำร้ายผมก็ได้.. และผมจ้องกับมันนานไปด้วย ถ้ามันเหมือนิญญาคนล่ะ มันจะทำร้ายผมหรือเปล่า..
"น.. นี่ใจเย็นน่า นายคงไม่ทำอะไรฉันใช่มั้ย" แปลกมากเลยที่ผมพยายามสื่อสารกับสุนัขที่เป็ิญญาไปแล้ว ผมบ้าไปแล้วแน่ๆเลย
มันขึ้นมาบนเตียงแล้วจ้องหน้าผม แล้วมันก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกแล้วมันก็เลียหน้าผม
"อ.. เอ๋"
ความคิดที่สุนัขตัวนี้เป็ิญญานั้นหมดไป เพราะิญญาไม่สามารถทำกับคนแบบนั้นได้ ผมจึงได้ลองจับร่างกายของมันในขณะที่มันเลียผมไปด้วย ใช่ยังมีไอความอบอุ่นและขนของมันยังเรียบและนุ่มอีกด้วย ใช่.. สัญญาณของสิ่งมีชีวิต ผมได้ลูบหัวมันแล้วบังคับให้มันยื่นหน้าออกไปเล็กน้อย และไม่คิดจะบอกด้วยว่าในนี้มีสัตว์กับคุณแครอลและคุณไมเนอร์ เพราะผมคิดว่าเขาคงรู้อยู่แล้วแหละมั้ง และอีกอย่างผมจะได้ไม่เหงาด้วยมีเ้าตูบตัวนี้อยู่ทั้งที
ถึงจะแปลกหน่อยก็เถอะ อยู่ดีๆก็โผล่ๆมาแบบนี้
"นี่แหน่ะๆ.. เลียนักใช่มั้ย เ้าตัวแสบ.. ไหนมีชื่อไหมเนี่ย"
มันมองหน้าผมพร้อมแหงนคอเล็กน้อย เหมือนมันจะไม่ค่อยเข้าใจที่ผมพูดเท่าไหร่ ก็แหงสิมันเป็สุนัข และก็เห็นว่ามันไม่มีป้ายชื่อหรือสิ่งที่แสดงว่ามันมีชื่อเลย
"นี่อยากได้ชื่อมั้ย.."
มันเลียหน้าผมต่อทันใดที่ผมพูดประโยคนั้นเสร็จ เหมือนมัน้าให้ผมตั้งชื่อให้อะไรแบบนั้น ผมจึงเอาหน้าสุนัขตัวนี้ออกไปจากหน้าผมเพื่อให้มันหยุดเลียสักทีผมจะได้ตั้งชื่อให้มันได้
"งั้น.. นายชื่อ เวนส์เดย์มั้ยล่ะ ต่อจากฉัน ทิวส์เดย์ไงล่ะ"
สุนัขตัวนั้นไม่ได้พูดอะไรมาก มันจ้องหน้าผมและกระดิกหางไปมา ดูเหมือนมันจะชอบชื่อนี้นะ และอีกครั้งมันก็กระโจนเข้ามาเลียหน้าผมอีกแล้ว
"ฮะ ฮ่าๆ เลิกเลียหน้าสักทีน่า เวนส์! หน้าฉันเลอะไปหมดแล้ว ฮ่าๆ"
เป็วันที่ดีที่ได้ย้ายมาที่นี่แล้วไม่ได้เหงาเลยเพราะมีเ้าตัวนี้อยู่ด้วย และเหมือนว่าชีวิตที่นี่ผมคงได้เริ่มใหม่กับอะไรต่างๆอย่างจริงๆจังๆสักที.. ทันใดนั้นผมก็อยากเห็นหน้าพ่อแม่ขึ้นมา เลยหยิบสร้อยที่ใส่มาั้แ่เช้า เอารูปในสร้อยที่แขวนคอไว้มาดู ..
"ชักจะอยากให้ท่านเห็นสมาชิกใหม่ซะแล้วสิ ถ้าท่านเห็นกันได้ล่ะนะ.."