บทที่ 11
เปลือยกาย ใต้แสงจันทร์
หลังกินข้าวเสร็จ ถังหลี่มี่ถือตะเกียงอันเดียวภายในบ้านเดินไปยังหลังบ้าน เพื่อแกะสลักต่อ ถังลี่อิงจึงต้องเข้านอนทันที เพราะในบ้านไม่เหลือแสงสว่างอีกแล้ว
นางแกะสลักด้ามปืนจนเสร็จไปอีกหนึ่งอัน กว่าจะเสร็จเป็เวลาดึกมากแล้ว ถังหลี่มี่เมื่อยล้าไปทั้งตัว โดยเฉพาะแผ่นหลัง นางตั้งใจจะล้างหน้าและเช็ดเนื้อตัวให้สดชื่นก่อนเข้านอน
เมื่อเปิดโอ่งน้ำหลังบ้านกลับพบเพียงความว่างเปล่า วันนี้นางสั่งให้ถังลี่อิงเฝ้าหน้าบ้าน ไม่ให้ผู้ใดมารบกวนสมาธิ น้องสาวคนรองเป็พวกทำตามคำสั่งเคร่งครัด เฝ้าไม่คลาดสายตาจนแม้แต่น้ำยังลืมตัก ถังหลี่มี่ต้องล้างหน้าเช็ดตัวก่อนนอนทุกคืน
แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว นางไม่อยากไปลำธารตอนนี้ ตะเกียงอันเก่าส่องแสงได้ไม่ไกล นางตัดสินใจล้มตัวนอนทั้งอย่างนั้น ร่างเล็กพลิกตัวไปมาไม่สบายตัว นางนอนมาพักใหญ่แล้วก็ยังไม่หลับ
ในที่สุดถังหลี่มี่ก็ตัดสินใจไปที่ลำธาร นางจุดตะเกียงอีกครั้ง แล้วถือมันเดินตรงไปยังลำธารท้ายหมู่บ้าน เท้าเล็กก้าวรัวเร็ว ไม่หันซ้ายแลขวา เสียงเหยียบกิ่งไม้ใบไม้ดังสะท้อนไปตลอดเส้นทาง นางหอบหายใจ ในที่สุดก็เดินมาถึง จากบ้านมายังลำธารเป็ระยะทางไม่ใกล้เลย
เสียงกระแสน้ำกระทบโขดหินดังไพเราะแปลกหู สายลมเย็นพัดมาเป็ระยะ ่นี้เป็หน้าหนาว อากาศเริ่มเย็นลง แต่ไม่รู้เหตุใดสองสามวันมานี้อากาศร้อนขึ้นขัดแย้งกับฤดูกาล
มือเล็กรีบวักน้ำล้างหน้าบ้วนปาก ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาชุบน้ำ
ชั่วขณะที่นางตั้งหน้าตั้งตาเช็ดตัว แสงไฟรำไรจากตะเกียงสาดส่องเห็นบางสิ่งระยิบระยับล่อแสง นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง ฝั่งตรงข้ามของลำธาร ดูเหมือนมีบางสิ่งอยู่
นางหยิบตะเกียงขึ้น แล้วเพ่งมองไปตรงจุดนั้น …เสื้อ เสื้อผ้า? ของใครกัน เหตุใดจึงเอามาทิ้งริมลำธาร ดูจากการเล่นแสงแล้วน่าจะเป็ผ้าไหมอย่างดี อาจจะทำจากทองเลยด้วยซ้ำ
อีกด้านหนึ่งของลำธาร ใต้ต้นไม้ใหญ่ไร้แสงส่อง มีร่างดำทะมึนสองร่างเบียดตัวแอบอยู่ที่ต้นไม้ต้นเดียวกัน
“เฉินเฟิง! เ้าจะไม่ไปช่วยนายน้อยรึ!? มีคนมาทางนี้แล้วนะ หากนายน้อยได้สติ แล้วรู้ว่ามีคนเห็นเรือนร่างองอาจสมชายชาตรีของท่านละก็ เ้ากับข้าถูกสับเป็อาหารหมาป่าแน่!” เสี่ยวหวังจิกเปลืองไม้หวังระบายความร้อนใจ
“ฮึ! คนที่นายน้อยจะสับคือเ้า ไม่ใช่ข้า ใครกันไปสรรหาเหล้าร้อยนารีมิลืมเลือนมาให้นายน้อย” เฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเ็า ดวงตาจับจ้องร่างขาวผ่องที่นอนแช่น้ำมาหลายชั่วยามแล้ว
เื่มันเกิดจากเสี่ยวหวังตัวการใหญ่ ตั้งใจจัดงานฉลองอำลาเกาะมู่ต่าว กลุ่มโจรสลัดหลงเฟยกำลังจะออกเรืออีกครั้ง เสี่ยวหวังออกไปตามหาเหล้าดีที่สุดเท่าที่เกาะแห่งนี้จะหาได้ จนไปเจอเหล้าที่ร้อยนารียังต้องสยบ เสี่ยวหวังซื้อมาได้หนึ่งไห มอบให้แก่ผู้เป็นายอย่างประจบสอพลอ
นายน้อยไม่รู้สรรพคุณ ดื่มคนเดียวหมดไห ไม่ทันไรก็ร้อนรุ่มเหมือนร่างจะะเิ น้ำที่ค่ายพักแช่เท่าไรก็ไม่คลายร้อน ลู่ฮ่าวอู๋เดินโซซัดโซเซมาแช่น้ำที่ลำธาร อาการจึงดีขึ้น แต่เมื่อขึ้นจากน้ำอาการร้อนราวถูกไฟเผากลับมาอีกครั้ง เขาจึงนอนแช่อยู่ในน้ำมาหลายชั่วยามแล้ว
“ข้าทำเพื่อนายน้อย! เ้านั่นแหละที่ผิด มัวแต่ห่วงล่าหมูป่า รีบเร่งให้ข้าไปด้วยจนข้าลืมบอกนายน้อย ตัวการใหญ่คือเ้า! หรือเ้าหวังใส่ร้ายป้ายสีข้าเหมือนพวกสตรีเรือนหลัง!?” เสี่ยวหวังมองสหายด้วยสายตาจับผิด
“ข้าก็ล่ามาให้เ้ากินมิใช่รึ? เ้าเขมือบไปคนเดียวตั้งขาหนึ่ง!” เฉินเฟิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“เื่นั้นข้าจดเอาไว้ในใจก่อน ตอนนี้ทำอย่างไรดี เหมือนว่าคนที่มาจะเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย เช่นนั้น นายน้อยต้องถูกพบแน่!” เสี่ยวหวังเป็ห่วงคุณชายที่ยังนอนแช่น้ำไม่ได้สติ
เฉินเฟิงยังคงยืนนิ่ง แม้คนผู้นั้นจะเห็นเรือนร่างของนายน้อยเขาก็ไม่ร้อนใจ เห็นแล้วฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเื่!
ถังหลี่มี่เพ่งมอง อีกฝั่งที่นางเห็นน่าจะเป็เสื้อผ้าของใครสักคนไม่ผิดแน่ มิใช่ว่ามีคนจมน้ำตายหรอกนะ!
คิดได้ดังนั้นร่างเล็กใกลัวจนแข้งขาอ่อน ล้มทรุดเกือบตกน้ำ นางไม่กล้ามองทางอื่นอีก ตั้งใจจะกลับบ้าน ทันใดนั้นเกิดเสียงหนึ่งดังมาจากอีกฝั่งของลำธาร
“อ่า อา”
ถังหลี่มี่ตัวแข็งทื่อ ใจดวงน้อยเต้นแรงแทบทะลุออกมาจากอก อย่าบอกนะว่า…ผี!
“ไปสู่ภพภูมิที่ดีเถิดหนา ไปที่ชอบที่ชอบ อย่าได้มาปรากฏกายให้ข้าเห็นเลย ข้าจะไปแล้ว ไม่อยู่รบกวน…” นางยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างกำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำ “ผี ผีน้ำ!”
“หุบปาก!” เสียงทุ้มปนแหบพร่าตวาดมาจากด้านหนึ่งของลำธาร
“ท่าน! ท่านตายหรือยัง” เสียงขุ่นเคืองที่นางได้ยิน ไม่น่าจะใช่ิญญาร้าย “ค่ำมืดเช่นนี้เหตุใดจึงมาอยู่ริมน้ำ!”
“หนวกหู! ไสหัวไป!” ความเกรี้ยวกราดเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ถังหลี่มี่ไม่คิดอยู่ให้ถูกด่า “คิดว่าข้าอยากอยู่นักรึไง!” นางรีบลุกขึ้นตั้งท่าจะวิ่งกลับบ้าน ไม่สนใจจะมองพวกขี้โมโห
“เดี๋ยว!”
“อะไรอีกรึ?!” คราวนี้เป็ถังหลี่มี่บ้างที่ไม่สบอารมณ์ “เมื่อครู่ขับไล่ข้าเยี่ยงหมูเยี่ยงหมา ตอนนี้ยังจะมีอะไรอีก!”
“เอาข้าขึ้นจากน้ำ” น้ำเสียงบุรุษปริศนาอ่อนลงเล็กน้อย
“เฮอะ!” นางเชิดหน้าเล็กน้อย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองต้องใช้น้ำดื่มและอาบจากลำธารนี้ หากมีคนตาย นางและคนในหมู่บ้านต้องลำบากมากแน่! นางยอมทำความดีเพื่อส่วนรวม มือเล็กกำตะเกียงในมือแน่น อีกมือจับชายกระโปรงของตัวเองยกขึ้นเหนือน้ำ นางมีชุดเปลี่ยนเพียงสองชุด จะมาเปียกตรงนี้ไม่ได้
นางเดินลงน้ำไปตามเสียงที่ได้ยิน ตะเกียงไฟอันน้อยก็ส่องแสงได้ไม่ไกล ยืดมือสุดแขนแล้วก็ยังหาไม่เจอ ทันใดนั้น นางรู้สึกว่ามีบางอย่างดึงชายกระโปรงตัวเอง
ถังหลี่มี่ก้มลงมอง มือที่ถือตะเกียงหันตาม สิ่งที่นางเห็นคือมือใหญ่ขาวซีดราวกับศพ “อ๊ายยยย!”
“ดึงข้าขึ้นไป! ข้าขยับตัวไม่ได้” ลู่ฮ่าวอู๋เจ็บใจยิ่งนัก ลูกน้องมีตั้งหลายสิบคน ไม่มีใครห่วงใย กลับต้องมาขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า เขาแช่อยู่ไยน้ำเกือบชั่วยามแล้ว ตอนนี้ตะคริวกินขยับตัวไม่ได้ โชคดีที่สามารถใช้พลังลมปราณทรงตัวลอยเหนือน้ำไม่ให้จม
“ท่านยังไม่ตายใช่ไหม!? หากจะตาย ก็ตายหลังจากที่ข้าช่วยแล้วนะ! แต่อย่ามาตายในมือข้า!” นางยื่นตะเกียงอันน้อยไปใกล้คนแปลกหน้าเพื่อดูใบหน้า ทันใดนั้นเอง “ท่าน! เหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่!?”
เขาคือคนผู้นั้น คนที่นางเข็นรถชน และตีหัวจนแตก! นางนึกว่าเขาถูกโจรสลัดค่าหัวเกินล้านตำลึงคนนั้นฆ่าตายไปเสียแล้ว
“เอาข้าขึ้นจากน้ำ” ลู่ฮ่าวอู๋ถูกแสงไฟตะเกียงทำให้ปวดตา เขาหรี่ตาลง
ผิวขาวซีดปรากฏให้เห็นเหนือน้ำรำไร นางกลืนน้ำลายเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
“เข้าใจแล้ว!” ถังหลี่มี่เห็นเป็คนเคยรู้จักจึงลดความระแวดระวังลง นางดึงแขนเขาลากขึ้นจากน้ำ แขนเพียงข้างเดียวลากไม่ไหว นางปล่อยมือจากเขา แล้วนำตะเกียงไปวางบนฝั่ง ก่อนจะกลับมาลากบุรุษที่แม้แต่ชื่อนางก็ไม่ทราบขึ้นฝั่ง
ลำธารนี้มีการทับถมกันของดินและหิน บางจุดมีดินโคลนทำให้พื้นลื่น
เท้าเล็กของถังหลี่มี่เหยียบจุดที่มีดินโคลนเข้าพอดี นางลื่นล้มทับร่างที่กำลังใช้พลังลมปราณเฮือกสุดท้ายของลู่ฮ่าวอู๋เข้าพอดี “อุ๊ย!”
“อึก!” ลู่ฮ่าวอู๋ถูกทับจนตัวจมลงไปในน้ำ เขากลั้นหายใจไม่ให้สำลัก
“ขอโทษทีเ้าค่ะ! ข้าเผลอไปเหยียบถูกดินโคลนเข้า ข้ามันช่างซุ่มซ่ามเสียจริง” ถังหลี่มี่รีบพยุงตัวเองลุกขึ้น ไม่ลืมดึงร่างที่จมอยู่ใต้น้ำของบุรุษแปลกหน้าขึ้นมาด้วย “แย่แล้ว!”
ลู่ฮ่าวอู๋ถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ โชคดีที่เขายังไม่สำลัก เขาขึ้นจากน้ำมาทันได้ยินนางกล่าวว่าแย่แล้ว ปากที่เตรียมจะอ้าว่ากล่าวนางจึงหุบลง แล้วพยายามเพ่งพิศใบหน้าผู้ที่ช่วยชีวิตแทน
ถังหลี่มี่เปียกั้แ่หัวจรดเท้า นางโมโหมาก ชุดนี้นางเพิ่งใส่ได้สองวันก็ต้องซักใหม่อีกแล้ว “ข้าเปียกไปทั้งตัว แล้วพรุ่งนี้จะเอาอะไรใส่! เจอท่านแต่ละครั้งไม่เคยเป็เื่ดีเลยจริง ๆ”
“เ้า! ทำไมเป็เ้าอีกแล้ว” ลู่ฮ่าวอู๋ยกมือลูบหน้าแก้อาการตาพร่าเบลอ
ถังหลี่มี่ถลึงตามองเขาอย่างเอาเื่ มือเล็กบิดมวยผมของตัวเองไล่น้ำออก นางเพิ่งได้สังเกตเขาอย่างจริงจัง ภายใต้แสงจากตะเกียง
ใบหน้ายังคงหล่อเหลาสะกดสายตาเช่นเดิม ผิวของเขาขาวซีด นางมองลำคอหนา เลื่อนลงต่ำไปเรื่อย ๆ คิดว่าจะได้เห็นกางเกงเปียกน้ำจนแบบเนื้อสนิท แต่ว่า… “กรี๊ด!!!”
ถังหลี่มี่กรีดร้องสุดเสียง เมื่อชายตรงหน้าไม่สวมแม้แต่กางเกง! นางเคยได้ยินนักเล่านิทานลามกบางคนอธิบายถึงลูกแก้วทองคำสองลูกของบุรุษ ตอนฟังนางนึกว่ามันจะมีสีทองเสียอีก!
“เ้า! เ้าจะร้องเรียกสัตว์ร้ายในป่าหรืออย่างไร หุบปาก! หุบปากบัดเดี๋ยวนี้!” ลู่ฮ่าวอู๋เริ่มร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เขาพูดต่ออย่างไม่สบอารมณ์ “แค่ร่างกายบุรุษ มีสิ่งใดน่าใกัน!?”
เฉินเฟิงและเสี่ยวหวังแอบต่อไม่ไหว สตรีบ้านางนี้กรีดร้องเรียกภัยอันตรายมาแล้ว พวกเขาต้องเก็บกวาดหลักฐาน!
“นายน้อย! เสี่ยวหวังมาช่วยแล้ว” เสี่ยวหวังวิ่งหน้าตั้งพุงกระเพื่อม องครักษ์ตัวกลมแทบกลิ้งใส่ร่างเปลือยเปล่าของนายน้อย เสี่ยวหวังหยิบชุดที่ถูกทอดทิ้งไว้อย่างไม่ไยดีริมน้ำมาห่มปกปิดร่างกายสมชายชาตรีของนายน้อยอย่างหวงแหน
เฉินเฟิงชักดาบออกมาจ่อคอสตรีแปลกหน้า “แม่นางน้อย โปรดอภัยให้ข้าด้วย ข้าเฉินเฟิงขอสัญญาว่า จะเชือดเ้าอย่างเบามือ และรวดเร็วจนเ้ามิทันรู้ตัวว่าตายไปแล้ว”
“ฮะ!? เห็นเื่อุจาดตาแล้วข้ายังต้องตายอีกหรือ!? ์! เหตุใดจึงรังแกข้าเช่นนี้! เคราะห์ซ้ำกรรมซัด!” ถังหลี่มี่พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ บุรุษผอมแห้งกับบุรุษตุ้ยนุ้ยนี่โผล่มาจากไหน แต่ดูแล้วคงเป็พรรคพวกของบุรุษโรคจิตคนนั้น “ข้าไม่คิดเลย ว่าท่านจะเป็พวกวิตถาน ครั้งก่อนท่านให้เนื้อย่างที่แสนอร่อยแก่ข้า ข้าทราบซึ้งใจยิ่ง แต่เหตุใดวันนี้จึงมานอนเปลือยกาย ลอบฆ่าผู้พบเห็นเช่นนี้!”
ลู่ฮ่าวอู๋หอบหายใจแรง ใบหน้าของเขาแดงซ่าน “เฉินเฟิงเก็บดาบ”
“นายน้อย นางเห็นเรือนร่างของท่านแล้ว เราเก็บนางเอาไว้ไม่ได้นะขอรับ” เฉินเฟิงมองสตรีตรงหน้าไม่วางตา ดึกดื่นป่านนี้มิน่าจะมีคนออกจากบ้าน เฉินเฟิงกำลังเชื่อมโยงว่าสตรีตรงหน้าเป็นักฆ่าปลอมตัวมา
“ร่างกายข้า ข้าจะให้ใครมองย่อมได้!” ลู่ฮ่าวอู๋กล่าวเสียงเ็า ดาบที่จ่อคอถังหลี่มี่ถูกเก็บอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองบ่าวสองคนอย่างเอาเื่ “กลับไปข้าจะคิดบัญชีกับพวกเ้า!”
“นายน้อย! เ้าเฉินเฟิงน่ะซิขอรับ ข้าบอกให้รีบมาช่วย เ้าบ้านั่นเอาแต่ยืนมองนายน้อยถูกลวนลาม! หัวใจของเสี่ยงหวังแทบขาดเป็ เสี่ยง ๆ อดทนไม่ไหวรีบวิ่งมาช่วยท่าน!” เสี่ยวหวังรีบฟ้องนายน้อยทันทีทันใด
“นายน้อย เหล้าไหนั้นอาหวังเป็คนเอามาให้ท่าน” เฉินเฟิงไม่ยอมถือถ่านร้อนไว้ในมือคนเดียว
ถังหลี่มี่มองคนโน้นทีคนนี้ที นางรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ผิดที่ ร่างเล็กค่อย ๆ ขยับตัวหนี ที่นี่ดูไม่ใคร่ปลอดภัย อย่าบอกนะว่าคนพวกนี้เป็กลุ่มโจรสลัดหลงเฟย!
เสียงเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ลู่ฮ่าวอู๋หันขวับไปมองผู้มีพระคุณ “เ้าจะไปที่ใด?”
“ข้าจะกลับบ้าน! คืนนี้ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น” คนพวกนี้อันตรายเกินไป ทั้งการแต่งตัว หรือแม้แต่ดาบ ต่างเป็ของล้ำค่า หากพวกเขาคิดจะฆ่านางต้องแย่แน่
“รอเดี๋ยว” ลู่ฮ่าวอู๋มองความมืดทุกทิศทาง จากนั้นมองตะเกียงไฟที่แทบจะส่องอะไรไม่เห็น “อาหวังช่วยข้าสวมเสื้อผ้า”
“ขอรับนายน้อย!” เสี่ยวหวังรับคำ แล้วช่วยผู้เป็นายแต่วตัวอย่างขะมักเขม้น มือจับ ๆ คลำ ๆ อยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเสร็จ
“ท่านให้ข้ารออะไรเ้าคะ?” ถังหลี่มี่หันหลัง นางกำที่จับตะเกียงแน่น
“ข้าจะไปส่งเ้า ที่นี่มืดมาก อันตรายรอบด้าน” ลู่ฮ่าวอู๋วักน้ำล้างหน้าอีกครั้ง ตอนนี้ความร้อนในกายเขาอยู่ในจุดที่สามารถอดทนได้แล้ว
“นายน้อย ให้ข้าไปส่งนางแทนเถิดขอรับ” เฉินเฟิงรีบอาสา หญิงชนบทธรรมดา หรือจะเป็นักฆ่าปลอมตัวมาก็ดี ล้วนไม่มีค่าพอให้นายน้อยต้องเดินไปส่งด้วยตัวเอง
“ไม่จำเป็”
“แต่ว่านางชอบแหกปากร้อง นางอาจจะเรียกใครมาก็ได้นะขอรับ” เฉินเฟิงยังไม่ไว้ใจ
“เ้าจะตื่นตูมอะไร ก็แค่สตรีนางเดียวมิใช่รึ!? นายน้อย หากนางแหกปากร้องอีก ท่านก็ใช้วิชาปิดปากสตรีที่ข้าเคยบอกไงขอรับ รับรองว่าเคลิบเคลิ้มจนร้องไม่ออกอีกเลย!” ตอนพูดคำว่าเคลิ้ม ใบหน้าอวบอิ่มของเสี่ยวหวังราวกับล่องลอยอยู่ในฝันดี
“ป้าบ!” ก้นอวบถูกเตะอย่างจัง เสี่ยวหวังหลุดออกจากภวังค์แสนหวาน ได้แต่ยู่หน้าน้อยใจ เพราะคนที่เตะคือนายน้อย ไม่ใช่เ้าบ้าเฉินเฟิง
“เ้านำทางไป” ลู่ฮ่าวอู๋เดินมายืนข้างสตรีร่างเล็ก มือสองข้างของนางกำที่จับตะเกียงไฟ
“ไม่ลำบากท่าน! ข้ากลับเองได้เ้าค่ะ ท่านไม่มีตะเกียง จะเดินกลับมาอย่างไร” ถังหลี่มี่หาข้ออ้างปฏิเสธ สิ่งที่อันตรายเห็นจะมีแต่เ้าบ้าสามคนนี้เท่านั้น!
“ก็ตะเกียงของเ้าอย่างไรเล่า” ตะเกียงของนางก็อยู่ในมือ แม้จะดูมัวหมองไม่ค่อยส่องสว่าง เขาทนใช้สักหน่อยก็ย่อมได้
“ไม่ได้นะเ้าคะ! นี่เป็ตะเกียงไฟเพียงอันเดียวของบ้านข้า ข้าให้ท่านยืมมิได้” ถังหลี่มี่กล่าวจบก็เลิกสนใจคนเ้าปัญหา นางเดินข้ามลำธารฝ่ากระแสน้ำกลับบ้านไป
ตลอดทางนางได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเดินตามหลังมาติด ๆ แต่นางไม่คิดจะหันไปมอง อยากตามมาก็ตามใจ แต่ให้ตายนางก็ไม่ยกตะเกียงนี้ให้เขาแน่!
“เ้าเป็แม่นางน้อยวัยแรกแย้ม เหตุใดที่บ้านจึงมีตะเกียงเพียงหนึ่งอัน เช่นนี้มิต้องอยู่กันอย่างมืดทึบหรือ?” เดินมาได้ครึ่งทาง คนเดินตามที่เงียบมานานเกิดสงสัย
“ตะเกียงราคาแพงมาก อันที่ข้าใช้อยู่ก็ไม่ได้เสียเงินซื้อ มันเป็ของเก่าจากบ้านท่านปู่” นางตอบไปตามตรง
“ราคาแพง? ข้ามักจะเดินทางไปต่างดินแดน ยังไม่เคยเจอตะเกียงไฟราคาเกินยี่สิบตำลึงเลยหนา” ลู่ฮ่าวอู๋ไม่มีความรู้และความสนใจเื่ราคาข้าวของนัก แต่ทุกบ้านต้องมีตะเกียงมิใช่หรือ ราคาของมันมิน่าแพงจนเกินเอื้อม
“ยี่สิบตำลึง! นั่นเป็รายได้เกือบหนึ่งปีของข้าเลยนะเ้าคะ!”
“หนึ่งปีเ้าหาเงินได้ยี่สิบตำลึง!? เ้าใช้ชีวิตอยู่มาได้อย่างไรกัน!” ลู่ฮ่าวอู๋แทบไม่อยากจะเชื่อ
“ไหนท่านบอกว่าเดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ มากมาย ท่านไม่เคยเห็นคนจน? หรือไปเที่ยวเล่นแต่หอโคมเขียว!”
“ข้าไปมาหลายดินแดนก็จริง แต่มิได้ไปสำรวจรายได้ของคนพวกนั้นเสียหน่อย” ความจริงแล้วลู่ฮ่าวอู๋เดินทางไปค้าขาย เขามีคนเก่งมากฝีมือที่ชุบเลี้ยงมาเพื่อดูแลธุรกิจ ส่วนตัวเองแค่ไปตรวจดูไม่ให้เกิดปัญหาโกงเงินอย่างไร้คุณธรรมเพียงเท่านั้น
“คนรวยแบบท่านไม่เข้าใจหรอก เงินยี่สิบตำลึงหนึ่งปีที่บอกนั่น ข้าต้องเลี้ยงน้องอีกสองคน ส่วนหนึ่งต้องส่งส่วยให้แม่เลี้ยงอีก นี่ถือว่ารายได้ข้าไม่น้อย อยู่ดีกินดีในระดับหนึ่งเชียว!” อย่างน้อยนางก็ไม่น้อยหน้าใครในหมู่บ้าน