หญิงสาวทั้งสองที่ได้รับการช่วยเหลือยังคงตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและโล่งใจปะปนกัน คนหนึ่งมีแผลถลอกตามแขนและใบหน้าจากการถูกลาก อีกคนกอดกระเป๋าสะพายไว้แน่นราวกับเป็สิ่งเดียวที่ยึดโยงเธอไว้กับโลกที่ยังไม่พังทลาย
“มีน… และ… ศศิ” นั่นคือชื่อที่พวกเธอแนะนำตัวในเวลาต่อมาด้วยเสียงแ่เบา มีนเป็หญิงสาวใบหน้าสะอาดอ่อนโยน ดวงตากลมโตที่แม้จะเต็มไปด้วยน้ำตา แต่ยังสะท้อนความอบอุ่นบางอย่างอย่างชัดเจน ส่วนศศิเป็นักศึกษาพยาบาลปีสุดท้ายที่ตัดสินใจเดินทางกลับไปตามหาครอบครัวในเขตชานเมืองที่เธอจากมา
หลังจากดื่มน้ำและตั้งสติได้ ศศิก็ขอบคุณทุกคนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่มีนกลับมองหลินเยว่ด้วยสายตาที่ลึกซึ้งกว่านั้น ราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจเื้ัการกระทำ “คุณเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเรา ทั้งที่คุณไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้นเลย” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยปนซาบซึ้ง
หลินเยว่ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้ประดับด้วยความสุข แต่เป็ความเข้าใจในตัวเอง “ถ้าวันนี้ฉันปล่อยให้พวกคุณถูกทำร้าย ต่อให้รอดชีวิตไปได้ ฉันก็คงไม่เหลือสิ่งสำคัญบางอย่างอยู่ในตัวเอง”
มีนเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับกำลังตัดสินใจเื่สำคัญ “ฉันอยากอยู่กับพวกคุณ” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหันมามองเธอด้วยความประหลาดใจ มีนกำมือแน่น พยายามรวบรวมความกล้า “ฉันไม่ใช่คนเก่งเื่ต่อสู้ แต่ฉันเคยทำงานอาสาในคลินิก ฉันปฐมพยาบาลได้ และ… ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว”
ฟ้าคว้ามือของเธอทันที ดวงตาเป็ประกาย “อยู่ด้วยกันนะคะ! ทีมเรา้าคนแบบคุณ!”
นัทยิ้มกว้าง “ทีมเรายินดีต้อนรับคนดี ๆ เสมอ”
คินไม่พูดอะไร แต่ไม่ได้คัดค้าน สายตาของเธอยังคงจับจ้องอาร์คอยู่เป็ระยะ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านการมีสมาชิกใหม่
หลินเยว่หันไปมองศศิ “แล้วคุณล่ะ?”
ศศิเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนส่ายหน้าอย่างลังเล “ครอบครัวฉันอยู่คนละทาง ฉันต้องไปตามหาพวกเขา” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
หลินเยว่พยักหน้าเข้าใจ ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินเส้นทางของคนอื่น เธอหยิบอาหาร น้ำดื่ม และมีดพกออกจากคลังเก็บของส่งให้ศศิ หญิงสาวเบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อเห็นสิ่งของปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับเวทมนตร์ “นี่คือ…”
“เื่ยาวครับ” เจย์ตอบแทนด้วยรอยยิ้มแหย ๆ “แต่เชื่อเถอะว่าหัวหน้าของเราเต็มไปด้วยเื่ที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ยากมาก”
ศศิรับของไว้ด้วยมือสั่นเทา น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตา “ฉันไม่มีอะไรตอบแทนเลย”
หลินเยว่ส่ายหน้า “แค่รอดชีวิตให้ได้ก็พอ”
ศศิโค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง ก่อนหันหลังวิ่งจากไปบนถนนที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเงาของความตาย ทุกคนยืนมองจนร่างของเธอลับสายตา ไม่มีใครรู้ว่าจะได้พบกันอีกหรือไม่ แต่ในโลกเช่นนี้ การจากลาอย่างมีความหวังก็ถือเป็ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง
[ ติ๋ง! ]
[ สมาชิกใหม่เข้าร่วมทีม ]
[ ชื่อ: มีน ]
[ ตำแหน่ง: สายสนับสนุน ]
[ ความสามารถเบื้องต้น: ]
•การปฐมพยาบาล
•ความสงบทางอารมณ์
[ คุณสมบัติพิเศษกำลังปลุกตื่น… ]
แสงสีเขียวอ่อนจาง ๆ เปล่งออกมาจากฝ่ามือของมีน ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว มีนใจนตัวแข็งทื่อ “เมื่อกี้… อะไร?”
เจย์แทบลืมหายใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น “ผมคิดว่า… เธอกำลังวิวัฒนาการ!”
หลินเยว่ยิ้มออกมาอย่างจริงใจเป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง “ยินดีต้อนรับสู่ทีม”
มีนยิ้มทั้งน้ำตา ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา “ขอบคุณค่ะ หัวหน้า”
คำว่า “หัวหน้า” ทำให้หลินเยว่ชะงักเล็กน้อย เธอยังไม่ชินกับบทบาทนี้ แต่เมื่อมองไปรอบตัว ฟ้าที่เริ่มกลับมามีรอยยิ้ม นัทที่ยืนมั่นคงเหมือนกำแพง คินที่แม้ระแวง แต่พร้อมคุ้มกันทุกคน เจย์กับด็อกเตอร์ที่ใช้สติปัญญาวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ มีนที่นำความอบอุ่นกลับคืนสู่กลุ่ม และอาร์คที่ยืนเงียบ ๆ อยู่ข้างกายเธอเสมอ หลินเยว่เริ่มเข้าใจว่า การเป็ผู้นำไม่ได้หมายถึงการรู้คำตอบทุกอย่าง แต่หมายถึงการเป็คนที่ผู้อื่นเลือกจะเชื่อ
เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนมองไปยังเส้นทางสู่จุดอพยพที่ยังอยู่อีกหลายกิโลเมตร “ไปกันต่อเถอะ”
ทุกคนพยักหน้า และก้าวเดินไปพร้อมกัน บนถนนที่เต็มไปด้วยความตาย เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังได้หยั่งรากขึ้นอย่างเงียบงันแล้ว