"ตามข้ามา"
กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นพร้อมก้าวเดินออกไปทันทีโดยไม่รอให้หลินชิงเสวียได้ซักถาม ฝีเท้าของเขารวดเร็วเกินกว่าที่สังขารอันชราภาพนี้จะทำได้ ไม้เท้าในมือเคาะลงบนพื้นดินเสียงดังเป็จังหวะสม่ำเสมอคล้ายกับการนับก้าว
หลินชิงเสวียรีบสาวเท้าก้าวสั้น ๆ ตามไปติด ๆ
"เราจะไปที่ใดกันหรือเ้าคะ"
"บ้านของผู้ป่วยสองคนนั้น"
นางเร่งความเร็วขยับขึ้นมาเดินเคียงข้างเขา "แต่ท่านตาบอกเองมิใช่หรือว่ายาสมุนไพรถูกขโมยไปแล้ว แล้วเราจะไปทำสิ่งใดที่นั่นอีก"
"ไปตรวจรอยเท้า"
บ้านของนายพรานรายที่สองมีนามว่า หลี่เต๋อฝาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ซึ่งห่างจากเรือนของหวังต้าเหนียนราว ๆ สิบห้านาทีเดิน
เมื่อไปถึง กู่ฉางเซิงตรงดิ่งเข้าไปในห้องพักของผู้ป่วยทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ภรรยาของหลี่เต๋อฝางได้เอ่ยเล่าอาการพล่ามทำเพลง เขาคุกเข่าลงข้างเตียงเพื่อตรวจดูร่างกายก็พบว่าอาการทรุดหนักลงอย่างเห็นได้ชัด ิัซีดเผือด เส้นเืดำที่ท่อนแขนโปนพองขึ้นมาเป็สีคล้ำมืด
ทว่าสายตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่ตัวผู้ป่วยนานนัก
เขากำลังมองพื้น
มันคือรอยเท้าที่ปรากฏอยู่บนพื้นดินอัดแน่นภายในห้อง
บนพื้นนั้นมีรอยเท้าอยู่สองรูปแบบ รูปแบบแรกเป็รอยเท้าขนาดเล็กของสตรีผู้เฝ้าไข้ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งเป็รอยเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งทอดมาจากทิศทางของประตูหลังบ้าน
กู่ฉางเซิงลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังประตูหลังที่เปิดออกสู่ลานท้ายเรือน บานประตูไม้เนื้อหนาปิดสนิทอยู่ก็จริง แต่บนบานพับกลับมีรอยขูดขีดใหม่ ๆ ปรากฏอยู่ชัดเจน
มันถูกงัดเปิดออกอย่างแรงก่อนจะถูกปิดกลับคืนไว้เช่นเดิม
เขาผลักประตูออกไป ลานหลังบ้านเชื่อมต่อกับตรอกทางเดินแคบ ๆ ที่พาดผ่านระหว่างรั้วบ้านสองหลัง ทางเดินสายนั้นมุ่งตรงไปสู่อีกทิศทางหนึ่ง...
กู่ฉางเซิงเดินแกะรอยตามทางสายนั้นไปได้ราวสิบก้าว จนกระทั่งถึงจุดที่มันเข้ากับถนนดินเส้นหลักของหมู่บ้าน
เมื่อมองฝ่าออกไป...
โกดังเก็บสินค้าของเ้าฉีหยงตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองร้อยก้าว
"ดูตรงนี้" กู่ฉางเซิงชี้มือให้หลินชิงเสวียดู
เด็กสาวก้มลงมองรอยเท้าบนพื้นดินที่เขาชี้ มันเป็รอยเท้าคู่แฝดที่กดลึกสม่ำเสมอเท่ากัน
"คนสองคน" นางวิเคราะห์ "น้ำหนักตัวใกล้เคียงกัน สวมรองเท้าผ้าฝ้ายชนิดหนา มิใช่รองเท้าของชาวนาทั่วไป"
กู่ฉางเซิงเหลือบสายตามองนาง
"เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็รองเท้าชนิดใด"
"ท่านพ่อเคยสั่งสอนไว้ค่ะ" หลินชิงเสวียตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "รองเท้าของชาวนามักมีส้นหนา รอยกดจึงจะลึกเน้นที่ส้นเท้าเป็พิเศษ ส่วนรองเท้าผ้าฝ้ายเนื้อบาง รอยกดจะกระจายน้ำหนักสม่ำเสมอเท่ากันทั้งฝ่าเท้า"
ลูกสาวหมอยาที่เข้าใจเื่ป่าเขาลำเนาไพร รู้จักสังเกตรอยเท้า ทั้งยังไม่มีความหวาดกลัวต่อคำซักถาม... ช่างเป็เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีเยี่ยม
"รอยเท้านี้มุ่งตรงไปที่โกดังของเ้าฉีหยง" กู่ฉางเซิงเอ่ยสรุปตรงประเด็น
หลินชิงเสวียยืดตัวขึ้น สายตามองทอดไปตามทิศทางที่เขาชี้ ก่อนจะหันกลับมาสบตา "ท่านตาคิดจะเข้าไปในโกดังแห่งนั้นหรือ"
"เข้าไปตรวจสอบดู มิใช่การบุกรุกเพ่นพ่าน" กู่ฉางเซิงกล่าว "สองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันอยู่"
"หากเ้าฉีหยงมาพบเข้า เขาคงมิเสียเวลามาแยกแยะความแตกต่างนั้นหรอกค่ะ"
กู่ฉางเซิงจ้องมองนาง
"เื่นั้นข้าย่อมรู้ดี" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา "เพราะเหตุนั้น ข้าจึงต้องเลือกไปตอนที่มันไม่อยู่"
จังหวะเวลาที่เหมาะสมมาถึงเร็วกว่าที่คิดโดยไม่ต้องรอนาน
บ่ายวันนั้น เ้าฉีหยงเดินทางออกจากหมู่บ้านพร้อมกับสมุนรับใช้สี่คนและเกวียนเทียมม้า หลินชิงเสวียซึ่งคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่แผงขายยาของบิดารีบวิ่งหน้าตั้งมาส่งข่าวทันที
"พวกมันเดินทางออกไปทางด่านทิศเหนือแล้วค่ะ ดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง"
กู่ฉางเซิงพยักหน้ารับทราบ "แล้วยังมีคนเฝ้าโกดังอยู่หรือไม่"
"เหลืออยู่สองคนค่ะ"
สองคน... ตัวเลขนี้แม้มิใช่เื่ง่ายสำหรับชายชราร่างกายทรุดโทรม แต่ก็มิได้มากเกินกำลังหากรู้จักใช้สติปัญญาแทนการใช้แรงเข้าหักโหม
กู่ฉางเซิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางหลินเต๋อเจี้ยที่นั่งฟังสถานการณ์อยู่ด้วยข้าง ๆ
"ท่านอาจารย์หลิน ่นี้ท่านมีกิจธุระอันใดต้องไปพบปะกับเ้าฉีหยงบ้างหรือไม่"
"ไม่มีเลย" ชายวัยห้าสิบเศษตอบพลางเว้นจังหวะเล็กน้อย "แต่หากจำเป็ต้องมี ข้าก็ย่อมสร้างเื่ขึ้นมาได้"
สายตาของชายต่างวัยทั้งสองประสานกัน
หลินเต๋อเจี้ยมิใช่คนโง่เขลา เขาเข้าใจในทันทีว่ากู่ฉางเซิง้าสิ่งใดโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากบอกออกมาตรง ๆ
"แต่ท่านต้องบอกข้าก่อนว่ากำลังตามหาสิ่งใดอยู่" เขาขยับเสียงเบาลง "และหากพบเจอหลักฐานชิ้นนั้นแล้ว... ท่านจะทำอย่างไรต่อไป"
"หากพบหลักฐานที่แ่าพอ ข้าจะนำไปมอบให้แก่หัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อขอให้ส่งคนไปแจ้งต่อทางการในตัวเมือง" กู่ฉางเซิงตอบ "ข้ามิ้าเอาตัวเข้าแลกเพื่อจัดการเื่นี้ด้วยตนเอง"
อย่างน้อยที่สุดก็ยังมิใช่ในยามนี้
แผนการมิได้ซับซ้อนอันใด
หลินเต๋อเจี้ยจะเดินตรงไปที่หน้าโกดัง ทำทีเป็ว่ามาทวงถามเงินค่าสมุนไพรที่เ้าฉีหยงยังติดค้างอยู่ เพื่อพูดคุยเบี่ยงเบนความสนใจของยามเฝ้าประตูทั้งสองคนให้ออกมาด้านหน้า
ส่วนกู่ฉางเซิงและหลินชิงเสวียจะลอบเร้นเข้าทางด้านหลัง
เมื่อหลินชิงเสวียได้ยินแผนการ นางมิได้เอ่ยคัดค้านแม้แต่คำเดียว เพียงพยักหน้ารับและก้มลงตรวจเช็กเชือกผูกรองเท้าของตนเองให้แ่าขึ้นกว่าเดิม
เด็กคนนี้ไม่เคยเอ่ยปากว่ากลัว แต่ก็มิเคยแสดงท่าทีอวดดีว่าไร้ความยำเกรง... นับว่าเป็ผู้ที่รู้จักประเมินตนเองได้อย่างถาวร
บริเวณด้านหลังของโกดังมีรั้วไม้ไผ่กั้นขวางอยู่ ความสูงประมาณสี่ศอก
กู่ฉางเซิงยืนประเมินรั้วนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
สังขารสายร่างนี้ย่อมมิต่างจากไม้ใกล้ฝั่ง ไม่มีทางะโข้ามไปได้อย่างแน่นอน
เขาจึงเลือกเดินสำรวจไปตามแนวรั้ว จนกระทั่งพบจุดที่ไม้ไผ่สองต้นมีช่องว่างระหว่างกันกว้างกว่าจุดอื่น บานพับส่วนที่ยึดติดกับเสาหลักดูหลวมหลุดลุ่ย
กู่ฉางเซิงวางฝ่ามือลงบนบานพับแล้วออกแรงดันเบา ๆ
ไม้ไผ่โย้เย้เข้าออกจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดแ่เบา
หากออกแรงดันให้มากกว่านี้อีกสักนิด...
เขาสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณอันน้อยนิดที่มีอยู่ภายในร่างให้มาสถิตอยู่ที่ฝ่ามือ แล้วจึงออกแรงผลักออกไป
มันมิใช่การผลักด้วยแรงกายหยาบล้วน ๆ แต่เป็การขยับขับเคลื่อนโดยมีพลังลมปราณหนุนนำอยู่ด้านหน้า
บานไม้ไผ่เบนโย้ออกไปกว้างพอที่จะให้คนรูปร่างผอมบางเบียดกายผ่านเข้าไปได้
กู่ฉางเซิงพยายามเบียดตัวส่วนแรกเข้าไปก่อน ข้อเอวส่งเสียงดังกร็อบแกร็บอย่างน่าเสียวไส้ ทว่าในที่สุดก็สามารถหลุดผ่านเข้าไปได้สำเร็จ ส่วนหลินชิงเสวียนั้นมีรูปร่างผอมเพรียวกว่าเขามาก นางจึงลอดตามเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
ทัศนียภาพภายในรั้ว...
พื้นดินด้านในถูกบดอัดจนแน่น มีรอยล้อเกวียนพาดผ่านสลับขนานกันไปมาหลายสาย ตรงใจกลางคืออาคารโกดังหลังใหญ่ที่กู่ฉางเซิงเคยสังเกตเห็นจากภายนอก ประตูหลักด้านหน้าถูกลงกลอนแ่า
ทว่าทางด้านข้างยังมีประตูเล็กอยู่อีกบานหนึ่ง
กู่ฉางเซิงสาวเท้าตรงไปยังประตูบานนั้น เขาวางฝ่ามือลงบนเนื้อไม้แล้วดันออกเบา ๆ
มันถูกลงกลอนไว้จากด้านใน ทว่าตัวสลักกลับค่อนข้างหลวม
เขาจึงหยิบไม้เท้าคู่กายแหย่แทรกเข้าไปในช่องว่างระหว่างบานประตูและวงกบ ค่อย ๆ ออกแรงงัดอย่างระมัดระวัง
กลอนประตูขยับเลื่อนออก
บานประตูแง้มเปิดลง
ภายในโกดังอันมืดมิด...
แสงแดดสีทองอ่อนระยับจากช่องระบายอากาศ้าส่องสะท้อนลงมาเป็ลำเส้น ตัดผ่านความมืดมิดที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ
ทว่ากลิ่นแรกที่พุ่งเข้ามากระทบนาสิกกลับทำให้กู่ฉางเซิงถึงกับต้องชะงักฝีเท้า
มันเป็กลิ่นสมุนไพรแห้งเข้มข้น ปนเปไปด้วยกลิ่นอายดิน กลิ่นไม้เก่า และมีกลิ่นอายบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ลึกยิ่งกว่านั้น
กลิ่นที่เขาคุ้นเคยเป็อย่างดีจากห้องปฏิบัติการวิจัยในโลกเก่าอันไกลโพ้น
มันคือกลิ่นของสารเคมีที่ผ่านกระบวนการสกัดบริสุทธิ์
หลินชิงเสวียสูดดมกลิ่นนั้นเข้าปอด ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น "กลิ่นช่างแปลกประหลาดนัก ไม่เหมือนกับโกดังเก็บสมุนไพรทั่วไปเลยค่ะ"
"เดินตามข้ามา ระวังอย่าไปหยิบจับสิ่งใดเข้า"
กู่ฉางเซิงก้าวเดินฝ่าเข้าไปในความมืดสลัว สายตาอันฝ้าฟางค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับความมืดทีละน้อย
ชั้นวางสมุนไพรแห้งตั้งตระหง่านอยู่สองฟากฝั่งห้อง ความสูงของมันเกือบจรดเพดาน มัดสมุนไพรแต่ละมัดถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย พร้อมกับมีป้ายชื่อติดกำกับไว้ ดูเผิน ๆ มิต่างจากโกดังเก็บสมุนไพรถูกกฎหมายทั่วไปเลยแม้แต่น้อย
ทว่าที่บริเวณมุมอับด้านหลังสุดของโกดัง...
กลับมีม่านผ้าเนื้อหนาผืนใหญ่ปิดกั้นแยกพื้นที่ส่วนหนึ่งออกจากสายตาภายนอก
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าน้าม่านผืนนั้น ััพิเศษบางอย่างเตือนให้เขารับรู้ถึงสิ่งผิดปกติก่อนที่จะลงมือเปิดมันออก
พลังลมปราณในร่างชราที่เพิ่งฟื้นฟูกลับคืนมาบ้างเล็กน้อยใน่สามวันที่ผ่านมา ส่งกระแสสัญญาณบางอย่างมาจากเื้ัม่าน... มันมิใช่รังสีอำมหิตหรืออันตรายร้ายแรง ทว่ามันคือพลังงานจากสมุนไพรที่เข้มข้นผิดแปลกไปจากธรรมชาติ
มือเหี่ยวหย่นเอื้อมไปเปิดม่านออก
พื้นที่ด้านหลังเป็ห้องทำงานขนาดเล็ก
โต๊ะไม้ตัวเขื่องตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางห้อง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ในการสกัดสมุนไพร—หม้อหินทรงกลม ถ้วยรองรับของเหลว แผ่นกรองสาร และขวดดินเผาที่วางเรียงรายกันอยู่เป็ระเบียบ
กู่ฉางเซิงเดินเข้าไปตรวจสอบขวดเ่าั้ทีละใบโดยมิได้หยิบจับพวกมันขึ้นมา เขาเพียงยื่นฝ่ามือไปอังไว้ใกล้ ๆ เพื่อััถึงกระแสพลังลมปราณที่แผ่ออกมา
ขวดใบแรก... เป็สารสกัดที่มีกลิ่นหอมละมุน ค่อนข้างมีความบริสุทธิ์สูง คาดว่าน่าจะเป็ยารักษาโรค
ขวดใบที่สอง... กระแสพลังงานเย็นเยียบผิดปกติ ราวกับมีแรงกดทับแผ่ซ่านออกมา
และเมื่อมาถึงขวดใบที่สาม...
กู่ฉางเซิงถึงกับต้องชะงักงันไป
ฝ่ามือที่อังอยู่ใกล้ขวดใบที่สามััได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อนิ้วมือของเขาถึงกับแข็งเกร็งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
พลังงานภายในขวดใบนั้นรุนแรงและทิ่มแทงราวกับมีหนามแหลมคมนับพันเล่มจิ้มแทงเข้ามาที่ฝ่ามือ แม้มิได้สร้างความเ็ปทางกายภาพจริง ๆ ทว่ามันกลับส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างเด่นชัด
อันตรายอย่างยิ่งยวด
"สารสกัดจากดอกเสนียด" เขาพึมพำเสียงแ่ "มีความเข้มข้นสูงมาก"
หลินชิงเสวียซึ่งยืนซ้อนอยู่เื้ัได้ยินคำนั้น นางจึงหยุดนิ่งอยู่กับที่โดยมิยอมก้าวล่วงเข้าไปใกล้ขวดดินเผาเ่าั้เลยแม้แต่ก้าวเดียว
"มีจำนวนมากน้อยเพียงใดหรือคะ"
กู่ฉางเซิงกวาดสายตานับจำนวนขวดที่มีกระแสพลังงานพิษคล้ายคลึงกัน
"ทั้งหมดสิบสองใบ" เขาเอ่ยตอบ "หากสารสกัดในสิบสองใบนี้ถูกเทสาดลงในแหล่งน้ำทั้งหมด..."
เขาละคำพูดประโยคสุดท้ายไว้ในฐานที่เข้าใจ ทว่าคนทั้งสองต่างตระหนักถึงผลลัพธ์อันน่าสยดสยองดี
น้ำในหมู่บ้านทั้งหมดจะกลายเป็พิษ มิใช่เพียงแค่บ่อน้ำกลางหมู่บ้านเท่านั้น
"พวกมันยังอยู่กันครบถ้วน" กู่ฉางเซิงเอ่ยช้า ๆ "นั่นหมายความว่า... สิ่งที่พวกมันนำไปปล่อยในป่าก่อนหน้านี้ เป็เพียงแค่ชุดทดสอบผลลัพธ์เท่านั้น ของจริงทั้งหมดหรอยังคงถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่"
ทุกสิ่งรอบกายพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงลึกลับจากภายนอกม่านกลับทำให้ร่างของคนทั้งสองแข็งทื่อไปพร้อม ๆ กัน
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนสองคู่ กำลังก้าวเดินลึกเข้ามาภายในโกดัง
ยามเฝ้าประตูเดินย้อนกลับเข้ามาด้านในแล้ว... ดูท่าหลินเต๋อเจี้ยคงมิอาจดึงความสนใจของพวกมันไว้ได้นานพอ
กู่ฉางเซิงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อหาทางหนีทีไล่ทันที ทว่าประตูทางเข้าที่พวกเขาเพิ่งผ่านมานั้นตั้งอยู่ตรงหน้าม่านพอดี และไม่มีเส้นทางออกอื่นใดหลงเหลืออยู่อีกเลย
นอกจากช่องระบายอากาศขนาดเล็ก้า ซึ่งมีขนาดเล็กเกินกว่าที่มนุษย์จะลอดผ่านไปได้
พวกเขาติดกับดักเข้าเสียแล้ว
เขาหันไปมองหลินชิงเสวีย เด็กสาวจ้องมองเขาตอบ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความตื่นตัวทว่าไร้ซึ่งรอยแผลแห่งความตื่นตระหนก
กู่ฉางเซิงยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็สัญญาณให้เงียบเสียง
นางพยักหน้ารับคำอย่างแ่เบา
ทั้งสองคนยืนนิ่งสนิทซ่อนตัวอยู่ภายใต้เงามืดเื้ัม่านหนา
เสียงฝีเท้าขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ
"เดินมาตรวจดูให้แน่ใจเสียหน่อยว่าของมิได้สูญหายไปไหน" เสียงของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"เอ็งกังวลเกินกว่าเหตุไปแล้ว" อีกเสียงหนึ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "ตาเฒ่าหลินคนนั้นก็เดินทางกลับไปแล้วมิใช่หรือ"
"ท่านผู้จัดการสั่งกำชับไว้ว่าต้องตรวจสอบดูลำดับให้ถ้วนถี่ทุกรอบ"
เสียงรอยเท้าก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงบริเวณชั้นวางสมุนไพร
กู่ฉางเซิงได้ยินเสียงขวดดินเผาถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจตราดูก่อนจะถูกวางลงที่เดิม
หากพวกมันเดินมาเปิดม่านผืนนี้ออก...
ความคิดอันตึงเครียดสายหนึ่งลอยเด่นขึ้นมาในหัว
ด้วยสภาพสังขารอันพุพังในยามนี้ ย่อมมิอาจต่อสู้หักหาญกับยามร่างกำยำสองคนได้ตรง ๆ และเด็กสาวข้างกายก็คงมิอาจต้านทานได้เช่นกัน หากพวกเขาถูกจับกุมตัวได้ที่นี่ เหวยเซียงที่นอนซมอยู่ในกระท่อมร้างย่อมต้องถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง
กู่ฉางเซิงกวาดสายตาสำรวจรอบห้องทำงานขนาดเล็กนี้อีกครั้ง คราวนี้มิใช่เพื่อมองหาทางออก ทว่าเป็การมองหาสิ่งของที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์แก้สถานการณ์ได้
โต๊ะไม้ ขวดยา อุปกรณ์สกัด และ...
ถุงผ้าใบหนึ่งที่แขวนอยู่บนตะปูข้างฝาผนัง
เขาจับจ้องไปยังถุงผ้าใบนั้นก่อนจะก้าวเข้าไปหาอย่างเงียบเชียบที่สุด มือเอื้อมไปเปิดปากถุงดูสิ่งของภายใน
มันคือดอกไม้แห้งสีขาวอมเหลือง ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา
ดอกเสนียดแห้งที่ยังมิได้ผ่านกระบวนการสกัดสารบริสุทธิ์
กู่ฉางเซิงหยิบดอกไม้แห้งเ่าั้ออกมาหนึ่งกำมือใหญ่ จากนั้นจึงออกแรงบีบนิ้วมือเข้าหากันจนตัวดอกแหลกละเอียดเป็ผง
กลิ่นฉุนกึกโชยเข้ากระทบจมูกอย่างรุนแรงในทันที แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องเบือนหน้าหนี
เขารีบโปรยผงดอกไม้แหลกเ่าั้ลงบนพื้นดินบริเวณใกล้ ๆ กับประตูม่าน ก่อนจะถอยร่นกลับมายืนเคียงข้างหลินชิงเสวียตามเดิม
เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาประชิดหน้าม่านแล้วหยุดลง
ยามคนหนึ่งเงยหน้าขึ้น สูดดมกลิ่นในอากาศเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกระชากม่านเปิดออก
กลิ่นฉุนรุนแรงของดอกเสนียดที่แหลกสลายโถมเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างจัง
ยามร่างกำยำถึงกับชะงักฝีเท้าพลางยกมือขึ้นกุมจมูกตามสัญชาตญาณ
"อื้อหือ! นี่มันกลิ่นบ้าอะไรกันวะ"
"ก็กลิ่นดอกเสนียดอย่างไรเล่า" อีกคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดระคนรำคาญ "พวกช่างสกัดคงทำงานซุ่มซ่ามทิ้งขว้างเศษของมันไว้จนตกกระจายเต็มพื้นไปหมด"
"รีบออกไปกันเถิด ขืนยืนอยู่นานกว่านี้ เอ็งกับข้าได้ล้มพับเพราะแพ้พิษกลิ่นของมันแน่"
คนทั้งสองรีบก้าวถอยหลังปิดม่านลงตามเดิม
เสียงฝีเท้าเร่งรีบเดินห่างออกไปจากโกดัง
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งอยู่ในเงามืด ฝ่ามือข้างที่เคยบดขยี้ดอกไม้แห้งเริ่มมีอาการชาหนึบแผ่ซ่านออกมาเล็กน้อย
ดอกเสนียดสดนั้นย่อมมีพิษร้ายแรงกว่าดอกแห้งหลายเท่า ทว่าถึงแม้จะแห้งแล้ว มันก็ยังคงมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง หากพวกมันฝืนย่างกรายเข้ามาในห้องนี้ ย่อมต้องได้รับความทรมานจนจับสังเกตได้อย่างแน่นอน
หลินชิงเสวียลอบระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด กล้ามเนื้อใบหน้าที่เคยตึงเครียดพลันผ่อนคลายลง
กู่ฉางเซิงก้มลงมองมือตนเอง
เขาจำเป็ต้องหาน้ำมาล้างทำความสะอาดก่อนที่จะไปหยิบจับสิ่งอื่น
พวกเขาลอบเร้นออกมาทางประตูเล็กบานเดิม ก่อนจะเบียดกายผ่านช่องรั้วไม้ไผ่ออกสู่ถนนดินด้านนอก
หลินเต๋อเจี้ยยืนกระสับกระส่ายรอคอยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงปลายถนน สีหน้าท่าทางของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าเพิ่งผ่านการเจรจาอันไม่น่าอภิรมย์มา
"พบเจอสิ่งใดบ้างหรือไม่" เขาเอ่ยปากถามทันที
"พบแล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยตอบพลางก้มมองมือตนเองอีกครา "ข้าจำเป็ต้องหาน้ำมาล้างมือเสียก่อน"
หลินชิงเสวียรีบปลดกระบอกน้ำต้มสุกที่ผูกไว้กับเข็มขัดผ้าออกมาก่อนจะรินรดน้ำลงบนฝ่ามือของกู่ฉางเซิง
เขาลงมือถูและล้างมืออย่างละเอียดถี่ถ้วน พร้อมกับเอ่ยเล่าสถานการณ์สั้น ๆ
"มีสารสกัดดอกเสนียดเข้มข้นทั้งหมดสิบสองขวด พวกมันยังมิได้นำไปปล่อยที่ใด สิ่งที่ปรากฏในป่าก่อนหน้านี้เป็เพียงแค่การทดลองผลลัพธ์เท่านั้น"
สีหน้าของหลินเต๋อเจี้ยพลันเปลี่ยนสีไปในทันที "เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรต่อไปดี"
"นี่นับเป็หลักฐานชิ้นสำคัญ" กู่ฉางเซิงกล่าว "ทว่ามันยังมิเพียงพอ หากเรานำเื่นี้ไปแจ้งแก่หัวหน้าหมู่บ้าน เ้าฉีหยงย่อมสามารถแก้ตัวได้ว่ามันเป็เพียงสมุนไพรทั่วไปที่เก็บไว้ในโกดังสินค้าของตน และมิได้มีกฎหมายข้อใดห้ามมิให้"
"แล้วเราจะพิสูจน์ความจริงได้อย่างไรเล่า"
กู่ฉางเซิงใช้ชายเสื้อเช็ดมือจนแห้งสนิท ก่อนจะหันสายตาไปทางทิศทางที่เกวียนของเ้าฉีหยงเพิ่งเดินทางจากไปเมื่อ่เช้า
"เราจำเป็ต้องสืบให้รู้แน่ชัดว่ามันทำเื่ทั้งหมดนี้ไปเพื่อสิ่งใด เป้าหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร... หากเราล่วงรู้ถึงจุดประสงค์หลัก หลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ย่อมสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างไร้ข้อกังขา"
ในค่ำคืนนั้น กู่ฉางเซิงต้องเผชิญกับอาการนอนไม่หลับอีกครั้ง ทว่าเหตุผลในครานี้มิใช่เพราะความวิตกกังวลในเื่ของโรคระบาด
เขาเดินทางไปตรวจดูอาการของผู้ป่วยทั้งสามคนก่อนยามค่ำจะมาเยือน หวังต้าเหนียนมีอาการดีขึ้นอย่างเด่นชัดหลังจากที่ได้รับการฝังเข็มและเทียบยาชุดใหม่ ส่วนผู้ป่วยอีกสองรายก็เริ่มมีอาการคงที่ตามมาหลังจากที่กู่ฉางเซิงใช้วิธีการรักษาแบบเดียวกัน
ยารักษาโรคไม่ถูกขโมยไปอีก เพราะในครานี้เขาได้สั่งการให้หลินชิงเสวียแบ่งตัวยาออกเป็ห่อเล็ก ๆ และเก็บรักษาไว้กับตัวนางเอง แทนที่จะทิ้งขว้างไว้ที่บ้านของผู้ป่วย
นับว่าเป็การอุดรอยรั่วของปัญหาได้ชั่วคราว
ทว่ากลับมีคำถามหนึ่งลอยวนเวียนอยู่ในหัวสมองของเขาไม่ยอมจางหาย
เหตุใดเ้าฉีหยงจึง้าทำลายล้างหมู่บ้านชิงหยานแห่งนี้?
ตามสัญชาตญาณของพ่อค้า ย่อมต้องแสวงหาผลประโยชน์และผลกำไร มิใช่การลงมือทำลายล้างแหล่งทรัพยากรอันเป็อู่ข้าวอู่น้ำของตนเอง
เว้นเสียแต่ว่า... มันกำลัง้าสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าการค้าขายธรรมดาทั่วไป
ความทรงจำของร่างชราที่กู่ฉางเซิงอาศัยอยู่ค่อย ๆ หลั่งไหลย้อนคืนกลับมาทีละชิ้น เขาพยายามคุ้ยหาข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของเ้าฉีหยง
เมื่อปีกลาย มีกลุ่มพ่อค้าจากต่างเมืองเดินทางมาเข้าพบเ้าฉีหยงอยู่หลายครั้ง ชาวบ้านต่างลือกันว่าคนกลุ่มนั้นกำลังให้ความสนใจในที่ดินของหมู่บ้านและผืนป่าแถบนี้ ทว่าพวกชาวบ้านกลับรวมตัวกันปฏิเสธที่จะขายที่ดินทำกิน
ผืนป่าทิศเหนืออันเป็แหล่งกำเนิดของสมุนไพริญญา... ผืนป่าที่มีลำธารสายหลักไหลพาดผ่าน... ผืนป่าที่ดูไร้ค่าในสายตาของปุถุชนผู้มิอาจแยกแยะสมุนไพริญญาได้ ทว่าสำหรับผู้ที่ล่วงรู้ความจริง...
กู่ฉางเซิงนึกย้อนไปถึงต้นเซียนเหิงเช่าที่หลินชิงเสวียเคยชี้ให้เขาดูในป่าลึก และระลึกถึงพลังลมปราณจาง ๆ ที่ซึมซาบอยู่ในตัวสมุนไพรชนิดนั้น
หากภายในส่วนลึกของป่าแห่งนั้น มีสมุนไพริญญาระดับสูงที่ทรงคุณค่ามากกว่าที่พบเจอตามชายป่า ผู้ที่ล่วงรู้ความลับนี้ย่อมไม่มีทางยอมปล่อยให้ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปเดินเข้าออกพื้นที่ได้อย่างเสรีเป็แน่
และวิธีการที่ง่ายดายที่สุดในการกวาดล้างผู้คนออกจากพื้นที่... ก็คือการทำให้คนในท้องถิ่นมิอาจสู้หน้าอยู่ต่อได้อีกต่อไป
โรคระบาด คุกคามแหล่งน้ำ ความตาย และความหวาดกลัวดั่งนรกภูมิ
มูลค่าที่ดินของหมู่บ้านร้างย่อมตกต่ำลงจนสามารถกว้านซื้อได้อย่างง่ายดายด้วยเศษเงิน
กู่ฉางเซิงลืมตาโพลงขึ้นจ้องมองเพดานฟางในความมืด
นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของมัน... มิใช่เพียงแค่้าแพร่โรคระบาด ทว่าคือแผนการฮุบกลืนผืนป่าสมุนไพริญญาทั้งหมดมาเป็ของตนเองต่างหาก
เมื่อรุ่งอรุณมาถึง
กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกจากกระท่อมร้างพร้อมกับแผนการขั้นต่อไปในใจ
เขาจำเป็ต้องล่วงรู้ให้แน่ชัดว่า ภายในส่วนลึกของป่าทิศเหนือมีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ สิ่งที่มีค่ามากพอจะทำให้มนุษย์คนหนึ่งยอมวางแผนชั่วร้ายเพื่อทำลายล้างคนทั้งหมู่บ้าน ทว่าการจะดุ่ม ๆ เดินเข้าป่าไปในยามที่โรคระบาดกำลังแพร่กระจายเช่นนี้นับว่าเป็เื่ที่เสี่ยงอันตรายเกินไป
เขาต้องเดินทางเข้าไปในสภาพที่มีการป้องกันที่รัดกุมพอสมควร
และต้องรู้แจ้งว่าตนเองกำลังตามหาสิ่งใดอยู่กันแน่
หลินชิงเสวียยังคงนั่งรอคอยเขาอยู่ที่แผงขายยาดังเช่นทุกวัน ทว่าในวันนี้บนตักของนางกลับมีตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งวางอยู่ นางกำลังตั้งตาอ่านมันอย่างจดจ่อก่อนที่กู่ฉางเซิงจะเดินไปถึง
"หนังสือเล่มใดกันหรือ"
เด็กสาวเงยหน้าขึ้น "ตำราสมุนไพริญญาของท่านพ่อค่ะ เป็บันทึกรายชื่อสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่ท่านพ่อเคยพบเจอในผืนป่าแถบนี้ตลอดระยะเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา"
กู่ฉางเซิงยื่นมือออกไปเพื่อขอดูลำดับข้อมูล
หลินชิงเสวียส่งมอบหนังสือเล่มนั้นให้แก่เขาโดยมิได้มีท่าทีลังเลใจแม้แต่น้อย
ตำราเล่มนั้นถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือที่อ่อนช้อยทว่าแจ่มชัด บันทึกทั้งชื่อเรียกของสมุนไพร สถานที่ค้นพบ ฤดูกาลในการเจริญเติบโต รวมถึงสรรพคุณทางยา โดยมีภาพวาดประกอบลายเส้นกำกับไว้ในบางชนิด
กู่ฉางเซิงพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงหน้าหนึ่งที่มีรอยถ่านขีดเส้นใต้เน้นความเอาไว้
‘ต้นเทพสังหาร—ค้นพบที่บริเวณลำธารทิศเหนือ เขตป่าลึกชั้นใน ยังมิเคยผ่านกระบวนการสกัดสารบริสุทธิ์ กระแสพลังลมปราณโดยรอบรุนแรงมหาศาลจนมิอาจเอาตัวเข้าใกล้ได้เป็เวลานาน’
เขาอ่านทบทวนข้อความนั้นซ้ำอีกครา
ต้นเทพสังหาร... ชื่อเรียกของมันฟังดูน่ากลัวและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต ทว่าหากกระแสพลังลมปราณแผ่ออกมารุนแรงจนคนมิอาจเข้าใกล้ได้นาน นั่นย่อมหมายความว่าสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สถิตอยู่ภายในย่อมมีความเข้มข้นอย่างมหาศาล
"ท่านพ่อของเ้าเคยลงมือสกัดสมุนไพรชนิดนี้บ้างหรือไม่" เขาเอ่ยถาม
หลินชิงเสวียส่ายศีรษะแทนคำตอบ "ท่านพ่อเคยบอกว่ามิล่วงรู้วิธีการที่ถูกต้อง เคยทดลองสกัดด้วยกรรมวิธีทั่วไปดูแล้ว ทว่ากลับได้ผลลัพธ์เพียงน้อยนิดเท่านั้น ท่านกล่าวว่าหาก้าจะดึงเอาสรรพคุณของมันออกมาให้หมดสิ้น จำต้องใช้พลังลมปราณในระดับที่สูงล้ำกว่าที่ท่านพ่อมีอยู่ค่ะ"
จำต้องใช้พลังลมปราณในระดับสูงล้ำ... นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปมิอาจนำมันมาใช้ประโยชน์อันใดได้ ทว่าสำหรับผู้ที่ฝึกปรือพลังยุทธ์หรือลมปราณขั้นสูง ย่อมมองเห็นคุณค่าอันประเสริฐของมันได้ในทันที
"และเ้าฉีหยงที่เดินทางมาค้าขายสมุนไพรในหมู่บ้านแห่งนี้มานานนับปี..." กู่ฉางเซิงเปรยเสียงต่ำ "มันล่วงรู้เื่ราวของต้นเทพสังหารนี้ด้วยหรือไม่"
สีหน้าของหลินชิงเสวียพลันเปลี่ยนไปแปรเปลี่ยนเป็ความเคร่งเครียดอย่างเงียบเชียบ
"ท่านพ่อเคยเอ่ยถึงมันต่อหน้าเ้าฉีหยงอยู่ครั้งหนึ่งค่ะ" นางเอ่ยตอบช้า ๆ "ในยามนั้นหนูยังเยาว์วัยนัก ทว่ายังคงจดจำได้ดีว่าเ้าฉีหยงได้ซักไซ้ไล่เลียงถามถึงลักษณะของต้นไม้ชนิดนี้อยู่หลายคำถามทีเดียว"
ชิ้นส่วนปริศนาชิ้นสุดท้ายพุ่งเข้าล็อกในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่ทันที
กู่ฉางเซิงทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งไม้ข้างแผงยา หยิบตำราสมุนไพรเล่มนั้นมากางออกพินิจดูอีกครั้ง
ต้นเทพสังหารที่มีกระแสพลังลมปราณเข้มข้นในป่าลึก... หากต้นไม้ชนิดนี้มีอยู่จริงและสามารถสกัดสารบริสุทธิ์ออกมาได้สำเร็จ มูลค่าของมันย่อมมากมายมหาศาลจนสามารถกว้านซื้อหมู่บ้านแห่งนี้ได้สิบครั้งร้อยครั้งเลยทีเดียว
เ้าฉีหยง้าผืนป่าแห่งนี้เพื่อหวังยึดครองต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เพียงต้นเดียว
และโรคระบาดที่มันลงมือปล่อยลงสู่ชุมชน ก็คือลูกกุญแจสำคัญที่จะเปิดทางให้มันเข้ามาข่มขู่ยึดครองพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
กู่ฉางเซิงวางตำราลง สายตาทอดมองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า
ในยามนี้เขารู้แจ้งแล้วว่าตนเองกำลังต่อกรอยู่กับสิ่งใด... มิใช่เพียงแค่ภัยไข้เจ็บจากโรคระบาด ทว่าคือสันดานชั่วช้าของมนุษย์ที่ยืนบงการอยู่เื้ัต่างหาก
และในตอนนี้ มันได้เดินทางเข้าไปในตัวเมืองแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะกลับมาพร้อมกับกองกำลังเสริมในเร็ววัน
เวลาของเขาเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
"ชิงเสวีย"
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตา
"ภายในส่วนลึกของป่าทิศเหนือ... เ้าเคยเดินทางเข้าไปถึงบริเวณที่ต้นเทพสังหารสถิตอยู่บ้างหรือไม่"
แววตาคู่สีน้ำตาลอ่อนของนางไหววูบคล้ายบ่งบอกคำตอบก่อนที่ปากจะทันได้เอ่ย
"เคยเพียงคราเดียวค่ะ ตอนที่หนูอายุได้สิบสองหนาว ได้เดินตามท่านพ่อเข้าไป" นางเอ่ย "ในยามนั้นท่านพ่อสั่งให้หนูหยุดรออยู่ห่าง ๆ มิยอมให้ก้าวล่วงเข้าไปใกล้ ทว่าหนูยังคงจดจำได้ดีว่ามันตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งใด"
"เ้าช่วยนำทางข้าไปที่นั่นได้หรือไม่"
หลินชิงเสวียจ้องมองข้ามใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตานั้นมิใช่ความลังเลใจ หากแต่เป็การประเมินความพร้อม
"แต่ว่า... โรคระบาดด้านในนั่น—"
"หากข้ามิตามไปศึกษาโครงสร้างของต้นไม้ชนิดนั้นให้ถ้วนถี่เสียก่อน ข้าย่อมมิอาจคิดค้นยารักษาที่จะมาถอนรากถอนโคนโรคระบาดนี้ได้อย่างถาวร" กู่ฉางเซิงเอ่ยตามความจริง "ตัวยาที่มีอยู่ในยามนี้ทำได้เพียงแค่บรรเทาและชะลออาการไว้ชั่วคราวเท่านั้น มิใช่การรักษาให้หายขาด"
นางนิ่งเงียบไปอีกครู่หนึ่ง
"หนูรู้ดีว่ามันอันตรายมากค่ะ" ในที่สุดนางก็เอ่ยปากออกมา "ทว่าหากปล่อยให้ท่านตาเดินทางไปเพียงลำพัง ท่านต้องหลงป่าก่อนจะไปถึงเป็แน่"
"เช่นนั้นเราก็เดินทางไปด้วยกัน"
"ตกลงค่ะ" หลินชิงเสวียเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนจะหันไปจัดเก็บตำราของบิดาเข้าที่ให้เรียบร้อย "แต่หนูจำเป็ต้องแจ้งให้ท่านพ่อทราบความก่อน"
เมื่อหลินเต๋อเจี้ยได้ฟังแผนการทั้งหมด เขาไม่ได้เอ่ยปากคัดค้านสิ่งใด ทว่าสีหน้ากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม
"หากท่าน้าจะเข้าใกล้ต้นเทพสังหาร ท่านจำต้องเตรียมตัวรับมือกับกระแสพลังลมปราณของมันให้ดี" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นระคนห่วงใย "ข้าเคยเฉียดเข้าไปใกล้ในระยะกระชั้นชิด มันมิได้พรากชีวิตเราในทันที ทว่าหากฝืนทนอยู่ภายในรัศมีของมันนานเกินไป อวัยวะภายในร่างกายจะเริ่มปั่นป่วนและทำงานผิดปกติ"
"ท่านพอจะมีวิธีป้องกันตัวบ้างหรือไม่"
"เป็เพียงภูมิปัญญาชาวบ้านเท่านั้นครับ" หลินเต๋อเจี้ยเดินตรงไปยังชั้นวางของหยิบขวดแก้วขนาดเล็กส่งให้ "นี่คือยาหอมสูตรพิเศษที่ท่านปู่ของข้าปรุงทิ้งไว้ ให้สูดดมมันก่อนจะเข้าใกล้รัศมีของต้นไม้ พลังของตัวยาจะช่วยสกัดกั้นกระแสลมปราณที่เล็ดลอดเข้ามาได้บ้าง ทว่าสามารถคุ้มครองได้ไม่นานนัก อย่างมากที่สุดเพียงครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง)"
กู่ฉางเซิงรับขวดแก้วมาเปิดฝาออกลองสูดดม
กลิ่นฉุนกึกพุ่งเข้าจมูกทันทีทว่ามิได้ชวนให้อาเจียน กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบจาง ๆ แผ่ซ่านขึ้นมาตามหลอดลม
มันคือกลิ่นของพิมเสนผสมผสานกับสารสกัดบางชนิดที่วิทยาการในโลกนี้ยังมิอาจระบุชื่อได้... หากกระแสพลังลมปราณของต้นเทพสังหารมีฤทธิ์รบกวนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ การสูดดมกลิ่นที่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางแบบอ่อน ๆ เช่นนี้ย่อมช่วยชดเชยและรักษาสมดุลของร่างกายไว้ได้บ้าง
"ขอบใจท่านมาก" เขาปิดฝาขวดแล้วเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิด
หลินเต๋อเจี้ยทอดสายตามองดูบุตรสาวที่กำลังเตรียมสัมภาระอยู่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกท่วมท้นที่มิได้เอ่ยปากออกมา
"ชิงเสวีย" เขาเรียกชื่อนาง
เด็กสาวหันกลับมา
"จงเชื่อฟังคำสั่งของท่านอาจารย์กู่อย่างเคร่งครัด อย่าได้ริอ่านก้าวล่วงเข้าใกล้ต้นไม้ชนิดนั้นโดยมิได้รับอนุญาตเด็ดขาด"
"หนูทราบแล้วค่ะ ท่านพ่อ"
หลินเต๋อเจี้ยหันกลับมาสบตากับกู่ฉางเซิงอีกครา แววตานั้นมิใช่คำถาม หากแต่เป็การฝากฝังแก้วตาดวงใจไว้ในมือของเขา
กู่ฉางเซิงพยักหน้ารับคำเบา ๆ
ผืนป่าทิศเหนือยามบ่ายคล้อย...
บรรยากาศรอบกายในครานี้แตกต่างไปจากเมื่อสองวันก่อนอย่างสิ้นเชิง คนทั้งสองพากันเดินลึกเข้าไปในราวป่าชั้นใน ล่วงเลยจุดที่เคยพบซากนกตายไปไกลอีกกว่าสองลี้
ยิ่งก้าวลึกเข้าไปเท่าใด อากาศรอบตัวก็ยิ่งเย็นเยียบลงเรื่อย ๆ ความชื้นในอากาศสูงลิ่ว เสียงนกกาที่เคยร้องระงมเริ่มแ่บางลงจนกระทั่งเงียบสงบลงในที่สุด
แม้แต่สัตว์ป่ายังรับรู้ได้ถึงเขตแดนอันตรายและพากันหลีกหนี
ตัวกู่ฉางเซิงเองก็เริ่มััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ลมปราณภายในร่างชราที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้นมาเพียงน้อยนิดในระยะสามวันที่ผ่านมาเริ่มเกิดอาการสั่นะเืแ่เบา มิต่างจากเข็มทิศที่ได้รับสัญญาณรบกวนจากสนามแม่เหล็กความเข้มข้นสูง
มีแหล่งพลังงานมหาศาลตั้งอยู่เบื้องหน้า
หลินชิงเสวียหยุดชะงักลงข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นางวางฝ่ามือลงบนเปลือกไม้เพื่อตั้งหลัก
"ใกล้ถึงแล้วค่ะ อีกราวร้อยก้าวข้างหน้านี้" นางกระซิบเสียงเบา "ทว่าท่านพ่อเคยสั่งไว้ให้หยุดพักตั้งหลักที่ตรงนี้ก่อน"
กู่ฉางเซิงหยิบขวดยาหอมอกมาจากอกเสื้อ เปิดฝาออกส่งให้หลินชิงเสวียสูดดมก่อนเป็คนแรก จากนั้นจึงยกขึ้นสูดดมเองบ้าง แล้วจึงจัดเก็บขวดเข้าที่
"ก้าวเดินช้า ๆ หากเริ่มรู้สึกอึดอัดหรือมีสิ่งใดผิดปกติ ให้รีบบอกข้าทันที"
เด็กสาวพยักหน้ารับคำ
การเดินทางในอีกร้อยก้าวต่อมาดำเนินไปด้วยความเงียบงัน ทว่ามันมิใช่ความเงียบตามธรรมชาติทั่วไป หากแต่เป็ความเงียบสงัดที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับมวลอากาศรอบกายกำลังจับตัวกันหนาแน่นขึ้นทีละน้อย
กู่ฉางเซิงเริ่มรู้สึกอึดอัดที่บริเวณทรวงอก... มันมิใช่ความเ็ปเจียนตาย ทว่าคือระบบกลไกของร่างกายที่กำลังพยายามปรับตัวรับมือกับสิ่งเร้าที่ผิดปกติ
กระแสพลังลมปราณของต้นไม้ชนิดนั้นแผ่ซ่านออกมาคุกคามั้แ่ตัวพวกเขายังมิทันได้เห็นรูปลักษณ์ของมันด้วยซ้ำ
และแล้ว... ภาพของมันก็ปรากฏแก่สายตา
ต้นเทพสังหาร...
ความสูงของมันมากกว่าต้นไม้โดยรอบถึงสองเท่า ลำต้นเป็สีเทาเงิน พื้นผิวของเปลือกไม้เรียบเนียนผิดธรรมชาติ กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกไปกว้างขวางราวกับกำลังกางแขนโอบรับผืนฟ้า ใบของมันเป็สีเขียวเข้มจัดแฝงรอยม่วงคล้ำตรงบริเวณขอบใบ และที่บริเวณโคนราก... ผืนดินรอบ ๆ ต้นมีสีเข้มคล้ำผิดไปจากดินส่วนอื่น ราวกับได้รับสารอาหารหรือแหล่งน้ำที่แตกต่าง
ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดก็คือ... กลับไม่มีต้นไม้น้อยใหญ่หรือพืชพรรณชนิดใดเจริญเติบโตได้เลยในรัศมีห้าก้าวรอบโคนต้น
ผืนดินว่างเปล่า ไร้ซึ่งเศษหญ้า ไร้ซึ่งวัชพืช แม้กระทั่งเชื้อราก็มิอาจงอกเงยได้
มันลงมือเข่นฆ่าทุกสรรพสิ่งในระยะประชิด... มิใช่ด้วยการแพร่พิษร้าย ทว่าเป็การสูบกลืนพลังงานชีวิตรอบตัวเข้ามาเป็ของตนเองต่างหาก
กู่ฉางเซิงหยุดยืนนิ่งอยู่ห่างจากต้นไม้ประมาณสิบก้าว ััได้ถึงแรงกดทับที่แผ่เข้ามาที่อกจนทำให้หัวใจเริ่มเต้นระรัวขึ้นเล็กน้อย
ร่างกายหยาบกำลังตอบสนองต่อกระแสพลังงานอันแปลกปลอม... ระบบประสาทอัตโนมัติเริ่มทำงานหนักขึ้นเพื่อประคองชีวิตเอาไว้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างช้า ๆ ตามกรรมวิธีการฝึกปรือที่สืบทอดมา พยายามรวบรวมลมปราณอันน้อยนิดภายในร่างขึ้นมาถักทอเป็เกราะป้องกันบาง ๆ โอบล้อมร่างกายไว้
มันมิใช่เกราะป้องกันอันแข็งแกร่งที่สามารถสกัดกั้นได้ทุกสิ่ง ทว่ามันช่วยให้ร่างกายมีสมาธิและเกิดความต้านทานได้ดียิ่งขึ้น
เปรียบเสมือนการเกร็งกล้ามเนื้อรับแรงกระแทกก่อนจะถูกชน... แม้มิอาจป้องกันอาการาเ็ได้ทั้งหมด ทว่าย่อมดีกว่าการปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามสบาย
"หยุดรออยู่ตรงนี้" เขาเอ่ยสั่งหลินชิงเสวียที่กำลังก้าวตามขึ้นมาทันกัน
นางหยุดเท้าลงทันทีโดยมิคิดจะเอ่ยปากซักไซ้
กู่ฉางเซิงตัดสินใจก้าวขยับเข้าไปข้างหน้าอีกสามก้าว
แรงกดดันที่ทรวงอกพลันพุ่งทะยานขึ้นในทันที ราวกับมีฝ่ามือลึกลับขนาดใหญ่มากดทับลงบนกระดูกหน้าอกของเขาอย่างแรง
เขายังคงรับรู้ได้... และสังขารนี้ยังคงพอจะฝืนทนไหว
ขยับเข้าไปอีกสองก้าว...
ริมฝีปากและใบหน้าเริ่มเกิดอาการชาหนึบ นิ้วมือทั้งสิบเริ่มรู้สึกเย็นเยียบผิดปกติ
ระยะห้าก้าวจากโคนต้น... นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายอันพุพังในยามนี้จะสามารถทนทานได้แล้ว
กู่ฉางเซิงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปยังต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้า
ภายใต้แสงแดดยามบ่ายที่ส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมา ต้นเทพสังหารดูงดงามตระการตาแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว มันเปล่งรัศมีเรืองรองจาง ๆ ออกมารอบตัว ซึ่งสายตาของปุถุชนทั่วไปย่อมมิอาจมองเห็น ทว่าััแห่งลมปราณในร่างของกู่ฉางเซิงกลับรับรู้ได้อย่างแจ่มชัด
กระแสพลังงานลึกลับภายในต้นไม้ต้นนี้... มีมหาศาลยิ่งกว่าสมุนไพริญญาทุกชนิดที่เขาเคยััมาในชีวิตนี้รวมกันเสียอีก
หากสามารถสกัดมันออกมาได้สำเร็จ...
มันมิใช่เพียงแค่ยารักษาโรคระบาดของหมู่บ้านเท่านั้น ทว่ามันอาจกลายเป็ตัวยาศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถเยียวยาาแและโรคภัยอื่น ๆ ได้อีกมากมายนัก
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงกิ่งไม้หักดังสะบั้นขึ้นมาจากทางด้านหลังในทันที
มันมิใช่เสียงแ่เบาของสัตว์ป่าขนาดเล็ก ทว่ามันเป็เสียงทุบหนักที่เกิดจากน้ำหนักตัวของมนุษย์ยามย่ำก้าว
กู่ฉางเซิงรีบเอี้ยวตัวหันกลับไปมองทันที
หลินชิงเสวียเองก็หันกลับไปเผชิญหน้าพร้อม ๆ กัน
ชายฉกรรจ์สามคนก้าวเดินออกมาจากพุ่มไม้ทางด้านซ้ายมือ ทุกคนต่างกุมดาบสั้นไว้ในมือ สวมชุดรัดกุมสีเข้มมิใช่เครื่องแต่งกายของชาวบ้านร้านตลาด และเมื่อกู่ฉางเซิงเพ่งมองไปยังใบหน้าของบุรุษที่เป็หัวหน้ากลุ่ม... เขาจำมันได้ในทันที
มันคือหัวหน้าสมุนรับใช้ของเ้าฉีหยง คนเดียวกับที่เคยเข้ามาหาเื่ข่มขู่เขาที่ตลาดเมื่อวันก่อนนั่นเอง
"ตาเฒ่ากู่" ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ พลางกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก "ท่านผู้จัดการล่วงรู้อยู่แล้วว่าแกต้องแอบมาที่นี่"
ที่แท้เ้าฉีหยงแสร้งเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อลวงตา ทว่ากลับส่งสมุนรับใช้มาดักซุ่มรอคอยเขาอยู่ก่อนแล้ว
กู่ฉางเซิงกวาดสายตาประเมินสถานการณ์โดยรอบภายในเสี้ยววินาที
ศัตรูมีสามคน ทุกคนมีดาบสั้นคู่กาย แม้มีพลังลมปราณเพียงน้อยนิดทว่ากำลังกายหยาบย่อมเหนือกว่าชายชราร่างกายใกล้ฝั่งอย่างเขาหลายเท่าตัวนัก
ส่วนหลินชิงเสวียยืนหลบอยู่ด้านหลังของเขา... โดยตำแหน่งของนางอยู่กึ่งกลางระหว่างตัวเขากับต้นเทพสังหารพอดี
หากเลือกที่จะก้าวถอยหลัง ย่อมเป็การถอยร่นเข้าหาเขตแดนสังหารของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
ทว่าหากเลือกก้าวไปข้างหน้า ก็ต้องปะทะหักหาญกับชายฉกรรจ์ทั้งสามคนตรง ๆ
"ตาแก่สามหาว" หัวหน้าสมุนก้าวสามขุมเข้ามาหา "แกคอยบีบคั้นท่านผู้จัดการมาตลอด ถึงเวลาที่ข้าต้องช่วยสั่งสอนให้แกรู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้างแล้ว"
คมดาบถูกชักออกจากฝักส่งเสียงเชือดเฉือน
สภาวะร่างกายในยามนี้ย่อมมิอาจต่อสู้หักหาญตรง ๆ ได้... ทว่าเป้าหมายของเขา มิใช่การเอาชนะ หากแต่เป็การเอาชีวิตรอดให้ได้นานที่สุดต่างหาก
กู่ฉางเซิงตัดสินใจก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หัวหน้าสมุนพุ่งทะยานเข้ามาในทันที
ดาบสั้นในมือถูกตวัดฟาดฟันลงมาในแนวเฉียงอย่างรุนแรง
กู่ฉางเซิงรีบก้มศีรษะหลบวิถีดาบ ปลายคมดาบกรีดเฉือนผ่านอากาศเหนือเส้นผมของเขาไปเพียงไม่ถึงหนึ่งองคุลี กระแสลมจากแรงฟาดฟันส่งผลให้เส้นผมสีขาวโพลนกระจายตัวออก
เขามิยอมหยุดนิ่ง พยายามก้าวถอยหลังต่อไป
สมุนคนที่สองเริ่มขยับแยกตัวออกไปทางกราบขวา หวังจะโอบล้อมรอบตัวเขาไว้
พวกมันกำลังใช้วิธีรุมล้อมกลืน
กู่ฉางเซิงก้าวถอยหลังไปอีกหนึ่งก้าว ในครานี้ส้นเท้าของเขาแตะััเข้ากับพื้นดินที่เริ่มแปรเปลี่ยนสี... ดินที่มีสีเข้มคล้ำรอบโคนต้นเทพสังหาร
เขาก้าวล่วงเข้ามาในรัศมีห้าก้าวแล้ว
แรงกดทับที่บริเวณแผงอกพลันพุ่งสูงขึ้นในทันที มันรุนแรงกว่าเมื่อครู่นี้หลายเท่าตัวนัก ปอดพยายามสูบฉีดอากาศอย่างหนักหน่วง ชีพจรเต้นรัวเร็วจนแทบะเิ
ทว่าศัตรูทั้งสามคนที่กำลังพุ่งเข้ามา... ต่างก็เริ่มรับรู้ถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน
หัวหน้าสมุนถึงกับชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ใบหน้าของมันเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความอึดอัด
กระแสพลังงานลึกลับของต้นไม้ชนิดนั้นรบกวนระบบร่างกายของทุกคนที่ย่างกรายเข้าใกล้ ทว่าสำหรับผู้ที่คุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับสภาวะร่างกายที่วิกฤตย่อมสามารถประคองสติรับมือได้ดีกว่า
และอดีตแพทย์ผู้ทำงานคลุกคลีอยู่ในห้อง ICU มานานนับสิบปีย่อมมีความคุ้นชินกับการทำงานภายใต้สภาวะที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยมากกว่ากลุ่มนักสู้ทั่วไปอย่างแน่นอน
กู่ฉางเซิงพยายามยืดกายตรง
หัวหน้าสมุนกัดฟันก้าวเข้ามาอีกครา ทว่าในครานี้ความเร็วของมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ดาบสั้นถูกตวัดฟาดฟันออกมาอีกครั้ง
กู่ฉางเซิงอาศัยจังหวะหมุนกายหลบโดยใช้โคนต้นไม้ด้านข้างเป็จุดกำบัง ปลายคมดาบกระแทกเข้ากับเปลือกไม้เสียงดังสนั่น เศษไม้แตกกระจาย สมุนชั่วรีบกระชากดาบออก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง สมุนคนที่สองได้พุ่งทะยานมาจากทางกราบซ้าย
กู่ฉางเซิงไม่มีช่องว่างให้โยกกายหลบหลีกได้ทันอีกต่อไป
กำปั้นอันทรงพลังกระแทกเข้าใส่หัวไหล่ซ้ายของเขาเข้าอย่างจัง
พลั่ก!
ร่างชราสะท้านเฮือก กระดูกไหล่ส่งเสียงลั่นกร็อบแกร็บ อาการชาหนึบพุ่งทะยานขึ้นมาตามลำแขนในทันที ร่างของกู่ฉางเซิงกระแทกเข้ากับลำต้นไม้ใหญ่ทางด้านหลังอย่างแรง ลมหายใจหลุดลอยออกมาเป็เสียงครางสั้น ๆ ด้วยความเ็ป
มันเ็ปรวดร้าวอย่างยิ่ง... ร่างกายนี้มิเคยต้องรองรับแรงกระแทกหนักหน่วงเช่นนี้มานาน มวลกล้ามเนื้อที่บางเบามิอาจช่วยดูดซับแรงกระแทกอันใดได้เลย
ทว่าเขากลับมิยอมล้มลง
ชายชรายังคงฝืนยืนพิงถังไม้ สายตาจับจ้องไปยังศัตรูทั้งสามที่กำลังย่างสามขุมเข้ามา
หัวหน้าสมุนแค่นหัวเราะเสียงต่ำ "ตาแก่ ใจแข็งมิเบานี่หว่า... ทว่าแกจะฝืนทนทานไปได้สักกี่น้ำกันเชียว"
สมุนคนที่สามซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปที่สุดเงยหน้าขึ้น สายตาของมันเหลือบไปเห็นต้นเทพสังหารที่ตั้งตระหง่านอยู่เื้ัของกู่ฉางเซิง สีหน้าของมันพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที
"พี่ใหญ่! รีบลงมือสังหารมันแล้วรีบถอยเถิด พวกเราขยับเข้าใกล้ต้นไม้ปีศาจนั่นมากเกินไปแล้ว"
หัวหน้าสมุนขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเร่งก้าวเข้ามา
มันกำลังเกิดความรีบร้อนในใจ
และผู้ที่รีบร้อน... ย่อมต้องบังเกิดช่องโหว่และความผิดพลาดเสมอ
กู่ฉางเซิงรวบรวมสมาธิจิตอันแน่วแน่ สแกนรับรู้ตำแหน่งของศัตรูทุกคนในใจ... หัวหน้ากลุ่มอยู่ตรงหน้าห่างไปสองก้าว คนที่สองอยู่ทางซ้ายห่างไปสี่ก้าว คนที่สามอยู่ด้านหลังห่างไปหกก้าว
และต้นเทพสังหารสถิตอยู่เื้ัของเขาห่างไปเพียงสองก้าวเท่านั้น
หากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นนี้มีคุณสมบัติในการสูบกลืนพลังงานทุกสรรพสิ่งในระยะประชิด... เช่นนั้นมันย่อมต้องสูบกลืนพลังลมปราณของศัตรูไปด้วยอย่างแน่นอนใช่หรือไม่?
สมมติฐานนี้แวบขึ้นมาในสมองภายในเสี้ยววินาที
กู่ฉางเซิงตัดสินใจก้าวถอยหลังไปอีกหนึ่งก้าว ขยับเข้าใกล้โคนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เข้าไปอีก
แรงกดดันที่ทรวงอกหนักหน่วงจนทำให้เขาเริ่มหายใจติดขัด ทว่าบนสีหน้ากลับราบเรียบมิแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย
หัวหน้าสมุนก้าวตามเข้ามาขยับเข้าใกล้ในรัศมีสามก้าว
ทว่าจู่ ๆ ร่างของมันกลับหยุดชะงักลง
ข้อมือข้างที่กุมดาบสั้นเริ่มเกิดอาการสั่นเทาเล็กน้อย แม้มิใช่อาการสั่นรุนแรงทว่ากู่ฉางเซิงกลับจับสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
สมมติฐานของเขาถูกต้อง... กระแสพลังงานของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ส่งผลกระทบคุกคามต่อตัวมันมากกว่าตัวเขาเสียอีก เพราะมันมีพลังลมปราณที่เข้มข้นกว่า ย่อมมีมวลพลังงานให้ถูกสูบกลืนไปมากกว่านั่นเอง
"เข้ามาเลย" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหัวหน้าสมุนตรง ๆ
ชายผู้นั้นขยับก้าวเข้ามา ดาบในมือยกขึ้นหมายจะปลิดชีพ
ทว่าข้อมือของมันกลับยิ่งสั่นระริกหนักขึ้นกว่าเดิม
เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของมัน
ดาบสั้นถูกฟาดฟันลงมาทว่ากลับไร้ซึ่งความแม่นยำ วิถีดาบเบนออกจากเป้าหมายเดิมไปไกล
กู่ฉางเซิงเอี้ยวตัวหลบออกทางด้านข้างอย่างช้า ๆ ปลายคมดาบจึงพลาดเป้าไปปะทะเข้ากับเปลือกของต้นไม้ข้างเคียงแทน
เศษไม้แตกกระเด็น
หัวหน้าสมุนสะท้านไปทั้งร่างจากแรงสะท้อนกลับ มันต้องก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยมิอาจควบคุมตนเองได้
"พี่ใหญ่!" สมุนคนที่สองเห็นท่าไม่ดีจึงพุ่งทะยานเข้ามาเสริม
กู่ฉางเซิงรีบก้าวเท้าเบี่ยงออกนอกรัศมีของต้นไม้ทันที หลบฉากออกไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว
สมุนคนที่สองมิอาจหยุดยั้งความเร็วของตนได้ทัน ร่างของมันจึงพุ่งถลำเข้าไปในรัศมีวงในของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แทนที่เขา
ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็สีขาวซีดเผือดในทันที ข้อมือที่กุมดาบตกร่วงลงข้างลำตัวอย่างหมดแรง
"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นกับข้า—"
กู่ฉางเซิงมิปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เขาหันไปะโบอกหลินชิงเสวียที่กำลังยืนเกาะต้นไม้ดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล
"วิ่ง!"
เด็กสาวมิเสียเวลาซักถาม นางรีบออกตัววิ่งนำหน้าไปก่อนทันที
กู่ฉางเซิงรีบวิ่งตามไป สองขาของชายชราแม้ออกอาการเก้งก้างทว่ากลับมีความเร็วมากกว่าปกติเนื่องจากสภาวะอะดรีนาลินที่กำลังพุ่งสูงลิ่วภายในร่างกาย
เื้ัของเขา มีเสียงะโด่าทอระงม เสียงสั่งการให้ไล่ล่าตามล่า และเสียงฝีเท้าของศัตรูที่กำลังวิ่งกวดตามมา
ศัตรูมีสามคนทว่าในยามนี้เหลือเพียงสองคนเท่านั้นที่ยังพอจะเคลื่อนไหวได้ ส่วนคนที่สองคงมิอาจฟื้นตัวได้ในเร็ววันหลังจากหลุดเข้าไปในรัศมีของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
ยามชั่วสองคนกำลังวิ่งกวดตามมา... ตัวเขาและเด็กสาวจะสามารถสลัดพวกมันหลุดรอดไปได้หรือไม่?
ภายในผืนป่าอันมืดครึ้ม ต้นไม้น้อยใหญ่ตั้งขึ้นหนาแน่น หลินชิงเสวียทำหน้าที่วิ่งนำทางอยู่เบื้องหน้า
"เลี้ยวซ้ายค่ะ!" นางะโบอก
กู่ฉางเซิงรีบหักเลี้ยวไปทางซ้ายตามคำสั่ง
ร่างชราพุ่งทะยานฝ่าพุ่มไม้หนาทึบ กิ่งไม้เกี่ยวตวัดใบหน้า ท่อนแขนขวาครูดเข้ากับเปลือกไม้จนได้แผล ทว่าเขากลับมิยอมหยุดฝีเท้าลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เสียงฝีเท้าที่ไล่กวดตามหลังมายังคงได้ยินแจ่มชัด ระยะห่างประมาณสิบห้าถึงยี่สิบก้าว
สังขารสายนี้มิอาจเร่งความเร็วไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว พลังงานสำรองในร่างกายใกล้จะหมดสิ้นเต็มที
"ตรงนี้ค่ะ!"
หลินชิงเสวียหยุดฝีเท้าลงตรงบริเวณโขดหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็ผาชัน นางรีบเบียดกายเข้าไปในช่องแคบระหว่างซอกหินกับรากไม้ใหญ่ที่ยื่นออกมา ร่างกายอันผอมบางของนางสามารถลอดผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
กู่ฉางเซิงรีบแทรกกายตามเข้าไป ช่องหินนั้นแคบขนาบแน่นมาก เขาต้องกัดฟันกรอดพลางออกแรงดันตัวเองเข้าไปอย่างสุดกำลัง หัวไหล่ทั้งสองข้างกระแทกเข้ากับหน้าผาหินจนได้รอยช้ำ ทว่าในที่สุดก็สามารถหลุดผ่านเข้าไปได้สำเร็จ
พื้นที่ด้านในเป็ซอกหินขนาดเล็ก พอดีสำหรับคนสองคนนั่งเบียดชิดกัน บรรยากาศโดยรอบมืดมิดและอับสายตา
คนทั้งสองต่างพากันนั่งนิ่งสนิท พยายามกลั้นลมหายใจไว้ให้เงียบที่สุด
เสียงฝีเท้าของยามชั่ววิ่งผ่านหน้าซอกหินไป
พวกมันหยุดชะงักลงครู่หนึ่ง
เสียงหอบหายใจและเสียงเอ่ยปากปรึกษาหารือกันเพื่อกระจายกำลังค้นหาดังแว่วเข้ามา
ก่อนที่เสียงฝีเท้าเ่าั้จะค่อย ๆ เดินห่างออกไปในที่สุด
ความเงียบสงบหวนคืนสู่ผืนป่าอีกครา
กู่ฉางเซิงลอบระบายลมหายใจยาวเหยียด หัวไหล่ซ้ายยังคงส่งกระแสความเ็ปรวดร้าวแผ่ซ่านออกมา แผ่นหลังมีรอยขูดขีดจากเปลือกไม้จนแสบแสบร้อน ทว่าโชคยังดีที่ไม่มีกระดูกส่วนใดแตกหัก
หลินชิงเสวียนั่งคุกเข่าเบียดชิดอยู่ข้างกาย หัวเข่าของคนทั้งสองแทบจะชนกัน ภายใต้เงามืดของซอกหิน เขาได้ยินเสียงหัวใจและลมหายใจของนางที่ยังคงเต้นรัวเร็วอยู่
"โอเคไหม" เขาเอ่ยปากถามเบา ๆ โดยมิได้ผ่านการกลั่นกรองคำพูดล่วงหน้า
คำศัพท์ในยุคปัจจุบันหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลินชิงเสวียนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางมิได้เอ่ยปากถามว่าคำว่า "โอเค" มีความหมายว่าอย่างไร ทว่านางย่อมสามารถเข้าใจในจุดประสงค์ได้จากน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
"ยังปลอดภัยดีค่ะ"
กู่ฉางเซิงเอนหลังพิงเข้ากับผนังหินอันเย็นเยียบ ปล่อยให้ระบบกลไกของร่างกายชราภาพได้เริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเองไปพลาง ๆ ก่อน
ผลลัพธ์ที่ได้จากการเดินทางในวันนี้... คือการได้ล่วงรู้ตำแหน่งที่ตั้งของต้นเทพสังหาร ได้รับการยืนยันว่ามันมีอยู่จริง และได้รับหลักฐานชิ้นสำคัญว่าเ้าฉีหยงได้สั่งการให้สมุนมาดักซุ่มโจมตีเขาไว้ล่วงหน้า
มันล่วงรู้ว่าเขาต้องเดินทางมาที่นี่... นั่นหมายความว่าอาจมีสายคอยส่งข่าวอยู่ภายในหมู่บ้าน หรือมันอาจจะดักทางตั้งสมมติฐานไว้ั้แ่แรกแล้ว
และสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาสังเกตเห็น... ก็คือพวกมันยังมิได้รับคำสั่งให้ลงมือสังหารปลิดชีวิตเขา เพียงแต่ได้รับคำสั่งให้มาลงมือทุบตีข่มขู่เท่านั้น
นั่นย่อมหมายความว่า... เ้าฉีหยงกำลัง้าประโยชน์บางอย่างจากตัวเขา มากกว่าการ้ากำจัดเขาให้พ้นทาง
สมมติฐานข้อนี้น่าสนใจและมีน้ำหนักมากทีเดียว
กู่ฉางเซิงนั่งนิ่งสงบสติอารมณ์อยู่ในความมืด ปล่อยให้สมองได้ประมวลผลข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
เ้าฉีหยงล่วงรู้ว่าเขาสามารถเยียวยารักษาผู้ป่วยได้ ล่วงรู้ว่าเขากำลังสืบสวนหาความจริงเื่โรคระบาด ล่วงรู้แม้กระทั่งเื่ที่เขาลอบเข้าไปในโกดังของมัน... ทว่ามันกลับยังมิยอมลงมือฆ่าแกงเขา
หากจุดประสงค์หลักของมันคือการต้นเทพสังหาร และมันย่อมล่วงรู้ดีว่ากรรมวิธีการสกัดจำต้องอาศัยผู้ที่มีพลังลมปราณในระดับสูงล้ำ...
ในยามนี้ ตัวเขาคือนุสนธิ์เพียงคนเดียวในหมู่บ้านชิงหยานแห่งนี้ที่แสดงออกให้เห็นว่ามีความเข้าใจในศาสตร์แห่งลมปราณและตัวยาสมุนไพริญญาได้ดีกว่าหมอยาทั่วไป
มันกำลัง้าตัวเขา
เพียงแต่ยังมิรู้แจ้งว่าจะใช้วิธีการใดในการเข้าหาเพื่อเจรจาบีบบังคับ
คนทั้งสองพากันมุดกายออกจากซอกหินหลังจากที่ความเงียบงันภายในผืนป่าดำเนินไปนานจนมั่นใจได้ว่าปลอดภัยหายห่วงแล้ว
พวกเขาก้าวเดินออกจากป่าโดยอาศัยเส้นทางอ้อมสายเก่าที่หลินชิงเสวียคุ้นเคย เดินวนออกไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งห่างไกลจากเส้นทางสัญจรปกติทั่วไป
หลินเต๋อเจี้ยยืนชะเง้อคอมองหาอยู่เบื้องหน้าแผงขายยาด้วยความกระวนกระวายใจ และเมื่อเขาเหลือบไปเห็นสภาพอันสะบักสะบอมของบุตรสาวและชายชราที่บัดนี้ไม้เท้าคู่กายได้สูญหายไปในราวป่า สีหน้าของเขาก็บ่งบอกได้ทันทีว่าการเดินทางในครานี้มิได้ราบรื่นเลยแม้แต่น้อย
"เ้าได้รับาเ็ตรงไหนหรือไม่" เขาเอ่ยปากถามบุตรสาวเป็อันดับแรกด้วยความร้อนรน
"หนูมิได้รับาเ็อันใดเลยค่ะ ท่านพ่อ"
จากนั้นเขาจึงหันสายตามาทางกู่ฉางเซิง
"หัวไหล่ซ้าย" กู่ฉางเซิงเอ่ยปากชี้แจงก่อนที่จะถูกซักถาม "กล้ามเนื้อบอบช้ำรุนแรง ทว่ากระดูกมิได้แตกหัก ข้าสามารถจัดการเยียวยาตนเองได้"
หลินเต๋อเจี้ยรีบก้าวเข้ามาประคองพลางใช้นิ้วมือััคลำตรวจดูอาการตามหลักวิชาแพทย์ กดสำรวจตรงจุดนั้นจุดนี้อย่างเบามือ
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งสนิท ใบหน้าเรียบเฉยมิส่งเสียงร้องแสดงความเ็ปออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
"มีอาการบอบช้ำลึกอยู่ภายในครับ" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ยสรุป "ทว่าโชคยังดีที่ไม่มีข้อต่อส่วนใดเคลื่อนหลุดออกจากตำแหน่ง" เขาหันไปหยิบขวดยาน้ำมันสมุนไพรมาจากบนชั้นวางแล้วส่งมอบให้ "จงใช้ยานี้ทาชโลมก่อนนอน"
"ขอบใจท่านมาก"
หลินเต๋อเจี้ยวางขวดยาลงบนโต๊ะไม้ สายตาจับจ้องมองกู่ฉางเซิงด้วยความเงียบสงันอยู่ครู่หนึ่ง
"เ้าฉีหยงส่งคนมาดักซุ่มโจมตีท่านในป่าลึก..." เขาเอ่ยขึ้นช้า ๆ มิใช่ในเชิงตั้งคำถาม
"ถูกต้องแล้ว"
"นั่นหมายความว่า มันล่วงรู้แล้วว่าท่านกำลังสืบสาวราวเื่อันมิชอบของมันอยู่"
"มันคงล่วงรู้มาระยะหนึ่งแล้ว" กู่ฉางเซิงกล่าว "ทว่ามันยังมิสั่งการให้คนลงมือปลิดชีวิตข้า นั่นย่อมบ่งชี้ชัดเจนว่ามันกำลัง้าประโยชน์บางสิ่งจากตัวข้าอย่างแน่นอน"
"สิ่งใดกันหรือครับ"
"ในยามนี้ข้ายังมิอาจฟันธงได้แน่ชัด ทว่าพอจะคาดเดาแนวทางได้บ้างแล้ว"
หลินเต๋อเจี้ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "หากมันเดินทางกลับมาจากตัวเมืองพร้อมกับกองกำลังเสริมที่แข็งแกร่งกว่าเดิม... ท่านคิดจะรับมืออย่างไรต่อไป"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองออกไปบนถนนดินเบื้องหน้า แสงแดดยามบ่ายทอดยาวเป็เงาตะคุ่ม
ระยะเวลาสี่วันเต็มพ้นผ่านไปนับั้แ่วินาทีแรกที่ตื่นขึ้นมาในร่างชราภาพคนนี้ ทว่ากลับยังไม่มีปัญหาใดที่สามารถแก้ไขได้อย่างถาวรเลยแม้แต่สิ่งเดียว... ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นทว่ายังมิหายขาด โรคระบาดถูกสกัดกั้นชะลอไว้ทว่ายังมิถูกกำจัดจนหมดสิ้น เ้าฉีหยงเดินทางออกจากหมู่บ้านไปทว่าย่อมต้องหวนคืนกลับมาในเร็ววัน
แม้กระทั่งเงินค่าเช่าเรือนก็ยังคงค้างชำระอยู่เช่นเดิม
และสภาวะร่างกายสายนี้... ก็ยังคงชราภาพ พุพัง และอ่อนแอไร้กำลัง
กู่ฉางเซิงยกฝ่ามืออันเหี่ยวย่นของตนเองขึ้นมาพินิจดูอีกครา
ลำแสงแดดยามบ่ายส่องสะท้อนผ่านนิ้วมือที่เหยียดออก
กระแสพลังลมปราณภายในร่างสายนี้แม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิด ทว่ามันกลับเพิ่มพูนและพัฒนาขึ้นในทุก ๆ วัน ต้นเทพสังหารมีมวลพลังงานมหาศาลที่ตัวเขา้า และตัวเขาก็ล่วงรู้วิธีการสกัดสารบริสุทธิ์จากมันด้วยกรรมวิธีชั้นสูงที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนในโลกใบนี้จะจินตนาการไปถึงได้
หากเขามีเวลาเตรียมตัวเพิ่มขึ้นอีกสักสิบวัน...
เขาหันกลับมาสบตากับหลินเต๋อเจี้ยอย่างแน่วแน่
"หากมันเดินทางกลับมาพร้อมกับกองกำลังเสริมจริง..." กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลัง "ข้าย่อมมิใช่ตาแก่ไร้ค่าคนเดิมที่มันเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว"
หลินเต๋อเจี้ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอยู่นานแสนนาน
ก่อนจะพยักหน้ารับคำเงียบ ๆ ราวกับสามารถััได้ถึงเจตจำนงบางอย่างที่กู่ฉางเซิงมิได้เอ่ยปากออกมาเป็คำพูด
ในค่ำคืนนั้น กู่ฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ภายในกระท่อมร้าง หลังจากทาชโลมยาน้ำมันที่หลินเต๋อเจี้ยให้ไว้ตรงบริเวณหัวไหล่เสร็จสิ้น เขาก็ปล่อยวางจิตใจให้สงบลง... ความเ็ปทางกายภาพเป็เพียงแค่สัญญาณเตือนทางระบบประสาท มิใช่สิ่งสำคัญที่จำต้องเก็บมาใส่ใจให้เสียสมาธิ
เขาเริ่มเข้าสู่กระบวนการโคจรพลังลมปราณอีกครา ในครานี้เขาตั้งจิตมั่นฝืนทนทำมันให้ยาวนานยิ่งกว่าวันก่อน ๆ
แม้ร่างกายหยาบจะััได้ถึงความเหนื่อยล้าสะสม ทว่ากระแสพลังลมปราณกลับตอบสนองต่อการควบคุมได้รวดเร็วและลื่นไหลยิ่งกว่าเมื่อวานนัก
ในทุก ๆ วัน สภาวะร่างกายของเขาดีขึ้นทีละน้อย... แม้จะเป็ไปอย่างช้า ๆ ทว่ามิเคยหยุดยั้งการพัฒนา
ในห้วงคำนึงจิต... เขานึกย้อนไปถึงลักษณะของต้นเทพสังหาร ระลึกถึงมวลพลังงานอันเข้มข้นมหาศาลที่สามารถััได้อย่างแจ่มแจ้งแม้จะหยุดยืนอยู่ห่างออกไปถึงห้าก้าวก็ตาม
หากเขาสามารถหาวิธีการดูดซับและหลอมรวมเอาพลังงานอันมหาศาลจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นนั้นเข้ามาสู่ร่างกายของตนเองได้สำเร็จ... สังขารอันพุพังสายนี้จะสามารถฟื้นฟูสภาพกลับคืนมาได้รวดเร็วปานใดกันนะ?
และบรรดาเซลล์ที่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา... ค่าเทโลเมียร์ที่สั้นจุดจู๋... ร่างกายในวัยหกสิบปีที่อ่อนแอไร้กำลังวังชา...
หากได้รับกระแสพลังลมปราณในระดับมหาศาลขนาดนั้นมาเป็เชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนชีวิต
มันจะเพียงพอหรือไม่... สำหรับการก้าวเดินขั้นแรกในมหาแผนการที่เขาได้วางเอาไว้ในใจ?
กู่ฉางเซิงลืมตาโพลงขึ้นในความมืดมิด
ภายในกระท่อมอันเงียบสงัด แสงดาราอันริบหรี่จากสรวง์ส่องลอดผ่านรอยแตกแยกของฝาผนังไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า
มีประกายไฟบางอย่างปะทุขึ้นในแววตาของชายชราคนนี้เป็ครั้งแรก นับั้แ่วินาทีแรกที่เขาตื่นขึ้นมาลืมตาดูโลกในร่างสายนี้
มันมิใช่ความหวาดกลัว... มิใช่ความวิตกกังวลต่ออุปสรรคเบื้องหน้า
หากแต่เป็... ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะพลิกฟ้านั่นเอง