บทที่ 26
“หมายความว่ายังไงที่ว่าผ่านการทดสอบ ...” กฤษณ์ถามกล่าวออกมาด้วยความสงสัย “ก็จริงๆมันเป็นแค่แผนลองใจนายเพียงเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษ” อาร์ทกล่าวแบบปัดๆ พร้อมกับโบกมือประมาณว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ริสาเองก็เอาแต่ยิ้มแบบว่ามันเป็นแค่เรื่องตลกๆอย่างไรอย่างนั้น ตอนนี้กฤษณ์รู้สึกโกรธ และโมโหนิดๆที่ชายคนนี้ และแฟนสาวรวมหัวกันหลอกเขา“อย่างอนซิคะที่รัก.. อาร์ทเขาเป็นเพื่อนฉันมาตั้งแต่ยังเด็กๆ อาร์ทเขาแค่อยากจะลองใจที่รักเพียงเท่านั้นเอง ว่ารักสาจริงหรือเปล่า...” ริสาทำตาปริบๆ ประมาณว่ากำลังง้ออยู่ อาร์ทที่เห็นอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ“ไม่คิดว่าจะเห็นเธอทำหน้าทำตาตลกๆอย่างนี้...ฮ่าๆ... แต่ก็เอาเถอะ เธอช่วยออกไปก่อนได้ไหม ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณหมอกฤษณ์เป็นการส่วนตัวสักหน่อย” อาร์ทหยุดหัวเราะก่อนจะทำสีหน้าที่จริงจังออกมา และเอ่ยกล่าวกับริสา ในตอนแรกเธอนั้นไม่ยอม แต่ทันทีที่มองไปยังตาของอาร์ท เธอก็ลุก และเดินจากไปทันที เพราะว่าในดวงตาของอาร์ทเวลานี้ มันบอกกับเธอว่าเขากำลังจริงจังที่สุด และเธอก็ทราบดีว่าไม่ควรที่จะพูดหรือถามอะไรในตอนนี้“คุณหมอ... ก่อนอื่นเลย ผมต้องขอบอกก่อนว่าพวกเรานั้นอยู่พวกเดียวกัน แน่นอนว่าเรื่องการแต่งงานแบบคลุมถุงชนนี้มันเกิดขึ้นจริงอย่างที่คุณหมอเป็นกังวล แต่ก็ยังโชคดีที่ผม และริสานั้นต่างก็มองกันเป็นเพียงแค่เพื่อนเท่านั้น ต่างคนก็ต่างมีแฟนหรือคนที่ชอบ” อาร์ทกล่าวบอก ในระหว่างนั้นกฤษณ์ก็คิดตาม“พวกเราสองคนไม่เห็นด้วยหรอกนะ นี่มันสมัยไหนกันแล้วจริงไหม... ผมก็แค่อยากจะทดสอบคุณว่าคุณหมอมีคุณค่าพอที่จะให้ผมนั้นช่วยหรือเปล่า.. ช่วยทำให้คุณนั้นเหมาะสมกับการเป็นสามีของเธอน่ะ..” อาร์ทพูดต่อ ส่วนกฤษณ์เองก็สงสัยกับประโยคหลังสุด“หมายความว่ายังไง... ที่ว่าจะช่วยน่ะ..” กฤษณ์เอ่ยถามออกไปตามที่ตัวเองคิด เขาไม่ได้ติดใจเรื่องราวก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เขากำลังสนใจในสิ่งอาร์ทกำลังเสนอมากกว่า“คุณหมอเองก็รู้ตัวเองดีนี่ครับ... ก็อย่างละครฉากใหญ่ที่ผ่านมานี้ ผมกล้าพูดได้เลยว่าคุณเป็นคนที่ไม่มีอำนาจ หรือพลังใดๆเลยที่จะปกป้องคนที่รักได้ ... แต่หลังจากนี้มันจะไม่ใช่ เพราะคุณได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เข้าร่วมกับเรา....” คำพูดของอาร์ทอาจจะเป็นอะไรที่ดูกำกวม แต่กฤษณ์ก็เข้าใจได้ทุกอย่างหลังจากที่เห็นสิ่งที่อาร์ทได้แสดงให้เขาได้เห็น มันเป็นบัตรเล็กๆแต่มีความหมายหลายๆอย่าง“นาย...นายเป็นคนของสหประชาชาติอย่างนั้นเหรอ..” อาร์ทยิ้มแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร หลังจากนี้มันเป็นหน้าที่ของลูกน้องของเขาอธิบายต่อ อาร์ทลุกขึ้นยืนก่อนจะกล่าวกับกฤษณ์“เนื้อหาการเข้าร่วมกับสหประชาชาตินั้น เดี๋ยวปาร์คเสนาธิการประจำกลุ่มของเราจะอธิบายให้นายฟัง.. หลังจากนี้พวกเราเองก็ต้องหวังพึ่งตัวนายในหลายๆความหมายล่ะนะ ไปล่ะ” อาร์ทเตรียมที่จะเดินออกไปทางประตู เพื่อไปเอ่ยกล่าวกับริสา และไหนจะเป็นตัวของแอมด้วยอีกคน“เดี๋ยวก่อน!! แล้วรุ่นน้องของผมล่ะ คุณจะทำอะไรเธอ...” กฤษณ์กล่าวถาม อาร์ทยิ้ม และพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ“เธอคือผู้หญิงของฉันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว.. และแน่นอนว่า ถ้าในตอนนั้นคุณหมอตอบว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ ผมก็คง.....” อาร์ทโหมดสีหน้าเคร่งเครียด และคำคำสุดท้ายมันไม่มีเสียงใดๆออกจากปากของอาร์ท แต่สิ่งที่กฤษณ์ได้ยิน และได้สัมผัสชั่วขณะนั้น มันอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตสังหาร มันคือสัมผัสแห่งความตายอย่างแท้จริง“น่ากลัวใช่ไหมล่ะ หัวหน้าของพวกเราน่ะ” มิเกลกล่าวออกมา กฤษณ์หันไปมองทางต้นเสียงก่อนจะพยักหน้า และกลืนน้ำลายของตัวเอง จากนั้นพวกเขาก็แนะนำกันเล็กน้อย เพราะในอนาคตกฤษณ์คนนี้จะต้องเข้าร่วมปฏิบัติการกับพวกเขาอีกหลายครั้งอย่างแน่นอน ปัง!!เอียด!! เสียงของประตูเหล็กเก่าๆได้ถูกเปิดขึ้นโดยอาร์ท มันทำให้เอมี่ และแอมหันมามองตามเสียงนั้น เอมี่เมื่อเห็นว่าเป็นใครเธอโค้งตัวให้กับอาร์ทแล้วเดินออกไปจากห้อง เวลานี้มันจึงเหลือเพียงแค่หนึ่งผู้หนึ่งนางเพียงเท่านั้น แอมที่ได้ใช้ความเงียบหลังจากที่โดนจับตัวมาในการคิด เธอพยายามคิดแต่มันก็ยังทำให้เธอไม่สามารถเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่ชายคนนี้กระทำเลยแม้แต่น้อย ถึงชายคนนี้จะเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอ แต่เขาก็ยังเป็นชายคนหนึ่งที่ทำให้เธอหวั่นไหวได้เช่นกัน แอมมองออกไปยังดวงตาคู่นั้นของอาร์ท มันมีหลากหลายความรู้สึก “เป็นยังไงบ้างล่ะเธอน่ะ...” ประโยคทักทายที่แสนจะชิลมันทำให้แอมสับสน ทั้งๆที่เขาเพิ่งจะทำเรื่องอย่างนั้นมา แต่ทำไมกลับพูดคุยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง อาร์ทเดินเข้ามาแก้เชือกให้กับแอม แน่นอนว่าแอมไม่มีทีท่าว่าจะหนีเลยสักนิด ตอนนี้แอมยืนประจันหน้ากับอาร์ทราวกับว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว“เป็นอะไรล่ะ... เหมือนมีอะไรจะถาม แต่ทำไมเงียบไป….” อาร์ทกล่าว เพราะแอมนั้นเอาแต่จ้องมองอาร์ทโดยที่ไม่พูดสักคำ มันทำให้อาร์ทรู้สึกอึดอัด“แค่จะรอคำอธิบายจากนายก็เพียงเท่านั้น... นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะ” แอมหรี่ตามองพร้อมกับกล่าวออกมา“ฮ่าๆ เธอนี่ตลกดีนะ .. ถ้าฉันเป็นคนร้ายจริงๆ เธอคงได้ตายไปแล้วล่ะมั้ง... มีที่ไหนตัวประกันพูดกับผู้ร้ายอย่างนี้ แถมยังใจกล้าจ้องตากันอีกต่างหาก” อาร์ทหัวเราะออกมาพร้อมกับพูดออกมาอย่างติดตลก แต่ดูเหมือนว่าแอมจะไม่ได้ตลกด้วย“ก็มีที่นี่แหละ.... มันอาจจะเพราะว่า...เป็นนาย ฉันถึงอยากจะฟังคำพูดจากปากของนายด้วยตัวเอง นายจะโกหกฉันก็ได้นะนายอาร์ท แต่อย่างน้อยก็ช่วยบอกอะไรสักอย่าง อย่าปล่อยให้ฉัน..ไม่รู้อะไรเลยจะได้ไหม” แอมกล่าวพร้อมกับมองไปยังดวงตาของอาร์ท สิ่งที่เธอพยายามจะสื่อมันออกมาให้อาร์ทได้รับรู้ มันแสดงออกมาผ่านทั้งคำพูด และดวงตาที่แสนจะจริงใจของเธอ“....ก็ได้ อย่างที่เธอน่าจะรู้แล้ว ฉันเป็นลูกชายของท่านประธานบริษัทไลท์ที่เธอทำงานอยู่ ตอนนี้ก็เป็นรองประธานบริษัท เจ้านายของเธออย่างที่เธอคิด... ไม่ใช่ฉันอยากจะแกล้งหรืออะไรหรอกนะ.. ฉันก็แค่อยากจะช่วยเหลือเธออย่างลับๆเท่านั้นเอง” อาร์ทยังคงกล่าวต่อไป“ถึงมันจะผิดกับเธอ แต่ฉันก็แค่อยากจะชดเชยในสิ่งที่ทำกับเธอเท่านั้น” แอมก็ยังคงรออาร์ทพูดให้มากกว่านี้ เธอเริ่มอยากจะรู้จักชายตรงหน้าของเธอให้มากกว่านี้แล้ว เหมือนมีอีกหลายอย่างที่เขายังคงไม่บอกกับเธอ“นายจะบอกฉันแค่นี้เหรอ... มีอะไรอยากจะบอกอีกไหม แล้วเรื่องในวันนี้อีกล่ะ มันคืออะไร” แอมกล่าว อาร์ทที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ยิ้มให้กับเธอ พร้อมกับโบกสะบัดมือเล็กน้อย เขาหันหลัง และเตรียมที่จะเดินออกไป แน่นอนว่าก็จะเริ่มก้าวเดินเขาก็ได้พูดขึ้นมา “ทำไมไม่ลองไปดูไปฟังด้วยตาของตัวเองล่ะ” อาร์ทเริ่มออกเดิน และเขาก็มาหยุดที่ประตูห้องแล้วเปิดมันออก “เชิญขอรับคุณผู้หญิง” ไม่ว่าจะเวลาอย่างนี้ อาร์ทก็ยังสามารถกล่าวออกมาได้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนที่เขาจะเผยมือของตัวเองไปที่ทางออกพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร แน่นอนว่าแอมนั้นต้องการจะรู้ในทุกสิ่งอย่าง ตัวตนของท่านรองประธานคนนี้ คนที่ดีกับเธอ คนที่ให้โอกาส และความหวังในการทำงาน และในอีกหลายๆเรื่อง เธอจึงเดินไปทางที่ถูกเชื้อเชิญอย่างไม่คิดอะไร