กาสเซ่คิดว่าศัตรูมีหลายคน เพราะทิศทางการจู่โจมค่อนข้างหลากหลาย เมื่อดูจากน้ำหนักของหินที่พุ่งเข้ามา ผู้ลงมือน่าจะมีวรยุทธ์ติดตัว นอกจากนี้ หนึ่งในกลุ่มศัตรูยังชอบอาศัยจังหวะที่ชาวแก๊งสับสน เพื่อดอดเข้ามาอัดอย่างรวดเร็ว แล้วล่าถอยไป หัวหน้าโจรจึงแก้เกมด้วยการออกคำสั่ง
“ ทุกคนหยุดแตกตื่น ชักไม้พลองขึ้นมา แปรขบวนเป็รูปวงกลม แล้วหันหลังชนกัน คอยระวังข้าศึก ”
เหล่าโจรถูกฝึกมาเป็อย่างดี พวกเขาจึงปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว พริบตาเดียว กำลังพลที่เหลือประมาณ 50 คนก็ตั้งขบวนเป็ที่เรียบร้อย ทุกคนดูมีขวัญกำลังใจและสติที่มั่นคงยิ่งขึ้น
“ ว่ายังไง ไอ้หนูผี พวกข้าตั้งรับได้แล้ว เข้ามาลุยกันซึ่งหน้าเลยดีกว่า ” กาสเซ่ะโท้าทายจนเสียงดังก้องป่า เขาไร้ความกลัวโดยสิ้นเชิง เพราะยามนี้มีเพียงหัวหน้าโจรร่างใหญ่เท่านั้นที่ยืนโดดเดี่ยว
ป่าเงียบสงบ ไร้สรรพสำเนียงใดๆ ชาวแก๊งทั้ง 50 นายล้วนอยู่ในอาการเคร่งเครียด สองมือกระชับไม้พลองมั่น เพื่อเตรียมรับ ทันใดนั้นเอง ก็บังเกิดเสียงแหวกอากาศ ะุหินพุ่งเข้าใส่อันธพาลนายหนึ่งทางทิศเหนือ
“ เฮ้ย ” อันธพาลนายนั้นร้องได้คำเดียว ก่อนจะหลับตาปี๋ แต่พรรคพวกรอบข้างช่วยใช้พลองยาวปัดะุหินได้ทัน
“ เปรี้ยง ”
ทันทีที่หินก้อนนั้นหล่นกระทบพื้น มันก็แตกละเอียดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลูกน้องคนหนึ่งที่ตาดีถึงกลับร้องโพล่งออกมาด้วยความดีใจ
“ ลูกพี่ มันอยู่ข้างบน หินพุ่งมาจากยอดไม้ต้นนั้น ”
แม้ไม่บอก กาสเซ่ก็เห็นอยู่แล้ว เพราะจับตาดูการโจมตีของศัตรูปริศนาอยู่ตลอด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมเริ่มปรากฏ ก่อนจะร้องท้าทาย เพื่อยั่วยุอริร้าย
“ ว่ายังไง ะุหินของแกทำอะไรไม่ได้แล้ว ออกมาลุยกันตรงๆดีกว่าน่า ไอ้ขี้ขลาด ”
ศัตรูผู้เร้นกายไม่ตอบกลับ มีเพียงเสียงใบไม้ไหวอยู่แ่ๆ ทันใดนั้นเอง ก็บังเกิดเสียงแหวกอากาศ พร้อมะุหินที่พุ่งมาจากทิศใต้
“ เฮ้ย มันมาอีกแล้ว ” เหล่าลิ่วล้อที่อยู่ทิศนั้น ช่วยกันปัดป้องไว้ได้อีก
กลุ่มสมุนเริ่มยิ้มได้ เพราะอาวุธของศัตรูปริศนากำลังจะกลายเป็หมัน ถึงกระนั้น อริร้ายก็ไม่วายโจมตีต่อ ซักพักก็มีะุหินปลิวมาจากทิศตะวันตก แต่เหล่าลิ่วล้อก็ปัดป้องได้ไม่ยาก
แม้กาสเซ่จะเป็นักสู้ที่เน้นพวกมากและชอบใช้กำลังเข้าปะทะ แต่ก็ถือว่าเจนศึกมิใช่น้อย เพียงเจอการโจมตีประหลาดไม่กี่ครั้ง เขาก็เริ่มจับทางได้ มองเผินๆเหมือนมีศัตรูหลายคน แต่ในความเป็จริง อริอาจมีหนึ่งเดียว เพราะทุกครั้งที่โจมตีด้วยะุหิน เสียงใบไม้ไหวจะดังขึ้นมาก่อน ถ้ามีข้าศึกหลายคน แล้วแยกกันประจำตามยอดไม้ ก็น่าจะโจมตีแบบเงียบๆ ไม่น่าก่อเสียงดังแบบนี้
“ หรือศัตรูจะมีแค่คนเดียว มันอาจลอบขว้างหิน แล้วโดดข้ามไปต้นอื่น เพื่อโจมตีต่อ เป็การหลอกให้พวกเราคิดว่ามีกันหลายคน ” คิ้วเข้มๆของกาสเซ่กระตุกเล็กน้อย
สิ่งที่กาสเซ่คิดนั้นใกล้เคียงกับความจริง การที่หัวหน้าโจรร่างใหญ่ปรับเปลี่ยนมาใช้แผนตั้งกระบวนรับ ทำให้มาวินลอบจู่โจมได้ยากขึ้น และในตอนนี้ เขากำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่บนคาคบที่มีใบไม้คอยอำพราง
“ แฮ่กๆ โดดไปโดดมาบนต้นไม้นี่เหนื่อยชะมัด แถมบางทียังต้องดอดลงไปอัดพวกมัน อีกอย่างหินก็เริ่มหมดแล้ว จะทำยังไงดีนะ ” มาวินหอบไป บ่นไป ทว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวไม่เคยคาดหวังว่าจะชนะในศึกนี้ เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียวคือถ่วงเวลาจนกว่าเด็กสาวร่างสูงจะหายเป็ปกติ
มาวินไม่แยแสกระบวนทัพของเหล่านักเลง ไม่สนคำท้าทายที่ดังขึ้นมาเป็ระยะ สิ่งเดียวที่โฟกัสคือความปลอดภัยของเด็กสาวปริศนา มีโอกาสสูงที่กาสเซ่จะสั่งให้ลูกน้องเข้าไปค้นถ้ำ ซึ่งถ้าเป็แบบนั้นจริง สิ่งที่พยายามมาทั้งหมดก็จะไร้ความหมาย จึงต้องขัดขวางหรือเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมัน ทว่าในยามนี้ กลับทำได้แค่กบดานนิ่งๆ เพื่อฟื้นฟูพลังงานที่เสียไป ไม่กี่อึดใจ พละกำลังก็เริ่มกลับคืน มันรวดเร็วขึ้นจนเขานึกแปลกใจ
“ โห…พักแผล็บเดียว ก็เริ่มฟื้นตัว ต้องชมการติวเข้มของยัยโย่งซะแล้ว ” เด็กหนุ่มหัวเขียวกล่าวชมจากใจจริง ก่อนเหลือบมองกลุ่มศัตรูที่รวมตัวอยู่ด้านล่าง
“ คอยดูฝีมือชั้นให้ดีนะ ยัยโย่ง ” มาวินกล่าวออกมาเบาๆ น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ดวงตาเรียวเล็กเปล่งประกายแวววาว
………………………..
ทุกสิ่งในป่าดูเงียบสงบ แต่บรรยากาศกลับหนักหน่วง เหมือนฟ้าโล่งก่อนเกิดพายุฝน เหล่าลิ่วล้อทั้ง 50 นายนิ่งขึ้ง ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปรอบๆ เพราะที่ผ่านมา สมาชิกในกลุ่มถูกภัยมืดเก็บไปแล้วถึง 30 คน
พอความตึงเครียดเดินทางถึงที่สุด ลิ่วล้อคนหนึ่งก็หมดความอดทน จึงร้องออกมาดังๆ
“ ลูกพี่กาสเซ่ ผมว่ามันน่าจะหนีไปแล้ว ไล่ตามไอ้ผีนั่นกันดีกว่า ”
กาสเซ่นิ่งเงียบ ประสาทหูอันว่องไวไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของสิ่งใด เขาจึงตอบกลับแ่เบา
“ รอดูก่อน มันยังไม่ไปไหนหรอก ข้าไม่ได้ยินเสียงมันขยับมาพักใหญ่แล้ว ”
บรรดาลิ่วล้อพากันมองหน้าลูกพี่ พวกเขาประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง เนื่องจากหัวโจกร่างใหญ่ดูใจเย็นกว่าที่ผ่านมา แต่ไม่นาน พวกเขาก็ละสายตาจากจุดเดิม เพื่อหันไปมองอาคันตุกะผู้มาใหม่
“ เฮ้ย นั่นไง ไอ้หนูผีของลูกพี่โผล่มาแล้ว ” สมุนรายหนึ่งที่ปากไวหน่อย รีบเอ็ดตะโล
กาสเซ่หันไปมองเ้าหนูผี ทันทีที่ได้เห็น ดวงตาก็ถึงกลับถลน เพราะบุคคลที่ปรากฏตรงหน้าก็คือ "มาวิน" เด็กหนุ่มหัวเขียวที่ตามหา
“ แกเองเหรอ ไอ้เด็กเวร ” กาสเซ่อุทานในลำคอ
“ ใช่ ชั้นเอง เ้ากอริลลา ” มาวินลอยหน้าลอยตาใส่ ท่าทางเต็มไปด้วยอาการทะเล้น คล้ายเจตนาจะยั่วเย้า
ทว่ากาสเซ่ไม่มีแววโกรธเคือง เขามองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ เนื่องจากตอนนี้ ร่างกายของมาวินอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อจนดูปราดเปรียว ราวกับไฮยีน่าหนุ่ม แม้กระทั่งแววตาก็แลเด็ดเดี่ยวและมีประกายแรงกล้าซ่อนอยู่ข้างใน
“ แกไปทำอะไรมา ไอ้เด็กหัวเขียว ” กาสเซ่ดูเลื่อนลอย เพราะยังงงๆกับพัฒนาการแบบก้าวะโของมาวิน
“ เอ๊ะ ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ แค่ฝึกหนักมาตลอดหนึ่งเดือนเท่านั้นเอง ” เด็กหนุ่มหัวเขียวดูงงไม่แพ้กัน
กาสเซ่นิ่งคิดอยู่ในใจ เพียงเดือนเดียว เด็กหนุ่มตรงหน้าก็สามารถฝึกฝนจนพัฒนาถึงขั้นนี้ ถ้าปล่อยให้มีชีวิตสืบไป มันอาจจะเก่งขึ้นจนไล่ตามไม่ทัน ดังนั้นจึงมีทางเลือกเดียว นั่นก็คือ……..
“ ฆ่ามัน ”
ทันทีที่กาซเซ่ออกคำสั่ง เหล่าสมุนที่เหลือก็กรูเข้าใส่ เพื่อหวังฟาดไม้พลองยาวให้ตายคามือ เด็กหนุ่มหัวเขียวยิ้มรับอย่างใจเย็น ก่อนจะทำในสิ่งที่ทุกคนใ นั่นก็คือ “วิ่งหนี”
“ เฮ้ย มันหนีไปแล้ว ตามมันไป ” เหล่าสมุนะโดัง เมื่อเห็นเหยื่อที่หมายตาวิ่งหนี
“ ตามมันไป แล้วฆ่ามัน อย่าให้มันหนีไปได้ ” กาสเซ่ะโสั่งเสียงขรม
เหล่าสมุนรีบจ้ำสุดกำลัง เพื่อวิ่งไล่ตาม แต่ก็ยากจะเข้าถึง เพราะมาวินมีจุดเด่นที่ความเร็วมาั้แ่กำเนิด ยิ่งได้รับการฝึกอย่างหนักหน่วงจากยอดกังฟูสาว ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มว่องไวมากกว่าเดิม
“ หยุดนะ ” เหล่าสมุนร่ำร้อง เสียงเริ่มขาดห้วง เพราะเหน็ดเหนื่อยเหลือประมาณ
เหมือน์สาปนรกส่ง เด็กหนุ่มหัวเขียวหยุดหนีตามคำขอ แต่เขากลับหมุนตัวมาเตะตัดขาสมุนที่วิ่งล้ำหน้า เป็เหตุให้ชายผู้เคราะห์ร้ายลอยละลิ่วไปกระแทกต้นไม้ใหญ่
“พลั๊ก ”
“ เฮ้ย มันหันกลับมาสู้แล้ว ” ลูกสมุนคนหนึ่งเบรกฝีเท้าจนตัวโก่ง ปากก็ร้องบอกพรรคพวกที่กำลังวิ่งตาม แต่พูดได้แค่นั้น มาวินก็พุ่งเข้าไปรัวกรงเล็บใส่ แน่นอนว่าลิ่วล้อนายนั้นไม่มีทางหลบเลี่ยงได้ เพราะไม่คิดว่าคนที่วิ่งหนีมาตลอด จะหันกลับมาสู้แบบนี้ และเมื่อกรงเล็บสุดท้ายถูกปลดปล่อย ชายผู้นั้นก็ล้มลงไปนอนสิ้นสติ
“ เฮ้ย ล้อมมันไว้ ” พรรคพวกที่ตามมา รีบตีวงล้อม ถึงกระนั้นก็ไม่อาจสกัดกั้นความว่องไวของมาวิน ไม่นาน ไฮยีน่าผู้ปราดเปรียวก็แหวกวงล้อมไปได้อีกครั้ง
“ เฮ้ย มันหนีไปอีกแล้ว ตามมันไป ” พลพรรคที่เหลือพากันวิ่งไล่ แต่ไม่ว่าจะพยายามปานใด ก็ไล่ตามไม่ทัน
“ ฮะๆ เก่งจริง ก็ตามมา ” มาวินวิ่งหนีไป หัวเราะไป ท่าทางร่าเริงเกินจริง
“ อย่าหนีสิวะ แฮ่กๆ ” พลพรรคโจรเริ่มหอบ
“ ได้เลย ไม่หนีก็ได้ ” พอมาวินพูดจบ เขาก็พลิกตัวกลับมาถีบลูกสมุนที่วิ่งนำ เท้าเล็กๆพุ่งใส่คอหอยอย่างรวดเร็ว ชนิดที่อีกฝ่ายไม่อาจหลบทัน เนื่องจากลิ่วล้อผู้นั้นห้อตามเด็กหนุ่มจนสุดฝีเท้า
“ แอ้ก ” สมุนผู้นั้นร้องได้คำเดียว ก่อนจะร่วงล้มลงไปนอนแน่นิ่งอีกราย
“ เฮ้ย มันหันกลับมาสู้อีกแล้ว เตรียมรับมือ ” สมุนที่เหลือรอด ตั้งท่าต่อสู้ พลองนับสิบถูกยกขึ้นสูง แต่อริร้ายร่างเล็กกลับไม่เข้าปะทะ เขาเพียงหันหลัง แล้ววิ่งหนี
“ เฮ้ย มันหนีไปอีกแล้ว ” กลุ่มสมุนโวยดัง พร้อมวิ่งไล่ตามเด็กหนุ่มอีกคำรบ
การวิ่งไล่จับเป็ไปอย่างดุเดือด มาวินพากลุ่มแก๊งวิ่งวนรอบป่า พอเผลอก็หันกลับมาจัดการเหล่าสมุนอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัวจนล้มลงไปนอนกองอีกหลายสิบคน พอผ่านไประยะหนึ่ง ชาวแก๊งก็เริ่มหมดแรงและวิ่งช้าลง หลายคนเปลี่ยนมานั่งพักเหนื่อย ทำให้สมาชิกที่วิ่งไล่ตาม มีแต่พวกหัวแถวที่อึดพอ นับคร่าวๆน่าจะประมาณ 5 คน เมื่อเด็กหนุ่มเห็นดังนั้น เขาจึงหยุดหนี แล้วหันกลับมาเผชิญหน้า
“ เฮ้ย มันหยุดวิ่งแล้ว ” สมุนที่วิ่งนำ รีบเบรก เพราะกลัวโดนอัดแบบไม่ทันตั้งตัวที่
มาวินหันกลับมาประจันอย่างหาญกล้า แม้ว่าเขาจะเหนื่อยจนหน้าซีด แต่แววตายังเปล่งประกายแรงกล้าดุจเดิม ด้วยท่าทางที่ดูจริงจัง จึงทำให้กลุ่มสมุนไม่กล้าบุกเข้ามา
“ เอาไงดีวะ ศรี ” สมุนหน้าเสี้ยม ร่างผอมเกร็ง หันไปถามสมาชิกกลุ่ม ผู้มีนามว่า “ศรี”
“ ฮ้าย…..ถามชั้น แล้วชั้นจะถามใครยะ เดี้ยนไม่ถนัดสู้ตรงๆ ชอบเล่นลอบกัดเท่านั้นแหละ ดังนั้นโนคอมเม้นท์นะคะ ” สมุนผู้ที่มีนามว่า “ศรี” ตอบแบบสะบัดๆผสานจริตจะก้านแนวชายเทียมหญิงไม่แท้ ซึ่งจะว่าไป หน่วยก้านของนางก็ดีพอจะเดินในเส้นทางนี้ได้ไม่ยาก เนื่องจากมีใบหน้าที่สวยหวาน ผมยาวสลวยสีดำขลับ แถมรูปร่างยังสะโอดสะองจนสาวๆนึกอาย
ชายหน้าเสี้ยมและพรรคพวกที่เหลือ พากันเคร่งเครียด พวกเขารู้สึกสงสัยว่าทำไมชายเทียมหน้าสวยอย่างศรีถึงเข้ามาร่วมแก๊งโหดของกาสเซ่ได้ เธอมีดีอะไร ถึงกระนั้น ทุกคนก็พยายามไม่ใส่ใจและเริ่มข่มขู่เด็กหนุ่มหัวเขียว
“ จนมุมแล้ว แกหนีไม่รอดแน่”
มาวินตั้งกระบวนท่าแมวป่า กรงเล็บจากสองมือเริ่มขยับ ขาถ่างออกจากกันเล็กน้อย เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ดวงตาเรียวจับจ้องคู่ต่อสู้เบื้องหน้า
ด้วยท่วงท่าจริงจังและรัดกุม ทำให้ลูกสมุนที่เหลือถึงกับแหยง ไม่กล้าจู่โจมในทันที แม้จะมีจำนวนมากกว่าก็ตาม แต่ในที่สุด แก๊งกอริลลาก็มีผู้กล้า เ้าแห้งกัดฟันกรอดใหญ่ เพื่อข่มความกลัว จากนั้นก็สบถดัง
“ ฮึ่ม…ข้าบุกก่อนล่ะนะ ”
ทันทีที่พูดจบ เ้าแห้งก็ปรี่เข้ามาจู่โจม สองมือยกพลองยาวขึ้นสูง เพื่อเตรียมฟาดศีรษะ แต่ก็ช้าเกินไป มาวินเลยหลบฉากไปทางซ้ายอย่างง่ายดาย ส่งผลให้การจู่โจมพลาดเป้าจนสมุนผู้ห้าวหาญเสียหลัก เด็กหนุ่มจึงฉวยโอกาส ะโเข้ามารัวกรงเล็บใส่นับ 10 ดอก
“ อุ๊กๆ แอ้กๆ ” เ้าแห้งร้องดังด้วยความเจ็บจุก ทุกดาเมจที่อัดใส่ ล้วนเข้าจุดสำคัญของร่างกาย พอกรงเล็บสุดท้ายตะปบไปที่ลำคอ ดวงตาของสมุนจอมห้าวก็เหลือกลอย พร้อมล้มลงไปนอนคว่ำหน้าบนพื้นดิน
“ ใครจะเป็รายต่อไป ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
สมุนที่เหลือเริ่มปอดลอยกันทุกคน เพราะเ้าแห้งจัดเป็นักเลงมือดีที่จัดเจนการต่อยตี แต่กลับถูกเด็กหนุ่มอัดจนลงไปนอนวัดพื้นในกระบวนท่าเดียว บ่งบอกถึงฝีมือที่เหนือล้ำได้เป็อย่างดี
“ เฮ้ย เอ็งบุกดิ ” สมุนหนึ่งในนั้น เกี่ยงเพื่อน
“ บ้าสิ เอ็งนั่นแหละบุกก่อน ” สมุนคนที่ถูกเกี่ยง โต้กลับ
“ หึๆ เอางี้มั้ยจ๊ะ ชั้นมีแผนดีๆด้วยแหละ ” สมุนหน้าสวยนามว่า "ศรี" พูดยิ้มๆ
“ แผนอะไร ” สามคนที่เหลือ ร้องถามเป็เสียงเดียวกัน
“ แผนก็คือพวกเราต้องบุกเข้าไปพร้อมกัน ” นายหรือนางสาวศรีเผยแผนออกมาง่ายๆ ใบหน้ายิ้มละไมดุจเดิม
“ นี่น่ะเหรอ…..แผน ” หนึ่งในกลุ่มสมุนหงุดหงิด เพราะแผนนี้ดูงี่เง่าเกินไป
“ ใช่แล้วย่ะ มีอะไรไม่พอใจยะ ” คิ้วของนางสาวศรีขมวดนิ่ว เพราะเธอเริ่มฉุนขึ้นมานิดๆแล้ว
“ ก็แผนของเธอมันง่ายเกินไป เ้าหนูนี่มันเก่งขนาดน็อคไอ้แห้งในกระบวนท่าเดียว แล้วเราจะเข้าไปซัดกับมันตรงๆได้ยังไง ” สมุนร่างป้อมเปิดปากแจง
ศรีหันไปมองสมุนร่างป้อม ดวงตางามหรี่ลง เธอเบ้ปากเล็กน้อยเป็เชิงเหยียดหยาม ก่อนจะพ่นคำอธิบายที่ผสมสำเนียงดูแคลนอย่างชัดเจน
“ คิดสิยะ เมื่อกี้แห้งบุกเข้าไปคนเดียว พอเสียหลัก เด็กนั่นก็เลือกอัดได้ตามสะดวก แต่ถ้าเราบุกพร้อมกัน ต่อให้ใครพลาด คนข้างๆก็ช่วยเหลือได้ทัน ทีนี้เข้าใจรึยังว่ามันทำอะไรพวกแกไม่ได้อีกแล้ว ”
“ เออ…จริงโว้ย นังศรีพูดมีเหตุผล ” ชาวแก๊งทั้งสามเริ่มเห็นด้วย
“ ดีล่ะ งั้นพวกเราลุยเข้าไปพร้อมกันนะ หนุ่มๆ ” ศรีตบมือปลุกใจ ทำให้สปิริตของชาวแก๊งพุ่งกระฉูด ทุกคนประสานมือกัน ก่อนะโเสียงดัง
“ letgo ”
เด็กหนุ่มหัวเขียวยืนมองการกระทำที่แปลกประหลาด ในใจนึกขบขันอยู่หน่อยๆ
“ แบบนี้เขาเรียกว่าเหนือฟ้า ยังมีฟ้า เ้าพวกนี้ท่าทางจะติ๊งต๊องกว่าเราอีกนะเนี่ย เหอๆ ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
