เมืองไป่หลิงเป็นเมืองขนาดกลางที่ตั้งอยู่ในจักรวรรดิเชียนซานหากมองขนาดเมืองเพียงอย่างเดียวอาจไม่คุ้มที่จะกล่าวถึง แต่สำหรับเหล่าจื๋อซิวแล้วที่นี่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสี่เมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิเชียนซาน
รากบ่มเพาะของจื๋อซิวแบ่งออกเป็นรากอาวุธรากอสูร และรากพฤกษา ส่วนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของจื๋อซิวก็ได้แก่ สำนักกายาสำนักสวรรค์ และสำนักวั่นจื๋อ
สำนักวั่นจื๋อเป็นสำนักของผู้บำเพ็ญเชื้อสายรากพฤกษาแบ่งออกเป็นสี่สำนักหลัก ได้แก่ สำนักร้อยบุปผา สำนักเชียนเฉ่า สำนักยักษ์พฤกษาและสำนักทะยานเวหา ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของรากบ่มเพาะ คือ ดอกไม้ ต้นหญ้าต้นไม้ และเถาวัลย์ โดยสำนักเหล่านี้จะก่อตั้งสาขาตามเมืองใหญ่ในดินแดนหยวนซิงเพื่อเปิดรับศิษย์อย่างกว้างขวางและเพิ่มความแข็งแกร่ง
ดังนั้น เมืองไป่หลิงจึงเป็นหนึ่งในสองเมืองศักดิ์สิทธิ์ของเชื้อสายรากพฤกษาในจักรวรรดิเชียนซานซึ่งรวบรวมสำนักหลักทั้งสี่เอาไว้ทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังเพราะได้รับการสนับสนุนจากภูเขาไป่หลิง
...
ช่วงบ่าย ณ ประตูด้านในของสำนักร้อยบุปผา
หนิงเทียนสวมชุดสีขาวนอนบนพื้นหญ้าในสวนท่ามกลางแสงแดดรอบกายของเขาเต็มไปด้วยดอกโบตั๋นและสายลมพัดอ่อนๆ ที่ให้ความรู้สึกเย็นสบาย
หลังจากเข้าสำนักร้อยบุปผาได้สามวันหนิงเทียนก็เริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่นี่ แต่ความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อนก็ยังไม่จางหาย
เดิมทีเขาคิดว่าท่านอาจารย์จะพาเข้าสำนักด้วยตัวตนที่แท้จริงของนางและใช้คำพูดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เขาได้เติบโตอยู่ที่นี่
ใครจะนึกว่านางจะโยนเขาไว้ที่เมืองไป่หลิงแล้วหันหลังหายตัวไปเช่นนี้
“ไร้ความรับผิดชอบเสียจริง!”
ยิ่งหนิงเทียนคิดเรื่องนี้มากเท่าใดเขาก็ยิ่งโกรธมากเท่านั้น เขาอาศัยความสามารถของตนเพื่อเข้าสำนักร้อยบุปผา และเป็นเหตุให้เขาถูกส่งมาดูแลเหล่าดอกโบตั๋นอยู่ที่นี่
นี่คือการใช้คนไม่ถูกกับงานทั้งยังเป็นการดูแคลนเขาอย่างโจ่งแจ้ง
“ชายผู้นี้น่ารังเกียจยิ่งนักข้าให้เขารดน้ำใส่ปุ๋ยดอกโบตั๋นของศิษย์พี่ฉินทว่าเขากลับกดขี่แก่นแท้ของดอกโบตั๋น ข้าต้องบอกเรื่องนี้ให้ศิษย์พี่ฉินทราบ เด็กคนนี้ต้องได้รับบทเรียนเสียบ้าง!”
“ใช่! เจ้าเด็กใหม่ผู้นี้กล้ารังแกลูกรักของศิษย์พี่ฉินเขาคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วจริงๆ”
“สิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้นคือเขากล้าทำร้ายคนทันทีที่มาถึงประตูฝ่ายในทั้งยังขโมยหินวิญญาณของพวกเราไปอย่างโหดเหี้ยมอีกด้วย”
ศิษย์ฝ่ายในหลายคนขุ่นเคืองหนิงเทียนและมีท่าทีราวกับอยากกัดเขาให้ตายอยู่นอกสวน
คราแรกที่คนเหล่านี้เห็นหนิงเทียนต่างก็คิดว่าเขารังแกได้ง่ายแต่พวกเขาจะล่วงรู้ได้อย่างไรว่าหนิงเทียนจะไล่ทุบตีตนจนจมูกช้ำหน้าบวมอีกทั้งยังปล้นสะดมจนอยากจะหลั่งน้ำตา
“พวกเจ้ามาชำระหนี้หรือ?”หนิงเทียนลืมตาเหลือบมองกลุ่มคนที่ออเข้ามา ใบหน้ายิ้มแย้มของเขาทำให้หลายคนรู้สึกคันไม้คันมือจนอยากกระโจนเข้าไปฉีกทิ้งเสีย
“เจ้าหนิงเทียนหน้าเหม็น! รอศิษย์พี่ฉินกลับมาก่อนเถิด ข้าอยากเห็นเหลือเกินว่าเจ้าจะตายอย่างไร”
ไกลออกไปมีร่างสง่างามร่างหนึ่งกำลังเยื้องย่างเข้ามาทั่วทั้งร่างทอประกายราวกับอาบด้วยแสงตะวันสีทอง กระแสพลังวิญญาณลอยขึ้นจากพื้นดินและกลายเป็นดอกไม้น่าอัศจรรย์สามดอกซึ่งส่งกลิ่นหอมอันน่าหลงใหล
“ศิษย์พี่ฉินกลับมาแล้ว! ฮ่าๆ เจ้าตัวแสบ เจ้าไม่รอดแน่”
“ศิษย์พี่ฉินเจ้าเด็กใหม่เหลือขอผู้นี้กำลังรังแกลูกรักของท่าน โปรดสั่งสอนเขาด้วย!”
หนิงเทียนเอียงศีรษะและมองร่างนั้นอย่างวิเคราะห์
นางงดงามกว่าสาวน้อยหลินจากสำนักเชียนเฉ่าเล็กน้อยเพียงพอที่จะกล่าวว่าเป็นหนึ่งในพัน แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับนางมารที่นำภัยพิบัติมาสู่อาณาจักร
ฉินเสี่ยวเยวี่ยมีรูปร่างสง่าและอายุยี่สิบปีนางเป็นหนึ่งในสามสาวงามแห่งสำนักร้อยบุปผา เป็นดั่งเทพธิดาที่ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนชื่นชม
นางเริ่มปลูกดอกโบตั๋นเมื่อปีกลายและถ่ายทอดจิตวิญญาณสำเร็จแล้วพวกมันชอบนางมาก นางจึงวางแผนจะเพาะพันธุ์กองทัพทหารวิญญาณ
ยามนี้นางเพิ่งกลับมาจากภูเขาด้านหลังทว่ากลับมีผู้บุกรุกกล้ามารังแกลูกรักของนาง ใครกันที่อาจหาญถึงเพียงนี้?
ทันใดนั้นจิตวิญญาณบุปผาก็แผ่ขยายสายลมโชยกลิ่นหอมฟุ้ง และภัยคุกคามที่มองไม่เห็นก็กำลังปกคลุมสถานที่แห่งนี้
ศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนดีใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้หากศิษย์พี่ฉินลงมือแล้ว เจ้าเด็กเหลือขอนี่จบไม่สวยแน่นอน
เมื่อดอกโบตั๋นในสวนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฉินเสี่ยวเยวี่ยพวกมันก็กระโดดขึ้นลงอย่างมีความสุข
หนิงเทียนยังคงนอนอย่างเกียจคร้านและส่งเสียงพึมพำทันใดนั้นกลีบดอกโบตั๋นก็ร่วงหล่น ลำต้นและเกสรต่างมุดหน้าลงดินราวกับโค้งคำนับเขาด้วยท่าทางเศร้าโศก
“ศิษย์พี่ฉินกลับมาทันเวลาพอดี! สองวันมานี้ข้าช่วยดูแลดอกโบตั๋นให้เป็นอย่างดี ท่านควรมอบหินวิญญาณหนึ่งร้อยแปดสิบก้อนสำหรับการทำงานหนักของข้าใช่หรือไม่?”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยโกรธมากเมื่อเห็นสภาพของดอกโบตั๋นที่น่าสงสาร
ไม่นึกว่าเจ้าเด็กนี่ยังจะกล้ามาขอรางวัลตอบแทนอีก!
“ออกไปเดี๋ยวนี้! ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเข้ามานอนในสวน?” ใบหน้าเย็นชาและน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวของนางช่างทรงเสน่ห์
“เจ้าหนิงเทียนหน้าเหม็นเจ้าไม่ได้ยินหรือ? ออกไปเดี๋ยวนี้”
ศิษย์ฝ่ายในร่วมกันโห่ร้องให้กำลังใจฉินเสี่ยวเยวี่ยทั้งยังตะโกนให้นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วรีบรุดเอาชนะเขาเสีย
“จริงสิ! พูดเรื่องนี้แล้วจะไม่กล่าวถึงศิษย์พี่หวังเยวี่ยคงไม่ได้เขานับถือศิษย์พี่ฉินเป็นอย่างมาก ทั้งยังชื่นชมว่าท่านงดงาม มีความชอบธรรมใจกว้าง และไม่มีผู้ใดเทียบเทียม หากมาดูแลดอกโบตั๋นที่นี่ศิษย์พี่จะจ่ายหินวิญญาณให้อย่างน้อยวันละห้าสิบก้อนข้าช่วยดูแลให้ท่านสองวันก็รวมเป็นหนึ่งร้อยก้อนพอดี แต่เมื่อข้าได้เห็นความงามของศิษย์พี่ข้าจะขอลดให้ท่านสองส่วน ท่านมอบหินวิญญาณให้ข้าเพียงแปดสิบก้อนก็พอแล้ว” หนิงเทียนยืนเต็มความสูงและพูดด้วยรอยยิ้มเขามองฉินเสี่ยวเยวี่ยด้วยดวงตาสดใส
“ศิษย์พี่อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของเจ้าเด็กนี่! ทุบตีเขาให้ตายไปครึ่งหนึ่งก่อนแล้วเขาจะซื่อสัตย์เมื่อต้องให้ท่านรักษา”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยจ้องมองหนิงเทียนชายผู้นี้หน้าตาดียิ่งนักแต่รอยยิ้มของเขากลับชวนให้หงุดหงิดเหลือเกิน
“หวังเยวี่ยพูดเช่นนั้นจริงหรือ?”นางถามอย่างเย็นชา เผยให้เห็นความโกรธที่ยากจะควบคุม
หนิงเทียนยิ้มแห้งๆและกล่าวว่า “ข้าจะโกหกศิษย์พี่ได้อย่างไร? ศิษย์พี่หวังยังกล่าวเป็นการส่วนตัวด้วยว่าหลังจากข้าได้หินวิญญาณมาแล้วต้องแบ่งให้เขาสองในสามเนื่องจากเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อมอบโอกาสนี้ให้ข้า ศิษย์พี่ฉินคงไม่โกงข้าหรอกใช่ไหม?”
สีหน้าของบรรดาศิษย์ฝ่ายในเริ่มแปลกไปชายผู้นี้ไม่เพียงแต่รังแกดอกโบตั๋นของฉินเสี่ยวเยวี่ยทว่าเขายังโกงหวังเยวี่ยอีกด้วย นี่เป็นการรนหาที่ตายชัดๆ
“ไปตามหวังเยวี่ยมาเดี๋ยวนี้!”
“ศิษย์พี่ฉิน เจ้าตัวแสบนี่เชื่อถือไม่ได้...”
“เดี๋ยวนี้!” ฉินเสี่ยวเยวี่ยตวาดลั่นชายคนนั้นตกใจมากจนต้องหุบปากแล้วรีบวิ่งไปหาหวังเยวี่ย
หนิงเทียนเหยียดมือขวาออกมาดอกโบตั๋นข้างกายชูช่อขึ้นแล้วโปรยลงบนฝ่ามือของเขาอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังประจบสอพลอ
“ดูสิศิษย์พี่! ดอกโบตั๋นของท่านชอบข้ายิ่งนัก”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยโกรธจนอยากด่ากราดนี่มันชอบตรงไหนกัน? เห็นได้ชัดว่าพวกมันถูกรังแกอย่างหนัก!
“เจ้าเข้ามานี่”
ดวงตาของหนิงเทียนเป็นประกาย“ศิษย์พี่ ท่านจะมอบหินวิญญาณให้ข้าแล้วหรือ?”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยอยากตบเขาเสียจริงชายผู้นี้สมองแย่เพียงใดกัน? เขาไม่เห็นความโกรธบนใบหน้านางเลยหรือ?
เขาเป็นคนแรกในบรรดาศิษย์ฝ่ายในที่คิดรีดไถหินวิญญาณจากนางแต่นางก็พยายามระงับความโกรธอย่างถึงที่สุด
“เข้ามาก่อนเถอะ”
หนิงเทียนหัวเราะเบาๆแล้วเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า โดยมีดอกโบตั๋นตามติดมาเบื้องหลังด้วย
ฉินเสี่ยวเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อยประกายแสงประหลาดปรากฏขึ้นในแววตาของนาง “เจ้ามีนามว่าอะไร?เข้ามาเป็นศิษย์ฝ่ายในตั้งแต่เมื่อใด?”
“ข้าหนิงเทียนเข้ามาเมื่อสามวันก่อน ศิษย์พี่หวังพบว่าข้าหน่วยก้านดี จากนั้น...”
“เจ้าตัวดี! รนหาที่ตายยิ่งนัก!”
เสียงคำรามดังขึ้นพร้อมร่างของหวังเยวี่ยผู้อยู่ในวัยยี่สิบต้นๆที่พุ่งเข้ามาราวลมกระโชก เบื้องหลังเขามีดอกไม้ติดมาด้วยสามดอก ทั้งยังแผ่รังสีแห่งความโกรธแค้นออกมา
“ศิษย์พี่หวัง ท่านจะทำอะไรน่ะ?”หนิงเทียนแว่บไปด้านหลังฉินเสี่ยวเยวี่ยทันที และโผล่มองหวังเยวี่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ ด้วยใบหน้าไร้เดียงสา
“เจ้าคิดจะกลืนหินวิญญาณส่วนของข้าไปด้วยใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเยวี่ยก็คำรามด้วยความโมโห“เจ้าหนู! เจ้าบังอาจมากที่ใส่ร้ายข้า ไม่รู้หรือว่าข้าสามารถทุบตีเจ้าให้ตายครึ่งหนึ่งได้?”
หนิงเทียนกล่าวอย่างใจเสีย “ศิษย์พี่ท่านเห็นหรือไม่ว่าข้าเป็นเพียงจิตหยั่งลึกขั้นแรก แล้วศิษย์พี่หวังบอกว่าข้าใส่ร้ายเขาข้าหรือจะกล้าทำเช่นนั้น?”
ใบหน้าของฉินเสี่ยวเยวี่ยเย็นชาราวน้ำแข็งก่อนจะตะโกนถามว่า“หวังเยวี่ย เรื่องนี้เป็นมาอย่างไร?”
“ศิษย์น้อง เจ้าต้องเชื่อข้าเด็กนี่มันพูดไร้สาระ เขาจงใจใส่ร้าย...”
หนิงเทียนเอ่ยขัดทันที“ศิษย์พี่หวัง ท่านจะข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง[1]เช่นนี้หรือ? ที่นี่ยังมีคนอื่นๆ อยู่อีก ท่านลองสุ่มหาศิษย์ฝ่ายในผู้เป็นจิตหยั่งลึกขั้นแรกได้เลยดูสิว่าจะมีผู้ใดกล้าเสี่ยงชีวิตใส่ร้ายท่านกัน?”
“เจ้าเด็กแสบ ข้าจะฆ่าเจ้า!”
หนิงเทียนหันไปหาฉินเสี่ยวเยวี่ย“ศิษย์พี่ เขาคิดจะฆ่าปิดปากข้าแล้ว”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยตะโกน“พอได้แล้ว! หวังเยวี่ย เจ้าบังอาจนักที่หาคนมารังแกดอกโบตั๋นของข้าทั้งยังกล้าเสแสร้งต่อหน้าข้าอีก มาดูกันว่าข้าจะมอบบทเรียนอะไรให้เจ้า!”
“ศิษย์น้องหยุดก่อนอย่าโดนเด็กนี่หลอกนะ อ๊าก! หยุดเถอะ หากเจ้ายังลงมืออีกข้าคงต้องโต้กลับแล้ว”
สีหน้าของฉินเสี่ยวเยวี่ยมีเพียงความโกรธเกรี้ยวนางลงมืออย่างไร้ความปรานี รอบร่างงามรายล้อมด้วยดอกไม้สามดอกซึ่งหมายความว่านางอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสาม
หวังเยวี่ยก็อยู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสามเช่นกันทว่าเขากลับพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องภายใต้การโจมตีของนาง สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับระดับรากบ่มเพาะของพวกเขา
หนิงเทียนมองความโกลาหลตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินเมื่อสามวันก่อนหวังเยวี่ยผู้นี้ก่อเรื่องยุ่งยากให้เขา ดังนั้น เขาจึงอยากหาโอกาสจัดการกับคนพาลผู้นี้
เมื่อมีโอกาสยืมมีดฆ่าคน[2]หนิงเทียนย่อมไม่เกรงใจ
“ศิษย์พี่หวังพยายามเข้าหากท่านแพ้ หินวิญญาณของพวกเราคงถูกแช่น้ำแกง[3]” หนิงเทียนพูดให้กำลังใจหวังเยวี่ย แต่ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็เหมือนเขาพยายามนำความเกลียดชังมาสู่หวังเยวี่ยเสียมากกว่า
หวังเยวี่ยโกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไรแล้วเขาทำได้เพียงสบถด้วยแรงอารมณ์ “เจ้าเด็กบ้า!เจ้ากล้าหลอกลวงข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่นะศิษย์พี่ยังไม่ได้มอบหินวิญญาณให้ข้าเลย”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยหน้าซีดลงทันทีเจ้าบ้าสองคนนี้สติไม่ดีทั้งคู่
“ผสานสามผกา!” เสียงแสนหวานของฉินเสี่ยวเยวี่ยก้องกังวานดอกไม้ประหลาดสามดอกเบ่งบานในเวลาเดียวกัน
สิ้นเสียงของนางเหล่าดอกไม้ก็เริ่มหมุนตัวราวกับกำลังเริงระบำความผันผวนของพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งพุ่งเข้าหาหวังเยวี่ยอย่างรวดเร็ว
พลังวิญญาณโดยรอบพลุ่งพล่านราวพายุโหมกระหน่ำทั้งยังเป่าให้ชุดของฉินเสี่ยวเยวี่ยโบกสะบัดจนนางดูคล้ายเทพธิดาตัวน้อย
หวังเยวี่ยกรีดร้องก่อนที่ร่างของเขาจะปลิวไปไกลเขาบาดเจ็บสาหัสจนลุกแทบไม่ขึ้นแล้ว
ศิษย์ฝ่ายในหลายคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ต่างมองหน้ากันผลลัพธ์นี้ทำเอาพวกเขาพูดไม่ออก
“หนิงเทียน ถึงตาเจ้าแล้ว!” ฉินเสี่ยวเยวี่ยหันกลับมาด้วยใบหน้าที่เย็นเฉียบราวน้ำแข็ง ผู้ที่กล้ารังแกดอกโบตั๋นของนางเช่นนี้จะปล่อยให้ลอยนวลไปได้อย่างไร?
“ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วงข้าทราบแล้ว” หนิงเทียนวิ่งไปอยู่ข้างกายหวังเยวี่ยแล้วดึงแหวนมิติในมือของเขาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เตะร่างเขาทิ้ง
“เจ้าเด็กบ้า อ๊าก! ข้าไม่มีวันยกโทษให้เจ้า”
ดวงตาฉินเสี่ยวเยวี่ยแข็งค้างชายผู้นี้คิดจะทำสิ่งใดกัน? เขากำลังใช้ประโยชน์จากสถานการณ์หรือ?
สีหน้าศิษย์ฝ่ายในหลายคนเริ่มเปลี่ยนไปศิษย์พี่ฉินจะสั่งสอนหนิงเทียน ทว่าเขากลับวิ่งไปคว้าแหวนมิติของหวังเยวี่ยนี่มันการแสดงประเภทใด?
“ศิษย์พี่ ท่านก็เห็นแล้วว่าศิษย์พี่หวังพ่ายแพ้ท่านเช่นนั้นข้าจะช่วยสั่งสอนเขาอีกแรง ท่านสงบสติอารมณ์ลงเสียก่อน เดี๋ยวให้ศิษย์พี่หวังจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหนักทั้งสองวันของข้าแทนท่านแล้วกันโอ้! ยามนี้เริ่มจะสายแล้ว ข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านดีกว่าข้าขอตัว” หนิงเทียนหันกลับมาอย่างสง่างาม เรียกสายตาเหยียดหยามจากผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหลาย
“ช่างไร้ยางอายเสียจริงที่แท้ก็เป็นเพียงขยะ”
“หน้าด้านน่ารังเกียจยิ่งนัก!”
ฉินเสี่ยวเยวี่ยจ้องมองหนิงเทียนและโมโหทันทีที่เห็นเขาก้าวออกไป“ทั้งข่มเหงดอกโบตั๋นของข้า ทั้งยืมมือข้ามอบบทเรียนให้หวังเยวี่ยแล้วยังกล้าคิดจะจากไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ? เจ้าคิดว่าฉินเสี่ยวเยวี่ยผู้นี้โง่หรือ?”
หนิงเทียนก้าวไปข้างหน้าได้แค่หนึ่งก้าวก็ถูกนางขวางไว้เพื่อมอบบทเรียนให้เขา
“ศิษย์พี่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ทุบตีเจ้าเด็กไร้ยางอายผู้นี้ให้ตายไปเลย!”
“ผู้ที่กล้าเอาเปรียบและหลอกลวงศิษย์พี่ของพวกเราควรโดนหักขาทิ้งเสีย!”
ศิษย์ฝ่ายในหลายคนตื่นเต้นอย่างมากในที่สุดก็ถึงคราวที่เจ้าเด็กคนนี้จะเผชิญกับโชคร้ายเสียที
---------------------------------------
[1] ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง (过河拆桥) หมายถึง เมื่อได้รับผลประโยชน์แล้วก็ถีบหัวส่ง
[2] ยืมมีดฆ่าคน (借刀杀人) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของสามก๊กที่มีความหมายว่า การทำลายศัตรูโดยไม่จำเป็นต้องลงมือเองเพียงหยิบยืมกำลังและไพร่พลของผู้อื่นมา เพื่อรักษากำลังและไพร่พลของตนเอง
[3] แช่น้ำแกง (泡汤) หมายถึง ล้มเหลวหรือไม่ประสบความสำเร็จ