"ข้าจะไปดูหน่อย"
เซียวจวิ้นอันมองตามแผ่นหลังของซูอี้หว่านไม่รู้ในใจคิดอะไรอยู่ กลับลุกขึ้นเดินตามนางออกไป
รอจนร่างของทั้งสองลับสายตาไปแล้วจางอ้ายหลินจึงใช้ศอกสะกิดลูกชายที่ก้มหน้าก้มตากินเนื้ออยู่ข้างๆถามด้วยความสงสัย
"แม่รู้สึกว่าจวิ้นอันคนนี้เกี่ยวข้องกับอ๋องอันนะ"
"ท่านแม่ สายตาท่านเฉียบคมจริงๆ!"
ซูอี้โจวได้ยินคำพูดของมารดาก็ยิ้มรับคำคาดเดาของนาง
"ข้าเคยถามเขาแล้ว เขาก็ยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับอ๋องอันจริงๆแต่ความสัมพันธ์ที่แน่ชัดคืออะไร เขาไม่ยอมพูดถึง"
ซูอี้โจวนึกถึงบทสนทนาในคืนนั้นกับเซียวจวิ้นอันดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
"เขาบอกว่า ถ้ารู้มากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อพวกเราได้"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้"
เมื่อได้ยินว่าฐานะของเซียวจวิ้นอันอาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวได้จางอ้ายหลินก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่ในไม่ช้า นางก็ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นเพราะนางเชื่อว่าไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด หากคนในครอบครัวอยู่ด้วยกันไม่ว่าเจอเรื่องอะไรก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้
หลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันช่วงหนึ่งนางรู้สึกว่าเซียวจวิ้นอันเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ไปแล้ว
"ตอนที่เราอยู่ในโลกวันสิ้นโลกยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้ตอนนี้ก็ต้องไม่มีปัญหา!"
"ท่านแม่พูดถูกแล้ว!"
ซูอี้โจวเห็นด้วยเขาพยักหน้าเงยหน้ามองไปยังห้องครัว เผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมาย
"แล้วข้าว่า จวิ้นอันกับหว่านหว่านก็เหมาะสมกันดีนะถึงเวลาแล้วที่หว่านหว่านควรจะลองมีความรักบ้าง"
"ข้าว่าปัญหาเรื่องส่วนตัวของเจ้าก็ควรจะพิจารณาได้แล้วนะ"
จางอ้ายหลินมองลูกชายที่กระตือรือร้นที่จะจับคู่ซูอี้หว่านกับเซียวจวิ้นอันก็อดไม่ได้ที่จะมองค้อนใส่เขา
"เจ้าลองพูดมาสิ เจ้าจะแต่งงานเมื่อไร ให้แม่ได้อุ้มหลานเสียที?"
"เรื่องนี้ ท่านแม่ ข้ายังไม่รีบ..."
ซูอี้หว่านไม่รู้ว่าตอนนั้นซูอี้โจวกำลังถูกแม่เร่งรัดเรื่องแต่งงานอยู่นางรู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้ประตู เมื่อมองไปและเห็นว่าเป็นเซียวจวิ้นอันสีหน้าก็มืดครึ้มลงทันที
"เจ้าเข้ามาทำอะไร?"
"ข้า อยากดูว่ามีอะไรที่ข้าช่วยได้บ้าง"
เซียวจวิ้นอันมองซูอี้หว่านอย่างอึดอัดอยากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อคลายความกระอักกระอ่วนแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
"หึ!"
ซูอี้หว่านได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ ดวงตากลมโตจ้องมองเซียวจวิ้นอันอย่างไม่วางตาราวกับจะมองทะลุเขาไป
"พูดมาตามตรง เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้าไม่ใช่ท่านอ๋องอันอะไรนั่นใช่หรือไม่?"
ซูอี้หว่านสังหรณ์ใจว่าเซียวจวิ้นอันเกี่ยวข้องกับอ๋องอันที่ร่ำลือกันโดยเฉพาะเมื่อซูอี้โจวพูดถึงเรื่องของอ๋องอันเมื่อครู่นี้แม้ว่าเซียวจวิ้นอันจะไม่ได้แสดงอาการผิดปกติอะไรแต่นางดูออกว่าในใจของเขาไม่ได้สงบเลย
หากคนผู้นี้คืออ๋องอันจริงๆไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องไล่เขาออกไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางก็จะไม่เก็บตัวปัญหาเช่นนี้ไว้
ทัศนคติของซูอี้หว่านที่มีต่ออันตรายนั้นแตกต่างจากซูอี้โจวในโลกวันสิ้นโลก พวกเขาต้องประสบกับเรื่องร้ายเพราะถูกเพื่อนร่วมทางทรยศจึงทำให้นางไม่อยากจะยอมรับว่าคนข้างกายมีภัยซ่อนเร้นอยู่อีกต่อไป
เซียวจวิ้นอันได้ยินคำถามของนางสีหน้าก็กลายเป็นซับซ้อน เปิดปากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
เขาก้มหน้าลงส่ายหน้าเบาๆ
"จริงหรือ? เจ้าไม่ใช่ท่านอ๋องอัน?"
"ไม่ใช่ ข้า... มีความเกี่ยวพันกับอ๋องอันอยู่บ้าง ดังนั้น...จึงต้องซ่อนตัวตนเอาไว้..."
ซูอี้หว่านจ้องมองเซียวจวิ้นอันเห็นว่าเขาไม่ยอมรับ ในใจก็ค่อยๆ คลายความกังวลลง
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะพูดให้ชัดเจนไปเลย นับจากนี้เป็นต้นไปฐานะของเจ้าต่อบุคคลภายนอกก็คือ คู่หมั้นของข้า"
เซียวจวิ้นอันไม่คาดคิดว่าซูอี้หว่านจะพูดเช่นนี้ได้ยินดังนั้นดวงตาคู่คมก็ฉายแววดีใจออกมาเล็กน้อย
เพียงแต่ในไม่ช้าซูอี้หว่านก็ทำให้เขาผิดหวัง
นางกล่าวต่อว่า"แต่อย่าเข้าใจผิด การหมั้นหมายครั้งนี้เป็นเรื่องหลอกลวงเป็นเพียงการช่วยเจ้าปกปิดตัวตนเท่านั้น รอข้าอายุสิบแปดปีการหมั้นหมายนี้ก็จะถูกยกเลิกโดยทันที ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไปตามทางของเจ้าข้าก็ไปตามทางของข้า!"
ซูอี้หว่านช่วยเซียวจวิ้นอันปกปิดตัวตนผ่านไปอีกสองสามปีข่าวคราวก็คงจะไม่เข้มงวดเหมือนตอนนี้ เขาเองก็น่าจะปลอดภัยแล้ว
ถึงตอนนั้นนางก็สามารถมีความรักได้อย่างอิสระหาคนที่ชอบมาแต่งงานด้วย
เมื่อก่อนตอนที่อยู่ในโลกวันสิ้นโลกนางไม่เคยเจอคนที่เหมาะสมเลย แต่จริงๆ แล้วนางก็ยังโหยหาความรักและการแต่งงานอยู่
ได้ยินซูอี้หว่านพูดเช่นนี้เซียวจวิ้นอันก็เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้า
"ตกลง"
เขามองหญิงสาวตรงหน้าในใจกลับคิดเงียบๆ ว่าถึงแม้จะตกลงกันว่าจะยกเลิกการหมั้นหมายเมื่อซูอี้หว่านอายุสิบแปดปีแต่กว่าจะถึงตอนนั้นก็ยังมีเวลาอีกตั้งหลายปีใครจะบอกได้ว่าในช่วงเวลานี้พวกเขาจะไม่เกิดอะไรขึ้น?
ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ยกเลิกการหมั้นหมาย ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีโอกาส
เซียวจวิ้นอันคิดคำนวณในใจเงียบๆแล้วตอบตกลงอย่างง่ายดาย
"ดี ตกลงตามนี้!"
ด้วยเห็นว่าเซียวจวิ้นอันเป็นคนเข้าใจง่ายซูอี้หว่านจึงรู้สึกยินดี จึงยื่นมือออกไปเพื่อแตะมือให้คำมั่นสัญญากับเขา
เซียวจวิ้นอันเห็นนางมีท่าทางกระตือรือร้นก็ไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็ยังเอื้อมมือไปแตะกับนางอย่างซื่อสัตย์
แตะครั้งที่หนึ่งลองเชิงแตะครั้งที่สองให้คำมั่น แตะครั้งที่สามให้สัญญา!
"ดี ทีนี้ก็ถือว่าเรื่องนี้ตกลงกันแล้ว!"
ซูอี้หว่านค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์นี้ในที่สุดก็แสดงสีหน้าที่ดีให้เซียวจวิ้นอันได้เห็นบ้าง
"ข้าจะทำการทดลองบางอย่าง เจ้ามาช่วยข้าทำนะ"
"อะไรหรือ?"
เซียวจวิ้นอันได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจยังไม่ทันได้พูดอะไรมาก ก็เห็นซูอี้หว่านจ้องเขม็งมาที่เขา
"เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกว่าจะช่วยข้าหรือ? ที่แท้ก็เป็นคนไม่รักษาสัจจะงั้นสิ?"
"มะ... ไม่ใช่ ข้าแค่ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง"
"มาช่วยข้าทำ ‘แป้งทอดสอดไส้ไข่’ ไงเล่า!"
ซูอี้หว่านยิ้มอย่างมีเลศนัยนางพบว่าเซียวจวิ้นอันมีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารอยู่บ้าง หากมีเขาช่วยละก็นางก็จะประหยัดเวลาและแรงกายได้
ในเมื่อสามารถทำอะไรได้ง่ายขึ้นนางก็จะไม่ยอมทำให้ตัวเองต้องลำบาก!
"แป้งทอดสอดไส้... ไข่? มันคืออะไรหรือ?"
เซียวจวิ้นอันเพิ่งเคยได้ยินชื่ออาหารชนิดนี้เป็นครั้งแรกมองซูอี้หว่านด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นช่วยจากตรงไหน
"ไม่ต้องห่วง ข้าจะสอนเจ้าเอง!"
ซูอี้หว่านเห็นความสับสนของเขาก็ไม่ได้โกรธนางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วนำวัตถุดิบออกมาวางบนเตา อธิบายให้เซียวจวิ้นอันฟัง
"เมื่อจะออกไปขายของทั้งที ก็ต้องไม่ทำอาหารที่ใครๆ ก็เคยกิน หากทำเช่นนั้นย่อมไม่มีทางเอาชนะใครได้ ข้าคิดจะทำอาหารที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครเมื่อผู้คนถูกความอยากรู้อยากเห็นกระตุ้น พวกเขาก็จะเข้ามาซื้อหาเองเมื่อเสียงเล่าลือแพร่สะพัด การค้าของเราก็จะรุ่งเรือง"
สุราเลิศรสเพียงใดก็ยากจะเลื่องลือหากมิมีใครล่วงรู้ซูอี้หว่านมิปรารถนาให้ความพยายามรังสรรค์อาหารเลิศรสต้องสูญเปล่า
"อย่างนั้น แป้งทอดสอดไส้ไข่นี่ จะสามารถกระตุ้นความสนใจของทุกคนได้จริงๆหรือ?"
"เจ้าลองทำดูก็รู้แล้ว"
ซูอี้หว่านมองเซียวจวิ้นอันที่ทำหน้างงๆก็ไม่ได้โกรธ นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มทำแผ่นแป้ง ทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง
เมื่อเห็นดังนั้นเซียวจวิ้นอันก็ทำตามอย่างรวดเร็วทั้งสองจึงทำแผ่นแป้งส่วนหนึ่งเสร็จแล้ว
"เจ้าดูให้ดี"
ซูอี้หว่านกวักมือเรียกเซียวจวิ้นอันจากนั้นก็นำแผ่นแป้งใส่ลงในกระทะ ครู่เดียวเท่านั้น ด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมแผ่นแป้งแบนราบก็พองตัวขึ้นราวกับลูกโป่ง ดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
เซียวจวิ้นอันเห็นภาพนี้ก็ตกตะลึงอดไม่ได้ที่จะมองซูอี้หว่านอีกครั้งสงสัยว่านางไปเอาความคิดมากมายเหล่านี้มาจากไหนกัน