บทที่ 53 อยากหอมพ่อสักฟอด
ฉินต้าซานไม่ได้สนใจเรื่องแม่ม่ายหวังเท่าไหร่นัก
เพราะตอนนี้เขาหิวจนจะกินวัวได้ทั้งตัวแล้ว
ไป๋อวี้ยกซวงทังจื่อขึ้นโต๊ะเล็ก ๆ ในลานให้เขา แล้วหยิบข้าวปั้นที่ฉินเสี่ยวซู่ทำออกมาให้เขาหกก้อน
จากนั้นรินน้ำมะขามให้เขาถ้วยหนึ่ง
เธอทำสิ่งเหล่านี้เพียงเพราะตอนนี้อาศัยอยู่ใต้ชายคาคนอื่น ความจริงเธออยากทำงานที่ตรงความสามารถของตนก็เท่านั้น
อีกอย่างเขาเข้าป่าไปตั้งหลายวันคงจะเหนื่อยน่าดู
ฉินเสี่ยวกั่วยืนอยู่บนม้านั่ง ท่อนบนฟุบกับโต๊ะงับขอบถ้วยดื่มน้ำมะขาม
ฉินต้าซานลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน
เมื่อครั้งที่เด็กคนนี้เพิ่งถูกพากลับมา ตัวของเธอผอมกะหร่องเหมือนไม้เสียบผี แถมยังผวาสะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
เวลาแค่ไม่กี่วันเธอก็เลี้ยงจนเด็กคนนี้ดูดีขึ้นมา ใบหน้ามีเลือดฝาด ยิ้มทีตาหยีลง สดใสกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
เดิมทีฉินต้าซานสงสารเด็กคนนี้ที่มีชีวิตขมขื่น ตอนนี้เพิ่งเปลี่ยนสภาพแวดล้อม จึงกลัวว่าตนจะดูแลได้ไม่ดี เลยให้แม่ของเธออยู่ดูแลเธอสักระยะหนึ่งให้คุ้นชินก่อน
ด้วยความเกลียดชังที่เขามีต่อแม่ของเด็ก จึงตั้งใจว่าจะรอให้ลูกเริ่มคุ้นชินบ้างแล้วจะจ่ายเงินเธอสักก้อนให้แยกตัวออกไป เมื่อถึงตอนนั้นเธอจะแต่งงานใหม่หรืออะไรก็ตามใจเธอ
แต่ช่วงนี้เห็นเธอทำงานคล่องแคล่ว ดูแลลูกได้ดี ทั้งยังพยายามเอาใจพวกเขาสองพ่อลูกเต็มที่แล้ว ฉินต้าซานเลยอดไม่ได้มองเธอเปลี่ยนไปนิดหน่อย อีกอย่างตอนเธอหึงเรื่องแม่ม่ายหวังก็ช่างดูน่าสงสาร
เขาตัดสินใจว่าจะยังไม่พูดเรื่องจ่ายเงินให้เธอแยกออกไป รอดูอีกสักหน่อยว่าเธอจะอยู่อย่างสงบได้หรือเปล่า
ไป๋อวี้ไม่รู้เลยสักนิดว่าเขากำลังคิดเรื่องบ้าบออะไร
ถ้าเธอรู้ว่าการที่เธอทำนั่นทำนี่ให้เขาได้กินได้ดื่มเพราะไม่อยากงอมืองอเท้าในบ้านหลังนี้ แล้วมารู้ว่าเขาคิดแบบนี้ เธอคงจะล้วงคอเขาให้อ้วกออกมาให้หมด
โชคดีที่ใจมนุษย์ไม่สื่อถึงกัน ดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงดูกลมเกลียวกันมาก
สามีดื่มกิน ไป๋อวี้ก็คอยนั่งอยู่ข้าง ๆ ชะเง้อคอมองข้างนอกรอฉินเสี่ยวซู่กลับมา
“พ่อ! พ่อ!”
ฉินเสี่ยวซู่วิ่งปรูดกลับมา ผลักประตูไม้ไผ่ที่สูงเกือบเท่าตัวคนออก วิ่งจนเหงื่อซ่ก
“พี่! พี่!” ฉินเสี่ยวกั่วเรียกด้วยความดีใจ
ไป๋อวี้รีบเอ่ยทันใด “เป็นยังไงบ้าง”
ฉินเสี่ยวซู่กล่าว “หาคนไปซ่อมจักรเย็บผ้าให้แม่ม่ายหวังแล้ว บอกว่ารอป้าฮวากลับมาจะคิดบัญชีกับหลิวไฉ่อิง”
ไป๋อวี้ขมวดคิ้วพูดว่า “น่าจะเสียค่ารักษาไปไม่น้อย คนอย่างหลิวไฉ่อิงให้ตายยังไงก็ไม่ยอมควักเงินหรอก ถึงตอนนั้นต้องโบ้ยให้จ้าวต้าหมินแหง ๆ”
เวลามนุษย์ป้าเอาเรื่องขึ้นมาไม่สนผลลัพธ์หรอก พวกเธอพร้อมจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งทุกเมื่อ
จุดอ่อนอยู่ในมือหลินเยี่ยนแน่นหนาแบบนี้ ไม่มีทางที่หลินเยี่ยนจะไม่ใช้
เธอต้องข่มขู่จ้าวโหย่วเต๋อแน่ว่าถ้าเขากล้าขอให้เธอชดใช้ เธอจะแพร่งพรายเรื่องที่จ้าวต้าหมินทำทั้งหมด
ฉินต้าซานหันไปมองลูกชายแวบหนึ่ง
พอลูกชายรู้ตัวก็รีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขาไม่อยู่บ้านจนหมดเปลือก
เด็กน้อยแยกแยะความสำคัญไม่เป็น เลยเล่าเรื่องอิงตามระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบ...
ไป๋อวี้จะปิดหูฉินเสี่ยวกั่วอย่างกระดากอายเป็นบางจุด
คิ้วของฉินต้าซานก็จะขมวดมุ่นแล้วหันมองไป๋อวี้ ถึงแม้เด็กชายจะไม่เข้าใจการกระทำเหล่านั้นของไป๋อวี้ แต่เขาพอจะเดาได้ว่าหมายถึงอะไร
“เธอวางแผนไว้หมดเลยเหรอ” เขาถามไป๋อวี้
ไป๋อวี้พูดอย่างมั่นอกมั่นใจ “แน่นอนสิ ทำการใดย่อมต้องวางแผน มันผิดหรือไง”
แต่พอเอ่ยอย่างมั่นใจเสร็จเธอก็ต้องตกใจ “นายเข้าใจเหรอ”
บอกตามตรง แผนการของเธอผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน แถมยังกำหนดไว้แล้วว่าจะโจมตีอย่างแม่นยำโดยยึดจ้าวอิ้งหงกับหวังเหลียนเป็นหลัก
แม้มันออกจะอ้อมค้อมไปหน่อยก็ตาม
แต่ฉินเสี่ยวซู่แค่พล่ามไปเรื่อยเปื่อย ชายฉกรรจ์บ้านป่ายุค 70 คนนี้ก็เข้าใจแล้วงั้นเหรอ
ฉินต้าซานพูดเพียงว่า ‘อืม’ ก่อนจะก้มหน้าพุ้ยซวงทังจื่อเข้าปากคำใหญ่
ไป๋อวี้ยังคิดเพ้อเจ้ออยู่
จู่ ๆ ฉินเสี่ยวกั่วก็ขยับเข้ามาท่าทางมีเลศนัย “แม่คะ หนูอยากหอมพ่อสักฟอด”
ฉินต้าซาน “...”
ไป๋อวี้คิดว่าตลกดี “หอมสิ”
ฉินต้าซานยึดตัวนั่งตรงทันที ดูท่าจะไม่อนุญาต
แต่ฉินเสี่ยวกั่วคิดว่า แม่อนุญาตก็พอ!
เธอพูดกับไป๋อวี้อย่างร่างเริง “แม่คะ พ่อนั่งแล้วก็ยังสูงอยู่ดี แม่อุ้มหนูไปหอมพ่อหน่อย”
ไป๋อวี้หยุดคิดเล็กน้อย ก่อนที่สองมือจะยกตัวลูกขึ้น ใช้พลังมหาศาลส่งเธอไปชิดแก้มของผู้เป็นพ่อ
ใบหน้าหล่อเหลาของฉินต้าซานชะงักค้าง แววตาเจือความตะลึง แต่ก็ห้ามลูกสาวที่โน้มตัวเข้ามา ‘จุ๊บ’ เขาเสียงดังไม่ได้อยู่ดี
ฉินต้าซาน “...”
ฉินเสี่ยวกั่วหัวเราะคิกคัก เธอรีบหันหลังกลับไปในอ้อมกอดแม่ด้วยท่าทางที่ขวยเขิน
ฉินต้าซานตีหน้าขรึม ก้มหน้าลงกินข้าวต่อ
ไป๋อวี้เห็นแล้วนึกขำก่อนเอ่ย “ไม่เห็นเป็นอะไรเลย หอมลูกสาวหน่อยสิ”
ฉินเสี่ยวซู่มองอยู่ข้าง ๆ อย่างตะลึงงัน จู่ ๆ ก็ขยับเข้าใกล้อย่างมีลับลมคมใน...
สัญญาณเตือนภัยในใจฉินต้าซานสะเทือนเลือนลั่น “ไปให้พ้น!”
“…พ่อ! อะไรเนี่ย! ผมแค่จะหยิบข้าวปั้น!” ฉินเสี่ยวซู่เอ่ยอย่างน่าสงสาร
ก็จริงนี่นา เขายื่นมือออกไปแล้วเนี่ย!
ฉินต้าซานได้ฟังก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นดันจานที่ใส่ข้าวปั้นไปทางเขา
ฉินเสี่ยวซู่รีบรวบข้าวปั้นสองก้อนใส่มือทันที แถมยังโวยวายว่า ‘คิดว่าผมอยากหอมแก้มพ่อเหมือนกันงั้นเหรอ! ถุย!’
แล้วถือข้าวปั้นเผ่นแน่บไปราวกับสายลม
ฉินต้าซานเขินหรือเปล่าไม่รู้ แต่เอาเป็นว่าสีหน้าเขาเป็นแบบนั้นตลอดเวลา แล้วก้มหน้ากินซวงทังจื่อต่อ
กินเสร็จก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
แต่หนนี้ก้าวหน้ากว่าก่อนหน้านี้นิดหน่อย เขาพูดกับไป๋อวี้ว่า “ฉันจะไปหาเหล่าจ้าว”
ไป๋อวี้เอ่ยอย่างแปลกใจ “นายไปหาเหล่าจ้าวทำไม”
ฉินต้าซานเดินดุ่ม ๆ ออกไปโดยที่ไม่ตอบคำถามนี้
ท่าทีแบบนี้ อาจจะไม่มีปัญหาในยุคนี้
แต่ไป๋อวี้ไม่ชอบใจเอามาก ๆ เธอกอดเสี่ยวกั่วพูดว่า “กินเสร็จก็สะบัดตูดไป ถามอะไรก็ไม่ตอบ ชิ”
ฉินเสี่ยวกั่วโพล่งขึ้นทันใด “แม่คะ! อย่าโมโหไปเลย! เดี๋ยวหนูช่วยเก็บ!”
ไป๋อวี้พูดอย่างแปลกใจ “หนูจะช่วยยังไง”
เจ้าตัวเล็กล้างจานเป็นงั้นเหรอ
วินาทีต่อมา ถ้วยชามบนโต๊ะเตี้ยก็หายไปจนหมดเกลี้ยง
ฉินเสี่ยวกั่วเอ่ยอย่างกระหยิ่มใจ “หนูจะช่วยแม่ขนไปไว้ในครัวเองค่ะ!”
ไป๋อวี้หอมเธออย่างนึกขัน แต่ก็มิวายเตือนว่า “กั่วเอ๋อร์ กระเป๋าอันนั้นของลูกอย่าใช้บ่อยล่ะ”
ฉินเสี่ยวกั่วงุนงง แต่ก็พูดเสียงดังลั่น “ค่ะ!”
แม่ว่ายังไงก็ว่าตามนั้น
…...
ทางด้านเหล่าจ้าวให้หลี่หมิงนับจำนวนเหยื่อถูกล่ามาได้ กำลังจดบันทึกค่าปริมาณงานอยู่
ป้าฮวาพาจ้าวอิ้งหงกลับมา สองสามีภรรยาจ้องตากันท่ามกลางฝูงชนที่เอะเอะโวยวายในลาน
แววตาของเหล่าจ้าวเจือความร้อนใจและความสงสัย
ป้าฮวาก็เช่นกัน
แต่ป้าฮวาพยักหน้าช้า ๆ
สองสามีภรรยาสื่อสารกันอย่างรู้ความโดยที่ไม่พูดอะไรเลยสักคำ
เหล่าจ้าวเหมือนยกภูเขาออกจากอก ก่อนที่จะหัวเราะเฝื่อน ๆ
ในตอนนั้นเอง ฉินต้าซานก็เข้ามาหาพวกเขาแล้วขานเรียก
“เหล่าจ้าว”
“ว่าไง!”
เหล่าจ้าวปาดเหงื่อ “เมียแกบอกแกหมดแล้วใช่ไหม”
ฉินต้าซานผงกศีรษะ “ระวังหน่อยแล้วกัน”