“เหลวไหลชะมัด! พลังเวทของแกมันจะไม่ใช่ัไฟได้ไงกัน?!” หนึ่งในสามคนนั้นพูดขึ้นมา
“ก็พลังเวทของผม... มันคือัสายฟ้าไงล่ะครับ” อาคุมุตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่แสดงให้เห็นว่าตนคือผู้ชนะ
“สายฟ้า? อย่ามาอำพวกฉันเล่นนะโว้ย! ตระกูลของแกมันเป็ตระกูลัไฟ ตระกูลัสายฟ้าน่ะได้หายสาบสูญไปราว ๆ 50 ปีแล้ว และตระกูลัสายฟ้าน่ะมีมาก่อนตระกูลของแกด้วย อีกทั้งเด็กเวรอย่างแกเนี่ยนะจะไปเทียบกับตระกูลที่สูงส่งอย่างตระกูลัสายฟ้า เหอะ! ไปอ่านประวัติความเป็มาของตระกูลให้เข้าใจก่อนค่อยมาพูดอะไรบ้า ๆ แบบนี้”
‘มีมาก่อนตระกูลคาอิดะก็หมายความว่ามันยาวนานกว่านั้น... ลึกซึ้งชะมัด แล้วตัวฉันถูกโยงไปตระกูลัสายฟ้าได้ไงล่ะนั่น? ฉันเป็คนจากตระกูลัไฟหรือัสายฟ้ากันแน่เนี่ยเริ่มไม่เข้าใจแล้วนะไอ้บ้าเอ๊ย!!’
ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามต่างก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน มันคงไม่มีทางเป็ไปได้
เพราะตระกูลคาอิดะนั้นเป็ตระกูลที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เคยได้รับขนานนามว่าเป็ตระกูลแห่ง "าาัอัคคี" เด่นในเื่ของการโจมตีด้วยเพลิงที่แข็งแกร่ง บุตรหลานของตระกูลนี้ที่ได้สืบทอดมาก็มีพลังเวทเป็เวทแห่งัไฟทุกคน
และที่ทำให้ทั้งสามยิ่งไม่เชื่อก็เพราะว่าตระกูลัสายฟ้านั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็มาที่ยาวนานกว่าตระกูลัไฟ ทั้งยังไม่มีผู้สืบทอดตระกูลต่อไปั้แ่เมื่อ 50 ปีที่แล้ว สำหรับสามพี่น้องนักเวท ถ้าจะเป็แบบนั้นได้ก็คงมีแต่ในนิทานหลอกเด็ก
“พวกคุณคงไม่เชื่อผมอยู่แล้วล่ะ แต่ว่า... ผมน่ะมีพลังเวทเป็ัสายฟ้าจริง ๆ นะ ผมจะโกหกทำไม?” อาคุมุพูดพร้อมกับแสดงให้เห็นถึงเส้นสายฟ้าที่กำลังกระจายออกมาจากฝ่ามือของเขา ซึ่งนั่นทำให้นักเวททั้งสามต่างก็ใกันไปตาม ๆ กัน เพราะสิ่งที่อาคุมุพูดคือเื่จริง
“ส.. สายฟ้าจริง ๆ ด้วย?”
มากไปกว่านั้นคือเรย์และเหล่าทหารที่อยู่ในรถม้า ซึ่งฟังการสนทนาระหว่างอาคุมุกับนักเวทมาโดยตลอด แน่นอนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นั้แ่ได้เจออาคุมุจนมาถึงตอนนี้นั้นทำให้หน่วย 7 ครึกครื้นเป็อย่างมาก ทั้งตัวตนของเด็ก 6 ขวบที่มีเื้ัอันยิ่งใหญ่ มีพลังเวทและยังเป็พลังเวทที่แข็งแกร่ง
“ไอ้เ้าหนูนี่... มันเป็ใครกันแน่เนี่ย?” เรย์พูดออกมา ซึ่งทหารที่อยู่กับเรย์ต่างก็แปลกใจไปตาม ๆ กันเกี่ยวกับตัวตนของอาคุมุ
“แล้วแกรู้ได้ไงว่าการแพ้ทางของธาตุนั้นไม่มีผลในการต่อสู้ด้วยพลังเวทมนตร์? นี่น่ะมันเป็ความลับที่มีแค่นักเวทเท่านั้นนะที่รู้” หนึ่งในนักเวทกล่าว เขาดูเหมือนจะเป็พี่ใหญ่ของทั้งสามคน
ซึ่งคำพูดของเขาก็ทำให้อาคุมุใเช่นกัน เพราะสิ่งที่อาคุมุพูดไปนั้นเขาแค่รู้สึกว่ามันอาจจะเหมือนอย่างที่เขาคิดไว้ก็เป็ได้ ซึ่งก็เป็แบบนั้นจริง ๆ
“ผมพูดไปตามจินตนาการน่ะครับ เพราะพลังเวทมนตร์มันคงจะไม่มีแค่พลังที่เกี่ยวกับธาตุใช่ไหมล่ะ? สรุปว่ามันไม่มีความสำคัญจริง ๆ เหรอเนี่ย? ผมดวงดีสินะ” อาคุมุตอบกลับไป
ตามที่อาคุมุเข้าใจคือพลังเวทที่แต่ละคนนั้นมี ย่อมไม่ได้มีแค่จำพวกธาตุทั้งหลายเป็แน่ โดยสิ่งที่ทำให้เขาคิดแบบนี้ก็คือเมื่อตอนเจอกับผู้ใช้พลังปีศาจคนที่ 13 ตอนนั้นดูเหมือนว่าอาคุมุจะตกเป็เป้าในพลังเวทของชายคนนั้นราวกับว่าถูกหยุดการเคลื่อนไหว ซึ่งยังไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าคือพลังเวทที่เกี่ยวกับอะไรและความสามารถจริง ๆ ของมันคืออะไร แต่เขามั่นใจเป็อย่างมากว่านั่นคือพลังเวทอย่างแน่นอน
“จินตนาการ? น่าตลกเป็บ้าเลยนะคนอย่างนายเนี่ย... ใช่แล้ว! การแพ้ทางธาตุมันไม่ได้มีความหมายเลยในการต่อสู้จริง มันไม่ได้มีความสำคัญเลยสักนิด แล้วก็ใช่แล้ว! พลังเวทมนตร์น่ะไม่ได้มีแค่พลังที่เกี่ยวกับธาตุหรอก มันมีรอบด้านแทบจะนับไม่ถ้วนเลย...”
“แต่ก็ช่างเถอะ พลังของแกมันคือสายฟ้าแล้วจะทำไมล่ะวะ! แต้ม B แกมีหรือไง? น้องรองน้องเล็กเอาแต้ม B ของพวกนายให้ไอ้เด็กนี่ดูซะ!” ผู้ที่เป็พี่คนโตกล่าว น้องทั้งสองของเขาจึงเปิดเผยแต้ม B ให้อาคุมุได้เห็น
คนหนึ่งเปิดผมที่ปรกหน้าผากด้านขวา เผยให้เห็นแต้ม B ของเขา ซึ่งก็คือ 1k(1,000) ส่วนอีกคนหันฝ่ามือให้อาคุมุได้เห็น ซึ่งก็คือ 1.2k(1,200)
“นี่แค่น้อง ๆ ของฉันนะ ส่วนของฉัน... ถ้าแกได้เห็นแกคงจะใจนร้องไห้หาพ่อ ฉันให้เวลาแกเปลี่ยนความคิด คนที่มีพลังเวทหายากอย่างแกคงจะเป็ที่้าตัวแน่นอน มากับพวกฉันแล้วไปเป็นักเวทใต้บังคับบัญชาของฉัน ก่อนอื่นถ้าพวกฉันเอาตัวแกไปให้องค์จักรพรรดิพวกฉันคงจะได้รับการตอบแทนและผลประโยชน์ที่มากเป็พิเศษแน่นอน เช่นตำแหน่งที่สูงขึ้นในจักรวรรดิอะไรแบบนี้ มันคงจะดีเลยล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วก็...” ดูเหมือนว่าเขาจะยังพูดไม่จบ อาคุมุก็พูดแทรกขึ้นมาในทันทีด้วยความหงุดหงิด
“แกจะพล่ามอะไรมากมายวะเนี่ย?! แค่จะข่มฉันด้วยแต้ม B ก็ร่ายยาวเป็บทสวด ฉันเริ่มไม่อยากจะพูดดี ๆ กับพวกแกแล้วนะ!”
“อ่า... ไอ้เด็กเปรต!!! กล้าเรียกฉันด้วยคำว่า 'แก' อย่างงั้นเหรอ? ดี! พูดแบบนั้นก็หมายความว่าแกจะตายตรงนี้สินะ งั้นดูไว้เป็ขวัญตาก่อนที่จะตายซะ!” ว่าแล้วเขาก็ดึงแขนเสื้อด้านขวาขึ้น ซึ่งแต้ม B ของเขานั้นอยู่ที่ตำแหน่งเดียวกันกับอาคุมุ ก็คือบริเวณไหล่ และแต้ม B ที่ปรากฏให้เห็นก็คือ 2k(2,000)
อาคุมุที่ได้เห็นอย่างนั้นก็ถอนหายใจออกมาในทันที
“เฮ้อ! พูดพล่ามมาซะมากมาย สรุปว่ามีแค่นี้เนี่ยนะ? ตลกชะมัด”
“ฉันว่ามันจะมากเกินไปแล้วนะเว้ย! แกมีอะไรถึงกล้าพูดแบบนั้นได้ห๊ะ? ฉันถามจริง ๆ เถอะ แล้วก็หัดเจียมตัวซะบ้าง” ผู้ที่เป็น้องเล็กได้พูดออกมา เขาทนฟังอยู่นานมากแล้วแต่สุดท้ายก็ยังเห็นความอวดดีของอาคุมุ จึงอดที่จะพูดออกมาไม่ได้
“ฉันว่าพวกแกมากกว่าที่ควรจะเจียมตัวได้แล้วนะ ฉันเสวนากับพวกแกก็นานมากแล้ว” ว่าแล้วอาคุมุก็ดึงแขนเสื้อด้านขวาขึ้น เผยให้เห็นแต้ม B ของเขา
“3k(3,000)... 3k?!!” นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทั้งสามคนใอีกครั้ง จากที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเกินกว่าจะพรรณนา ตอนนี้เริ่มลดน้อยถอยลงทีละนิด
“โธ่เว้ย... ถึงจะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นแต่เราต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ เรามีกัน 3 คน พวกทหารบ้านั่นก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วถ้ารุมมันซะก็จบเื่ ัสายฟ้าของแก มันจะเป็ัหรือจิ้งเหลนกันล่ะวะ!!” ผู้เป็พี่พูดขึ้นมาและเตรียมการโจมตี น้องทั้งสองที่ได้ยินอย่างนั้นก็เตรียมที่จะโจมตีเช่นกัน แต่แล้วอาคุมุก็พูดขึ้นมา
“รู้ทั้งรู้ว่าสู้ฉันไม่ได้... แล้วที่แกบอกว่าถ้าจับตัวฉันส่งองค์จักรพรรดิแล้วเขาจะให้อะไรต่าง ๆ นา ๆ นั่นน่ะ แกคิดว่าแกจะได้ตามที่อยากหรือไง?! แกคงไม่ได้อะไรเลยด้วยซ้ำ ดีไม่ดีพวกแกหมดประโยชน์ก็โดนฆ่าทิ้งอีก ฉันมีทางเลือกให้อยู่นะ... สำหรับพวกแก 3 คนที่โดนกดขี่จากอำนาจของจักรพรรดิแล้วเป็เหมือนลูกหมาน่ะ”
อาคุมุยื่นข้อเสนอให้ ซึ่งดูเหมือนว่าผู้ที่เป็พี่คนโตนั้นเริ่มเกิดความลังเลใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้ายคำตอบที่ได้กลับมาก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของเขาได้
“โดนกดขี่จนเหมือนลูกหมาอะไรของแก? ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแล้ว! ฆ่ามัน!!” ได้ยินอย่างนั้น พี่คนโตและคนรองก็พุ่งเข้ามาหาอาคุมุในทันที โดยมีน้องเล็กที่ยืนเตรียมใช้เวทระยะไกลจากทางด้านหลัง
‘บ้าจริง ฉันยังไม่ได้ฝึกอย่างอื่นเพิ่มเลย เกือบจะมีพันธมิตรเพิ่มอยู่แล้วเชียวผิดแผนจนได้’