10.อันสือเย่ว
อันเหลียนฮวาและบุตรชายเดินออกจากร้านผู่เซียงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มนางมองตั๋วเงินจำนวนสองหมื่นห้าพันตำลึงเงิน(สองพันห้าร้อยตำลึงทอง)ที่อยู่กลางฝ่ามืออย่างอย่างวาววับทอประกายนายท่านไป๋ฉินรับซื้อตังถั่งเช่าทั้งหมดยี่สิบห้าหัวนางพึงพอใจกับราคานี้เป็อย่างมาก นางคงเป็ลูกรักของ์จริง ๆ ส่วนบุตรชายยามนี้นั่งอึ้งกิมกี่จนจะกลายเป็หุ่นไม้ไปเสียแล้วท่าทางหาเื่เมื่อครู่...หายไปหมดสิ้นไม่หลงเหลือเค้าที่คิดว่าน่ากลัวแม้แต่น้อยนางพาร่างกายอันสั่นเทาของบุตรชายเดินออกมาจากร้านและตรงไปยังร้านรับฝากเงิน นางนำเงินสองหมื่นตำลึงเงินฝากที่ร้านรับฝากเงินส่วนที่เหลืออีกห้าพันตำลึงเงินขอพกติดตัวไว้ก่อนเพราะนางคิดว่าคงจะได้ใช้เงินก้อนเร็ว ๆ นี้อีกประการคือเงินที่ขายโสมตังกุยครั้งที่แล้วก็ยังใช้ไม่หมดและยังสามารถใช้จ่ายได้ไปอีกหลายวัน
"เหยียนเอ๋อร์ แม่จะซื้อตำราที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับ 'ตำราสามร้อยพัน'ให้เ้าได้เรียนรู้เอาไว้หากปีหน้าเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเ้าจะได้มีพื้นฐาน"
"ขอรับท่านแม่แต่ท่านแม่... หากข้าได้กินขนมหวาน ๆ สักหน่อยข้าคงจะเดินได้เร็วกว่านี้นะขอรับ" อันฮ่าวเหยียนเอ่ยด้วยสีหน้าทะเล้นหลังจากที่หายใกับเงินก้อนโตแล้วเขาก็เริ่มหิวในทันที
"ทำเสียงออดอ้อนเช่นนี้แม่คงต้องใจอ่อนแล้วล่ะ" อันเหลียนฮวาเอ่ยอย่างเอาใจมือบางยกขึ้นบีบจมูกเด็กชายอย่างเอ็นดูรักใคร่นางตั้งใจปูพื้นฐานด้านการศึกษาให้บุตรชายไม่ว่าจะยุคสมัยใดการเรียนยังคงเป็สิ่งสำคัญเสมอ
บรรยากาศภายในชั้นหนึ่งของโรงเตี้ยมเลี่ยงหนิงในส่วนที่เป็ร้านอาหารมีลูกค้าประปรายเหล่าเสี่ยวเอ้อต้อนรับลูกค้ากันอย่างแข่งขันบรรดาลูกค้าในโรงเตี้ยมแห่งนี้เป็พวกกลุ่มชาวบ้านที่ไม่ได้ยากจนมากนัก ลูกค้าในร้านไม่แออัดจนเกินไปจัดวางโต๊ะได้เป็ระเบียบเป็สัดส่วนและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพื้นทางเดินสะอาด
"เหยียนเอ๋อร์อยากกินอะไรเป็พิเศษหรือไม่" อันเหลียนฮวาเอ่ยถามบุตรชาย
"ท่านแม่ข้าไม่เคยเข้าร้านอาหารเลยไม่รู้ว่าต้องสั่งอะไรขอรับ" อันฮ่าวเหยียนรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เขาไม่เคยเข้าร้านอาหารและไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไร กลัวพูดอะไรผิดไปแล้วจะกลายเป็ที่ขำขันของผู้คน
"เสี่ยวเอ้อร์ข้าสั่ง ข้าวสองถ้วย ซี่โครงผัดเปรี้ยวหวาน ต้นกระเทียมผัดซอส เนื้อแห้งและก็เค้กถั่วเขียว เ้าค่ะ"อันเหลียนฮวาเห็นบุตรชายที่กำลังมองเสี่ยวเอ้อร์สนทนากับลูกค้าโต๊ะอื่น ๆอย่างตั้งใจ นางจึงเอ่ยว่า
"ทุกคนมีครั้งแรกเสมอดีแล้วที่เหยียนเอ๋อร์ของแม่รู้จักเรียนรู้กับสิ่งรอบตัว"
"ขอรับท่านแม่อย่ากังวล" สุ้มเสียงเล็กเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มให้มารดา
อันฮ่าวเหยียนตั้งหน้าตั้งตากินอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย อันเหลียนฮวาคีบอาหารส่งให้บุตรชายอย่างเอาใจ ต้นกระเทียมผัดซอสเป็จานอาหารที่นางกินอยู่หลายคำเมนูนี้นางแค่เพียงลองสั่งดู เพราะไม่แน่ใจว่าที่นี่จะมีหรือไม่ ? แต่ทว่าพอได้ลิ้มลองรสชาติ...ก็ทำให้นางมีความสุขเล็กๆ ที่ได้กินของโปรดอีกครั้ง
ภาพสองแม่ลูกเดินจับจูงมือกันเข้าโรงเตี้ยมเลี่ยงหนิงตลอดจนสั่งอาหารกินกันอย่างเพลิดเพลินทุกการกระทำอยู่ในสายตาของบุรุษที่ตามสังเกตพฤติกรรมของสตรีนางนี้ตลอดเวลา
อันเหลียนฮวามีความสุขได้ไม่นานสายตาพลันเห็นบุรุษวัยยี่สิบปี สวมชุดยาวสีฟ้าอ่อน แววตาฉายความกังวลกำลังเดินเข้ามาทางประตู พร้อมกับสตรีผอมบางนางหนึ่งเดินจับจูงมือเด็กน้อยรูปร่างผอมแห้งแต่ทว่าหน้าตาน่ารักสดใส ด้วยความที่โรงเตี้ยมไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนักทำให้สายตาทั้งสองคนประสานกันอย่างพอดิบพอดีบุรุษวัยยี่สิบปีจึงเดินก้มหน้าเข้ามาทางโต๊ะของนาง
"คารวะพี่หญิงขอรับ" อันสือเย่วกล่าวคารวะพี่สาวต่างมารดา เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เจอพี่สาวต่างมารดาที่นี่นางยังคงมีดวงหน้างดงามพริ้มเพราอยู่เสมอแม้ไม่ได้เจอกันเกือบหกปีแต่ก็พอรู้ข่าวคราวของนางผ่านปากต่อปากมาบ้าง
"น้องรองเ้ามาทานอาหารเหมือนกันหรือ" อันเหลียนฉวาถามน้องชายต่างมารดาพลางส่งสายตามองไปยังสตรีและเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างหลัง
"ขอรับพี่หญิง"
"เหยียนเอ๋อร์คารวะท่านน้าสือเย่วของเ้าเสียสิ" ร่างบางเอ่ยเสียงเย็น
"ข้าอันฮ่าวเหยียนคารวะท่านน้าสือเย่วขอรับ" อันฮ่าวเหยียนลุกขึ้นประสานมือค้อมกายให้กับบุรุษตรงหน้าเมื่อครู่เขากำลังคีบซี่โครงเข้าปาก...พอดีกับที่มารดาบอกให้เขาคารวะน้าชาย
"ตามสบายเถิดเสี่ยวเหยียน" อันสือเย่วตอบรับหลานชาย และมองไปยังภรรยาและบุตรสาวให้เดินเข้ามาตน
"จูอิ่ง นี่คือพี่เหลียนฮวาเป็พี่สาวต่างมารดาของข้า ถิงเอ๋อร์คารวะท่านป้าเหลียนฮวาของเ้าเสียสิ"
"ข้าจูอิ่งคารวะพี่สามีเ้าค่ะ"
"ข้าลี่ถิงคารวะท่านป้าเหลียนฮวาเ้าค่ะ"
"พวกเ้าทั้งสองตามสบายเถิด.....เอ่อ น้องรองจะนั่งลงก่อนดีหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าโต๊ะจะเต็มเสียแล้ว" อันเหลียนฮวากล่าวด้วยแววตาเจือรอยยิ้มลูกค้าในโรงเตี้ยมเริ่มคับคั่งโต๊ะก็ถูกจับจองหมดเสียแล้วนางมองครอบครัวของน้องชายที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ นางจึงเอ่ยปากให้นั่งด้วยกัน ที่จริงนางไม่อยากยุ่งเื่ของคนอื่นเท่าใดนัก...แต่นางมักแพ้สายตาของเด็กน้อยอย่างเช่นบุตรสาวของอันสือเย่วคนนี้
"ขอบคุณขอรับพี่หญิง"
"เสี่ยวเอ้อร์ข้าเอาข้าวเพิ่มสามถ้วย น้ำแกงปลา ผัดเต้าหู้สามรส ไก่ต้มสมุนไพรและเซาปิงทอดเ้าค่ะ"
"รอสักครู่ขอรับ"เสี่ยวเอ้อร์รีบจดรายการอาหารแข่งกับเวลาเพราะเวลานี้คนเริ่มทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
หลังจากที่นางสั่งอาหารมาเพิ่ม...บรรยากาศบนโต๊ะก็เงียบลงไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ แม้กระทั่งบุตรชายของนางยังหยุดมือเพราะคงรู้สึกถึงความอึดอัดบางอย่างจนกระทั่งน้องชายต่างมารดาเป็ฝ่ายเปิดปากสนทนากับนางเอง
"พี่หญิงสบายดีไหมขอรับ" สุ้มเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเพื่อคลายความอึดอัด
"อืมสบายดีแล้วเ้าล่ะ" อันเหลียนฮวาเป่าไอร้อนจากถ้วยชาเบา ๆ ก่อนจะตอบน้องชายมารดากลับไป...ด้วยคำถามอีกครั้ง
"เอ่อ...ข้าก็เรื่อยๆ ขอรับ" อันสือเย่วตอบพลางก้มหน้างุดเขารู้ดีว่าสีหน้าของตนมีแต่ความกังวลมากเพียงใด
"นี่ก็หกปีแล้วที่ไม่ได้เจอกันท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง" สุ้มเสียงเย็นเอ่ยถามน้องชายต่างมารดา ทั้ง ๆที่ไม่ได้อยากรู้เื่ราวอันใดมากนัก อันเหลียนฮวาเพียงถามพอเป็พิธีหากจะไม่ถามถึงเลยก็ออกจะใจจืดใจดำไปเสีหน่อย
"ท่านพ่อ่นี้ก็ยังทำงานเหมือนเดิมแต่ก็เริ่มเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆบ้างแล้วขอรับ" อันสือเย่วตอบตามความจริง
"อ่อหรอ...ได้ข่าวว่าสอบซิวไฉ่ผ่านแล้ว"
"ขอรับพี่หญิง"
กว่าที่เขาจะสอบซิวไฉ่ได้ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้นหากไม่มีมารดาคอยส่งเงินอยู่เื้ัก็คงไม่มีเขาในวันนี้แม้วิธีการของมารดาเป็การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นแต่เขาในยามนั้นก็ไร้ปากไร้เสียงเช่นกัน การกระทำหลาย ๆอย่างของมารดาเขาไม่เคยเห็นด้วยเลยสักครั้งครั้งที่พี่สาวยังอยู่ที่บ้านสกุลอันก็ไม่เคยทำเื่อันใดให้บิดาต้องทุกข์ใจ และเขาไม่เคยมีปัญหาทะเลาะอันใดกับพี่สาว เสมือนต่างคนต่างอยู่
ทว่าั้แ่ที่ภรรยาเอกของบิดาจากไป พี่สาวต่างมารดาผู้นี้ก็วางตัวได้ดีไม่คิดทำตัวโดดเด่นแข่งกับน้องเล็ก แต่พี่สาวต่างมารดาผู้นี้คงไม่รู้ตัวว่าความโดดเด่นของนางมันปิดไม่มิดแม้แต่น้อยแม้อยู่ร่วมรั้วเดียวกันหากเจอกันก็เพียงยิ้มทักทาย ไม่ได้พูดคุยสนทนากันอย่างสนิทสนมเหมือนพี่น้องบ้านอื่นและตัวเขาเองก็ไม่อยากยุ่งเื่ของสตรีที่มีทั้งมารดาและน้องสาวของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเขาจึงปิดหูปิดตาเรื่อยมาจนมาถึงเหตุการณ์ในวันนั้น...เขาอยากบอกพี่สาวเหลือเกินว่าอันที่จริงแล้วทุกอย่างมันผิดไปจากแผนของมารดามากนัก แต่ทว่าลงเอยเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันดีกว่าที่ทุกอย่างเป็ไปตามแผนของมารดา
"อาหารมาแล้วพวกเรากินกันก่อนเถิดเหยียนเอ๋อร์เ้าก็กินมากเสียหน่อย เสี่ยวถิงด้วยนะ"
อันเหลียนฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อาหารมาได้สักพักแล้วแต่บุคคลทั้งสามเบื้องหน้ายังไม่มีใครจับตะเกียบนางเลยต้องสั่งให้พวกเขากิน และผู้ที่กินได้มากที่สุดคงจะเป็เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ผมทรงซาลาเปากับแก้มแดง ๆ มองแล้วน่ารักน่าเอ็นดูหากมีเนื้อมีหนังอีกสักนิดคงจะน่าเอ็นดูมากกว่านี้อีกสามส่วน ส่วนสตรีที่เป็ภรรยาของน้องชายต่างมารดาก็ก้มหน้าก้มตาตลอดเวลานางจึงจงใจคีบอาหารส่งให้เด็กน้อยตรงหน้าบ่อย ๆและชวนพูดคุยเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อคลายความอึดอัดของบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
การเจอกันในวันนี้ของนางกับน้องชายต่างมารดาที่จริงแล้วนางไม่จำเป็ต้องสนทนาหรือนั่งร่วมโต๊ะกัน แต่ทว่านางมองดวงตาหม่น ๆคู่นั้น นางก็ััได้ว่าบุรุษผู้นี้ขาดความเข้มแข็ง ไร้ซึ่งความมั่นใจในตนเอง แต่ก็เป็คนซื่อคนหนึ่ง คนเช่นนี้ไม่สามารถกระทำเื่อาจหาญใด ๆได้ทั้งยังไม่เป็พิษเป็ภัยกับใคร ดูทรงแล้วออกจะขี้กลัวเสียด้วยซ้ำ และที่สำคัญนางกับอันสือเย่วก็ไม่เคยมีเื่บาดหมางกันนางจึงสามารถยิ้มให้กับน้องชายคนนี้ได้โดยไม่ต้องฝืนใจอันใดมากนัก