โจมเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก
ความบอบช้ำจากหลายหมัดของกลุ่มคนต่างชาติทำให้เปลือกตาข้างหนึ่งปูดบวมจนแทบจะปิด
เหลือเพียงอีกข้างที่แม้จะไม่ถึงกับบวมแต่ก็บอบช้ำไม่เบา
ด้วยการออกกำลังสม่ำเสมอของโจม การฟื้นตัวจากการถูกรุมจึงเป็ไปได้เร็วเกินกว่าจะคาดคิด
แต่หมัดเท้าของคนเหล่านี้หนักหน่วงไม่เบา จนแทบทุกส่วนในร่างของเขาปวดร้าวระบมไปหมด
โชคดีที่คนงานต่างชาติกลุ่มนี้ไม่ทำอะไรกับเขาจนถึงแก่ชีวิต เพราะกลัวว่าเหตุนี้จะกลายเป็เื่ใหญ่โตที่อาจถูกทางการสืบสาวราวเื่ แล้วท้ายสุดกลับกลายเป็ความไม่ปลอดภัยในการอยู่ประเทศนี้อีกต่อไปอย่างไม่เป็สุข
…โจมจึงเก็บตกชีวิตกลับมาคืนมาได้
คิดไปแล้วโจมก็อดเจ็บใจกับตัวเองไม่ได้ ที่ใจอ่อนไม่เน้นจุดตายกับกลุ่มคนจำนวนมากเช่นนี้
จนกลายเป็ความพลาดในลักษณะน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
ต่อให้มีฝีมือเก่งกล้าสามารถแค่ไหน โอกาสพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะกำลังเพียงคนเดียวกับคนนับสิบ
โจมนึกถึงคำครูมวยที่สอนไว้ว่าอย่าใจอ่อนเมื่อลงสนามต่อสู้ใดๆ เพราะจะไม่มีโอกาสจะแก้คืน
นั่นคืออันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิต ครั้งนี้คงเป็บทเรียนสอนเขาไปอีกนานที่ต่อไปเจออย่างนี้จะไม่ยั้งมือใดๆอีก
โจมขยับตัวพร้อมกับสำรวจสภาพร่างกายตัวเองคร่าวๆ
นอกจากอาการบวมของเปลือกตาข้างหนึ่งแล้ว และอาการปวดบวมช้ำทั่วร่าง ก็ไม่มีกระดูกส่วนไหนแตกหักเสียหาย
แต่กลางหลังกลับออกอาการแสบร้อนระคายเคืองอย่างบอกไม่ถูก
อาการร้อนวูบวาบทั่วแผ่นหลัง จนเขารู้สึกได้ถึงการไหลวนความร้อนนั้นวิ่งไปมาทั่วแผ่นหลัง
ทำให้อดนึกไม่ได้ว่าเหมือนเป็การวิ่งวนบนลายสักยันต์เสือเผ่นที่กลางหลังของเขา
ลายสักยันต์เสือเผ่นนี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าติดตัวมาั้แ่เมื่อไหร่…
รู้แต่ว่าเขาเข้ามาอยู่ในค่ายมวยริมทางรถไฟที่เป็สลัมแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพั้แ่อายุ 10 ขวบ
นับแต่ฟื้นตื่นขึ้นมาริมไม้หมอนรถไฟ ใต้สายตาพร่ามัวเขาก็เห็นใบหน้าเปี่ยมความเอื้ออารีย์ของครูมวยสิงห์ที่จ้องมองรออยู่แล้ว
นับจากวินาทีนั้น เขาก็เป็หนึ่งในสมาชิกค่ายมวยสิงห์ทอง ที่อาศัยพื้นที่หยิบมือเดียวริมรางรถไฟเป็สนามซ้อมมวย
แต่เื่ราวก่อนหน้านั้นทั้งที่มาที่ไปของเขา และรอยสักยันต์ที่อยู่ด้านหลังไม่มีหลงเหลือในความทรงจำของเขาเลย
แม้แต่เสือเผ่น…เขาเองก็ได้รู้จากครูสิงห์ว่ากลางหลังของเขามีรอยสักยันต์เสือเผ่น
แต่…ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้เห็นเลยถึงการสำแดงเดชอะไรก็ตามของรอยสักยันต์แห่งอำนาจบารมีนั้น
จนถึงวันนี้……
ความร้อนกลางหลังวิ่งวนชั่วครู่ก่อนจะกระจายความร้อนเข้าสู่ภายในร่าง แรงร้อนรุ่มวิ่งไปตามเส้นเืทั่วร่างจนเขารู้สึกถึงการเบ่งพองของเส้นเืทุก่ที่มันวิ่งผ่าน
มันผลักดันให้เขาพลุ่งพล่านและยากจะยืนนิ่งๆ อาการปวดร้าวระบมจากพิษหมัดเท้าดูจะห่างหายไปชั่วขณะ
แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นๆจนมือเท้าเห่อพองขึ้นอย่างทันที ทำให้รู้สึกได้ถึงเสียงเรียกร้องจากภายใน
จนเขาอดไม่ได้ที่จะะโ เผ่นโผนอย่างไม่รู้ตัว
แรงกระทืบเท้าของเขาแม้จะทำให้แปลกใจกับน้ำหนักที่มากขึ้นยามเท้ากระทบพื้นทรายตรงนั้น แต่ยังไม่เท่ากับความแปลกใจที่มันส่งผลให้เขาตัวลอยขึ้นจากพื้นสูงมากกว่าที่คิด
เสียงร้องบางอย่างจากภายในให้เขาสะบัดมือออกหมัดชกลมกลางอากาศ ก็ยิ่งทำให้เขาตื่นตะลึงกับแรงลมฝ่าอากาศว่างเปล่าดังจนเขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักหมัดของตัวเองที่แปลกไป
แต่กลับทำให้อาการร้อนรุ่มของเขาดีขึ้นทันตาเห็น
โจมทดลองะโขึ้นลงอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งเขาะโได้สูงขึ้นๆ จนสงสัยว่าหากเขาเล็งไปที่กิ่งสนข้างหน้าที่สูงร่วมๆ3-4เมตรจะสามารถะโถึงหรือไม่
เมื่อใจคิด แต่เท้ากลับส่งแรงกระทืบไปที่พื้น ร่างสูงใหญ่ของเขาก็กระโจนไปที่กิ่งสนข้างหน้าด้วยความเร็ว
ชั่วพริบตา ร่างสูงใหญ่ของเขาก็มายืนอยู่บนกิ่งสนนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์!!!
โจมตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงภัยของสาวรุ่นคนที่เขาเข้ามาช่วยก่อนจะพลาดท่าให้เหล่าทรชน
โจมะโลงพื้นอย่างสบายๆ แล้วเดินสำรวจรอบบริเวณ
ก่อนจะเดินตามรอยเท้าหลายสิบรอยที่มุ่งตรงไปริมชายหาด
อาศัยไฟฉายจากมือถือที่โจมเก็บจากพื้นระหว่างต่อสู้...ในสภาพที่ยังใช้งานได้ดี
รอยเท้าหลายสิบรอยปรากฎชัดเรียบริมหาด โจมรีบปิดไฟฉายแล้วอาศัยเปิด/ปิดเป็ครั้งคราว
โจมรีบเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ความแปลกใจก็กลับมาอีกครั้งเมื่อพบว่าฝีเท้าของเขามันเผ่นโผนได้เร็วกว่าใจคิด
แต่ความแปลกใจต่างๆนานาก็ต้องระงับเอาไว้ในใจ เพราะรู้ว่าในเวลานี้ ยิ่งช้าเท่าใดโอกาสช่วยคนยิ่งน้อยไปเท่านั้น
ในสภาพที่เห็น เขาไม่อาจทิ้งหญิงสาวที่ไม่รู้จักคนนี้ให้ตกอยู่ในอันตราย
เพราะรู้ว่าเื่ร้ายๆที่จะเกิดขึ้นกับเธอมันจะโหดร้ายและน่ากลัวเพียงใด
จิตสำนึกที่บอกตัวเองให้เร่งติดตามไม่ได้คิดหาเหตุผลอื่น หรือความหวั่นเกรงอะไรที่สมเหตุสมผลเลย นอกจากรู้ว่าเธอ้าความช่วยเหลือจากเขา และเขาต้องไป…
โจมใช้เวลาอีกไม่นานเท่าใดนัก เสียงทรชนกลุ่มนั้นก็ดังโหวกเวกตามลมให้โจมมั่นใจว่าตามมาถูกทางแล้ว
เงาตะคุ่มของกลุ่มโขดหินโค้งข้างหน้าแทบจะปิดชายหาดนี้เอาไว้ทั้งหมด
ทำให้เสมือนหนึ่งเป็กำแพงกั้นทางเดินของชายหาดไว้แค่นั้น และก็เป็ที่ลับตาเพียงพอให้คนงานต่างด้าวนี้ใช้เป็ที่ประกอบกิจกรรมชั่วร้ายกับเหยื่อสาวได้สะดวก
โจมรู้ว่ากลุ่มคนงานเหล่านี้มีความอึดเหนือธรรมดา หากช้าและใจอ่อนเช่นเดิม เขาก็อาจพลาดและครั้งนี้อาจไม่มีโอกาสซ้ำสองอีกแล้ว
โจมอาศัยความมืดและความสนใจของคนงานทั้งหลายที่สนใจกิจกรรมกับเหยื่อสาว
และไม่คิดว่าจะมีใครหน้าไหนเข้ามายุ่มย่ามได้อีก
...เขาคว้าไม้ท่อนหนึ่งระหว่างทาง จำเป็ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงเพื่อจัดการให้ได้เร็วที่สุด
โจมปีนขึ้นเนินหินกลุ่มนั้น และค่อยๆโผล่หน้าสำรวจภาพกลางวงหลังโขดหินนั้น ซึ่งมีแสงสว่างจากไฟฉายของกลุ่มคนงานที่ปักไว้ล้อมวงตรงนั้นมากพอที่จะทำให้พื้นที่ทั่วบริเวณสว่างไสว
และมากพอที่จะทำให้โจมเห็นเปรตต่างชาติทั้งหมดที่อยู่ในสภาพพร้อมรบและไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย…
แทบทุกคนตาลุกโพลงจ้องไปยังเหยื่อสาวที่ตอนนี้ถูกปอกเปลือกเสื้อผ้าออกไปหมดสิ้นเช่นกัน
ดูจากสภาพของทุกคนโจมก็รู้ว่าตกอยู่ในห้วงอารมณ์ดิบเถื่อนจนไม่สำเหนียกถึงการมาถึงของเขา
โจมประเมินสถานการณ์ตอนนี้ก็พอรู้ว่า เขายังตามมาทันเวลาที่จะช่วยหญิงสาวได้
โจมอาศัย่จังหวะที่เ้าคิงคองกำลังเพลิดเพลินการล่วงล้ำก้ำเกินเหยื่อสาวของมัน
เขาวางไม้ที่หยิบมาเพื่อใช้เป็อาวุธ จังหวะนี้คงต้องเก็บทีละคนก่อน...และต้องเก็บเงียบเท่านั้น
โจมย่องฝีเท้าอย่างช้าๆ จนในความรู้สึกของเขาอดประหลาดใจที่มันแ่เบาเหมือนการลอบเข้าสังหารเหยื่อของเสือร้าย
โจมใช้ความเร็วปิดปากและล็อคคอแล้วบิดกลับด้วยจังหวะที่เหยื่อไม่ทันมีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรได้ทัน ..
เขาทะยอยเข้าเก็บที่ยืนอยู่รอบนอกทีละคนๆ
.....พละกำลังยามสอดมือประสานหักคอด้วยมือเปล่ามันง่ายเหมือนหักกิ่งไม้เล็กๆ จนเขารู้สึกได้ถึงพละกำลังที่ส่งออกมา
โจมใช้เวลาไม่นานนัก เหล่าเปรตทั้งหลายก็ล้มลงไปนอนจนหมดสิ้น
คงเหลือเ้าคิงคองที่ยังยืนหลับหูหลับตาด้วยอารมณ์หื่นสุดๆ อย่างไม่รับรู้เื่ราวใดๆทั้งสิ้น
โจมกระโจนเข้าด้านหลังเ้าคิงคองพร้อมๆกับสันมือที่เกร็งไว้สับลงที่ต้นคอของเ้าคิงคอง
จากจุดตายที่เล็งไว้ดีแล้ว และกำลังข้อที่ฝึกการใช้มือเปล่ามานานของโจม รวมถึงพลังจากบางอย่างที่มีมากมาย
ทำให้เ้าคิงคองที่ถึงแม้นจะมีความอึดเหนือธรรมดาก็ต้องม่อยกระรอกลงทันที
หญิงสาวรับรู้ถึงแรงสั่นะเืและการหยุดชะงักพร้อมๆกับการล้มทั้งยืนของเ้าคิงคอง...
โจมถอดเสื้อของตัวเองที่เต็มไปด้วยคราบเืและขาดวิ่นจากการต่อสู้คลุมลงที่ร่างของเธอ แล้วชักชวนเธอรีบเร่งออกจากโขดหินจุดนี้ทันที
ความรู้สึกเต็มตื้นจากการช่วยเหลือจากชายที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้เธอซาบซึ้งและก้าวตามอย่างสนิทใจ
ระหว่างทางเดินแกมวิ่ง ทั้งสองไม่พูดคุยเพราะสัญชาตญาณบอกทั้งสองว่าต้องรีบเร่งออกจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด และไกลที่สุด
ไม่นานนัก...โจมก็พาหญิงสาวมาถึงรถที่จอดตรงจุดเกิดเหตุครั้งแรก...
โจมรีบเร่งพาหญิงสาวออกจากจุดนั้นต่อทันทีด้วยยานพาหนะคู่ใจ แล้วตรงไปขึ้นถนนใหญ่ในชั่วระยะเวลาไม่นาน
"เราคงต้องไปจังหวัดใกล้เคียงดีกว่าอยู่แถวนี้นะครับ..." โจมพูดเชิงถาม
"คะ.."
เสียงหวานแ่เบาตอบกลับ แม้จะห่างออกมาแล้วแต่เหตุร้ายครั้งแรกในชีวิตก็ยังทำให้เธอตื่นตระหนก
ทั้งสองใช้เวลากว่าชั่วโมงก็มาถึงจังหวัดชายทะเลใกล้เคียงอีกแห่งหนึ่ง
ด้วยระยะทางที่ห่างไกลเพียงนี้ทำให้เขามั่นใจว่ากลุ่มทรชนคนงานต่างชาตินั้นไม่มีทางติดตามมาถึงได้แน่
โจมเลือกรีสอร์ทเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ให้ความเป็ส่วนตัวด้วยการแบ่งสัดส่วนห้องพักแยกจากกัน ทำให้ไม่เห็นห้องข้างเคียงและห้องข้างเคียงก็ไม่เห็นคนอื่นเช่นกัน
เมื่อทั้งสองเข้าห้องพักเรียบร้อย โจมก็บอกหญิงสาวว่า เขาจะออกไปซื้อเสื้อผ้าให้เธอในตลาดกลางคืนของจังหวัดนี้ และจะกลับมาในเวลาไม่นาน
หญิงสาวยังอยู่ในอาการใและตื่นเต้น...พยักหน้าน้อยๆและมองตามโจมที่ออกไป พร้อมก้าวเข้าไปล๊อคประตู
ผู้ชายคนนี้เป็ใคร...ทำไมจึงเสี่ยงอันตรายช่วยเธอทั้งๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อน
ครั้งเดียวยังพอทำเนา...นี่ยังตามมาช่วยซ้ำหลังถูกทำร้ายจนหมอบไปแล้วครั้งหนึ่ง
ถ้า...คนที่บ้านรักและมีความห่วงใยเธอสักเศษเสี้ยวของผู้ชายคนนี้...เธอก็คงไม่ต้องเจอกับทรชนกลุ่มนี้
...ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและซาบซึ้งกับชายหนุ่มคนนี้…