กุบกับกุบกับ
เวลาล่วงผ่านไป5 วัน โจวหยางิควบม้าเดินทางอย่างต่อเนื่องเมื่อเจอแหล่งน้ำเขาจะหยุดแวะให้ม้าพักกินน้ำกินหญ้าจากนั้นก็ออกเดินทางต่อเย่วชิงได้เห็นวิธีการเอาตัวรอดในป่าของร่างสูงไม่คิดเลยว่าบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่มีคนรับใช้ตลอดเวลาจะสามารถใช้ชีวิตคนเดียวในป่าได้อย่างคล่องแคล่ว จนอดทึ่งไม่ได้หากเป็เขามาหลงอยู่ในป่า มีหวังได้อดตายแน่
ถึงแม้จะเคยไปเป็แพทย์อาสาสมัครไปตรวจคนไข้ที่ห่างไกลผู้คนแต่ที่นั้นก็ยังมีอุปกรณ์อำนวยสะดวก และเ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดเวลาจึงไม่เป็ปัญหามากนัก จำได้ว่าครั้งที่หนึ่งเขาไปเป็อาสาพ่อกับแม่ไม่ค่อยพอใจบอกว่าคนอย่างเขาอยู่ในที่แบบนั้นไม่ได้หรอกหาเื่ลำบากเสียเปล่า ๆ
สุดท้ายด้วยความดื้อรั้นเขาก็ไปจนได้ เพื่อพิสูจน์ให้พวกท่านได้เห็นว่าเขานั้นทำได้และเก่งเพียงใด เขาคิดว่ามันเป็ประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับตนได้เห็นการวิถีชีวิตของผู้คน
ตลอดเวลาที่ได้อยู่ที่นั้นพวกชาวบ้านก็มักนำอาหารมาแบ่งให้กับกลุ่มแพทย์เสมอ ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะความเป็กันเองของทุกคน มันเป็ความทรงจำที่ดีมากเลยทีเดียว
โจวหยางิมองทิวทัศน์ด้านหน้าผ่านูเาลูกนี้ไปก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว ทหารของเขาก็คงจะรออยู่ที่นั้นแล้วไม่รู้ว่าจะเหลือรอดออกมากี่คน
“ ยังไม่ถึงอีกหรือ ”
“ ใกล้จะถึงแล้ว ” เอ่ยเสียงเรียบนิ่งแล้วก้มมองเสือดำตัวน้อยที่อยู่ในอกเสื้อแทนการอุ้มเพราะมือเขาต้องถือสายบังเหียนเพื่อสะดวกสำหรับการบังคับม้า
“ เ้าเหนื่อยแล้วหรือ ”
“ ข้าไม่ได้เหนื่อยเสียหน่อย เป็ท่านต่างหากที่เหนื่อย ”
เขาอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย จะเหนื่อยได้ยังไงล่ะ แล้วพอได้อยู่ใกล้ร่างกายอุ่น ๆ ก็หลับตลอดทางบางครั้งเขาก็ชวนอีกฝ่ายคุยตลอดทางเพื่อไม่ให้เงียบจนเกินไป คุยไปคุยมาก็หลับคาอกของร่างสูงทุกที
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้พักบ้างหรือเปล่าเขาตื่นมาก็เห็นโจวหยางิยังขี่ม้าอยู่ตลอด
“ ข้าไม่เหนื่อย ยังมีแรงอีกเยอะ ”
“ ยังจะพูดเล่นอีก ท่านเหนื่อยข้ารู้ ” เขาใช้ศีรษะชนกับหน้าอกแน่นดังปึกด้วยความหมั้นไส้คนปากแข็ง
บนใบหน้าฉายแววเหนื่อยล้ายังไม่ยอมรับอีกว่าตัวเองเหนื่อย อีกฝ่ายเล่นดูแลเขาสารพัด คอยหาอาหารมาให้เขาทานกลัวว่าเขาจะหิวส่วนตัวเองก็ทานไปนิดเดียว จนเย่วชิงต้องบังคับให้อีกคนทานอีก ถ้าไม่ทำตามเขาจะโกรธและไม่ยอมคุยด้วยโจวหยางิจึงยอมทำตามที่เขาขอ
หึต้องให้ขู่ตลอด น่าตีจริงคนคนนี้
โจวหยางิก้มมองศีรษะสีดำเล็กๆ ที่ชนหน้าอกเขา ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกเจ็บกับแรงอันน้อยนิดที่อีกฝ่ายทำแต่รู้สึกคันยุบยิบภายในใจ
“ อีกไม่นานก็จะมืดแล้ว เราพักกันก่อนดีหรือไม่ ”
“ ไปต่ออีกสัก 2 ชั่วยามก็ถึงแล้วเ้าไม่ต้องเป็ห่วง ”
ในยามปกติที่ออกไปทำภารกิจชายหนุ่มก็มักเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันหลายวันไม่ได้หยุดพัก มาครั้งนี้โจวหยางิได้หยุดพักระหว่างทางอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่เป็ปัญหาสำหรับเขา
“ ใครเป็ห่วงท่านกัน ” คิดว่าตัวเองเป็หุ่นยนต์เหล็กหรืออย่างไรกันถึงได้ไม่ห่วงตัวเองเลย คอยดูนะถ้าป่วยขึ้นมานะเขาจะสมน้ำหน้าให้
ยามไฮ่(21:00-22.59) โจวหยางิควบม้าไปสมทบกับทหารที่รออยู่จุดนัดหมายที่ชายป่าใกล้เมืองหมวงทหารทุกนายคุกเข่าทำความเคารพผู้เป็นายอย่างพร้อมเพรียง ร่างสูงกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะสั่งในทุกคนลุกขึ้นไป
เมื่อทหารทุกนายเงยหน้าขึ้นก็เห็นก้อนกลมสีดำขยับไปมาอยู่ในเสื้อของนายเหนือหัวก็อดแปลกใจไม่ได้ที่องค์รัชทายาทผู้แสนเ็านำลูกเสือดำมาไว้ในอกเสื้อของตน
แม้กระทั้งองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ ก็แปลกใจไปตามกัน
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเจอกันยังไม่เห็นลูกเสือดำตัวน้อยนี้เลย องค์รัชทายาทเพียงบอกให้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วจะตามไปทีหลังพูดธุระเสร็จก็รีบร้อนออกไป หรือว่าพระองค์จะเจอระหว่างทางในป่าดูเหมือนว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาพวกเขาจะพลาดอะไรที่สำคัญไปเยอะเลย
พวกเขาคงต้องจับตาดูลูกเสือดำตัวน้อยนี้เป็พิเศษเสียแล้วองครักษ์และทหารทุกคนคิดเป็เสียงเดียวกัน
หน้าประตูเมืองหลวงของแคว้นโจวทหารยามที่ประจำการอยู่บนกำแพงสูงเห็นกลุ่มคนจำนวนมากมุ่งหน้ามาทางตนมีทหารขี่ม้านำหน้าถือธงสีดำบนธงมีสัญลักษณ์ของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬโบกสบัดมาแต่ไกลแสงไฟจากคบเพลิงส่องให้เห็นสัญลักษณ์บนธงหากไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็นว่าเป็ธงอะไรเพราะเป็เวลากลางคืน แล้วธงก็เป็สีดำอีกทหารยามเห็นดังนั้นก็รีบสั่งให้คนด้านล่างเปิดประตูทันที
เมื่อถึงวังหลวงโจวหยางิตรงไปที่ตำหนักไป๋อวี้ของตนทหารยามที่เฝ้าตำหนักทำความเคารพเมื่อเห็นเ้าของตำหนักเดินมาที่จริงร่างสูงควรที่จะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก่อน แต่เวลานี้ดึกมากแล้ว เขาไม่อยากรบกวนการบรรทมของเสด็จพ่อคงต้องเปลี่ยนไปเป็เข้าเฝ้าพรุ่งนี้เช้าแทน
เพลอๆ อาจจะมีคนไปรายงานเื่ของเขาก่อนหน้าแล้วก็เป็ได้
ขาเรียวยาวเดินเข้าไปห้องนอนของตัวเองอุ้มลูกเสือดำตัวน้อยที่ตอนนี้หลับไปแล้ววางไว้บนเตียงนอนอย่างแ่เบา หยิบผ้าห่มมาคลุมร่างไว้จากนั้นก็ออกไปบอกให้นางกำนัลเตรียมน้ำร้อน เขาชำระล้างคราบสกปรกบนร่างกายเสร็จแล้วก็เอนตัวลงนอนบนเตียง คว้าร่างเล็กของลูกเสือดำตัวน้อยเอาไว้ภายในอ้อมแขนเย่วชิงที่ััได้ถึงความอบอุ่นก็มุดเข้าหาทันที โจวหยางิมองภาพตรงหน้าอย่างอ่อนโยนแล้วเพลอหลับไป
ยามเหมา( 05:0-06:59 ) ตื่นเช้ามาโจวหยางิรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนไม่สบายตัว เขารู้สึกปวดหัวไม่อยากลุกออกจากเตียงนอน แต่วันนี้เขาต้องไปที่ท้องพระโรงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้รายงานเื่ที่เขาไปปราบโจรูเาเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ร่างสูงมองลูกเสือดำตัวน้อยที่ยังนอนไม่ตื่นก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วนำผ้ามาห่มให้เ้าตัว
วันนี้เขาสวมชุดสีดำปักลายพยัคฆ์ไว้ด้านหลัง โจวหยางิเดินมาที่เตียงนอนเอื้อมมือไปเขย่าตัวเล็กน้อยเพื่อปลุกเสือดำตัวน้อยที่หลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มของเขา
“ เย่วเอ๋อร์ ”
“ อื้อ หยางิ ”
“ ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ แล้วจะรีบกลับมาเ้านอนต่อเถอะ ”
“ไม่เอา ข้าจะไปด้วย ” เย่วชิงเอ่ยเสียงงัวเงีย พร้อมกับลุกออกจากใต้ผ้าห่มทั้งที่ยังง่วงอยู่ปีนขึ้นไปบนหน้าตักของโจวหยางิ ถ้าช้ากลัวร่างสูงไม่พาเขาไปด้วย
โจวหยางิยกมือประคองร่างนั้นไว้แล้วลูบศีรษะเล็กเบาๆ แม้ว่าเขาจะอยากให้อีกฝ่ายได้นอนต่ออีก ทว่าเ้าตัวบอกจะไปด้วยก็ไม่กล้าขัดเพราะใจจริงเขาก็อยากพาไปอยู่แล้ว องค์รัชทายาทหนุ่มเดินทางไปยังที่ท้องพระโรงทหารยามที่เฝ้าประตูทำความเคารพพร้อมกับเปิดประตู ขาเรียวก้าวเท้าอย่างมั่นคงเดินไปนั่งที่ประจำตำแหน่งของตัวเองตามหลังเขาก็มีขุนนางที่เดินเข้ามาอีก
ภายในท้องพระโรงใหญ่มีเหล่าขุนนางที่อยู่ก่อนแล้วสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ลูกเสือดำตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนขององค์รัชทายาท ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่าพระองค์โปรดลูกเสือดำไม่อย่างนั้นตนจะได้เอามาถวายบ้างเผื่อจะได้ความดีความชอบ ดูจากที่อุ้มลูกเสือดำตัวน้อยด้วยตัวเอง แถมไม่ยอมห่างกายนำติดตัวมาด้วยแบบนี้คงจะมีน้ำหนักในใจอยู่ไม่น้อย
ั์ตาสีน้ำเงินมองท้องพระโรงที่ใหญ่โตโอ้อ่าดูหรูหราอลังการ ภายในตกแต่งได้วิจิตรงดงามสีทองอร่ามเคยแต่เห็นในละครพอเจอเข้าจริง ได้แต่อ้าปากค้าง
มันสวยมากจนเย่วชิงไม่รู้ว่าจะหาคำไหนมาบรรยาย
แล้วไอ้ก้อนกลมๆ ที่ส่องแสงแวววับที่ติดอยู่บนเสานั้นคืนก้อนเพชรใช่ไหม
ถามจริงงงง
ขนาดของก้อนหนึ่งก็เท่ากำปั้นเขาว่าถ้าแงะออกมาขาย น่าจะขายได้เงินเป็ล้าน แล้วมันก็ไม่ได้มีก้อนเดียวนะ
แต่มัน มี เยอะ มาก
ย้ำนะว่าเยอะมากจนถึงมากที่สุดเพราะอะไรนะเหรอ
เพราะมันประดับอยู่บนเสาทุกต้น แถมยังไม่ใช่มีแค่เสาเดียวอีกต่างหากถ้าเอาไปขายสักก้อนนะสบายไปทั้งชาติแน่นี่ยังไม่รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่รอบ ๆ
“ หึ เป็อะไร ไม่เคยเห็นหรือ ” โจวหยางิมองลูกเสือดำตัวน้อยอย่างขบขัน เขาเห็นเ้าตัวอ้าปากค้างั้แ่ที่เขาเดินเข้ามาในท้องพระโรงแล้วโดยส่วนตัวชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกอะไรกับของพวกนี้เพราะเห็นบ่อยแล้ว
“ ก็ไม่เคยนะสิ ” เย่วชิงหน้างอลง เขาจะไปเคยเห็นที่ไหนกันเล่า
“ ไว้ประชุมเสร็จ ข้าจะพาเ้าเดินดูรอบดีหรือไม่ ”
“ ข้าไม่อยากรบกวนท่าน ”
“ ... ” ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยออกมา เขาเพียงยกมือมาลูบศีรษะของลูกเสือดำตัวน้อยเท่านั้น
“ งั้นนก็ตามใจท่านอย่ามาบ่นว่าเหนื่อยที่หลังแล้วกัน ”