ครึ่งวันผ่านไปเขาก็มาถึงปากเหว ความอาลัยอาวรณ์เกิดขึ้นจนเขาแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน ที่แห่งนี้มันเป็สถานที่ๆ เปลี่ยนชะตากรรมของเขา และยังทำให้เขาได้รับเป้าหมายเดิมในชาติก่อนกลับมาอีกครั้ง
ไม่นานเขาก็หันหลังให้กับหุบเหวแล้ววิ่งออกไปด้วยท่าเท้าก้าวชมจันทร์ เขาจึงหยุดพักที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง มันสูงกว่าต้นอื่นๆ เล็กน้อย
พระอาทิตย์ตกดินไปสักพักแล้วทำให้ความมืดคืบคลานเข้ามาหา เขาจึงสร้างเพิงพักผ่อนบนต้นไม้ด้วยแผ่นดินหลายๆ แผ่น ใบไม้กิ่งไม้ที่บังหน้าเขาถูกตัดทิ้งออกจนหมด เพราะเขา้าจะนอนดูดาวให้ชื่นใจ แต่อันดับแรกต้องหาทิศทางก่อนว่าควรจะมุ่งไปยังทิศไหน และเหตุผลก็คือการนอนดูเพื่อคิดถึงเื่ราวเก่าๆ
ดวงอาทิตค่อยๆ ลอยออกมาจากขอบฟ้า และสาดแสงใส่ใบหน้าของกอน ทำให้เขาจำเป็ต้องตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย น้ำจากต้นไม้และใบไม้ถูกรีดออกมาเพื่อล้างหน้าของเขา เมื่อรู้ทิศทางจากเมื่อคืนแล้ว เขาก็สลายเพิงดินก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ
สองชั่วโมงผ่านไปเขาก็มาถึงหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย สภาพของบ้านแต่ละหลังนั้นถูกทิ้งร้างมานานแล้ว บางหลังก็ผุพังเล็กน้อยบางหลังก็เหลือแค่โครง เขาจึงไล่ค้นไปทีละหลัง และในที่สุดก็เจอเสื้อผ้าที่พอดีกับขนาดของตัวเขาสักที เพียงแต่ว่าบนเสื้อผ้ามีฝุ่นขึ้นจับเต็มไปหมด หากให้เขาใส่สภาพนี้คงต้องจามไปทั้งวัน
นอกจากเสื้อผ้าแล้วเขายังได้เครื่องครัวมานิดหน่อยและเงินอีกเล็กน้อย เขาเดินไปยังลานกลางหมู่บ้าน มองดูป้ายบอกทางที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น มีป้ายที่ชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและเขียนกำกับไปว่าเมืองเชเรีย เมืองๆ นี้ขึ้นชื่อว่าเป็ศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนของทางภาคเหนือ เพราะที่ตั้งของเมืองนี้อยู่กึ่งกลางของเมืองทั้งหมดพอดี
บนป้ายยังเขียนบอกอีกว่าต้องเดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราวๆ 10กิโลเมตรจึงจะถึงเมือง เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงรู้เลยว่า เขาออกจากเมืองอาเรสมาไกลมากๆ เขาอยู่ในเหวที่มีระยะทางห่างจากเมืองอาเรส30กิโลเลยทีเดียว เพราะ จากเมืองเชเรียลงใต้ไปเมืองอาเรสนั้นใช้เวลาราวๆ 40กิโล
เมื่อไหลมาตามน้ำขนาดนั้นเขานรอดมาจากการจมน้ำได้ยังไง เื่นี้ทำให้เขาได้แค่เพียงสงสัยเท่านั้น เขาสำรวจไปทั่วหมู่บ้าน และเจอแม่น้ำอยู่ห่างจากหมู่บ้านราวๆ 2กิโล ทันทีที่พบเจอแม่น้ำ เขาไม่แปลกใจเลยทำไมหมูบ้านนี้จึงไรผู้คน มันสามารถเรียกว่าว่าอดีตแม่น้ำก็ยังได้ เพราะเท่าที่เห็นในตอนนี้มันไม่ต่างจากคูคลองที่มีน้ำเป็หย่อมๆ แถมน้ำยังขุ่นคลัก
เขาจึงใช้วิธีเดิมคือรีดน้ำออกมาจากต้นไม้ใบหญ้า และนำน้ำที่ได้มาซักเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขา และแล้วเสื้อผ้าก็ถูก ซักล้างจนเสร็จสิ้น น้ำในผ้าถูกรีดออกไปจนหมด ชุดเก่าๆ เมื่อสักครู่ได้กลายร่างเป็ชุดใหม่และถูกสวมใส่ไว้บนตัวเขาแล้ว
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเขาจึงออกเดินทางไปเมืองเชเรียทันที ระหว่างทางเขาเจอหญ้าสีม่วงและหญ้าสีฟ้าค่อนข้างมาก หญ้าพวกนี้นั้นเป็ส่วนประกอบในการหลอมยาหลายชนิด แต่เขาจะเก็บไว้เพียง3ใน5ที่เขาเจอเท่านั้น และเพียงแค่นี้เขาก็สามารถสกัดยาได้อย่างน้อยสองขวดใหญ่แล้ว ซึ่งตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่ทองแดงเดียว เขาจึงคิดว่าจะหลอมยาแล้วนำไปขาย
ครึ่งวันผ่านไปเขาเดินทางมาได้6กิโลเมตรแล้ว สาเหตุที่เดินทางได้ช้าเพราะเส้นทางที่ผ่านมานอกจากหญ้าทั้งสองอย่างแล้วเขาก็เก็บสมุนไพรที่ใช้ทำยาชนิดต่างๆ เอาไว้ได้หลายชนิด ระหว่างนั่งพักเขาก็วางมือลงบนพื้น ทันใดนั้นก็เกิดวงแหวนเวทย์และอักขระมากมายอยู่บนพื้นที่เขาวางไปเมื่อครู่ ซึ่งมันเป็วงเวทย์ที่เขาจะใช้หลอมสกัดยา
การหลอมยาก็คือหนึ่งในความรู้จากชาติก่อนเช่นกัน เขาใส่หญ้าสีม่วง หญ้าสีฟ้า และดอกเทอร์รอน ลงไปบนช่องว่าของวงเวทที่มีไว้ใส่วัตถุดิบต่างๆ ธาตุไฟถูกใส่ลงไปในวงเวทรอบนอก ธาตุน้ำอยู่รอบวัตถุดิบ และธาตุลมอยู่ใจกลางวงเวท
การหลอมยาแต่ละชนิดจะใช้ปริมาณวัตถุดิบและพลังธาตุต่างกันและขึ้นอยู่กับสูตรของยาเป็หลัก วัตถุดิบทั้งสามถูกบอลน้ำล้อมรอบแต่ตัวเองและลูกบอลน้ำทั้งสามลูกก็ลอยขึ้นไปเล็กน้อย บอลน้ำถูกต้มด้วยธาตุไฟจากวงเวทรอบนอกสุด และถูกทำให้หมุนเป็วงด้วยธาตุลมทีอยู่ตรงกลาง
ผ่านไปสักพักวัตถุดิบทั้งหลายก็ได้ละลายเข้ากับลูกบอลน้ำเรียบร้อยแล้ว เขาค่อยๆ ลดพลังธาตุน้ำลงพลางเพิ่มพลังธาตุลมและไฟให้มากขึ้น ลูกบอลน้ำทั้งสามลูกค่อยถูกดูดกลืนเข้าไปในใจกลางวงเวท แล้วหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อนจะเดือดอย่างรุนแรงด้วยพลังจากธาตุไฟที่เพิ่มขึ้นในตอนท้าย เมื่อสีของมันเริ่มเปลี่ยนเขาจึงลดพลังธาตุทั้งหมด แล้วนำน้ำยามาใส่ขวด
สียานั้นเป็สีแดงอ่อนๆ และกลิ่นหอมจากดอกเทอร์รอนก็ฟุ้งออกมา ถึงมันจะหอมแต่รสชาติของมันก็ไม่ค่อยจะดีนัก เขาสกัดยาไปเรื่อยๆ จนได้มาทั้งหมด2ขวดใหญ่ๆ เนื่องจากตอนนี้เขาไม่มีขวดเล็กที่จะแบ่งใส่มันไว้ แต่หากแบ่งใส่ขวดเล็กก็จะแบ่งได้ประมาณสิบขวด
เมื่อพักให้หายเหนื่อยจากการหลอมยา เขาก็ควบคุมธาตุลมสร้างบอลลมออกมาจากนั้นก็ขึ้นไปขี่้า บอลลมพาเขาพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แค่เพียงสิบนาทีเขาก็เริ่มออกอาการเหนื่อยหอบแล้ว จึงเปลี่ยนเป็การเดินเท้าแทน
กอนยังคงเดินเท้าต่อไปเรื่อยๆ แต่การเดินในครั้งนี้เขาต้องโคจรพลังปราณและดูดซับมันไปตลอดเวลาด้วย นี่เป็การย่นรยะการฝึกอีกหนึ่งอย่างที่อาจารย์เขาได้เขียนเอาไว้ หากฝึกโคจรและดูดซับตลอดเวลาจนชินมันจะทำให้เขาใช้ลมปราณได้อย่างชำนาญยิ่งขึ้น
ก่อนที่ตะวันจะตกดิน ในที่สุดเขาก็เห็นกำแพงเมืองสักที เขาจึงรีบปรี่ไปข้างหน้า
“หยุดก่อน “ทหารเฝ้าประตูบอกให้กอนหยุดลงเนื่องจากเขาไม่เคยเห็นคนหน้าตาแบบนี้ในเมืองมาก่อน และยังถามเขาอีกหนึ่งประโยค
“เ้ามาจากที่ไหน”
“ข้ามาจากเมือง อาเรส นะ ท่านลุง ข้าออกมาหาของป่าแล้วเกิดเดินลึกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็หลงทาง “เขาโกหกออกไปตรงๆ โดยไม่มีพิรุธอะไรให้จับได้
“เ้าชื่ออะไร “ยามคนนั้นถามอีกครั้งเพราะดูๆ แล้ว ชายหนุ่มคนนี้มีท่าทางแปลกๆ
“กอน.... กอน โดรอนครับ “กอนบอกชื่อให้กับนายทหารคนนั้น ทันทีที่ได้ยินชื่อเขาหยิบผลึกแท่งสีขาวขออกมา แล้วพูดกับผลึกแท่งนั้น
“ช่วยตรวจสอบชื่อ กอน โดรอน จากเมืองอาเรสที ส่วนเ้ารอตรงนี้ก่อน “เขาบอกให้ใครสักคนค้นหาข้อมูลของเขา และให้กอนรออยู่ตรงนี้ ไม่นานทหารคนเดิมก็เดินมาหาเขาและเอ่ยปากออกมา
“อืมมม...ไม่มีประวัติอาชญากร ผ่านเข้าไปได้”
ในที่สุดเขาก็เข้าเมืองมาได้สักที เมืองแห่งนี้ขึ้นชื่อเื่การค้าขายและการแลกเปลี่ยน ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยร้านค้า แตกต่างจากเมืองของเขาอย่างสิ้นเชิงเนื่องจาก เมืองนี้เป็จุดศูนย์กลางทางภาคเหนือและยังเป็ทางผ่านของเมืองต่างๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศหากจะขึ้นเหนือต้องผ่านเมืองนี้ซะก่อน
กอนเดินดูร้านขายยาภายในเมืองเกือบทั่วทั้งเมืองแล้วแต่ก็ยังไม่มีร้านไหนเลยที่เขาถูกใจ เขาเดินเหม่อมาเรื่อยๆ จนสุดซอย กว่าจะรู้ตัวก็เกือบชนกำแพงเข้าให้แล้ว พอตั้งสติได้เขาก็เตรียมตัวจะหันหลังกลับ แต่สายตาดันไปสะดุดอะไรเข้าบางอย่าง
สิ่งนั้นคือป้ายของร้านขายยา เพียงแต่ว่ามันดูเก่าและโทรมมาก แถมยังมีฝุ่นและคราบต่างๆ เกาะกันหนาเตอะ ทว่ากอนก็ตัดสินใจดินเข้าไป
กริ้ง!!! กริ้ง!!! กริ้ง!!!
เสียงกระดิ่งดังขึ้นพร้อมกับตูที่ถูกผลักเข้ามา ชายหนุ่มผมแดงที่อยู่บนเค้าเตอร์ก็หันหน้าจ้องมองไปยังต้นเสียงนั้น ผิวของเขานั้นดูขาวซีดหางตาของเขานั้นดูโค้งลงเหมือนคนง่วงนอน ปากของเขาดูขาวซีดไม่ตางจากผิว และจมูกที่พอดีกับหน้าตาทำให้ดูแล้วแม้จะไม่ได้หล่อมากมาย แต่มันก็ไม่ได้ขี้เหล่เลย จัดว่าหน้าตาดีแบบกลางๆ ก็พอได้
กอนมองไปรอบๆ ช้าๆ เมื่อเห็นว่าร้านนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากชายหนุ่มผมแดงที่จ้องมองเขา เขาก็ตรงไปยังชายหนุ่มคนเดียวที่นั่งอยู่ในร้านนี้ทันที และหยิบขวดยาสองขวดออกมาจากแหวนคลัง
“สนใจทำธุรกิจไหม” เมื่อกอนพูดจบ ชายผมแดงก็หยิบขวดยาทั้งสองขึ้นไปดม ทันทีที่ได้กลิ่นตาของเขาก็เบิกกว้างทันที แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจจึงใช้เล็บข่วนแขนให้เป็แผล จากนั้นจึงหยดยาจากขวดลงบนแผล ไม่นานแผลของเขาก็เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้เขาตกตะใจไม่น้อย
“นี่.......” ก่อนที่ชายหนุ่มผมแดงจะได้ถามอะไร กอนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ใช่ มันคือยาฟื้นฟู ที่สามารถฟื้นฟูาแและสามารถฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้ด้วย เป็ทั้งยาภายในและ ภายนอก และมีอัตราการฟื้นฟูมากกว่ายาที่ขายทั่วไป 20% แถมยังช่วยฟื้นฟูพลังธาตุิญญาพร้อมกันได้อีกด้วย แต่นี่แค่ตัวต้นแบบนะ เขารีบโฆษนาสินค้าของเขาทันทีเมื่อเห็นอากัปกิริยาของฝั่งตรงข้าม
“ตกลง ว่าแต่ธุรกิจของนายมีอะไรบ้าง “ชายหนุ่มผมแดงก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“เื่นั้นเอาไว้ก่อนก็ได้ ตอนนี้นายเอายาสองขวดนี้ไปขายก่อน แล้วเอาเงินไปซื้อวัตถุดิบมาให้หน่อย นายคงพอจะซื้อวัตถุดิบพวกนี้มาให้ฉันได้ใช่ไหม “เขาหยิบปากกากับกระดาษที่วางอยู่ข้างๆ มาเขียนชื่อรายการวัตถุดิบ จากนั้นเขาก็ส่งให้ชายหนุ่มผมแดงคนนั้น เมื่อรับรายการไปอ่านซักพักก็เขาก็พยักหน้าก่อนจะบอกชื่อของตัวเอง
“ฉันชื่อ เบรน.....เบรน โมเลน นายละ”
“กอน......กอน โดรอน “ทั้งคู่ถามไถ่ข้อมูลของกันและกันไม่น้อย จากนั้นกอนจึงถามหาห้องหลอมยา
“ว่าแต่พอจะมีห้องให้ใช้หลอมยาไหม” จบคำถามเบรนก็บอกทางให้เขาพลางชี้ไปห้องข้างๆ
“อยู่ชั้นใต้ดิน ทางลงอยู่ห้องข้างๆ” พูดเสร็จชายหนุ่มผมแดงก็เดินนำไปที่ห้องนั้น
“รีบซื้อให้ไวละ จะได้รีบสกัดยา ฉันอยากนอนพักแล้ว “เขาะโไปบอกเบรน
ที่เบรนตัดสินใจจะร่วมทำธุรกิจกับกอนโดยไม่ถามไถ่อะไรนั้น ก็เพราะปกติยาแต่ละประเภทก็จะสามารถรักษาหรือฟื้นฟูตามประเภทของมันและไม่สามารถนำมาผสมหรือกินพร้อมๆ กันได้เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง อัตราการฟื้นฟูก็จะลดลงจาก 7ใน10 เหลือ 5 หรือ 6 ใน10 แต่ยาของกอนนั้นสามารถทำได้พร้อมกัน แถมยังมีประสิทธิภาพดีกว่ายาปกติถึง20% อีกทั้งฟื้นฟูทั้งสองอย่างได้พร้อมกันด้วยอัตรา 8 ใน10 อีกด้วย ดังนั้นเขาจึงเดินออกไปจากร้านและมุ่งตรงไปยังที่ๆ หนึ่ง
เมื่อกอนลงมาถึงห้องใต้ดิน เขาก็นั่งลงหลับตาจากนั้นก็เริ่มโคจรลมปราณและพลังธาตุดินกับไฟพร้อมกัน เขาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้ธาตุทั้งสองและลมปราณมาปนกัน หากมันมาปนกันอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางทราบได้ และเขาก็ไม่กล้าที่จะลองในตอนนี้ เขาจึงฝึกโคจรพลังทั้งสองแบบพร้อมกันโดยที่ไม่ให้มันปนกันหรือโคจรทับกัน
ผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้เสียงเปิดประตูร้านและเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น กอนจึงคิดว่าเบรนน่าจะกลับมาแล้ว เขาเลยหยุดการฝึกแค่นั้น แล้วค่อยๆ เดินขึ้นไป้า
เมื่อออกมาจากห้องสายตาของเขาก็กวาดหาเบรนไปทั่ว เขาได้แต่แปลกใจที่ไม่เจอใครเลย แต่เมื่อเขามองดูดีๆ มีคนๆ นึงนั่งอยู่ที่มุมห้อง เขาสวมฮูดสีดำปกคลุมเอาไว้ทำให้ไม่สามารถมองได้เลยว่าเป็ใคร มือของเขาถือดาบที่ยังอยู่ ในฝัก ทำให้กอนได้แต่สงสัย
“ที่แบบนี้ยังจะมีคนเข้ามาอีก หรือว่าจะเป็ลูกค้าประจำ” กอนพึมพำกับตัวเองจากนั้นก็ละความสนใจจากคนสวมฮู๊ด แล้วหันหลังเดินกลับไป ทันทีที่เขาหันหลังเสียงเล็กแหลมดูไม่เหมาะกับบุคลิกแบบนั้นก็ดังขึ้นมา
“เ้าเป็ใคร .........”