ในใจของหยางหนิงแปลกใจอยากรู้ว่าคนด้านในนั้นเป็นใครได้ยินว่าชายอ้วนชุดเทาบอกว่าเป็นคนบ้าคนหนึ่ง แต่กลับอาศัยคนบ้าๆ แบบนี้กลับเป่ยฮั่นเพื่อรับการปูนบำเหน็จคิดว่าคนบ้าคนนี้ น่าจะมีประวัติไม่ธรรมดา
มีดสั้นของเขาเปิดถุงออกอย่างง่ายดายหน้าของคนในถุงโผล่ออกมา ธนูดอกหนึ่งปักไปที่หน้าอกของเขา อีกดอกปักไปที่คอของเขาเมื่อเห็นจุดที่ธนูปักอยู่ โอกาสรอดของเขามันก็น้อยซะจนน่าสงสาร
เขายื่นมือไปที่จมูกเพื่อตรวจสอบว่าเขายังมีลมหายใจอยู่ไหมจมูกของเขาเย็นมาก ไม่มีลมหายใจเหลือแล้ว ตายจนไม่รู้จะได้ตายอีกรอบหรือเปล่า
“เจ้านี่มันสุดยอดของความโชคร้ายเลยนะ”หยางหนิงรู้สึกหดหู่ขึ้นมา ถูกจับยัดใส่ถุงไม่พอ ยังถูกธนูยิงสองดอกตายไปอีกโชคร้ายจนไม่รู้จะโชคร้ายอย่างไรอีก
หยางหนิงมั่นใจแล้วว่าคนๆ นี้ตายแล้วจึงตรวจดูอย่างละเอียด คนๆ นี้มีรูปร่างพอๆ กับเขา แต่ผอมกว่าหน่อยแต่ว่าสวมใส่เสื้อผ้าดีอยู่ เมื่อลูบไปที่เนื้อผ้าดูแล้วน่าจะเป็นของดีตรงเอวมีสายรัดเข็มขัดสีม่วง ดูแล้วก็น่าจะเป็นลูกบ้านผู้ดีมีตระกูลแน่นอน
ด้านบนดวงตาของเขามีผ้าปิดตาเอาไว้จากที่ดูอายุก็น่าจะพอๆ กับตัวเขาเอง
หยางหนิงใช้มีดสั้นกรีดเอาผ้าออกมาหน้าตาของคนๆ นั้นก็โผล่ออกมา เมื่อเห็นใบหน้าของเขา หยางหนิงถึงกับร้อง “อ๊าก” ออกมา สีหน้าดูตกใจมาก
สีหน้าของเขาดูสะอาด หน้าตาดีผิวสีซีดเซียว ดวงตาปิดสนิท แต่หยางหนิงกลับรู้สึกคุ้นหน้าเขาอย่างน่าประหลาด
ทันใดนั้นเองหยางหนิงก็เก็บมีดเข้าไปในหน้าอก ใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่หน้าของตัวเอง สีหน้าท่าทางดูตกใจมาก
หยางหนิงรู้จักหน้าตาของตัวเองดีทุกอย่างโดยเฉพาะหลังจากที่ข้ามภพมาแล้ว หน้าตาเปลี่ยนไป วิญญาณไปอยู่กับอีกร่างหนึ่งซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเท่าไร
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าตัวประกันที่อยู่ตรงหน้าเขาหน้าตากับละม้ายคล้ายคลึงกับเขามาก เหมือนอย่างกับแกะยิ่งดูก็ยิ่งเหมือน
เรื่องนี้น่าแปลกมาก
เขานิ่งไปพักใหญ่จึงเดินไปหากระถางภายในศาลเจ้า แล้วเดินออกไปข้างนอก ไปตักน้ำบ่อที่อยู่ใกล้ๆ กับศาลเจ้ามาจนเต็มแล้วเดินกลับเข้าไปในศาลเจ้าอีกครั้ง วางกระถางไว้บนพื้นแล้วมองไปที่ศพของตัวประกัน แล้วมองส่องตัวเองในน้ำนั้น
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตรงส่วนไหนก็เหมือนกันทั้งหมด ก็เหมือนเป็นคนๆ เดียวกันเลยความต่างเพียงอย่างเดียวของทั้งคู่ก็คือ สีผิวไม่เหมือนกันชายคนนี้น่าจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี สีผิวถึงได้ขาวเนียนส่วนสีผิวของเขานั้นมีความเข้มกว่า
หยางหนิงนั่งลงกับพื้น รู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าแปลกมาก
หากจะบอกว่าหน้าคล้ายกันมันก็คงเป็นเรื่องปกติ เพราะบนโลกนี้มีคนหน้าเหมือนหน้าคล้ายเยอะแยะไป
แต่เหมือนกันย่างกับแกะแบบนี้มันหายากเกินไป ยกเว้นเป็นแฝด
แต่ร่างของทั้งสองคนมันก็แตกต่างกันคนหนึ่งเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล อีกคนเป็นขอทานเร่ร่อน ฐานะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
พูดได้แต่เพียงว่าโลกใบนี้ใหญ่หลวงนักเรื่องแปลกแบบนี้ ตัวเขากลับต้องมาเจอ
รอบๆ มีแต่ศพ กลิ่นเลือดคาวคลุ้งไปทั่วถึงหยางหนิงจะกล้าขนาดไหนก็ตาม แต่ในใจกลับรู้สึกไม่สบาย
เขารู้ว่าที่นี่ห่างไกลมาก ศาลเจ้าแห่งนี้ก็ร้างมาหลายปีใกล้ๆ นี้คงไม่มีใครมา ครั้งนี้นอกศาลเจ้ามีศพโผล่มาเกือบสิบศพ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไม่มีใครตรวจพบ
รอบๆ นี้คงมีหนอนแมลงไม่น้อย ไม่นานนักศพพวกนี้ก็ต้องถูกกัดแทะไปจนถึงกระดูก
เมื่อเห็นคนที่เหมือนตัวเองอย่างกับแกะนอนตัวเย็นเฉียบอยู่ที่พื้นในใจหยางหนิงก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
“ถึงแม้เราจะไม่รู้จักกันแต่ในเมื่อหน้าตาเหมือนกัน ข้าก็คงไม่ทิ้งเจ้าไว้แบบนี้หรอกนะ” หยางหนิงถอนหายใจ “เจ้านี่มันก็โชคร้ายจริงๆตายอยู่ตรงนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย คงจะปล่อยให้สัตว์ป่ามาแทะศพแบบนี้ไม่ได้” คิดๆ ดูแล้วก็อุ้มศพขึ้นมา แล้ววิ่งไปป่าไม่ไกลจากศาลเจ้า
วางศพลง หยางหนิงกลับไปในศาลเจ้าหยิบมีดสั้นออกมา แล้วกลับเข้าป่าไผ่ไป แล้วพูดกับตัวเองว่า “ที่นี่บรรยากาศไม่เลวเลย เงียบสงบดี เห็นว่าเจ้าน่าสงสารข้าไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นศพร้างอยู่ในป่าหรอก ข้าจะฝังเจ้าที่นี่ถือว่าข้าทำบุญล่ะกัน หากวิญญาณเจ้ามีจริง อย่าเอาความซวยของเจ้ามาให้ข้าก็แล้วกันคุ้มครองข้ามากๆ หน่อย จริงสิ คุ้มครองข้าให้หาเสี่ยวเตี๋ยให้เจอ ให้นางปลอดภัยดี”
เขาใช้มีด ขุดหลุมในป่าไผ่ขณะที่กำลังจะเอาศพวางในหลุม เขาก็คิด แล้วก็วางศพลงข้างๆก่อน ยกมือขึ้นคารวะแล้วพูดว่า“น้องชาย ข้าฝังศพให้เจ้า ถือว่ามีน้ำใจกับเจ้ามากแล้ว เจ้าก็ตอบแทนอะไรไม่ได้เจ้าดูทั่วทั้งตัวข้าสิ เสื้อผ้าขาดรุ่ยหมด เดินต่อไปแบบนี้คงน่ารังเกียจมากในเมื่อเจ้าหลับสบายที่นี่ เสื้อผ้าพวกนี้ก็ให้ข้าเอาไปด้วยเถอะนะ อะไรที่เจ้าไม่ได้ใช้แล้วมันมีประโยชน์กับข้า” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอีกว่า “เสื้อผ้าของเจ้าข้าขอยืมมาใส่ก่อนนะ รอข้ามีเงินแล้ว จะกลับมาทำสุสานดีๆ ให้เจ้า”
ชุดของเขาเสื้อผ้าขาดรุ่ยอยู่แล้วหลายวันมานี้บุกน้ำลุยไฟมาก็เยอะ มันแทบจะไม่เหลือชิ้นดีแล้ว ผิวหนังตามตัวของเขาโผล่ออกมาให้เห็นหากไม่เปลี่ยนชุดอีก ตัวเขาเองก็จะทนไม่ไหวเอา
ถึงแม้จะบอกว่าศพมีมากมายแต่เสื้อผ้าของคนที่นอนเกลื่อนอยู่นั้นตัวใหญ่เกินไป มองแค่รูปร่างหยางหนิงรู้ว่าต่อให้ใส่เสื้อผ้าของพวกเขา จะต้องหลวมแน่นอน หากใส่แบบนั้นเดินออกไปจะทำให้คนจับสังเกตได้
ถึงเสื้อผ้าของเจ้านี่จะดูหรูหราไปหน่อยแต่ว่ามันก็พอดีตัวกับเขา คิดว่าใส่ออกไปคงไม่มีใครสังเกตแน่ๆ
เขาถอดเสื้อผ้าของตัวประกันที่ตายออกเนื้อผ้าดีมาก แต่ว่าตรงหน้าอกมีรอยธนู เสื้อนอกเองก็มีรอยธนูเช่นกันถึงเป็นแบบนั้น มันก็ดีกว่าเสื้อผ้าขาดๆ ของเขาในตอนนี้แน่ๆหยางหนิงก็เลยไม่ได้ใส่ใจมาก
ส่วนเสื้อตัวในนั้น อย่างไรซะก็เป็นของคนตายนำมาใส่แนบตัวคงไม่เหมาะนักอีกอย่างคงไม่เหมาะที่จะให้เขาเปลือยกายลงหลุมไปแบบนั้น
หลังจากที่ฝังศพที่ป่าไผ่แล้วหยางหนิงก็ถือดาบสองเล่มไปที่ริมทะเลสาบ แล้วล้างดินล้างทรายออกถึงได้เปลี่ยนเสื้อผ้าในตอนนี้ แล้วส่องหน้าตัวเองในน้ำไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง ชุดผ้าไหมนี้ดูมีสง่ามาก
แต่ว่าผมเพ้ายังยุ่งเหยิงอยู่ หยางหนิงดึงสายคาดเสื้อออกมาแล้วนำไปหมัดผมหลังจากนำมีดสั้นไปล้างน้ำแล้ว แล้วมองไปรอบๆ ด้าน เมื่อคืนฝนตกหนักมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทิศไหนเป็นทิศไหนตอนนี้ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าอยู่ที่ไหนแต่นึกขึ้นมาได้ทิศที่ชายนัยน์ตาสองดวงพาเซียวกวงไปทางทิศตะวันออก ก็ไม่ลังเลที่จะเดินไปทางนั้น
ชุดผ้าไหมสบายกว่าชุดขาดรุ่ยที่เขาใส่ก่อนหน้านี้เยอะเลย
ถึงวันนี้จะไม่มีฝนเทลงมาอย่างเมื่อวานนี้แต่ท้องฟ้าก็ไม่ได้สดใสขนาดนั้น เมฆหนายังคงลอยตัวอยู่ ท้องฟ้าอึมครึมไม่รู้ว่าจะมีฝนตกลงมาอีกหรือเปล่า
เดินไปไม่ถึงสองชั่วโมงด้านหน้าไม่ไกลก็เห็นถนนเล็กๆ เส้นหนึ่ง ยังคงไม่มีคน หยางหนิงคิดหาถนนหลักที่จะไปเมืองหลวงแต่เมื่อคืนม้ามันวิ่งไม่มีทิศทาง ในตอนนี้เลยไม่รู้เลยว่าทางหลักคือทางไหนก็เลยเดินไปตามทางเล็กๆ นั่น
หยางหนิงเดินไปครึ่งค่อนวันทันใดนั้นก็เลยได้ยินเสียงฝีเท้าม้า เมื่อเงยหน้าขึ้นไปดู ก็เห็นม้าหลายตัวกำลังวิ่งมาอย่างรวดเร็ว
เดินมาตามทางเกือบครึ่งวัน ก็ยังไม่เจอใครแต่ตอนนี้กลับเจอคนขี้ม้ามาซะอย่างนั้น หยางหนิงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย คิดในใจว่าไม่รู้ว่าเป็นใคร หากเขาสะดวก ก็อาจจะลองถามทางเขาดูแต่ก็คิดอีกว่าคงไม่เจอคนแปลกๆ ที่ลากเขาไปเอี่ยวด้วยอีกหรอกนะ
คนที่เขาเจอในช่วงหลายวันมานี่มีแต่คนแปลกๆ แต่ไม่มีกรณีไหนเลยที่จะไม่ทำให้เขาไปเสี่ยง ขณะกำลังคิดอยู่นั้นม้าหลายตัวนั้นก็เขามาใกล้เรื่อยๆ
ม้าที่วิ่งมามีหกตัวคนที่มากับม้าส่วนมากสวมชุดแขนสั่นทะมัดทะแมง แต่มีคนๆ หนึ่งที่สวมแขนสั้นชุดดำเอวห้อยดาบ ดูดุร้ายมาก
หยางหนิงเห็นดังนั้น คิดว่าไม่น่าจะเป็นคนดีอะไรหลบไปอีกทางดีกว่า ให้พวกเขาไปดีกว่า
ใครจะคิดว่าคนๆ นั้นจะบังคับม้าเข้ามาหยุดตรงหน้าเขาหลังจากนั้นก็อีกหลายตัวที่เหลือก็หยุดตาม คนๆ นั้นจ้องมาที่หยางหนิงสีหน้าท่าทางดูแปลกไป
หยางหนิงยิ้มแห้งในใจจากนั้นก็เห็นว่ามีคนกระโดดลงจากม้ามา แล้วรีบเดินมาทางตน
พระเจ้าช่วย จะลงมือเลยหรือ
หยางหนิงเอามือไปซุกที่อก กำมีดในมือแน่นในใจคิดว่าอีกฝ่ายเป็นชายกำยำหกคน เผชิญหน้าตรงๆ แบบนี้ ตัวเขารับมือไม่ได้แน่ๆในเมื่อกำลังสู้ไม่ได้ คงต้องใช้ปัญญาอย่างเดียว
ชายหน้ายักษ์เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ นี่เป็นโอกาสที่ดีคนๆ นี้เห็นเขาเป็นแค่เด็กหนุ่ม น่าจะไม่ได้มีการป้องกันอะไรมากตัวเขาอาจจะสามารถยื้อเวลาไว้ได้ แล้วจับเขาเป็นตัวประกัน คนๆ อื่นก็อาจจะไม่กล้าทำอะไรตัวเขาก็อาจจะแย่งม้ามาได้สักตัว
เมื่อตัดสินใจดังนั้นเขาก็รอให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ๆ
ชายคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่ตอนนี้มองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว หน้าด้านซ้ายของเขามีรอยบาก จริงๆ ที่หน้าก็มีรอยแผลเต็มไปหมดอยู่แล้วบวกกับรอยบากนี่อีก ดูแล้วโหดสุดๆ ไปเลย
เห็นชายร่างใหญ่อยู่ห่างจากตัวเองไม่ถึงสองก้าวแล้วหยางหนิงก็ยื่นมือออกไป ทันใดนั้นเองชายร่างใหญ่ก็คุกเข่าลง แล้วทำความเคารพ “คารวะท่านซื่อจื่อ!”
คนด้านหลังก็เดินเข้ามาใกล้คุกเข่าอยู่หลังชายร่างใหญ่ แล้วพูดพร้อมกันว่า “คารวะท่านซื่อจื่อ!”
หยางหนิงตะลึง สมองว่างเปล่า
ชายหน้าบากเงยหน้ามามองหยางหนิงที่ยืนตะลึงอยู่แต่ก็ไม่ได้รอให้หยางหนิงพูด เขาพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านซื่อจื่อ พวกข้าน้อยมาช่วยช้าเกินไปทำให้ท่านต้องลำบาก ข้าน้อยสมควรตาย ทรงลงอาญาด้วย”
หยางหนิงกระพริบตา เพียงแต่คิดไม่ถึงพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆ “พวกเจ้า...พวกเจ้าพูดอะไรนะ? ข้า...!” ตอนนี้เขาไม่รู้จริงๆ ว่าต้องพูดอะไร