ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนมู่ไห่เฉินรู้สึกว่าการฝึกควบคุมลมปราณตามวิธีการฝึกฝนของอาจารย์หวงนั้นมีความคืบหน้าอยู่ไม่น้อย มู่ไห่เฉินเองทราบดีว่าวรยุทธ์ของเขานั้นพัฒนาเร็วไป ประสบการณ์การใช้งานลมปราณจากหลายคนแม้จะดีแต่ก็กระจัดกระจายเหมือนฝุ่นยากจับทางได้ แต่การได้ร่ำเรียนพื้นฐานและการฝึกฝนนี้ก็ทำให้ทุกอย่างเริ่มเป็รูปเป็ร่างได้ดีมากขึ้น
ในหอคัมภีร์ที่เงียบสงบตลอดยามเช้า เสียงลมแ่เบาพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า กลิ่นไม้สนอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ก่อนประตูบานหนึ่งถูกผลักเปิดออกอย่างแ่เบา ราวกับไม่้ารบกวนความสงบภายใน
สตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามา จากนั้นนางก็หันกลับไปปิดประตูอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังอาจารย์หวงด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ศิษย์คารวะอาจารย์”
เสียงนางนุ่มลึก ไม่ดังนักแต่ก็ชัดเจน
“ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
เพียงแค่นั้น บรรยากาศในหอคัมภีร์ก็เปลี่ยนไป มู่ไห่เฉินเงยหน้ามองติดตามโดยไม่รู้ตัว
อาจารย์หวงยิ้มบาง ๆ คล้ายพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำ
“นี่คือซูเหมยหลิน ศิษย์พี่ของเ้า”
สตรีตรงหน้ามีใบหน้าอ่อนช้อย ผิวขาวเนียนราวหยก เครื่องประทินผิวสีชมพูอ่อนแต่งเติมอย่างพอเหมาะ ขับให้ดวงตาและคิ้วเรียวดูสงบนิ่งแต่ลึกซึ้ง ผมยาวถูกเก็บอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือยแต่กลับดูสง่างามโดยไม่ต้องเสริมแต่ง
นางสวมชุดสีขาวลายฟ้าอ่อน เครื่องแบบของศิษย์ขั้นก่อแก่นปราณ มือซ้ายถือกระบี่ มือขวาประคองสายสะพายกู่ฉิน ท่วงท่านั้นไม่โอ้อวด หากกลับให้ความรู้สึกมั่นคง ราวกับทุกการเคลื่อนไหวถูกฝึกฝนมานับพันครั้ง
มู่ไห่เฉินเมื่อได้เห็นใบหน้านางอย่างชัดเจน หัวใจพลันสะดุดวูบหนึ่ง ราวกับจิตถูกดึงเข้าสู่ความเงียบงันชั่วขณะ ไม่ใช่ความงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็ออร่าสงบเยือกเย็นที่แฝงความเฉียบคม จนยากจะละสายตา
เขารีบตั้งสติและแนะนำตัวอย่างเร่งรีบเล็กน้อย ซูเหมยหลินเพียงยิ้มบาง ๆ รับคำ พร้อมพยักหน้าเบา ๆ ท่าทีสุภาพ ไม่ห่างเหิน แต่ก็ไม่เปิดเผยจนเกินควร
เพียงรอยยิ้มเดียว มู่ไห่เฉินกลับรู้สึกเหมือนตนเองถูกมองทะลุถึงพื้นฐานวรยุทธ์และจิตใจ นี่เป็ความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ ยามนี้ทั้งเกรงใจ ทั้งชื่นชม และแฝงความตื่นตัวลึก ๆ ในใจ
หลังจากการแนะนำตัวกันเสร็จสับไม่นาน เพื่อเป็การไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ซูเหมยหลินก็ได้พามู่ไห่เฉินไปยังลานฝึกยุทธ์ทางด้านหลังสำนัก
ที่นั่นเงียบสงบบรรยากาศเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม ต้นไม้ใหญ่และพืชพันธุ์ที่ถูกจัดแต่งก็ล้วนส่งเสริมให้บรรยากาศนั้นร่มรื่น
ลานฝึกมีศิษย์สามสี่คนอยู่ที่นี่ เมื่อซูเหมยหลินเดินเข้ามาในลานฝึกศิษย์ทั้งหลายต่างโค้งคำนับและตกตะลึง ถ้าไม่ใช่ความงามของนางก็คงเป็คนสวมชุดประจำฐานะศิษย์ขั้นก่อแก่นปราณที่ยากนักจะได้พบเจอโดยทั่วไป
ศิษย์เ่าั้ต่างหลีกทางให้เป็กลาย ๆ ว่ายกลานฝึกนี้ให้นางเป็ที่เรียบร้อยแล้ว มู่ไห่เฉินเห็นแล้วก็ยังรู้สึกทั้งภาคภูมิและยกย่องศิษย์พี่ของตน
ซูเหมยหลินตรงไปยังโต๊ะหินอ่อนก่อนวางกู่ฉินลงและตรงไปยังกลางลานกว้าง นางหันไปหามู่ไห่เฉินพร้อมกล่าวให้มู่ไห่เฉินรีบบุกเข้ามา
ถึงจะดูกระทันหันไปเสียหน่อย แต่นี่ก็เป็วิธีประเมินฝีมือมู่ไห่เฉิน ก่อนที่นางจะชี้แนะศิษย์น้องของตนเองเป็ลำดับถัดไป
มู่ไห่เฉินคล้ายจะเข้าใจเจตตาดีก่อนจะดึงกระบี่และพุ่งเข้าไปด้วยกำลังเพียงเล็กน้อย
ซูเหมยหลินจากใบหน้ายิ้มบางก็เข้มขรึมจริงจังทันที นางตอบโต้ด้วยเพลงกระบี่ประจำสำนักอย่างดุดัน มู่ไห่เฉินที่เห็นก็รู้สึกผิดคาด นางจริงจังทันทีไม่มีอ่อนข้อให้แม้เพียงน้อยนิด
ลมปราณที่แผ่ออกพัดพาใบไม้โดยรอบหมุนวนปลิวละลิว มู่ไห่เฉินแม้ไม่ทันตั้งตัวได้ทันแต่ก็พยายามตอบโต้อย่างสุดกำลัง ไม่ใช่ว่าอยากประลองแสดงฝีมือ แต่ตอนนี้คล้ายพยายามเอาตัวรอดเสียมากกว่า ทุกเพลงกระบี่ของศิษย์พี่ดุดันอย่างกับหมายปลิดชีพมู่ไห่เฉินทิ้งเสีย
ยากเย็นเกินไปสำหรับมู่ไห่เฉิน เขาถูกบังคับให้ใช้เพลงกระบี่คู่ของสำนักตอบโต้ โดยใช้ฝักกระบี่ในมือซ้ายทดแทนกระบี่จริง ทุกอย่างเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่เพียงสองสามกระบวนท่ามู่ไห่เฉินก็พ่ายแพ้หมดรูป
ใบหน้ายิ้มบาง ๆ ออกมาจากซูเหมยหลินคล้ายเปลี่ยนจากมารร้ายสู่เทพธิดาอีกครั้ง นางกอดอกมือเท้าค้างพร้อมเอียงหัวเล็กน้อยอย่างช้า ๆ คล้ายกำลังนึกคิดบางสิ่ง
“เพลงกระบี่เ้าไม่เลว ทำไมไม่ไปเปลี่ยนขั้นศิษย์เล่า”
มู่ไห่เฉินเพียงยืนนิ่งไม่ตอบโต้ ซูเหมยหลินคล้ายเข้าใจไม่ซักไซ้สั่งให้มู่ไห่เฉินร่ายเพลงกระบี่คู่สำนักให้ดู อาจจะด้วยนางคงเห็นข้อผิดพลาดบางอย่างเป็แน่
นางยื่นกระบี่เงินให้พร้อมกับไปนั่งบนเก้าอี้หินอ่อนข้างลานฝึก นางเริ่มดีดกู่ฉินก้องกังวานเป็ท่วงทำนองที่เงียบสงบและเชื่องช้า ทางมู่ไห่เฉินเองก็เริ่มออกท่วงท่าเพลงกระบี่คู่ของสำนัก
เพลงกระบี่คู่สำนักแม้ไม่ใช้วิชาลับของสำนัก ศิษย์ทุกผู้คนล้วนสามารถขอคำชี้แนะและฝึกฝนจากอาจารย์ในสำนักได้ แต่การจะฝึกได้นั้นต้องเข้าใจเพลงกระบี่ของสำนักให้ดีเสียก่อน อีกทั้งกระบี่คู่ทั้งต้องร่ายเพลงกระบี่สำนักข้างละหนึ่งกระบวน ซึ่งมีท่ารับรุกแปรเปลี่ยนรวดเร็ว แม้แต่ผู้าุโหรืออาจารย์ในสำนักเองส่วนใหญ่ก็ไม่เลือกที่จะร่ำเรียน เนื่องจากเพลงกระบี่คู่นั้นหากใช้งานไม่คล่อง ตัววิชาจะกลับกลายเป็ทำร้ายผู้ใช้เพลงกระบี่เสียเอง
“ช้าก่อน กลับไปตั้งท่าค้างไว้ในกระบวนท่าก่อนหน้า”
เสียงจากซูเหมยหลินสั่งออกมา มู่ไห่เฉินก็รีบย้อนกระบวนท่ากลับไปและค้างไว้ เสียงเครื่องดีดดังขึ้นก่อนจะมีบางอย่างผลักดันยกข้อศอกแขนขวามู่ไห่เฉินขึ้นเล็กน้อย
“ข้อศอกต้องตั้งตรงแข็งแรงเสมอ จำไว้และฝึกต่อไป”
หลังเสียงซูเหมยหลินสิ้นสุดลงมู่ไห่เฉินทั้งสับสนและชื่นชมวิชาฝีมือศิษย์พี่ผู้นี้มากขึ้นไปอีก การดีดบรรเลงส่งผ่านลมปราณกระทบข้อศอกเมื่อสักครู่ยอดเยี่ยมเสียจริง
ไม่นานเหล่าศิษย์สำนักหลายสิบคนก็มารายล้อมลานฝึกอยู่ห่าง ๆ แววตาทั้งอิจฉาและชื่นชม
ผู้คนทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งศิษย์ผู้ชายต่างรู้ว่าสาวงามประจำสำนักได้กลับมาแล้วต่างก็พากันมาชื่นชม
แน่นอนว่าหลายคนก็อิจฉาโชคชะตาของมู่ไห่เฉินที่ได้สาวงามประจำสำนักเป็ศิษย์พี่สายตรง อีกทั้งนางยังคอยชี้แนะฝึกฝน และบรรเลงเพลงให้ฟังยิ่งน่าอิจฉายิ่งนัก
เวลาผ่านไปสักสองชั่วโมงได้ ในบรรดาเหล่าศิษย์ที่อยู่ห่างไปออกไปก็มีคนผู้หนึ่งชักกระบี่พุ่งเข้ามาทางซูเหมยหลิน สองมือนางหยุดสายดนตรีที่สั่นไหว ก่อนจะดึงกระบี่ที่ซ่อนในกู่ฉินออกมาและพุ่งรับกระบี่กลางอากาศก่อนทั้งสองนั้นจะลงมาถอยคนละก้าว มู่ไห่เฉินที่ตกตะลึงมองออกไปก็พบเฮยอิงกำลังจะพุ่งกระบี่ใส่ศิษย์พี่อีกครั้ง
ทั้งสองออกเพลงกระบี่ประจำสำนักออกมาอย่างช่ำชองไร้ตำหนิ ดั่งว่าทั้งสองนั้นเข้าถึงเพลงกระบี่ประจำสำนักแล้วทั้งคู่ เพลงกระบี่ทั้งเฉียบคม ดุดัน ยามกระบี่ประทะลูบไหลเกิดเสียงก้องกังวาล แต่นั้นก็เพียงไม่นานนักทั้งคู่ก็แยกจากนั้นอย่างสูสี
“ฝีมือเ้าพัฒนาช้าลงเพราะมัวฝึกฝนดนตรีและตำราหรือเปล่า”
เฮยอิงพูดเชิงหยอกล่อก่อนจะเก็บกระบี่ แล้วเดินตรงไปยังที่นั่งหินอ่อนข้างลานฝึก ทางซูเหมยหลินเองก็พูดคุยอย่างเป็มิตรคล้ายว่าทั้งสองคนนั้นเป็สหายกันมานาน
ในใจมู่ไห่เฉินรู้สึกเจ็บลึกไม่รู้ว่าเพราะทำไม ยามนี้ในใจรู้สึกสะท้อนออกมาว่าคนผู้นี้อีกแล้ว ชื่อเฮยอิงเหมือนจะข้องแวะเขาไปเสียทุกอย่าง
ขณะที่มู่ไห่เฉินร่ายเพลงกระบี่ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ ฟังทั้งคู่สนทนาเรื่อยเปื่อย หากดูจากอายุแล้วทั้งเฮยอิงและศิษย์พี่คงจะอายุราวๆสิบแปดสิบเก้า นั้นก็คงเป็สหายศิษย์สำนักร่วมกันมาไม่ผิดแน่ ไม่แปลกใจเลยที่ทั้งสองจะพูดคุยสนิทสนมกันเพียงนี้
ห่างออกไปก็มีคนพูดคุยลอยแว่วออกมา ทั้งคู่นั้นเป็อัจฉริยะในวิชาของสำนัก สำหรับเฮยอิงนั้นมู่ไห่เฉินก็พอได้ยินมาบ้าง แต่ศิษย์พี่เองก็เป็อัจฉริยะทางด้านวรยุทธ์เช่นกันอันนี้ก็พึงได้รับรู้ แต่หากว่าดูจากระดับวรยุทธ์แล้วเหมือนว่าศิษย์จะเหนือกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง
พวกเขาสองคนสนทนากันอย่างถูกคออยู่พักหนึ่ง ก่อนที่สหายเฮยอิงผู้หนึ่งจะเข้ามาเรียกตัวเฮยอิงและจากไป ส่วนทางซูเหมยหลินพักเครื่องดนตรีก่อนจะมองมู่ไห่เฉินร่ายรำเพลงกระบี่คู่ต่อ
ใกล้ตกเย็นซูเหมยหลินให้มู่ไห่เฉินหยุดพักหลังจากฝึกฝนมาอย่างยาวนาน มู่ไห่เฉินถอนหายใจอย่างโล่งใจ ไม่คิดว่าศิษย์พี่ที่ดูท่าทางเรียบร้อยเรียบง่ายจะสามารถจริงจังในการฝึกฝนได้มากมายถึงเพียงนี้
“ไปเถอะศิษย์พี่จะพาเ้าไปที่แห่งหนึ่ง”
มู่ไห่เฉินแม้ไม่เข้าใจแต่รับคำและค่อย ๆ เดินติดตามไปในเส้นทางเล็ก ๆ ด้านหลังสำนัก
“ศิษย์พี่ให้ข้าช่วยถือเครื่องดนตรีนั้นเถอะ”
ซูเหมยหลินเพียงยิ้มบาง ๆ และปฏิเสธอย่างถนอมน้ำใจ ก่อนจะเดินทางต่อผ่านทางเดินรก ๆ
มู่ไห่เฉินพอเข้าใจได้เลยว่าเครื่องดนตรีชิ้นนี้คงเป็ของสำคัญต่อศิษย์พี่แน่ ๆ และหากสังเกตดี ๆ ก็จะพบอักษรคล้ายชื่อคนเล็ก ๆ สลักอยู่บนตัวกู่ฉินนั้น
ทั้งสองเดินทางมาถึงน้ำตกหลังเขา เสียงสายน้ำกระทบโขดหินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ไอเย็นลอยฟุ้งในอากาศจนความร้อนของยามเย็นจางหายไป กลิ่นดินชื้นและมอสเขียวแทรกปะปนกับกลิ่นป่าเขา ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูแยกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ม่านน้ำขาวไหลโพลนตกลงมาจากหน้าผาสูง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดกระทบละอองน้ำจนเกิดประกายระยิบระยับ ราวกับม่านแก้วโปร่งบางที่กั้นโลกสองฝั่งเอาไว้
ซูเหมยหลินหยุดยืนริมธาร นางมองสายน้ำอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก ดวงตาที่สงบนิ่งเหมือนฉายแววหวนระลึกถึงความหลังบางอย่าง
นางไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงปล่อยให้เสียงน้ำตกนั้นพูดแทนใจทั้งหมด
จากนั้นร่างนางก็ขยับเพียงก้าวเดียว นางพุ่งตัวออกไปเหยียบหินก้อนหนึ่งกลางสายธารอย่างมั่นคง กระโปรงสีขาวสะบัดเบา ๆ ตามแรงลม ก่อนที่ร่างจะลอยต่อไปยังหน้าผาน้ำตก
ฝ่าเท้านางััผิวน้ำเพียงชั่วพริบตา แล้วเปลี่ยนเป็หินผา ยอดไม้ และละอองน้ำที่กระจายอยู่กลางอากาศ วิชาตัวเบาของนางลื่นไหลราวกับสายน้ำ ไม่เร่ง ไม่ชะงัก ทุกจังหวะต่อเนื่องกันอย่างเป็ธรรมชาติ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างบางก็พุ่งขึ้นเหนือยอดน้ำตกสูงกว่าสิบเมตร เหลือเพียงเสียงน้ำตกและละอองขาวที่ยังสั่นไหวอยู่เบื้องล่าง
มู่ไห่เฉินยืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นแรงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความยากของเส้นทาง หากแต่เป็เพราะความสง่างามของวิชาที่ได้เห็นกับตา
ไม่ใช่เพื่อโอ้อวด หากเป็สายตาของศิษย์พี่ที่ร้องเรียกให้ตามขึ้นไป เขากำมือแน่นสูดลมหายใจลึก แม้จะยังไม่ชำนาญวิชาตัวเบาเท่าศิษย์พี่ แต่จากประสบการณ์ที่ได้จากผู้อื่นมา เขามั่นใจว่าตนสามารถปีนขึ้นไป้าได้เช่นกัน