“ที่นี่ที่ไหนกันคะ” แวมไพร์สาววัยแรกรุ่นถามกับสามคนที่ยืนค้ำหัวเธออยู่ดวงตาสกาวราวจะเรืองแสงสีมณีโกเมนออกมา
“ซาเล็ม” อลัมกีร์ตอบ“เธอมาจาก...แวมพิเคีย เหรอ” อลัมกีร์ถามกลับพลางเอื้อมมือลงไปพยุงสาวน้อยขึ้นมา
หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง“เป็คำถามแรกที่แปลกดีนะ” สาวผมสีก้อนชาดบิดตัวไปมาจากความเมื่อยสะสมที่นอนซ่อนอยู่ใต้ช่องไม้กระดานแคบๆมานาน เผยให้เห็นชุดเสื้อโค้ตดำขลิบขอบแดงอย่างดี ที่คลุมยาวถึงเข่าของนางมองยังไงก็เป็เสื้อของคนที่ตัวใหญ่กว่าที่นางหยิบมาใส่
หญิงสาวหางตามองแรงไปทางธีออสก่อนพูดเป็ภาษาเกรเซีย“ฉันบอกจะไปที่เมืองอักษะไม่ใช่เหรอ ที่นี่ไม่ใช่นิ นี่มันเมืองซาโลเร็นอะไรเนี่ย”
“คุณหนูผมก็บอกแล้วว่าอักษะมันไปด้วยเรือไม่ได้” ธีออสตอบกลับ มือสองข้างลูบกันเองวนไปมา“เดี๋ยวสองคนนี้จะรับ่ต่อพาไปทางบกนะครับ”
“งั้นฉันจ่ายแค่ครึ่งหนึ่งนะ”สาวน้อยก้มลงไปหยิบชุดเดรสสีดำ ตัดขอบสีทองคบกริบของตัวเองที่ถูกพับไว้เรียบร้อยขึ้นมาแล้วแกะกิ๊บหนีบผมสีทองที่มีมณีฝังอยู่มาหนีบไว้ที่ชุดแทน ก่อนยื่นของทั้งคู่ให้ลุงกะลาสีแล้วหันมาทางอลัมกีร์ “ถ้าไปถึงอักษะได้ เอาแหวนสองวงนี้ไปเลย”
อลัมกีร์หันหาอิลีฟ “นี่ไงพ่อเราได้งานที่...” อลัมหยุดพูดไปเมื่อเห็นหน้าเคร่งเครียดของบิดาตน
อิลีฟเธริออสเดินเข้าไปดันไหล่ธีออสที่มือเต็มไปด้วยชุดราคาแพงเข้าไปถึงในห้องกัปตันเพื่อคุยเป็การส่วนตัว“คิดว่าฉันไปอักษะได้เหรอ แค่เข้าเขตปกครองของอบิเซียพวกฉันก็ตายแล้วมั้ง” เขาเอามือกลับมากุมระหว่างคิ้วด้วยความเครียด“นี่จะให้เข้าเมืองหลวงเลยเหรอ”
ธีออสวางของบนโต๊ะตัวเองแล้วเอามือวางบนไหล่ของเพื่อนสนิท“ฉันรู้แกไม่ได้ขัดสนเงินทอง แต่ช่วยฉันคนนี้หน่อยเถอะ เหตุการณ์นั่นน่ะผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้วมั้งรูปเหมือนก็ไม่มี ถึงมีก็ไม่เหมือน” ธีออสหยิบแก้วมารินไวน์ถูกๆ ให้เพื่อนตัวเอง “ตัวตาแก่นั้นอยู่บนเตียงรอวันตายมาเดือนกว่าแล้วอยู่ตะวันตกคงยังไม่ได้ข่าวสินะ”
อิลีฟยกแก้วขึ้นมาซดไวน์“แม่หนูแวมไพร์นั่นใช่ที่ฉันคิดใช่ไหม” อิลีฟถามธีออส
“ไม่รู้สิแต่ฉันก็คิดว่าใช่แหละ” ธีออสตอบ
ลมบกพัดโชยออกทะเล อลัมกีร์จามขึ้นมาทีหนึ่งระหว่างรอพวกพ่อคุยกันก่อนหันมาหาแวมไพร์สาวแล้วบอกเป็ภาษาเกรเซีย ภาษาของชาวเรมัน “Κρυώνεις;Πέρασε Μέσα หนาวมั๊ย? เชิญเข้ามาสิ” อลัมกีร์เปิดประตูหลังเกวียนพร้อมโค้งเชื้อเชิญแวมไพร์สาวเดินเข้าไปนั่งในเกวียนแม้ตนเองจะไม่หนาว
“ขอโทษที่พูดภาษาแวมพีเรียไม่เป็นะแต่เห็นพูดเกรเซียได้นิ ฉันชื่ออลัมกีร์ แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ แม่ค้างคาว” อลัมกีร์รินชาร้อนๆให้แขกที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในทวีปที่ไร้ร่มไม้นี้
“ไม่รู้จะดีกว่านะ”เธอรับชาจากชายหนุ่ม แล้วยกขึ้นมาจิบ ชายหนุ่มถอนหายใจ
แวมไพร์สาวเห็นดังนั้นจึงรีบพูดต่อ“เราพูดจริงๆ นะว่าถ้าไม่รู้จะดีกว่าจริงๆ ไม่ได้รังเกียจที่จะบอกจริงๆนะ สถานการณ์มันไม่ควรรู้จริงๆแหละแต่...” หญิงสาวพูดวกไปวนมา
“ใจเย็นๆ ไอ้เราก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไร”อลัมกีร์บอก “งั้นเรียกยัยของลักลอบ หรือไม่ก็แม่หนูค้างคาวละกัน” เขาแอบหยอก
“เราก็อายุต่างกันแค่สองปีอะไรของแกห๊ะ” เธอใช้เล็บแหลมๆ ของเธอจิ้มเข้าที่แก้มอลัมกีร์จนรอยยิ้มนั้นหุบไป “ไม่ต้องเรียกอะไรทั้งนั้นแหละเราจะนอนอยู่เฉยๆ” พูดจบแม่หนูค้างคาวก็นั่งหลับตานิ่งเงียบไป
อิลีฟกลับเข้ามาในเกวียน“สมมติว่ามีมนุษย์จุดชนวนปืนใหญ่ที่เล็งไปทางลานเด็กเล่น เราไม่อาจดับได้แต่หากเราไปช่วยหันด้านปืนใหญ่มันอาจเล็งมาทางเราและครอบครัวเราจนสลายไปสิ้น...” เสียงเขาสั่นเครือ สับสนลงเรื่อยๆ
“เราก็ดันไปอีกด้านเสียก็พอสิพ่อ”อลัมกีร์ที่พอเดาเชื่อมโยงได้เข้ามาโอบไหล่พ่อตนเองจนเขายิ้มออกที่มุมปาก“ขนของขายที่ไม่จำเป็เข้าเรือลุงแกหมดแล้วใช่ไหมอลัม”
อลัมตอบกลับ “ก็ใช่แต่ลุงแกยังไม่ได้ประเมินค่า ยังไม่ได้จ่าย...”
อิลีฟควบกิ้งก่าออกจากท่าเรือไปทันที“ติดไว้ก่อนก็ได้ คนกันเอง”อลัมเห็นสีหน้าพ่อตนเองเปลี่ยนเป็สีหน้ามุ่งมั่นจริงจังขั้นสุด “แค่มันไม่ถ่วงน้ำหนักเกวียนก็พอแล้ว”
การเคลื่อนขบวนเดินทางผ่านสลัมทั้งซับซ้อนและติดขัดแต่เพียงไม่ถึงชั่วโมงต่อมาทั้งสามก็มาถึงกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกได้ ทั้งคู่ค่อยๆเคลื่อนผ่านประตูเมืองไปอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นทหารนอกเวรคนหนึ่ง ก็วิ่งะโมา “นั่นมันเกวียนลุงลีฟ หยุดไว้ก่อน”
พวกทหารเวรรอบข้างได้ยินดังนั้นก็ล้อมไว้ทันทีหอกในมือของพวกเขาเอียงเล็งมาทางเกวียนของพ่อลูก
“เฮ้ ร้านปิดแล้วนะ วันนี้ไม่ขายแล้ว”อิลีฟทำใจดีสู้เสือ
“อย่าพูดอย่างนั้นสิฉันมีของอยากซื้อด่วนนะ” เสียงกุบกับของม้าตัวหนึ่งที่เ้าของเสียงพูดขี่อยู่ ก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
“้าอะไรละ” อิลีฟะโถามคนบนม้าก่อนยื่นสายคุมบังเหียนให้ลูกชายตนเอง “ถ้าจำเป็ ห้ามหยุดเด็ดขาดจนกว่าจะถึงอบิเซียไม่ต้องสนพ่อนะ” เขากระซิบพร้อมก้มลงนำหน้าผากแตะหัวลูกชายตนเองอลัมเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าพ่อแล้วเปลี่ยนเป็สายตามุ่งมั่นมองตรงไปข้างหน้า
“ดัชเชสรุกแซนดรา แห่งตระกูลดราโกเทียร์”ชายหน้าตาวัยสี่สิบผมยาวสีเงิน ในชุดเกราะสีเงินสะอาดพูดขึ้นมาขณะค่อยๆ ลงมาจากหลังม้า“เราเสนอให้ราคาให้ด้วยนะ รับไปแล้วจะได้ไม่มีใครต้องเจ็บตัว” เขาแกะถุงใบนึงที่ผูกอยู่ข้างม้า“หนึ่งเหรียญทอง หนึ่งกิ๊บหนีบผม ตกลงมั๊ย” เขาโยนของข้างในถุงนั้นออกไปตกลงที่ข้างเกวียน
วัตถุขนาดเท่าลูกบอลชิ้นนั้นคือศีรษะของลุงธีออสผิวที่เคยเป็สีแทนไปด้วยแดดทะเลกลับซีดเซียว ตาจ้องเหลือกถลนด้วยความหวาดกลัวในจังหวะสุดท้ายของชีวิตปากคาบเหรียญทองไว้หนึ่งเหรียญ ทรงผมถูกปัดไว้อย่างทุเรศทุรัง พร้อมติดกิ๊บมณีที่รุกแซนดราเพิ่งจ่ายเป็ค่าจ้างไปเห็นได้ชัดว่าคนที่สังหารเขาไม่ได้ให้เกียรติแม้กระทั่งศีรษะที่หลุดออกมาจากบ่าเืสดๆ สีแดงเข้มยังไหลย้อยออกมาจากคอ
ชายในชุดเกราะพุ่งเข้ามาหยุดหน้าอลัมกีร์อย่างรวดเร็วก่อนจ้องไปที่ปลอกคอของอลัม“ปลอกคอทาสนี่มันไม่ผิดไซซ์สำหรับทาสปีศาจระดับนี้ไปเหรอลุง” เขาหันไปบอกอิลีฟด้วยหน้ายิ้มก่อนจะใช้นิ้วเขี่ยปลอกคอเหล็กจนหักหลุดออกมา เผยให้เห็นปลอกคอมณีดำข้างใต้
ชายกลางคนผมเงินตาค้างตะลึงกับปลอกคอที่อยู่ข้างใต้เขาสอดนิ้วเข้าไปใต้ปลอกคอทองนั้น อลัมกีร์ใช้จังหวะนี้ยิงคลื่นกระแทกอัดหน้าตาเขาเข้าไปอย่างจังจนกระเด็นไปนอนที่พื้นแรงกระแทกนั้นกระชากปลอกคอเส้นไม่ใหญ่ที่นิ้วเขายังเกี่ยวอยู่ให้ขาดติดมือเขาไปอลัมกุมคอตัวเองที่เกือบเคล็ดด้วยแรงกระชาก
อัศวินหัวเงินนอนมองอักขระบนแถบทองบนมือเขาและมณีสีดำสี่ก้อนที่ติดอยู่กับแถบนั้น พึมพำกับตัวเอง “ของแรงใช้ได้หนิสร้อยดีบัฟเส้นนี้เนี่ย” เขาแสยะยิ้ม
อิลีฟไม่รีรอ ะโลงไปแทงอัศวินคนนั้นด้วยดาบของเขาทันทีแต่เขาก็กลิ้งหลบได้ แถมจบการกลิ้งในท่ายืนเตรียมพร้อมเสียอีก
“ใจเย็นๆสิ ผู้ผ่านางฟ้า” ชายเกือบสูงวัยคนนั้นตั้งท่า“หรืออยากให้เรียกว่า ไอ้หมาเืโสโครกบ้านยูริสิอุสกันห๊ะ”เขาใจร้อนพูดประโยคสุดท้ายด้วยความเกรี้ยวกราด
อิลีฟตั้งท่าถือดาบ “รู้ฉายาเก่าข้าดีนิไอ้หมารับใช้โบสถ์” อิลีฟส่งสัญญาณสายตาให้ลูกชายรู้ว่าเขาจะยื้อมือกับคนต่อหน้าให้ลูกชายหาทางหนีจากวงล้อมทหารซาเล็มให้ได้ตามที่บอก
“แกนับถือโยแวร์ก็จริง แต่แกอยู่นิกายเก๊ๆอย่างไอคอนิสต์แกคงจะไม่ได้รู้จักลำดับขั้นเทวทูตของโบสถ์เซนทริสต์ดีสินะ” เขาอธิบายต่อระหว่างสองคนตั้งท่าหยั่งเชิงกัน
“พวกเรามีสามชั้น ชั้นละสามคณะ ชั้นตรีมีคณะเทวทูตชั้นเลวคณะอัครเทวทูต และคณะศักดิ์ ซึ่งเป็พวกเด็กๆ หากว่าจบการศึกษาแล้วยังอยู่ในชั้นนี้ก็โดนส่งไปทำภารกิจฆ่าตัวตายกันหมดแหละ” เขาเริ่มโจมตีบางอย่างใส่อิลีฟ แม้จะมองไม่เห็นอิลีฟก็รู้สึกได้ เขาหลบไปโผล่ข้างตัวอัศวินเทวทูตคนนั้นในพริบตาแล้วฟันเข้าไป
“ชั้นโทมี คณะอิทธิเทวาคณะธรรมเทวา และคณะขัตติยะ เรียงลำดับจากต่ำไปสูง”ทั้งคู่สู้กันต่อขณะเทวทูตผู้นี้ยังโม้ต่อไป “แกคงไม่เคยประมือกับเทวทูตชั้นเอกสินะ”เขาแสยะยิ้ม “วันซวยอะไรของแกเนี่ย ที่ต้องมาเจอหนึ่งในสามระดับเชรูบ”
“ขอ์ดลบันดาล ตัวข้าเทวทูตชั้นเอกเชรูบองค์บน ซาริเอล”
ซาริเอลงอกวงแหวนฮาโลออกมาแต่ไม่เหมือนของฮันนา แหวนเขาโค้งหยักขึ้นลงราวกริชอยู่รอบหัว
“แต่ระดับปราบชั้นโทได้มาแล้วคงเข้าใจในเวทตัวเองถ่องแท้แล้วสินะ”ซาริเอลพูดเสียงดัง “แสดงให้ฉันดูหน่อยสิ อิลีฟเธริออส ยูริสิอุส”
ผู้เป็พ่อกล่าววาจาศักดิ์สิทธิ์คำนั้นออกมาแล้วทั้งคู่ก็หายไป พร้อมทหารคนที่ใกล้พวกเขาที่สุดสองนาย
“เหลือยี่สิบสอง ฉันจัดการพวกข้างหน้ากับข้างๆได้”อลัมกีร์รีบพูดขึ้นพร้อมชักปืนคู่ “พวกข้างหลังเธอคงไหวนะ ‘แม่ค้างคาวโดดเดี่ยวสง่าเด่น’ ” เขาลุกขึ้นชายตามองไปข้างหลัง
“งั้นขอเสียมารยาทกับเพื่อนผู้ล่วงลับของพวกคุณหน่อยละกัน”รุกแซนดราพุ่งเข้าไปหยิบหัวลุงธีออสขึ้นมา ดูดเืจนหนังแห้งติดกะโหลก
ทหารสองนายพุ่งมาพร้อมหอกจะแทงรุกแซนดราแต่เสียงปืนกระหึ่มทีละนัดสองระลอกจากหนุ่มครึ่งปีศาจไม่พลาดเป้า เขาปล่อยคลื่นต่อหวังกระแทกทหารสักคน แต่คลื่นนั้นกับกระหึ่มจนทหารแถวหน้าเกวียนกระเด็นทั้งแถบแม้แต่ตัวเขาเองที่ไม่คิดว่าเขาจะปล่อยได้แรงขนาดนี้ก็กระเด็นมาหลังเกวียนด้วยแรงปฏิกิริยา
เขารีบลุกขึ้นมาหันหลังดู ผมไสวของแวมไพร์สาวนั้นเปล่งประกายสีทับทิมดวงตาสีเืข้นก็แปรเปลี่ยนเป็สีเืสด รุกแซนดราเชือดคอทหารแถบหลังไปหมดแล้ว
เธอหยิบหัวทหารขึ้นมารายหนึ่งและหัวแห้งๆของลุงธีออส ะโขึ้นเกวียน อลัมกีร์ก็ไม่รอช้า ยิงคลื่นสังหารม้าของซาริเอลเพื่อไม่ให้ตามมาแล้วะโขึ้นเกวียนควบกิ้งก่าคู่ออกเมืองไปทันที
//แผนที่นี้ก็ว่าจะให้ั้แ่ตอนแรก แต่ลืมเก็บรายละเอียด ก็มาให้ตอนนี้ละกัน ยังไงแผนที่ก็จะให้ทีละนิดทีละส่วนอยู่แล้ว กว่าฉบับเต็มจะออกคงอีกนาน
// drawer_resp