ความหนาวเหน็บกัดกินจนร่างกายสั่นสะท้านไปถึงกระดูก ลู่ซานกัดฟันกรอด เขาลากสังขารที่ยังอ่อนล้าไปตามทางเดินแคบๆ ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ดวงตาจับจ้องไปยังแสงไฟริบหรี่เบื้องหน้า นั่นคือความหวังเดียวของเขาในตอนนี้
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ขึ้น เขาจึงพบว่าแสงไฟนั้นมาจากอาคารไม้เก่าๆ จำนวนหนึ่งที่ตั้งอยู่เรียงราย รายล้อมด้วยกำแพงหินสูงใหญ่ ด้านหน้ามีป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรจีนโบราณที่เขาพอจะเดาความหมายได้จากความทรงจำของหลินเฟย: "พรรคมารอัคคีทมิฬ"
นี่คือพรรคที่หลินเฟยสังกัด… และเป็ที่ที่เขาถูกรังแกจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ลู่ซานถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้สึกหนักใจทันทีเมื่อนึกถึงใบหน้าเย้ยหยันของหวังฟง แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาก็ต้องกลับไปที่นี่
เมื่อย่างเท้าเข้าสู่เขตพรรคมาร สายตาหลายคู่ก็หันมามองเขาด้วยแววตาประหลาดใจระคนดูถูก ศิษย์คนหนึ่งที่ยืนเฝ้าประตูมองเขาหัวจรดเท้าแล้วแค่นเสียงหัวเราะ
"เฮ้ย! เ้าหลินเฟยกลับมาแล้วเรอะ นึกว่าจมน้ำตายไปแล้วเสียอีก"
ลู่ซานไม่ตอบ เขาก้มหน้า ก้าวเดินอย่างรวดเร็วไปยังห้องพักรวมของศิษย์ปลายแถว ซึ่งเป็ห้องที่คับแคบและมีกลิ่นอับชื้น เขาทรุดตัวลงบนฟางแห้งๆ ที่ปูเป็ที่นอน พยายามรวบรวมสติและทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
เขาคือ ลู่ซาน วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและพลังงานนิวเคลียร์จากโลกอนาคต ผู้ที่เคยใช้ชีวิตท่ามกลางตึกระฟ้าและเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ตอนนี้เขาอยู่ในร่างของ หลินเฟย เด็กหนุ่มไร้วรยุทธในโลกจีนโบราณ ที่ซึ่งพลังปราณและคมดาบคือสิ่งสูงสุด
"ชีวิตบัดซบจริงๆ" เขาสบถเบาๆ ในใจ "จากผู้สร้างอาวุธร้ายแรง กลายมาเป็คนไร้ค่าที่โดนรังแก"
ความทรงจำของหลินเฟยยังคงหลั่งไหลเข้ามาเป็ห้วงๆ ทำให้ลู่ซานเข้าใจถึงความเ็ป ความอับอาย และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแข็งแกร่งขึ้นของร่างที่เขาสิงอยู่ เขาััได้ถึงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่หลินเฟยมีต่อการที่เขาไม่สามารถฝึกวรยุทธได้
"ไร้วรยุทธก็ไร้วรยุทธสิ" ลู่ซานพึมพำกับตัวเอง "แต่สมองของฉันยังใช้ได้! โลกนี้อาจไม่มีเทคโนโลยี แต่ความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ เคมี และกลไกของฉันก็ยังอยู่!"
ในหัวของลู่ซานเริ่มคิดคำนวณ เขาสำรวจข้าวของรอบตัวอย่างละเอียด กระดาษ ผ้า เศษไม้ เศษโลหะเก่าๆ เหล่านี้คือวัตถุดิบชั้นเลิศในสายตาของเขา สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการเอาตัวรอด และสิ่งที่สองคือการสร้างอำนาจให้ตัวเอง ไม่ใช่ด้วยวรยุทธ แต่ด้วย "วิทยาการ"
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเฟย (ลู่ซาน) ถูกเรียกไปทำงานเช่นเคย งานของเขาคือการทำความสะอาดลานฝึกยุทธ และเตรียมน้ำชาให้กับศิษย์คนอื่นๆ ขณะที่เขากำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดถูพื้น หวังฟงก็เดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มเพื่อน
"โอ้โห! นึกว่าเ้าคนไร้ประโยชน์นี่จะนอนตายไปแล้วเสียอีก" หวังฟงแสยะยิ้ม "ยังอุตส่าห์กลับมาให้ฉันได้สั่งสอนอีกรอบ"
หวังฟงยกเท้าขึ้นเหยียบถังน้ำที่หลินเฟยก้มลงจะยก ทำให้ถังน้ำล้มคว่ำ น้ำสกปรกเจิ่งนองไปทั่วพื้น
"ดูสิ! ทำงานแค่นี้ยังทำไม่ได้เลย" หวังฟงหัวเราะเสียงดัง "บอกแล้วว่าแกมันไร้ค่า!"
ลู่ซานเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววเ็าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในร่างของหลินเฟย เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ
"หวังฟง...เื่แค่นี้ ฉันว่ามันไม่เกี่ยวกับความมีค่าหรือไม่มีค่าหรอก" เสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้หวังฟงชะงักไปชั่วครู่
"แกกล้าเถียงฉันเรอะ!" หวังฟงโมโห ซัดฝ่ามือมาที่ใบหน้าของลู่ซานอย่างรวดเร็ว
ลู่ซานไม่ใช่นักสู้ แต่เขามีประสบการณ์จากการฝึกซ้อมทางยุทธวิธีในโลกเดิม เขาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ฝ่ามือของหวังฟงผ่านอากาศไปกระทบกับเสาไม้ข้างหลังเสียงดังสนั่น
"อั่ก!" หวังฟงอุทานด้วยความเ็ป เพราะแรงจากการโจมตีตัวเอง
ศิษย์คนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ถึงกับอึ้ง พวกเขาไม่เคยเห็นหลินเฟยตอบโต้เช่นนี้มาก่อน
"แก...แกหลบได้อย่างไร!" หวังฟงหน้าเสีย
ลู่ซานยิ้มเยือกเย็น "แค่ตาไวกับไหวพริบเล็กน้อยเท่านั้นแหละหวังฟง" เขาหยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเช็ดคราบน้ำบนพื้นอย่างใจเย็น "แต่ถ้าอยากรู้มากกว่านี้... บางทีนายอาจจะต้อง 'ร่วมมือ' กับฉันก็ได้"
คำพูดของลู่ซานทำให้หวังฟงและศิษย์คนอื่นๆ ตะลึงงัน พวกเขาไม่เคยเห็น "หลินเฟย" คนนี้มาก่อน แววตาที่เปลี่ยนไป ความมั่นใจที่ฉายชัด และคำพูดที่แฝงความหมาย ลู่ซานกำลังจะเริ่มต้นแผนการของเขาแล้ว แผนการที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของหลินเฟย และอาจจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปตลอดกาล