บทที่ 4
บ้านของนิ เป็บ้านไม้ชั้นเดียวแบบยกใต้ถุนสูง เป็ไม้สักทองเกือบทั้งหลัง ปลูกแบบบ้านเก่าทรงไทยล้านนา บ่งบอกถึงความเป็อนุรักษ์นิยมของเ้าของบ้าน
ผมะโร้องเรียกนิอยู่หลายที เธอไม่ขานรับ ที่บ้านของเธอไม่มีใครอยู่ คงอยู่ที่งานแต่งกันหมด ผมเดาเอาว่าเธออาจจะอยู่ที่สวนหลังบ้าน จึงถือวิสาสะเดินทะลุใต้ถุนบ้านเข้าไป ทั้งที่รู้ตัวเองกลาย ๆว่าเหมือนเป็คนแปลกหน้าของที่นี่แล้ว และรวมถึงนิด้วย
ในขณะที่ผมกำลังจะเดินผ่านเลยออกไปจากตัวบ้าน โดยลอดใต้ถุนบ้านยังไม่พ้นอยู่นั้น
“นี่นาย ... นายเป็ใคร มาทำอะไรที่บ้านฉัน”
เสียงเจื้อยแจ้ว ทักมาจากด้านหลัง ต้องเป็เธอแน่ ๆ ผมปั้นหน้าให้มีความหล่อเหลามากที่สุด เผื่อเธอจะจำผมได้ แล้วหันไปหาเธอ
“นิ ... พี่เอง” ส่งยิ้มนำไปก่อน
“พี่ไหน” เป็ไปอย่างที่คิด เธอจำผมไม่ได้จริง ๆ อย่าว่าแต่วีรกรรมที่เธอเคยตบตีกับปริม ตอนแย่งผม นั่นก็ลืมไปได้เลย ผมกลายเป็คนแปลกหน้าสำหรับเธอแล้วจริง ๆ
“พี่วุธไง เคยมาที่นี่หลายปีแล้ว เราเรียนอยู่โรงเรียนด้วยกัน จำพี่ไม่ได้เหรอ” ทั้งที่รู้ว่าเธอจำผมไม่ได้ แต่ยังทะลึ่งช่วยเธอทบทวนความจำ
หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าผม ยังคงมีเค้าความเป็นิ แต่ที่เพิ่มเติมคือความเป็สาวสะพรั่ง ใบหน้ารูปไข่ เธอมวยผมไว้ยกสูงเหมือนเตรียมพร้อมสำหรับแต่งหน้า เป็เพื่อนเ้าสาว เผยให้เห็นต้นคอระหง ผิวขาวไปทั้งตัวตามแบบฉบับสาวเหนือ เธอสวยแบบที่ผมเองก็แทบจะจำไม่ได้
และไม่แปลกถ้าเธอจำผมไม่ได้
“นายอย่ามั่ว ออกไปก่อนที่ฉันจะร้องให้พ่อจัดการ นายไม่รู้สินะว่าพ่อยิงปืนแม่น” เธอขู่ผมเหมือนกับว่าผมเป็ขโมย ที่กำลังจะเดินเลาะไปขโมยดอกไม้ของเธอ
“นี่ลุงสิงห์อยู่หรอกเหรอ ตะกี้ะโเรียกไม่เห็นมีใครขานรับ”
“ออกไปได้แล้ว” เธอไล่
“ใจเย็น ๆสินิ นี่พี่วุธเอง” ผมยังตื้อเธอต่อ เพราะถึงยังไงผมคงไปมือเปล่าโดยไม่พาเธอไปไม่ได้ นอกจากจะโดนไอ้ครมันล้อว่าไม่ได้เื่แล้ว จะเสียเวลาป้าจำปาด้วย ที่อุตส่าห์ไว้วางใจให้ผมไปตามเพื่อนเ้าสาวของลูกสาวแก
“วุธไหน” คำตอบสุดท้ายของเธอช่วยตอกย้ำความไม่มีตัวตนของผม อีกครั้ง
ผมจะบอกว่าวุธ แฟนเก่าก็คงไม่ใช่เพราะเรายังไม่เคยเป็แฟนกัน
วุธคนที่นิเคยแอบชอบตอนเป็เด็กคอซอง ก็คงจะดูไม่งาม
วุธคนที่เธอเคยตบกับปริมเพื่อแย่งกัน ยิ่งไม่งามใหญ่
วุธคนที่เธอเคยพับดาวใส่โหลให้ คนที่เธอมอบดอกไม้และช็อกโกแล็ตในวันวาเลนไทน์ คนที่เธอเขียนจดหมายรัก เหน็บใส่กระเป๋านักเรียน
ความรักสมัยวัยเด็กของเด็กสาวมันลืมง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอ ทั้งที่รักแรกของผมมันยังระอุอยู่เลย ...
“นายมาทำอะไร” เธอกอดอก สองมือรัดหน้าอกแน่น ความอวบอัดของเธอเรียกว่าประคองเต้าจะดีกว่า แม้ว่าจะพยายามไม่ทะลึ่งมอง แต่ว่าภาพหญิงสาวใส่เสื้อแขนกุดตัวน้อย และกางเกงยีนส์สองคืบ มันท้าทายสายตาให้ผมอดใจไม่ไหวที่จะมองไม่ได้จริง ๆ
“ถามทำไมไม่ตอบ ...มองอะไร” ผมได้แต่ยิ้ม หน้าดุ ๆของเธอทำให้ผมต้องรีบปรับโหมด
“ป้าจำปาให้มาตามนิไปแต่งหน้าที่สตู”
“นายไว้ใจได้หรือเปล่า”
“อะไรนะ ... ทำไมถามแปลก ๆ”
“ถ้าฉันซ้อนท้ายนายไปบ้านพี่ปริม นายจะไว้ใจได้มั๊ย”
“ต้องได้สิ ทำไมละ” นอกจากเธอจะไม่รู้จักผมแล้ว ผมยังกลายเป็บุคคลต้องสงสัยที่ไม่น่าไว้วางใจอีกด้วย
“ไม่ได้ไปบ้านปริมนะ พี่จะพาเธอไปส่งที่สตูของพี่เต๋า” ผมอยู่ลำปางมาหกปี ผมหลับตาทะบุปรุโปรงทั่วเมืองรถม้า ว่าอะไรอยู่ตรงไหน
“ไม่ไปหรอก เกิดนายพาฉันไปม่านรูดละ”
“สตูอยู่คนละฝั่งกับช่องแปดเลย ไม่ต้องกลัวหรอกพี่ไม่ทำอะไรเธอหรอก” คนลำปางรู้ว่าหลังช่องแปดเป็สถานบริการ และติด ๆกันแถวนั้นเป็หอพักนักศึกษา และม่านรูด
“เมื่อกี้นายบอกว่าชื่ออะไรนะ”
“วุธ”
“เป็ลูกเต้าเหล่าใคร”
“เป็หลานของป้าอุษา ซักอบรีดตรงสะพานขาว” ถามพ่อแม่ผมตอบเป็ชื่อป้า ถ้าเธอจำผมไม่ได้ ก็ต้องจำป้าผมได้แน่ ๆ
“ป้าษาไม่มีหลาน มีแต่ลูกชาย ตอนนี้เรียนอยู่ต่างประเทศ อย่ามามั่ว”
ผมว่าเธอเริ่มจะมั่วแล้ว เธอจำผมไม่ได้จริง ๆขนาดนั้นเลยหรือไง ... แล้วอะไรดลใจคิดว่าเธออาจจะไม่ใช่น้องนิ คนที่ผมรู้จักก็เป็ได้
“เดี๋ยวนะ เธอชื่ออะไรนะ” ผมถามชื่อเธอ ทั้งที่อยู่ที่บ้านของเธอ
“แค่นี้ก็จำไม่ได้เหรอ”
“นิ ... นิใช่มั๊ย”
แต่บ้านหลังนี้ หน้าตาประมาณนี้จะมีกี่นิกันเชียว
“ก็ใช่นะสิ”
“แล้วทำไมจำพี่ไมได้”
“คนบางคนก็ทำตัวไม่ให้น่าจดจำ” เอาแล้วไง เธอแกล้งผมจริง ๆด้วย และต้องย้ำว่าผมโดนแกล้งจริง ๆก็เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเธอเล็ก ๆ เขียวเล็ก ๆตรงมุมปากขวา ผมจำได้ดี
“ร้ายนะเรา อำพี่จนพี่เหวอเลย”
“มาถึงเมื่อไร” เธอถามไปทางอื่น เหมือนกับการอำผมก่อนหน้านี้ ทำให้เธอสาแก่ใจ
“เมื่อคืน” ผมตอบ
“พี่วุธนอนที่ไหน”
“บ้านไอ้คร”
“ว่าแล้ว ใจคอจะคบอยู่แค่คนเดียวหรือไง”
“ก็มันสนิทอยู่คนเดียวนี่นา”
“ไหนขอดูหน่อย” เธอเดินเข้ามาใกล้ผม กลิ่นสาวของเธอแตะจมูกของผม จนขนลุกซู่ มือนิ่มของเธอจับที่ข้อมือของผมเอามาส่องดู แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งของเธอลูบที่ขอมือผมเบา ๆ
“อืมม ... จางแล้วนี่ แต่ก็ยังเป็แผลเป็อยู่” มันเป็รอยแผลเป็ เธอเข้าไปทำการทักทายมัน เหมือนกับรู้จักที่มาของมัน ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ... แน่นอนเธอรู้ ....
“พี่นั่งก่อนสิ กินน้ำก่อนไหม เดี๋ยวนิไปเอามาให้”
“เอ่อ ... ไม่ต้องหรอก ไม่เป็ไรเรารีบไปเถอะ เดี๋ยวเ้าสาวเค้าจะรอ”
ไม่รู้ผมพูดอะไรผิดไป นิที่ดูอ่อนหวานเมื่อกี้ถลึงตา มองหางตาใส่ผมยังกับว่าพูดไม่เข้าหู
“ยังเป็เหมือนเดิมเลยนะ หัดมองคนอื่นบ้าง ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่บ้าง จะรีบไปไหน” เธอเปลี่ยนไปมาก คำพูดคำจา ดูจะแก่นแก้วมากกว่าแต่ก่อน และท่าทางเอาเื่ไม่น้อย
นี่เรียกว่าการตัดพ้อหรือยังไง หรือว่าเธอพยายามจะบอกไบ้ผม ว่าเธอยังไม่ลืมผม
ไม่หรอกมั้ง ความรักไม่มีสูตรสำเร็จขนาดนั้น ผ่านมาหลายปีแล้ว เป็ไปไม่ได้ที่สาวน้อยนางนี้ จะยังรักและเฝ้ารอผม ดูจะเข้าข้างตัวเองเกินไป ชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย ไม่อย่างนั้นปริมก็คงจะไม่แต่งงานกับไอ้หน้าจืดนั่น
ไอ้หน้าจืด ผมใช้เรียกคนที่ผมไม่ชอบขี้หน้า ... เอาจริง ๆ ผมก็ยังไม่เคยเห็นหน้า ไอ้ว่าที่เ้าบ่าวคนนั้นเลย
“นิเป็อะไร พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้เร่งเรานะ เดี๋ยวพี่นั่งรอที่นี่ก็ได้” เธอเท้าสะเอวมองผมเหมือนยังไม่จบเื่
“ขอน้ำเปล่า ... เย็น ๆ” ผมเปลี่ยนเื่คุยบ้าง
“แป๊บ …” เธอบิดตูดงอนขึ้นบันไดไป
“นายเป็ใคร!”
ั้แ่ผมเข้ามาบ้านหลังนี้ มีแต่คนทักผมแบบเดียวหรือยังไง เป็เสียงผู้ชายและไม่ใช่พ่อของนิแน่ ๆ เป็น้ำเสียงชายหนุ่ม ตัวสูงใหญ่พอ ๆกับผม สีหน้าท่าทางเหมือนไม่ค่อยต้อนรบผม หน้าตาแบบนี้ทำให้ผมนึกนึงหัวหน้าแผนกที่กรุงเทพ
"นายนั่นแหละเป็ใคร" ผมตอบเป็คำถามกลับ
"ฉันเป็แฟนของนิ นายนั่นแหละเป็ใคร"