"ฮ่องเต้ให้คนส่งจดหมายมาให้เ้า"
น้ำเสียงเข้มจากองครักษ์คู่กายทำให้สตรีร่างบางแต่แสนแข็งแกร่งที่ยืนรับลมอยู่บนเนินเขาไม่ไกลจากที่ตั้งทัพเฮยหลงลืมตาขึ้นมา ก่อนที่มือบางจะยื่นไปรับจดหมายจากบิดาบุญธรรมมาเปิดอ่าน
"เกิดอันใดขึ้น?"
ซีห่าว องครักษ์ที่ติดตามองค์หญิงเฟยหลงมาั้แ่ยังเป็องค์หญิงผู้ถูกลืมของในจินป๋อฮ่องเต้เอ่ยถามน้องสาวร่วมสาบาน เมื่อบนใบหน้าแสนงดงามปานล้มแคว้นมีร่องรอยของความเคร่งเครียดประดับประดาอยู่ ไม่ราบเรียบราวกับไร้ความรู้สึกอย่างทุกที
"ฮ่องเต้อยากให้ข้าเดินทางกลับวังหลวง อีกสามวันพระองค์จะจัดงานฉลองวันพระราชสมภพของพระองค์"
น้ำเสียงหวานแต่ทว่าแสนราบเรียบเอ่ยตอบคนสนิทที่ตนเองนับถือเป็พี่ชายและสาบานเป็พี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาั้แ่เอาชีวิตรอดจากโจรป่ามาด้วยกันเมื่อห้าปีก่อน
ซีห่าวในตอนนั้นเป็ทหารอยู่ในทัพของแคว้นอิงและถูกส่งมาให้ออกปรามโจรป่าที่ปล้นฆ่าชาวบ้านโดยมีองค์หญิงหนิงหลงเป็ผู้นำทัพด้วยวัยเพียงสิบสี่หนาว ในตอนนั้นซีห่าวเองก็ไม่เห็นหนทางว่าจะปรามโจรได้ด้วยกำลังคนแสนน้อยนิดทั้งผู้นำทัพก็ยังเป็เพียงเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นด้วยซ้ำ แต่กระนั้นเขาก็คือนักรบย่อมไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ ตัวเขาก็ไร้ครอบครัว ไร้ห่วงให้กังวลจึงไม่คิดเสียดายชีวิตอยู่แล้ว ประการสำคัญคือเขารู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้ที่ช่างเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และมีชีวิตที่น่าสงสารเหลือเกิน ทั้งที่ก็รู้ว่าตัวเองกำลังถูกส่งให้มาตายอย่างขาวสะอาดแต่เพื่อมารดานางก็ยอมมา เขาถึงได้พยายามช่วยชีวิตนาง จนสุดท้ายก็พากันหนีรอดกันมาได้
"หมายความว่าคนจากแคว้นอิงต้องมาด้วย?"
ซีห่าวเดาได้ทันทีว่าทำไมร่างบางตรงหน้าถึงถึงได้ดูกังวลแบบนั้น ั้แ่เอาชีวิตรอดมาได้คราวนั้นและร่อนเร่เกือบตายกันอยู่หลายหน จนกระทั่งนางได้ขึ้นเป็องค์หญิงในเหว่ยหยางฮ่องเต้ นางไม่เคยยุ่งเกี่ยวหรือติดต่อกับคนแคว้นอิงอีกเลย
องค์หญิงผู้นี้ใช้เวลาส่วนมากอยู่แถบชายแดน พักอยู่ในกระโจมไม่เล็กไม่ใหญ่แทนที่จะอยู่ในตำหนักใต้บูรพา ตำหนักสำหรับองค์รัชทายาทที่ฮ่องเต้ประทานให้ น้อยครั้งที่นางจะเข้าไปใช้ชีวิตในวังหลวงหรือยุ่งเกี่ยวกับกิจการงานในราชสำนักนอกจากการศึก แม้เ้าของวังหลวงนั่นจะอยากให้นางอยู่ที่นั่นใจแทบขาดก็ตาม
เฟยหลงขออนุญาตจากเหว่ยหยางฮ่องเต้มาช่วยปราบปรามโจรผู้ร้าย ต่อสู้กับผู้รุกรานแถบชายแดนแคว้นจ้าน แก้ไขปัญหาแก่ราษฎร ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก สิ่งของมีค่าที่ได้รับพระราชทานมานางก็นำมาแจกจ่ายช่วยเหลือราษฎรที่อดอยากอย่างไม่เคยนึกเสียดาย ความเมตตาและทรงคุณธรรมขององค์หญิงเฟยหลง ทำให้ทัพเฮยหลงจากเมื่อก่อนที่เคยมีแค่เขาและกำลังคนเพียงไม่กี่ร้อยนาย บัดนี้กลายเป็กองทัพที่มีทหารนับหมื่น ทั้งยังได้ชื่อเป็กองทัพที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งและรวบรวมผู้มีฝีมือเอาไว้มากที่สุดโดยไม่ต้องบังคับขู่เข็ญใครมาเลยแม้แต่คนเดียว
"แคว้นอิงส่งแม่ทัพแดนเหนือมาเป็ตัวแทน"
ดวงตาคู่สวยที่ไหววูบ แม้เพียงครู่เดียวแต่คนสนิทที่อยู่ข้างกายกันและกันมานานก็ทันได้เห็นมันและรับรู้เื่ราวความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างอดีตองค์หญิงผู้ถูกลืมกับแม่ทัพแดนเหนือที่ยามนี้มีสถานะราชบุตรเขยในจินป๋อฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นอิงพ่วงมาด้วย
"เ้าหนีอดีตไปตลอดชีวิตไม่ได้หลงเอ๋อร์.."
แม้จะเข้าใจถึงเหตุผลของนางดีว่าทำไมนางไม่อยากพบเจอกับคนในอดีตอีกแต่ซีห่าวก็ไม่อยากให้องค์หญิงของตนต้องยึดติดอยู่กับอดีตที่แสนเ็ปนั่นไปชั่วชีวิต ใครเล่าจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้างดงามล่มเมืองและตำแหน่งที่สูงศักดิ์เป็รองแค่ฮ่องเต้แคว้นจ้านในยามนี้กำลังทุกข์ทรมานเพียงใดกับอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอนนางอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
นางยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เป็บิดาถึงเกลียดชัง ไม่เคยเลี้ยงดูอุ้มชู ความอบอุ่นจากพ่อเป็เช่นไรชั่วชีวิตั้แ่ลืมตามานางไม่เคยได้ัั กระทั่งเรียกผู้ให้กำเนิดว่าพ่อ นางก็ทำไม่ได้ มีสถานะเป็ถึงองค์หญิงที่เกิดจากฮ่องเต้แต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักร้างท้ายวังหลังห่างไกลจากผู้คน ไม่มีนางกำนัล ไม่มีสาวใช้ ไม่มีใครเลย มีเพียงนางและมารดาเท่านั้นที่คอยสั่งสอน นางเติบโตมาราวกับเป็เพียงข้าทาสต่ำต้อย ไม่เคยได้สวมใส่อาภรณ์สวยๆ ไม่เคยได้กินอาหารดีๆ ไม่เคยได้ออกไปข้างนอกกรงขังนั่น
กระทั่งวันที่มารดาของนางเจ็บป่วยใกล้ตาย บากหน้าไปร้องขอความช่วยเหลือก็โดนเฆี่ยนตีจนเนื้อแตก สุดท้ายเสี่ยงชีวิตออกมาปราบโจรทั้งที่ไม่เคยได้ร่ำเรียนเื่การรบ ไม่เคยกระทั่งออกจากวังหลวงด้วยซ้ำ เพื่อแลกกับการที่ฮ่องเต้จะยอมส่งหมอมารักษามารดาของนางให้
แต่ทว่าสุดท้ายแล้วการออกมาปราบโจรของนางเหมือนเป็การส่งนางมาตายด้วยวิธีที่ขาวสะอาดเสียมากกว่าเพราะนางได้กำลังทหารมาเพียงหนึ่งร้อยนายในขณะที่โจรมีมากกว่าหลายสิบเท่า มิหนำซ้ำคนในยังหักหลัง คิดปล้นหายใจของนางอีก ถ้าซีห่าวไม่แอบให้การช่วยเหลือนางและพากันหนีเอาชีวิตรอดมาที่แคว้นจ้าน วันนี้นางคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้
"ห่าวเกอ ท่านคิดว่าคนอย่างข้าจะทำอะไรได้แค่ไหนกัน"
คำถามจากสตรีที่ยืนเหม่อมองท้องฟ้ากว้างทำให้องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไร ความคิดความอ่านของสตรีตรงหน้าเขาไม่เคยคาดเดาได้
ภายใต้ความนิ่งสงบ หลายครั้งที่มันเก็บซ่อนความทุกข์ทรมานเอาไว้ หลายครั้งเก็บซ่อนไฟแห่งโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้และหลายครั้งมันเก็บซ่อนพิษร้ายที่ยากจะหายาถอน หากเขาไม่ใช่คนสนิทที่รู้จะเนื้อแท้ของนาง เขาเองก็คงจัดนางเอาไว้ในบุคคลประเภทเดียวกับเหว่ยหยางฮ่องเต้ สติปัญญาเฉียบแหลม นิ่งสงบ ร้ายลึก แสนเ้าเล่ห์ และโเี้เด็ดขาดเป็ที่หนึ่ง
"ตอนนั้นข้าเป็เพียงคนต่ำต้อยไร้ศักดิ์ศรี ไร้อำนาจ กระทั่งเรียกบิดาของตัวเองว่าพ่อ ก็ยังทำไม่ได้ ในยามนี้ข้าก็เรียกเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว"
"คงเหลือแค่เพียงสถานะฮ่องเต้ หรือไม่ก็.."
..
..
"เชลยา!"
"ขอให้ตัวแทนแคว้นและชนเผ่าทั้งหลายพักผ่อนให้สบาย พรุ่งนี้ข้าน้อยจะอันเชิญทุกท่านเข้าสู่วังหลวงเพื่อเข้าร่วมงานฉลอง หากขาดเหลืออันใดแจ้งให้ข้าน้อยทราบได้ทุกเมื่อ"
ขันทีเฒ่าเอ่ยต้อนรับเหล่าตัวแทนจากแคว้นอิง แคว้นฟงเฉินและชนเผ่าต่างๆ ที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานฉลองพระราชสมภพของเหว่ยหวางฮ่องเต้ ที่บัดนี้เดินทางมาถึงที่พำนักชั้นนอกของวังหลวงเรียบร้อยแล้ว
"ได้ข่าวมาว่าองค์หญิงเฟยหลงมักจะอยู่ที่ชายแดนเหนือที่ตั้งทัพเฮยหลงของนางมากกว่าในวัง หาไม่มีเื่สำคัญนางไม่ค่อยกลับมา แต่งานใหญ่เช่นนี้ นางในฐานะธิดาเพียงองค์เดียวของฮ่องเต้แคว้นจ้านยังไงก็คงต้องมาเป็แน่ขอรับ"
อู๋เจ๋อ คนสนิทของแม่ทัพแดนเหนือแห่งแคว้นอิงเอ่ยบอกผู้เป็นายด้วยรู้ทันว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ การเดินทางมาแคว้นจ้านครั้งนี้เป็ความตั้งใจของ แม่ทัพแดนเหนือิลู่ซือ ที่้ามาเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างที่ค้างคาใจเขามาหลายปี
"หลงเอ๋อร์ ข้าภาวนาให้นางเป็เ้า"
น้ำเสียงแหบพร่าดังมาจากบุรุษร่างกำยำเ้าของใบหน้าหล่อเหลาแสนดุดันสมกับเป็แม่ทัพแดนเหนือที่ขึ้นเป็แม่ทัพั้แ่อายุได้ยี่สิบหนาว ดวงตาหม่นแสงจ้องมองแผ่นฟ้ากว้างพรางนึกถึงเด็กน้อยที่เขาเคยได้พบเจอขณะเข้าวังตามบิดาไปพบฮ่องเต้เมื่อหลายปีก่อน
เด็กน้อยช่างเจรจา หน้าตาจิ้มลิ้ม ฉายแววงดงามแต่เด็กรับกับดวงตากลมโตที่ใครพบเห็นก็ต้องเอ็นดู แถมยังมีผิวขาวราวกับน้ำนม ทว่านางกลับอยู่ในชุดเสื้อผ้าที่เก่าจนมีรอยปะมากมาย ไร้เครื่องประดับติดกาย ไร้คนตามดูแลจนเขาสงสัยว่าเหตุใดนางถึงมาอยู่ในเขตวังหลวงแถมยังอยู่ในจวนร้างที่ผู้คนเลื่องลือว่ามีผีสิงอีก จากนั้นไม่นานเขาถึงได้รู้ว่าที่แท้นางก็คือองค์หญิงผู้ถูกลืมที่ผู้คนกล่าวขานกันนั่นเอง
ผู้คนในวังพูดกันว่ามารดาของนางเคยเป็สนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานแต่กลับคบชู้สู่ชายจนให้กำเนิดลูกชู้ ซึ่งก็คือองค์หญิงองค์นี้ออกมา นางจึงปลดจากตำแหน่งแล้วให้ไปอยู่เรือนร้างท้ายวังหลังกับบุตรตามลำพัง ิลู่ซือไม่ค่อยเชื่อข่าวลือนักเพราะหากสนมคนนั้นคบชู้จริง โทษของนางคือปะาและเด็กคงไม่มีทางได้คลอดออกมา หรือหากจะเห็นแก่ทารกในครรภ์ก็ควรเนรเทศออกไปจากวังเสีย ไม่ใช่รั้งไว้ในวังแบบนี้
ทุกครั้งที่มีโอกาสเข้าวังเขาจึงแอบไปที่นั่นเพื่อไปหาองค์หญิงผู้ถูกลืมเสมอ แอบเอาอาหารไปให้บ้าง เอาเสื้อผ้าไปให้บ้าง เอาตำราไปให้บ้าง ทุกครั้งที่เขาไปหานางจะดีใจและแสนตื่นเต้น ชอบให้เขาเล่าเื่ข้างนอกให้ฟัง ชอบให้เขาสอนเื่การสู้รบให้ จนกระทั่งเขาขึ้นเป็รองแม่ทัพต้องไปประจำการที่แดนเหนืออยู่นานหลายปีกว่าจะสร้างอำนาจที่มั่นคงให้ตนเองได้
กลับมาอีกทีตั้งใจว่าจะใช้ความดีความชอบทูลขอสมรสพระราชทานกับองค์หญิงผู้ถูกลืมเพื่อพานางและมารดาออกมาจากที่นั่น ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่นาง้ามาตลอด แต่กลับพบความจริงที่แสนเ็ปว่าองค์หญิงผู้ถูกลืมของเขาได้จากเขาไปเสียแล้ว
ิลู่ซือนำทัพออกไปปราบโจรป่าเ่าั้ที่ลงมือสังหารองค์หญิงของเขาทันทีด้วยความโกรธแค้น เขาโกรธแค้นทั้งโจรสารเลวพวกนั้นที่ฆ่าองค์หญิงของเขา โกรธแค้นทั้งฮ่องเต้ที่ส่งนางไปปราบโจรทั้งๆ ที่ออกจากวังนางก็ไม่เคยด้วยซ้ำ แต่กระนั้นก็ไม่อาจทำอะไรได้ไปมากกว่าเก็บความแค้นไว้ในใจ มิหนำซ้ำยังไม่อาจปฏิเสธสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ ที่ยกให้องค์หญิงใหญ่แต่งงานกับเขาได้อีก ทั้งที่มิได้พึงใจต่อสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็ฮูหยินของตนเลยแม้แต่เพียงเศษเสี้ยวเดียว
ิลู่ซือมีชีวิตอยู่ด้วยความเ็ปที่ไม่อาจเคียงคู่กับน้องน้อยของเขาและคับแค้นในใจที่ไม่อาจเอาคืนผู้ที่ส่งนางไปตายได้ หลายปีที่ผ่านมาเขาจึงมักใช้ชีวิตอยู่ในชายแดน ไม่เคยไยดีฮูหยินของตน แม้แต่เรียกนางว่าฮูหยินสักคำก็ไม่เคย กระทั่งปีก่อน เขาได้เห็นภาพวาดภาพหนึ่งที่ผู้บอกว่าสตรีในภาพคือผู้สร้างทัพเฮยหลงที่แสนยิ่งใหญ่ เมื่อได้เห็นิลู่ซือจำได้ทันทีว่าต้องเป็น้องน้อยของเขา เขาพยายามพิสูจน์เื่นี้มานานแต่ก็ยากนักที่จะเข้าถึงตัวองค์หญิงผู้นำทัพเฮยหลง จนโอกาสดีมาถึงเมื่อเหว่ยหยางฮ่องเต้ส่งเทียบเชิญและจินป๋อฮ่องเต้ก็เลือกให้เขาเป็คนมาแทน
"หากมีโอกาสอีกครั้ง ข้าจะปกป้องเ้าให้ดี จะไม่ให้ใครมาทำร้ายเ้าได้อีก!"