บทที่ 3 มาอยู่ที่นี่ได้ไง
เสียงคนในห้องยังเคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่รอเธอ
แม่มณีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ช้า ๆ รสเืคาวในคอยังไม่หายไปไหนมันติดอยู่ตรงโคนลิ้นและแผลในปากอย่างน่ารำคาญ
เธอมองแก้วน้ำอุ่นบนโต๊ะข้างตัวไอน้ำลอยขึ้นเป็เส้นบาง ก่อนถูกลมจากเครื่องปรับอากาศปัดให้เอียงไปทางเดียวกัน
บ้านนี้ใหญ่ ไฟจากโคมบนเพดานสว่าง พรมที่เท้าก็หนานุ่มโซฟาราคาแพงจนคนธรรมดาคงไม่กล้านั่งเต็มก้นแต่เสียงที่ดังอยู่ในห้องกลับทำให้แม่มณีนึกถึงบ้านคนมีเงินในโลกเก่ามากกว่าบ้านของคนที่ควรเป็ครอบครัว
ตอนนั้นก็แบบนี้
บ้านใหญ่เหมือนกัน ไฟสว่างเหมือนกันคนรออยู่เต็มห้องเหมือนกัน ต่างกันแค่กลิ่นธูปที่นั่นหอมหว่า
แม่มณีจำได้ว่าคืนสุดท้ายของตัวเองเริ่มจากบ้านไม้สักทองหลังเก่าซึ่งถูกต่อเติมจนผิดทิศผิดทางเ้าของบ้านมีเงินพอจะปูหินอ่อนทั้งชั้นล่าง แต่เสาเอกกลับถูกตอกทับทางผีผ่าน
คนในบ้านนอนไม่หลับติดกันเจ็ดคืน
เด็กเล็กชอบชี้ไปที่มุมเพดานแล้วหัวเราะทั้งที่ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นคนแก่ลุกขึ้นเดินตอนตีสามทุกคืนด้วยตาเปิดค้าง
แล้วผีอาฆาตตนนั้นก็ไม่ใช่แค่ผีเร่ร่อน กระจอกๆที่เอาข้าวสารเสกปาใส่สองกำแล้วจบ
มันเกาะอยู่ในบ้านนานจนจำกลิ่นคนเป็ได้กระทั่งจังหวะหัวใจของคนที่กลัวมันยังใช้เป็ทางเดินเข้าฝันได้
แม่มณีต้องลากสายสิญจน์ข้ามพื้นน้ำมนต์ขังมันไว้ และท่องคาถาจนเืซึมออกจากปากกว่าจะกดมันลงหม้อสะกดิญญา
หลังปราบเสร็จเธอจำได้ว่าตัวเองกลับถึงที่พักตอนฟ้าเริ่มซีด เสื้อยังมีกลิ่นควันเทียนผมเหนียวเพราะเหงื่อ มือซ้ายชาไปครึ่งฝ่ามือเพราะโดนแรงสะท้อนจากผีอาฆาตกระแทก
เธอโยนย่ามไว้ข้างเตียง ถอดสร้อยตะกรุดออกแล้วล้มตัวลงนอนโดยไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ
ภาพสุดท้ายคือเพดานห้องของตัวเอง
พัดลมเก่าหมุนเอื่อย ๆ มีฝุ่นเกาะตามขอบใบพัดเสียงหมาข้างบ้านเห่าลากยาวเหมือนเห็นอะไรเดินผ่านหน้าประตู
จากนั้นภาพก็ตัด
ตื่นมาอีกทีนิ้วเย็นจัดของผีคอบิดก็บีบอยู่รอบคอแล้ว
แม่มณีหลุบตามองมือของร่างนี้อีกครั้งนิ้วเรียวเล็กกว่ามือเดิม กระดูกข้อมือบางกว่า ผิวขาวซีดแบบเด็กที่ไม่ค่อยโดนแดด
ใต้เล็บยังมีเศษปูนจากตอนเสิ่นโม่จิ่นเดิมตะกุยผนังเพื่อดึงผีออกจากเซี่ยอวี้ถง
มือคู่นี้ไม่ใช่มือเธอ
แต่ั้แ่เธอใช้มันตบพื้นดันเจี้ยนใช้มันจับลำคอของตัวเอง ใช้มันปาดเืออกจากมุมปาก
มันก็เริ่มเชื่อฟังเธอทีละน้อยแม้ยังไม่เต็มแต่ก็เหมือนร่างกายยอมรับเ้าของใหม่เร็วกว่าจิตใจเสียอีก
'มาได้ยังไงไม่รู้ กลับได้ไหมก็ไม่รู้ เวรจริง ๆ'
แม่เสิ่นกำลังพูดกับพ่อเสิ่นว่า “ทางสกุลเซี่ยบอกว่าอวี้ถงยังไม่ออกจากห้องผ่าตัดถ้าเช้าแล้วยังไม่ฟื้นเราควรไปั้แ่่แรกดีไหม ไม่ควรรอให้เขาต้องเชิญ”
“ฉันรู้”พ่อเสิ่นตอบพลางเลื่อนนิ้วบนหน้าจอโทรศัพท์
“เื่ในดันเจี้ยนแม้เอาผิดทางกฎหมายไม่ได้แต่ตระกูลเซี่ยไม่ปล่อยให้จบง่าย ๆ แน่ ลูกสาวเขาเกือบตายจะให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงเป็ไปไม่ได้ อะไรที่ควรทำก็ต้องทำ”
แม่มณีเลื่อนสายตาไปทางเขา
‘นั่นไง’ แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่กฎของโลกนี้แม่งบิดกว่าที่คิดต่อให้ในดันเจี้ยนมีคนแทงกันต่อหน้าผี หากประตูยังไม่ปิดและกฎยังทำงานโลกข้างนอกก็จับเข้าคุกไม่ได้
แต่คนบางกลุ่มไม่ต้องใช้กฎหมาย ก็เอาชีวิตคนอื่นไปขยี้ได้
ตระกูลใหญ่คุยกับตระกูลใหญ่มหาวิทยาลัยคุยกันหลังประตูรั้ว เพื่อนที่รู้จักเสิ่นโม่จิ่นอยู่แล้วย่อมจำหน้าเธอได้
ทุกอย่างพอจะทำให้ชีวิตเด็กอายุสิบเก้าคนหนึ่งพังโดยไม่ต้องมีหมายจับสักใบ
โลกเก่าของแม่มณีก็ไม่ได้ต่างกันนัก แค่ที่นั่นไม่มีดันเจี้ยนลากคนไปให้ผีฆ่าต่อหน้าคนดู
“พรุ่งนี้ฉันจะให้คนของบ้านเราไปคุยกับทางมหาลัย”พ่อเสิ่นพูดต่อ “คนที่รู้จักโม่จิ่นในมหาลัยน่าจะจำเธอได้ข่าวในนั้นคงเริ่มกระจาย”
แม่เสิ่นพยักหน้าเบา ๆนิ้วของนางจับขอบถ้วยน้ำอุ่นไว้ แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่ม “แล้วจืออี้ล่ะคะ”
เสิ่นโม่เหิงเป็คนตอบ“เธออยู่โรงพยาบาลเหมือนกัน กู้เฉิงเซียวพาไปตรวจแล้ว เห็นว่าใมาก”
“เด็กคนนั้นคงกลัวมากจริง ๆ” แม่เสิ่นพูดเบาลง“แต่ยังยอมให้ข้อมูลกับหน่วยสอบสวนของดันเจี้ยนทันที”
คำว่า “ยอมให้ข้อมูล”ถูกวางลงเหมือนเป็น้ำหนักอีกก้อนหนึ่งบนฝั่งตรงข้าม
คนในห้องนี้เลือกฝั่งไว้แล้วพวกเขาไม่ได้กำลังหาความจริงพวกเขากำลังหาวิธีทำให้เื่นี้ไม่ลากตระกูลเสิ่นลงไปด้วย
'กูไม่ใช่คนดี แต่กูก็ไม่ใช่เหยื่อ'
เธอไม่ได้โตมาในบ้านหลังนี้ไม่ได้มีพี่ชายยืนมองด้วยสายตาเหมือนเธอเป็คราบสกปรกบนรองเท้า
เ้าของร่างนี้ตายไปแล้ว และเธอ ไม่ใช่คนใจงามพอจะร้องไห้แทนคนตาย
ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่หน้าด้านพอจะเอาชื่อของเด็กคนนั้นไปก้มขอโทษในความผิดที่เ้าตัวไม่ได้ตั้งใจทำ
เื่ไหนเป็บาปของเสิ่นโม่จิ่น เธอจะจัดการเองแต่...เื่ไหนเป็เศษน้ำลายของคนที่เห็นไม่ครบแล้วตีความเอาสะใจ เธอก็ไม่คิดเก็บขึ้นมากราบไหว้
ปลายนิ้วของแม่มณีเคาะลงบนป้ายข้อมือสีส้มครั้งหนึ่งตัวพลาสติกแข็งกระทบเล็บดังแ่มากแต่เสียงนั้นทำให้เธอตัดสินใจได้ง่ายกว่าคำพูดทั้งหมดในห้อง
ถ้ากลับไม่ได้ ก็อยู่
ร่างนี้ยังหายใจ ก็ใช้
ในเมื่อชื่อนี้ถูกยัดใส่มือมาแล้วก็ถือมันไว้ก่อน แต่จะให้เธอก้มหน้ารับทุกอย่างแทนคนตายเพราะคนอื่นสะดวกปาก ฝันไปเถอะ
จากวินาทีนั้นแม่มณีเลิกคิดถึงร่างนี้ในฐานะของที่ยืมมาเพียงชั่วคราว
เธอหลุบตามองเงาบนพรมอีกครั้งเส้นผมยาวแผ่ลงข้างแก้ม ปลายผมในเงามืดไม่มีสีทองให้เห็นแต่เ้าของร่างใหม่รู้ดีว่าใต้แสงไฟมันยังวาบขึ้นเป็เส้นบางราวทองคำเปลวที่ติดมากับิญญา
'เออ เสิ่นโม่จิ่นก็เสิ่นโม่จิ่น'
ลมหายใจที่ออกจากจมูกเธอสั้นกว่าปกติเล็กน้อยเพราะคอยังบวมอยู่ แต่มันนิ่งพอให้ความคิดถัดมาวางลงได้โดยไม่สั่น
'แต่อย่าเอาขี้ใครมาโปะหัวกู'
เสียงพ่อเสิ่นยังดังต่อ “คืนนี้ให้เธอพักก่อนพรุ่งนี้เช้าค่อยจัดการเื่โรงพยาบาลหลังจากนั้นค่อยให้คนของฝ่ายกฎหมายมาอธิบายว่าอะไรพูดได้ อะไรไม่ควรพูด”
“โม่จิ่นยังเจ็บคออยู่”แม่เสิ่นพูดขึ้นมาในที่สุด ทว่าสายตาของนางไม่ได้มองรอยนิ้วคล้ำใต้ผ้าประคบ“พรุ่งนี้ถ้าต้องไปเจอทางสกุลเซี่ย ให้หมอดูอาการอีกครั้งก่อนดีไหมคะ”
“ให้หมอมาตรวจตอนเช้า” พ่อเสิ่นตอบ“แต่อย่าใช้เื่เจ็บคอเป็ข้ออ้างจนดูเหมือนไม่จริงใจ”
เสิ่นโม่จิ่นยกแก้วน้ำขึ้นจิบอีกครั้ง
คนพวกนี้พูดเื่ความจริงใจได้คล่องดีทั้งที่ั้แ่เธอกลับมานั่งตรงนี้ พวกเขามองรอยบีบที่คอเธอเหมือนมองรอยเปื้อนบนเสื้อที่ควรซักออกก่อนออกไปพบแขก
‘น่าขำไหม ไม่...แต่ แม่งน่ารำคาญมากกว่า’
เสิ่นโม่จิ่นวางแก้วกลับลงบนโต๊ะไม้ขอบแก้วกระทบจานรองดังเบา ๆ น้ำที่เหลือสั่นเป็วงเล็กแล้วค่อยสงบ
นิ้วของเธอยังค้างอยู่ตรงหูแก้วขณะที่คำพูดของพ่อเสิ่นกับแม่เสิ่นไหลผ่านหูไปอีกหลายประโยค
เหลือเพียงเสิ่นโม่จิ่นซึ่งถูกวางเป็ตัวหมากสีดำกลางกระดานเดินไปทางไหนก็ผิด
ที่สำคัญ เธอไม่ชอบกระดานที่คนอื่นจัดให้เสียด้วยสิ
ในโลกเก่าเวลาเ้าบ้านยืนล้อมวงแล้วบอกให้เธอรีบทำพิธีตรงนั้นตรงนี้ทั้งที่ผีเกาะอยู่ใต้บันไดอีกฝั่ง แม่มณีมักทำแค่อย่างเดียว
ไม่เถียง
เดินไปจุดที่ต้องเดิน แล้วลงมือ
ถ้าผีมา เธอฟาด
ถ้าคนขวาง เธอถีบออกจากวงสายสิญจน์ก่อนมันจะตายอย่างง่อยๆ
ถ้าสู้ไม่ได้ เธอหนีแล้วค่อยกลับมาหักคอมันตอนมีของ
ชีวิตคนเราไม่ได้ยากเพราะผีอย่างเดียวบางทีมันยากเพราะคนที่ยืนถือไฟฉายผิดด้านแล้วด่าเราว่ามองไม่เห็น
เสิ่นโม่จิ่นขยับปลายนิ้วออกจากหูแก้วช้า ๆ
ในเสี้ยววินาทีนั้นอากาศรอบเก้าอี้ตัวเดี่ยวลดลงเหมือนมีใครแอบเปิดหน้าต่างสู่คืนฝนตกไว้ใต้พื้นพรม
ไม่ใช่แรงคาถา
มีเพียงความเย็นบาง ๆที่แผ่ออกจากผิวของหญิงสาวบนเก้าอี้เหมือนน้ำในขันโลหะซึ่งตั้งทิ้งไว้หน้าศพั้แ่หัวค่ำจนถึงตีสาม
ไอน้ำเหนือแก้วข้างมือเธอขาด่ไปก่อนเส้นบางที่ลอยขึ้นตรง ๆ พลันยุบตัวลงจนแทบติดผิวน้ำ
แม่เสิ่นหยุดพูดกลางคันนางยกมือขึ้นแตะต้นแขนของตัวเองโดยไม่รู้ตัวปลายนิ้วลูบผ่านผิวเหนือแขนเสื้อสองครั้งคล้ายรู้สึกว่าขนลุกแต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไม
พ่อเสิ่นเหลือบไปทางช่องแอร์บนผนังเครื่องปรับอากาศยังทำงานตามปกติ ตัวเลขอุณหภูมิบนหน้าจอเล็ก ๆ ไม่ได้เปลี่ยน
แต่ถ้วยชาของเขาซึ่งเย็นอยู่แล้วกลับมีฝ้าขาวจางๆ เกาะตามขอบกระเบื้อง
เสิ่นโม่เหิงเป็คนแรกที่มองมาทางเธอ ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรมีเพียงนิ้วที่จับโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อย
เธอยังนั่งอยู่ที่เดิม หลังตรง ดวงตาครึ่งนึงหลุบลงเหมือนง่วงนอนแต่ปลายผมสีทองบางเส้นตรงข้างแก้มกลับรับแสงโคมระย้าแล้ววาบขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว
แต่คนในห้องรับแขกทั้งสามคนเงียบลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัด
เสิ่นโม่จิ่นรู้สึกถึงอารมณ์ของตัวเองที่กำลังดันออกจากร่างเหมือนน้ำเย็นซึมผ่านรอยร้าวในโอ่ง
เธอไม่ได้ตั้งใจทำ แค่ความหงุดหงิดกับความซวยที่อัดแน่นมาั้แ่ถูกผีบีบคอจนตายแทนเ้าของร่างเดิมมันคงหาทางลอดออกมาเอง
น่ารำคาญ
แม้แต่ร่างใหม่ก็ยังต้องมานั่งเก็บแรงตัวเองไม่ให้คนอื่นเห็น
เธอกะพริบตาหนึ่งครั้ง ไอน้ำเหนือแก้วกลับมาลอยขึ้นตามเดิมฝ้าขาวบนถ้วยชาของพ่อเสิ่นละลายหายไปกับแสงไฟ
อุณหภูมิในห้องเหมือนถูกดึงกลับ เหลือเพียงผิวบนแขนของแม่เสิ่นที่ยังมีรอยขนลุกจางๆ และสายตาของเสิ่นโม่เหิงที่ยังไม่ยอมละจากเธอ
เสิ่นโม่จิ่นลดสายตากลับมามองมือของตัวเอง
'กูจะซวยเกินไปแล้ว'
ถ้าเป็โลกเก่า หลังปราบผีอาฆาตเสร็จเธอควรได้นอนยาวอย่างน้อยครึ่งวัน ตื่นมากินข้าวต้ม ใส่บาตรแก้เคล็ดแล้วค่อยนับเงินค่าจ้างจากเ้าบ้านที่หน้าซีดจนยอมจ่ายเพิ่ม
แต่โลกใหม่นี้ให้เธอตื่นใต้มือผีเข้าไปอยู่ในร่างนางร้าย ถูกคนทั้งบ้านตัดสินแล้วพรุ่งนี้ยังจะโดนลากไปโรงพยาบาลเพื่อขอโทษคนที่เ้าของร่างพยายามช่วยจนตัวเองตาย
ถ้าความซวยมีขามันคงวิ่งเร็วพอจะลงแข่งโอลิมปิกได้
พ่อเสิ่นกระแอมเบา ๆคล้าย้าดึงห้องกลับเข้าจังหวะเดิม “เื่เมื่อครู่...”
“อุณหภูมิตก” เสิ่นโม่จิ่นพูดโดยไม่เงยหน้าเสียงแหบครูดผ่านลำคอจนคำท้ายเบากว่าคำแรก “บ้านใหญ่ แอร์มันแรง”
คำตอบห่วยแตกมาก
แต่เธอพูดด้วยใบหน้ามึนจนแม่เสิ่นชะงักไปส่วนพ่อเสิ่นมองช่องแอร์อีกครั้งเหมือนต่อให้ไม่เชื่อก็ยังหาเหตุผลอื่นมารองรับไม่ได้ทันที
เสิ่นโม่เหิงยังมองเธอ
เสิ่นโม่จิ่นปล่อยให้เขามองตามสบาย
เธอไม่กลัวการถูกมอง และยิ่งไม่กลัวการถูกทิ้งเพราะั้แ่ลืมตาขึ้นมา เธอก็ถูกทิ้งไว้กลางเื่ของคนอื่นเรียบร้อยแล้ว
แค่ว่าตอนนี้เธอรู้คร่าว ๆว่าใครถือมีดอยู่ฝั่งไหน และคนในห้องนี้ไม่ได้ยืนข้างเธอ
แค่นั้นก็พอสำหรับคืนแรก
แม่เสิ่นลุกขึ้นจากโซฟาในที่สุดนางเดินไปหยิบแก้วน้ำอุ่นบนโต๊ะข้างเสิ่นโม่จิ่นเลื่อนมันเข้ามาใกล้กว่าเดิมเพียงเล็กน้อย แล้วหยุดมือค้างอยู่ตรงนั้น
ระยะห่างระหว่างปลายนิ้วของนางกับมือของลูกสาวไม่ถึงหนึ่งคืบ
แต่สุดท้าย นางก็ไม่ได้แตะ
“ดื่มอีกหน่อย” แม่เสิ่นพูด “คอจะได้ดีขึ้น”
เสิ่นโม่จิ่นมองมือข้างนั้นก่อนยกแก้วขึ้นจิบตามคำพูด ไม่ใช่เพราะเชื่อฟังแต่เพราะน้ำอุ่นช่วยให้เธอไม่ต้องพูด
แม่เสิ่นถอยกลับไปนั่งที่เดิมชายกระโปรงถูกจัดให้เรียบอีกครั้ง รอยแหวนบนนิ้วยังแดงอยู่เหมือนเดิม
พ่อเสิ่นปิดหน้าจอโทรศัพท์ วางมันคว่ำลงบนโต๊ะ“คืนนี้พอแค่นี้ ทุกคนเหนื่อยแล้ว”
เสิ่นโม่จิ่นวางแก้วลง
เธอเตรียมจะลุกขึ้นแม้กล้ามเนื้อทั้งตัวจะยังหนักเหมือนโดนน้ำดันจากด้านในขาอ่อนแรงจากการตายของเ้าของร่างและการถูกส่งกลับจากดันเจี้ยนยังไม่ยอมคืนกำลังเต็มที่
แต่เธอไม่คิดขอให้ใครพยุง
ปลายนิ้วเพิ่งแตะขอบที่เท้าแขน เสียงของเสิ่นโม่เหิงก็ดังขึ้นจากข้างหน้าต่างดึงเธอกลับสู่ปัจจุบันเหมือนมือเย็น ๆ จับชายเสื้อไว้
“พรุ่งนี้เช้า เธอไปโรงพยาบาลกับฉันไปขอโทษอวี้ถงด้วยตัวเอง”
เสิ่นโม่จิ่นหยุดมือ แล้วเงยหน้าขึ้นเป็ครั้งแรกหลังเงียบมานาน