ผม เฟื้องฟ้า และจ๋า เดินออกจากตัวอาคารพร้อมเสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของสองสาว ระหว่างทาง เฟื้องฟ้ากับจ๋าก็หันมาชวนผมไปนั่งร้านเหล้าด้วยกันคืนนี้ พวกเธอบอกว่าปกติก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน แต่วันนี้มีนักร้องคนโปรดมาขึ้นเวที เลยไม่อยากพลาด
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง คืนนี้ผมต้องอัปเดตระบบปฏิบัติการตอนเที่ยงคืน ดูแล้วถ้าไปร้านเหล้าคงกลับไม่ต่ำกว่าตีสองหรือตีสามแน่ ๆ
“เอ่อ...คืนนี้ผมไม่ว่างน่ะครับ คงต้องเอาไว้โอกาสหน้าแล้วกัน” ผมตอบพลางยิ้มบาง ๆ
“เสียดายจัง” จ๋าพูดเสียงเรียบ แต่แววตาแฝงความผิดหวังเล็กน้อย
เมื่อมาถึงลานจอดรถ เราทั้งสามก็แยกย้ายกันกลับ ผมยกมือบอกลาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางรถของตัวเอง
สายตาผมเหลือบไปเห็นรถซูซูกิ สวิฟท์สีฟ้าอ่อนคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกล รถคันเล็ก ๆ ที่ดูน่ารักและสดใส มันเข้ากับคุณจ๋าเสียจริง
ไม่นานนัก เธอก็ขับรถออกไป ผมมองตามแสงไฟท้ายที่ค่อย ๆ ลับหายไป ก่อนจะหันกลับมาขึ้นรถของตัวเอง พลางเหลือบเห็นรถสีบลอนด์ของเฟื้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไปกำลังเคลื่อนตัวออกจากลานจอดเช่นกัน
ผมสตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นเบา ๆ ขณะในใจคิดว่า ถ้าไม่มีการอัปเดตระบบปฏิบัติการคืนนี้ ผมก็คงได้ไปสนุกกับพวกเธอแน่ ๆ อีกอย่าง...คงได้สนิทกันมากกว่านี้ด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าคิดเท่านั้น
ผมถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะขับรถออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้ากลับคอนโดทันที
ไม่นานนัก ราวยี่สิบนาทีต่อมา ผมก็เดินอยู่ตามทางยาวของคอนโดแล้ว เสียงรองเท้ากระทบพื้นเงียบ ๆ ก้องอยู่ในโถง จนในที่สุดผมก็มาหยุดอยู่หน้าห้องของตัวเอง ห้อง 2304
ผมยกบัตรขึ้นสแกน เสียง ปี๊บ ดังขึ้น ก่อนกลอนประตูจะปลดล็อกตามด้วยเสียง แก๊ก แผ่วเบาในความเงียบของทางเดิน
ผมเปิดประตูเข้าห้องไปตามปกติ แต่ก็ต้องชะงักทันที เพราะมีใครบางคนนั่งอยู่บนโซฟา
สายตาเราสบกัน ปันปัน... เธอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก่อนเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“สวัสดีค่ะ พี่วายุ”
ผมเดินเข้าไปใกล้ พลางถามด้วยความแปลกใจ “ปันปัน...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ในขณะที่สายตาผมเผลอสำรวจเธออย่างเงียบ ๆ เธอสวมเสื้อสเวตเตอร์ตัวใหญ่สีครีม คู่กับกางเกงยีนส์ขากระบอก ดูเรียบง่ายแต่กลับเข้ากับเธอมาก
เธอหันมายิ้มก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสดใส “พอดีวันนี้เมษากับหนูนัดกันไว้ว่าจะไปร้านเหล้าค่ะ”
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไร เสียงของเมษาก็ดังลอดออกมาจากในห้องน้ำ “พี่เลิกงานแล้วเหรอคะ”
“ใช่...” ผมตอบกลับสั้น ๆ
“พี่ไปร้านเหล้ากับหนูไหม วันนี้มีนักร้องวงที่หนูชอบมาด้วยนะ”
เธอพูดอย่างร่าเริง น้ำเสียงสดใสจนฟังดูเหมือนความเหนื่อยล้าจากการเที่ยวมา ได้หายไปหมดแล้ว
อีกอย่าง...ร้านเหล้าที่เมษากับปันปันจะไป คงไม่ใช่ร้านเดียวกับที่เฟื้องฟ้ากับจ๋าพูดถึงหรอกมั้ง ตอนแยกกับพวกเธอ ผมก็ไม่ได้ถามไว้ด้วยสิ
จากนั้นผมตอบกลับไปว่า “พี่คงไม่ได้ไปนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
“งื้อ...เสียดายจัง” เสียงเมษาดังลอดออกมาจากในห้องน้ำ แทรกมากับเสียงน้ำจากฝักบัว ดูท่าว่าเธอคงกำลังอาบน้ำอยู่
ผมไม่ได้ตอบกลับเมษาทันที แต่ผมเดินไปนั่งข้าง ๆ ปันปัน เว้นระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือ ก่อนจะเอ่ยตอบพลางยิ้มบาง ๆ “ไว้ครั้งหน้าแล้วกันนะ”
สายตาผมยังจับจ้องที่ใบหน้าของปันปัน แสงแดดจากระเบียงสาดสะท้อนผิวขาวนวลของปันปันจนดึงดูดสายตา
“ค่ะ..” เมษาตอบกลับสั้น ๆ
ปันปันยังคงสบตากับผมอยู่ สายตาเธอดูมีแววล้อเล่นปนจริงจัง เธอค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบเสียงแผ่วจนแทบได้ยินแค่สองคน
“พี่จะไม่ไปจริง ๆ เหรอคะ” รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าเธอ แววตาเปล่งประกาย
กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวปันปันลอยมากระทบจมูก มันเป็นกลิ่นน้ำหอมที่ให้ความรู้สึกสดชื่นจนผมเผลอสูดลมหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ล่ะ... เอาไว้ครั้งหน้าแล้วกัน” ผมตอบเสียงเบา ก่อนจะเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วถามต่อแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “เมษาเข้าไปอาบน้ำนานหรือยัง”
“เพิ่งเข้าไปค่ะ... ทำไมเหรอคะ” ปันปันยิ้มบาง ๆ พลางเอนตัวเข้าอีกนิดหนึ่ง ดวงตาเธอยังจับจ้องมาที่ผม
“แล้วเราจะกระซิบกันทำไมเหรอ” ผมถามกลับ แต่ก็ยังพูดเสียงเบาอยู่ดี
ปันปันหัวเราะเบา ๆ เสียงใสเหมือนกลั้นไว้ไม่อยู่ ก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
“ไม่รู้สิคะ... อาจเพราะมันน่ากระซิบก็ได้”
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนสบตากับเธอแล้วถามเบา ๆ “หายเหนื่อยแล้วเหรอ ถึงจะไปร้านเหล้าวันนี้”
ปันปันส่ายหัวช้า ๆ “ยังเลยค่ะ เมื่อเช้านี้ก็ไปทำงานมาด้วย แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยจนรู้สึกไม่ไหว”
ผมยิ้มมุมปาก “เสียดาย... ว่าจะนวดให้สักหน่อย” น้ำเสียงของผมแฝงแววเจ้าเลห์นิด ๆ จนเธอหลุบตาลงก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
ปันปันขบเม้มริมฝีปากล่างเบา ๆ แล้วถามว่า "ถ้าไม่นวด เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น...แทนได้ไหมคะ" เธอพูดจบ ก็โน้มตัวเข้ามาชิดผมยิ่งกว่าเดิม
ผมฉีกยิ้มกว้าง แล้วโน้มกายเข้าหา มอบจูบอันเร่าร้อนให้เธอด้วยความกระหาย ลิ้นของเราหยอกล้อพันเกี่ยวกัน มือทั้งสองข้างของผมประคองศีรษะของเธอเอาไว้
จูบนั้นเริ่มจากความเร่งเร้า จนกลายเป็นความร้อนรุ่มที่ดูดกลืนทุกความรู้สึก ปันปัน โอบแขนรอบคอผมแน่นขึ้น ตอบรับจูบนั้นอย่างไม่ลดละ เสียงหอบหายใจ ดังคลอเคล้ากับ เสียงจูบ ที่หนักหน่วง เราเคลื่อนไหวเข้าหากันราวกับต้องการหลอมรวมเป็นหนึ่ง
ผมถอนจูบออกช้าๆ เพียงเพื่อมองสบตาของเธอ ดวงตาของเธอมีแววปรารถนา ริมฝีปากบวมเจ่อ และแดงก่ำเล็กน้อยจากจูบเมื่อครู่
"เปลี่ยนเป็นแบบนี้ได้ไหม.." ผมกระซิบชิดริมหูของเธอเสียงแหบพร่า
เธอยิ้มยั่วยวนมือที่โอบอยู่บนคอผม ก็ลูบลงมาตามแผ่นหลังของผมอย่างเชื่องช้า
"แบบนี้แหละที่ต้องการ" ปันปันตอบเสียงกระเส่า ดวงตาไม่ละไปจากดวงตาของผม
พูดจบริมฝีปากเราก็บดเบียดกันอีกครั้ง พลางแลกเปลี่ยนของเหลวของกันและกันอยู่สักพัก
ผมถอนจูบออกช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว "ตอนนี้คงทำได้แค่นี้แหละ เดี๋ยววันไหนมีเวลา พี่จะนวดให้อีกนะ" ผมพูดพลางใช้นิ้วมือ เสยผมที่ปรกหน้าของปันปัน ไปทัดไว้ที่หลังใบหู
จากนั้นผมก็เดินเข้ามาในห้องของตัวเอง แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้า ผมจ้องมองประตูห้อง ขณะที่ภาพริมฝีปากของปันปันผุดขึ้นมาในความคิด รสหวานจากจูบนั้นยังติดตรึงที่ริมฝีปากของผม
ในเมื่อเมษาอยู่ด้วย ผมก็ทำได้แค่แอบจูบกันเท่านั้น ไม่สามารถทำอะไรเกินเลยไปกว่านี้ได้
ติ้ง..
[คุณปลุกเร้าอารมณ์ ได้รับเงิน 50,000 บาท]
[เนื่องจากความสนิทระดับ 2 ค่าตอบแทน X 4 = 200,000 บาท]
[ยอดคงเหลือ 6,844,850 บาท]
สามชั่วโมงผ่านไปราวกับโกหก
ขณะที่นอนหลับอยู่บนเตียง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก๊อก ๆ ก่อนที่ผมจะได้ขยับตัว ประตูก็ถูกเปิดออกช้า ๆ
เมษาเดินเข้ามาในห้อง เธอแต่งตัวสวยสะดุดตา เสื้อแขนกุดรัดรูปสีอ่อนกับกางเกงยีนส์ขาสั้นสีดำ ดูเรียบแต่มีเสน่ห์ ผมของเธอถูกรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นต้นคอขาวเนียน
ผมลุกขึ้นนั่งกอดหมอนแน่น ดวงตายังพร่ามัวด้วยความง่วง แล้วสายตาผมก็เหลือบไปเห็นปันปันที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าประตู สายตาเธอมองตรงมาที่ผมอย่างขบขัน คงเพราะภาพที่เห็นตอนนี้ ผมในสภาพยุ่งเหยิง ผมชี้ฟู เสื้อยับเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน
เมษายื่นยิ้มอยู่ตรงหน้าผมแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ผมขยี้ตาเบา ๆ พลางเอ่ย “จะไปกันแล้วเหรอ”
“ใช่ค่ะพี่... หนูอาจจะกลับมาดึกหน่อยนะคะ”
“ครับ ๆ แต่อย่ากินจนเมาไม่รู้เรื่องล่ะ” ผมตอบกลับพลางยิ้มมุมปาก
“จ้า...” เมษาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะปิดประตูออกไป พร้อมเสียง “แก๊ก” ที่ดังสะท้อนอยู่ในห้องเงียบ ๆ
หลังจากที่เมษาและปันปันออกจากห้องไป ผมกลับรู้สึกง่วงไม่ลงเสียอย่างนั้น จึงขยี้ตาเบา ๆ แล้วลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำให้ไหลผ่านมือ ก่อนจะวักน้ำเย็น ๆ ล้างหน้าตัวเอง เพื่อให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอีกหน่อย
จากนั้นผมก็เดินกลับมาที่เตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว ห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ผมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พลางคิดในใจว่า...จะอัปเดตระบบตอนนี้เลยดีไหม เพราะดูเหมือนคืนนี้ก็คงไม่มีอะไรให้ทำอีกแล้ว
“ระบบฉันขออัปเดต ตอนนี้เลย”
[รับทราบ]
ทันทีที่เสียงนั้นตอบกลับมา ผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยภายในร่างกาย ดวงตาพร่ามัวชั่วขณะ ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะค่อย ๆ เงียบลง เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินคือเสียงแจ้งเตือนเบา ๆ
[เริ่มกระบวนการอัปเดตระบบปฏิบัติการ]
แล้วสติของผมก็ค่อย ๆ ดับวูบลง เหลือเพียงความว่างเปล่าปกคลุมทั่วทั้งห้อง