ครั้นนรินทร์กลับมาถึงบ้านจึงพบกับคณินที่รออยู่แล้ว สายตาอีกฝ่ายมองมาราวกับคาดคั้นให้นรินทร์เป็คนเอ่ยปากพูดถึงเื่สายนทีเป็คนแรก
เมื่อเ้าตัวยังไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทให้คนไปตามติดทั้งวันจึงไม่ได้พูดอะไรออกมาจนคณินเป็ฝ่ายร้อนใจถามไถ่ออกไป
“วันนี้นายไปเที่ยวกับใครมาเหรอ” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ดวงตาสีทองจับจ้องตรงมาหาคนข้างหน้า
นรินทร์รู้สึกทำตัวไม่ถูกจึงค่อย ๆ เดินไปนั่งที่โซฟาข้างคณิน สีหน้าเลิ่กลั่กเพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ
“คือว่า...” เขาลังเลที่จะบอกอีกฝ่ายไปตามตรง
“เล่ามาเถอะน่า คิดจะปิดบังกันไปถึงเมื่อไหร่” คณินยิ้มมุมปากเพื่อให้เพื่อนผ่อนคลายความกังวล “นายคิดว่าฉันรู้เื่นี้แล้ว
ฉันจะห้ามนายหรือไง”
“ฉันไม่ได้อยากปิดบังนายนะ แต่ไม่รู้ว่าจะบอกนายยังไง” นรินทร์เสียงอ่อยพลางช้อนสายตามองคนตรงหน้า คิดในใจมาตลอดว่าสักวันเขาจะต้องเห็นตัวเองอยู่กับสายนทีอย่างแน่นอน
“ฉันรอฟังอยู่ เก็บเื่นี้ไว้คนเดียว ไม่อึดอัดใจแย่เหรอ” สีหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเคยยามคอยรับฟังเื่ราวของนรินทร์ทำให้ร่างบางรู้สึกว่าคณินยังคงเป็เพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างเขามาตลอด
“อืม...” เ้าตัวถอนหายใจเพราะเหมือนได้ยกูเาออกจากอกแล้วเริ่มเล่าทุกเื่เกี่ยวกับสายนทีและความสัมพันธ์ของทั้งสองคนให้ฟัง ท่าทางของเขายามพูดถึงอีกฝ่ายแสดงออกมาอย่างปิดไม่มิดจนคนฟังเองก็รู้สึกได้เช่นเดียวกันว่านรินทร์กำลังตกหลุมรักรุ่นพี่คนนั้นจนไม่สนใจแล้วว่าเขาจะเป็อัลฟ่าหรือเบต้าที่ฝากรอยความทรงจำหม่นหมองในใจ
“สรุปว่ากับคนอื่นก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่แต่กับรุ่นพี่กลายเป็ข้อยกเว้นสินะ” คณินนั่งฟังด้วยความตั้งใจ “แต่ว่า...”
“แต่อะไร” เขาเลิกคิ้วกัดริมฝีปากตัวเองจนคนตรงหน้าต้องจับมือเอาไว้
“กลั้นหายใจทำไมเล่า” คณินหัวเราะลั่นนึกขำที่นรินทร์ทำท่าทางแบบนั้น “ก็นายบอกว่าเวลาอยู่กับเขาจะควบคุมฟีโรโมน
ตัวเองไม่ได้ใช่ไหม นั่นแหละปัญหา”
“ฉันรู้ พยายามแล้วแต่ว่ายังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เขายอมรับตามตรง “นายมีวิธีไหม”
“ถ้าเขาเป็อัลฟ่าคงฝังกลิ่นฟีโรโมนให้นายได้ แต่ในเมื่อเป็เบต้า ก็มีแต่นายที่ต้องหัดควบคุมตัวเอง ไม่อย่างนั้นคนที่ลำบากก็จะเป็นาย” สีหน้าเขากังวลเล็กน้อย “ถ้าทำไม่ได้ฉันไม่อนุญาตให้คบ”
“อย่างนี้ก็ได้เหรอ” นรินทร์เสียงสูง ดวงตาสีส้มอ่อนจ้องมองเพื่อนสนิทตีความหมายเชิงจะบอกว่า “อย่ามาห้ามน่า ฉันจะพยายาม”
“ถ้างั้นฉันให้เวลานายหนึ่งอาทิตย์” รอยยิ้มมุมปากมีเลศนัยทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “นัดเจอกันสามคน ฉันจะดูว่านายควบคุมฟีโรโมนได้หรือเปล่า”
สายตาของนรินทร์กำลังอ้อนวอนขอเวลามากกว่านี้แต่กลับไม่เป็ผล
“ฉันเป็ห่วงนายนี่ ไม่รู้เหรอว่าฟีโรโมนของโอเมก้าดึงดูดมากขนาดไหน” เหตุผลของคนตรงหน้าทำให้นรินทร์เถียงไม่ออก แม้จะบอกว่าคนที่ทำให้เขาควบคุมมันไม่ได้จะมีแค่สายนทีเพียงคนเดียวก็ตาม
“แล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะ” ร่างบางเอ่ยปากถามรู้สึกสงสัยมานานแล้วว่าปฏิกิริยาของเพื่อนจะเป็อย่างไร
“ก็ให้คบอยู่ดี นั่นแฟนนาย ฉันจะมีสิทธิ์ไปห้ามอะไร” เขาหยุดพูดพลางถอนหายใจ “ที่ไม่เล่าให้ฟังเพราะกลัวแบบนี้เหรอ เด็กน้อยจริง ๆ”
“อืม” เขาพยักหน้าแล้วกอดคณิน “ขอบคุณนะที่เป็ห่วง มีนายเป็เพื่อนสนิทนี่ดีที่สุดในโลกเลย”
“อือ” อ้อมกอดของคณินแน่นขึ้น
ทว่า เขากลับขมวดคิ้วพลางสูดดมกลิ่นกุหลาบจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ คิดในใจว่า ขนาดอยู่กับฉันมาตั้งนานนายยังไม่เคยเป็แบบนี้เลย ถ้าไม่ใช่่ฮีทฉันคงไม่รู้ว่าฟีโรโมนนายเป็กลิ่นดอกกุหลาบ
ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เมื่อวันนัดหมายมาถึง ทั้งสามคนจึงมีโอกาสได้พูดคุยกันเป็ครั้งแรก สายตาของคณินมองคนรักของเพื่อนสนิทอย่างมีความนัย
บทสนทนาระหว่างพวกเขาเป็ไปด้วยความราบรื่นทำให้นรินทร์ค่อนข้างเบาใจที่เพื่อนสนิทและคนรักเหมือนจะเข้ากันได้ดี สีหน้าและน้ำเสียงของทั้งสองฝ่ายผ่อนคลาย
ขณะที่สายนทีเอื้อมมือมากุมมือของนรินทร์เอาไว้ ดวงตาสีทองของคณินมองตามไม่วางพลันยิ้มมุมปาก
หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง บรรยากาศความสนิทสนมเป็ไปในทิศทางที่ดี คณินยังเอ่ยปากฝากฝังให้สายนทีช่วยดูแลเพื่อนของเขา ทั้งยังกล่าวอีกว่า “พี่เป็คนแรกเลยที่นรินทร์พามาแนะนำตัวกับผม ดูท่าคงจะเป็คนพิเศษมากกว่าใคร”
“นรินทร์เล่าเื่ของนายให้ฟังอยู่บ่อย ๆ จนฉันเองก็รู้สึกได้ว่านายดูแลนรินทร์ได้ดีจริง ๆ” สายนทีกล่าวชื่นชมคนตรงหน้า หากแต่คำพูดของเขากลับทำให้คณินยิ้มมุมปากพลางเอ่ยขึ้นว่า “เื่นั้นมันก็แน่นอนอยู่แล้วนี่ เราสองคนสนิทกันจนแทบเรียกได้ว่าเป็ครอบครัวเดียวกัน”
นรินทร์มองเพื่อนของเขาพลางย่นคิ้ว ก่อนหน้านี้เคยฟังเขาพูดเื่ทำนองนี้มาตลอดแต่ครั้งนี้รู้สึกว่าดูแปลกไป เพียงแค่จับจุดไม่ถูกว่าเป็ตรงไหน
“เอ่อ พี่ ผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” นรินทร์บอกสายนทีพลางมองหน้าคณิน “เดี๋ยวมานะ”
“อื้อ” เขาพยักหน้าให้แล้วโบกมือปัด ๆ
เวลานี้เหลือเพียงแค่สองคนที่อยู่ร่วมโต๊ะเดียวกัน คณินจึงเป็ฝ่ายเริ่มก่อน
“นายคิดว่าจะคบกับนรินทร์ไปจนถึงเมื่อไหร่” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แววตาที่ดูอ่อนโยนเปลี่ยนไปแข็งกร้าวราวกับคนละคน
“ทำไมจู่ ๆ ถึงถามแบบนั้น” คนตรงหน้ารู้สึกสงสัย คำเรียกที่พูดกับเขาเหมือนเป็คนอื่นขีดเว้นระยะห่างอย่างเห็นได้ชัด
“แค่ตอบมาตามตรงก็พอ”
คณินคิดไว้ในใจแล้วว่าคำตอบมีเพียงหนึ่งทางเลือกเท่านั้น ไม่ว่าสายนทีจะตอบอะไร เขาจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยดังเดิม
ในเมื่อถูกถามเช่นนั้น สายนทีไม่ยอมอ่อนข้อให้พลางประเมินท่าทางและความคาดหวังของอีกฝ่ายเอาไว้ในใจ “ถ้านายถามเพราะอยากทดสอบความรู้สึกของฉันกับนรินทร์ ฉันจะบอกตามตรงว่าฉันจะคบกับเขาไปอีกนาน”
“เฮอะ” คณินหัวเราะเบา ๆ แล้วจ้องหน้าคนที่พูดราวกับท้าทายเมื่อครู่ “แน่ใจไหมว่าจะทำได้ แน่ใจจริงเหรอว่าจะไม่ทำให้นรินทร์เสียใจ”
“ฉันสามารถดูแลนรินทร์ได้ดีไม่น้อยไปกว่านาย ไม่ต้องห่วงเื่นั้นเลย” คำพูดของสายนทียังคงยืนยันหนักแน่นเช่นเดิม “ถ้านายกังวลเื่นั้น ฉันบอกเลยว่าสบายใจได้”
บทสนทนาของพวกเขานั้นดูผิวเผินเป็เพียงการโต้ตอบระหว่างเพื่อนสนิทและคนรักของเพื่อนตามปกติ แต่ยิ่งโต้กันไปมามากขึ้น สายนทีจึงรู้สึกมั่นใจขึ้นมาอีกหนึ่งส่วนแล้วว่าเพื่อนสนิทอย่างคณินกำลังคิดไม่ซื่อ
ท่าทาง แววตา สีหน้า และการกระทำของเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะตอนเรียนมอปลายหรือตอนนี้เพราะเขายังคงทำตัวเป็เ้าข้าวเ้าของนรินทร์
“ฉันจะคอยดูว่านายทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า” รอยยิ้มมุมปากดูเ้าเล่ห์ขึ้นมาทันใด
“เป็ เพื่อนสนิท ที่ห่วงกันทุกเื่จริง ๆ เลยนะ” น้ำเสียงของสายนทีย้ำชัดให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเขาอยู่ในสถานะอะไร
เมื่อครั้งเรียนมอปลาย สายนทีเคยพลาดปล่อยนรินทร์ไปครั้งหนึ่งเพราะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเ้าตัวอย่างตรงไปตรงมา คราวนี้จึงไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว