กาลเวลาบนเส้นทางการเดินทางร่วมกับกองคาราวาน มักจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า จำเจ และดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด หลายวันผันผ่านไปอีกครั้งนับั้แ่ที่เฉิน ฮ่าวหราน เริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดวิชาอัสนีาอย่างจริงจัง ขบวนรถม้าและเกวียนของลุงหลิวยังคงเคลื่อนที่มุ่งหน้าลงใต้ ผ่านหุบเขาที่ทอดตัวยาวเหยียด ป่าทึบที่แสงตะวันแทบส่องลงมาไม่ถึง และลำธารน้อยใหญ่ที่ไหลคดเคี้ยวไปตามภูมิประเทศ ชีวิตในกองคาราวานดำเนินไปตามกิจวัตรที่ตายตัวและคาดเดาได้ ตื่นเช้า เก็บสัมภาระ ออกเดินทาง หยุดพักทานอาหารกลางวัน เดินทางต่อใน่บ่าย และเลือกหาทำเลที่เหมาะสมเพื่อตั้งค่ายพักแรมเมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงสู่ขอบฟ้า
ฮ่าวหรานเริ่มคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่ต้องเดินทางและพักแรมกลางแจ้งเช่นนี้มากขึ้น เขายังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการอ่านตำราที่นำติดตัวมา สังเกตการณ์สิ่งรอบตัวอย่างเงียบๆ และที่สำคัญที่สุดคือการฝึกฝน "คัมภีร์อัสนีา - บทที่ 1" อย่างลับๆ ทุกครั้งที่มีโอกาสและเป็ส่วนตัว เขาทำความเข้าใจในหลักการ "ชักนำและควบคุม" ได้ลึกซึ้งขึ้นทีละน้อย แม้การนำไปปฏิบัติจริงจะยังคงยากลำบากและมีความเสี่ยงอยู่มากก็ตาม เขายังคงสังเกตการณ์เหล่าทหารยามของกัปตันเฟิงฝึกซ้อม "เพลงดาบวายุเมฆา" ในทุกๆ เช้า ท่วงท่าดาบของพวกเขาดูแข็งแกร่ง หนักแน่น และพร้อมเพรียงยิ่งขึ้น ทำให้เขารู้สึกชื่นชมในระเบียบวินัยและความพยายามของพวกเขา แม้จะรู้ดีว่าวิชาดาบพื้นฐานนี้ยังห่างไกลจากคำว่ายอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับพลังที่แท้จริงในโลกแห่งการฝึกตนก็ตาม
ในขณะเดียวกัน ภารกิจอันน่าประหลาดที่เขาได้รับจากระบบมรดกแห่งซวนหยวนเมื่อหลายวันก่อนก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจ 'รอยยิ้มพิมพ์ใจ... ให้คนแปลกหน้าสามคน' เขานึกถึงมันด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความขบขันในความแปลกประหลาดของภารกิจ กับความ้าแต้มมรดกอันน้อยนิดเพียงแต้มเดียวนั้น
โอกาสแรกในการทำภารกิจนี้มาถึงใน่พักดื่มน้ำกลางทาง ขณะที่ทุกคนในกองคาราวานกำลังพักผ่อนอิริยาบถและคลายความเมื่อยล้า เด็กหญิงตัวน้อยน่ารักคนหนึ่งจากครอบครัวพ่อค้าอีกกลุ่มในกองคาราวาน กำลังเดินเตาะแตะเล่นอยู่ไม่ไกลนัก เด็กน้อยคนนั้นหันมาเห็นฮ่าวหรานที่นั่งอยู่เงียบๆ เพียงลำพัง จึงเดินเข้ามาใกล้แล้วหยุดยืนจ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตใสแป๋วอย่างสงสัยใคร่รู้ ฮ่าวหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรวบรวมความกล้า เผยรอยยิ้มที่ดูเก้ๆ กังๆ และฝืนเล็กน้อย แต่ก็พยายามให้มันออกมาจากใจจริงที่สุดส่งให้ เด็กหญิงตัวน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างน่ารัก ก่อนจะยิ้มตอบกลับมาอย่างสดใส แล้ววิ่งกลับไปหาบิดามารดาที่กำลังมองมา 'สำเร็จไปหนึ่งคน...' ฮ่าวหรานถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
โอกาสที่สองเกิดขึ้นใน่บ่ายแก่ๆ ของวันเดียวกัน ขณะที่ลุงหลิว หัวหน้ากองคาราวาน กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของขบวนและถือโอกาสพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบกับเหล่านักเดินทางเพื่อสร้างความเป็กันเองตามปกติ เขาหยุดคุยกับฮ่าวหรานและมารดาครู่หนึ่ง และเล่าเื่ตลกฝืดๆ เกี่ยวกับประสบการณ์การเดินทางอันน่าขันในอดีตของตนเอง แม้เื่ที่เล่าจะไม่ตลกเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่ดูจริงใจของลุงหลิว ก็ทำให้ฮ่าวหรานเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกขบขันในความพยายามของชายร่างท้วม ลุงหลิวเมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กชายก็ยิ้มตอบกลับมาอย่างใจดี ก่อนจะเดินต่อไปตรวจตราเกวียนคันอื่น 'สำเร็จสองคนแล้ว...'
เหลืออีกเพียงคนเดียวเท่านั้น เขามองไปรอบๆ ค่ายพักแรมในเย็นวันนั้นอย่างมีความหวัง สายตาของเขาจับจ้องไปที่กัปตันเฟิงผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและดุดันอยู่ตลอดเวลา... 'คงไม่ไหวแน่ๆ ขืนไปยิ้มให้ มีหวังถูกเข้าใจผิดว่าหาเื่พอดี' เขารีบส่ายหน้ากับตัวเอง แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงชราคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาตามลำพัง นางกำลังนั่งอยู่เงียบๆ ข้างกองไฟกองหนึ่ง ดูเหนื่อยล้า อ่อนแรง และอ้างว้างอย่างเห็นได้ชัด ฮ่าวหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกสงสารหญิงชราผู้นี้ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ เขารินน้ำสะอาดจากถุงหนังของตนเองใส่ลงในถ้วยไม้ แล้วยื่นส่งให้นางอย่างนอบน้อมที่สุด "ท่านยายขอรับ ดื่มน้ำแก้กระหายก่อนเถิดขอรับ"
หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยระคนซาบซึ้งใจ ก่อนจะค่อยๆ รับถ้วยน้ำนั้นมาด้วยมืออันสั่นเทาเล็กน้อย นางจิบน้ำในถ้วยช้าๆ อย่างกระหาย แล้วส่งยิ้มอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความเมตตามาให้เขา "ขอบน้ำใจเ้ามากนะ... พ่อหนุ่มช่างเป็เด็กดี มีน้ำใจยิ่งนัก"
รอยยิ้มอันจริงใจและแววตาที่อบอุ่นของนาง ทำให้ฮ่าวหรานรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขขึ้นมาในหัวใจอย่างแท้จริง เขายิ้มตอบกลับไปอย่างเป็ธรรมชาติและออกมาจากใจจริง "ไม่เป็ไรเลยขอรับ ท่านยาย พวกเรานักเดินทางด้วยกัน ควรช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ อยู่แล้วขอรับ"
【ภารกิจประจำวัน 'รอยยิ้มพิมพ์ใจ' สำเร็จลุล่วง!】
【ได้รับรางวัลตอบแทน: 1 มรดกแต้ม】
【มรดกแต้มปัจจุบัน: 1 แต้ม】
หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นยืนยันความสำเร็จและมอบรางวัลให้ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ฮ่าวหรานรู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่เพียงเพราะเขาได้รับแต้มมรดกอันล้ำค่าเพิ่มมาอีกหนึ่งแต้มเท่านั้น แต่เป็เพราะความรู้สึกดีๆ ที่เขาได้รับจากการช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา 'แค่รอยยิ้มและการแบ่งปันน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถได้รับรางวัลตอบแทนได้... ระบบมรดกแห่งซวนหยวนนี้ ช่างแปลกประหลาด แต่ก็ดูเหมือนจะมีหลักการบางอย่างที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่'
ค่ำคืนนั้น หลังจากที่ทุกคนในกองคาราวานต่างพักผ่อนหรือเข้าเวรยามกันไปแล้ว ฮ่าวหรานก็หาโอกาสปลีกตัวไปยังมุมสงบหลังเกวียนสินค้าอีกครั้ง เขาเริ่มต้นฝึกฝน "คัมภีร์อัสนีา - บทที่ 1" ด้วยสมาธิที่แน่วแน่และตั้งใจยิ่งกว่าเดิม เขารวบรวมจิตใจ ััถึงพลังงานสายฟ้าภายในกาย และค่อยๆ ชักนำมันให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณเริ่มต้นที่คัมภีร์ได้ระบุไว้
ครั้งนี้ เขารู้สึกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น! กระแสพลังงานสายฟ้าที่เขาชักนำออกมานั้นยังคงดุร้ายและพยศอยู่เช่นเคย แต่เขากลับสามารถ 'สื่อสาร' หรือ 'ัั' ถึงจังหวะการไหลเวียนของมันได้ดีขึ้นเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด เขาสามารถประคองมันให้ไหลไปตามเส้นทางที่ถูกต้องได้นานขึ้นอีกนิด ราวกับว่าัน้อยที่ดุร้ายเริ่มจะคุ้นเคยกับบังเหียนที่เขาพยายามควบคุมมันแล้ว แม้จะเป็เพียงชั่วครู่สั้นๆ ก่อนที่มันจะเริ่มดีดดิ้นจนเขาต้องรีบคลายการควบคุม แต่เขาก็ััได้ถึงความก้าวหน้าอย่างชัดเจน! "ยอดเยี่ยมมาก!" เขากระซิบกับตัวเอง รู้สึกถึงความหวังอันเจิดจ้าที่สว่างวาบขึ้นในใจ
หลายวันต่อมา กองคาราวานได้เดินทางลึกเข้ามาในเขตูเาที่สูงชันและสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็โขดหินสูงชัน หุบเหวลึก และป่าทึบที่ดูรกชัฏยิ่งกว่าเดิม เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ขบวนคาราวานกำลังเดินทางผ่านช่องทางแคบๆ ที่ขนาบด้วยหน้าผาสูงชัน พวกเขาก็ได้พบกับ ซากเกวียนสินค้าที่ถูกเผาทำลายจนเหลือแต่ตอตะโก และโครงกระดูกม้า กองอยู่ข้างทางอย่างน่าสยดสยอง! ร่องรอยของการต่อสู้ที่ดุเดือด คราบเืที่แห้งกรังติดอยู่บนพื้นหิน และลูกธนูหักๆ ที่ตกกระจายอยู่ ยังคงหลงเหลืออยู่ บ่งบอกถึงชะตากรรมอันน่าเศร้าของกองคาราวานก่อนหน้าที่ได้เดินทางผ่านมาทางนี้
บรรยากาศในกองคาราวานพลันตึงเครียดและเงียบงันลงในทันที กัปตันเฟิงรีบสั่งการให้เหล่าทหารยามเพิ่มความระมัดระวังเป็สองเท่าทันที ทุกคนต่างเงียบขรึมลง ััได้ถึงอันตรายที่อาจจะซุ่มซ่อนอยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจน
เฉินหลิวใช้โอกาสนี้ในการสอนสั่งบุตรชายอย่างเงียบๆ นางชี้ให้เขาดูร่องรอยต่างๆ รอบซากเกวียนที่ถูกทำลาย อธิบายลักษณะการปล้นสะดมของกลุ่มโจรป่าแต่ละกลุ่มที่นางเคยได้ยินได้ฟังมา และสอนวิธีสังเกตลักษณะภูมิประเทศ เส้นทาง หรือสถานที่ที่อาจจะเป็จุดซุ่มโจมตีที่ได้เปรียบของเหล่าโจร "ในยามเดินทางเช่นนี้ ความรู้ การสังเกตการณ์ และความไม่ประมาท คือเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด จงจดจำไว้เสมอ ฮ่าวหราน" นางกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยอันลึกซึ้ง
่บ่ายแก่ๆ ของวันนั้นเอง ลุงหลิว หัวหน้ากองคาราวาน ก็ได้ประกาศแจ้งข่าวแก่ทุกคนในกองคาราวานด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด "ทุกท่านโปรดฟังทางนี้ พวกเรากำลังจะเดินทางเข้าสู่เขต 'ช่องเขาวายุคลั่ง' (Frenzied Wind Pass) แล้ว ช่องเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อในเื่ของลมกระโชกแรงผิดปกติและเส้นทางที่อันตรายอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีข่าวลือหนาหูว่ามีกลุ่มโจรป่าที่ดุร้ายและชำนาญพื้นที่ ซ่อนตัวปล้นสะดมอยู่เป็ประจำ ขอให้ทุกท่านโปรดเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากที่สุด เราจะพยายามเร่งเดินทางให้ผ่านพ้นช่องเขานี้ไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองหยุนผิงอันเป็เมืองหน้าด่านที่ปลอดภัยซึ่งอยู่ถัดไป!"
เมื่อได้ยินชื่อ "ช่องเขาวายุคลั่ง" สีหน้าของนักเดินทางหลายคนในกองคาราวานก็พลันซีดเผือดลงทันที บรรยากาศยิ่งทวีความกดดันและความหวาดหวั่นมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
รถม้าและเกวียนค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่เขตช่องเขาวายุคลั่งอันเลื่องชื่อ ลมเริ่มพัดแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หอบเอาฝุ่นทรายและเสียงหวีดหวิวอันน่าขนลุกพัดผ่านช่องเขาแคบๆ มาเป็ระยะๆ เส้นทางเบื้องหน้าดูคดเคี้ยววกวนและเต็มไปด้วยโขดหินแหลมคมที่พร้อมจะทิ่มแทงล้อเกวียนได้ทุกเมื่อ ฮ่าวหรานกอดห่อสัมภาระเล็กๆ ของตนไว้แน่น ในใจครุ่นคิดถึงแต้มมรดกเพียงแต้มเดียวที่เขาเพิ่งได้รับมา ความรู้จากคัมภีร์อัสนีาที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกฝน และอันตรายที่อาจจะรอคอยอยู่เบื้องหน้า ทั้งจากภัยคุกคามภายนอก และจากพลังอันไม่อาจควบคุมได้ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในกายของเขาเอง
(จบตอนที่ 10)