ตอนที่ 2
หนิงเสวี่ยเวยวิ่งกลับเข้ามาทางประตูหลังของร้านเป่าอวี้ไจได้อย่างหวุดหวิด นางเห็นชุ่ยจู สาวใช้คนสนิทกำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้องรับรองด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้
“คุณหนู! ท่านไปไหนมาเ้าคะ? คุณหนูใหญ่กำลังจะเรียกทหารแล้วนะเ้าคะ!” ชุ่ยจูรีบวิ่งเข้ามาหานาง
“ข้าแค่ปวดท้องกะทันหัน จึงไปเข้าห้องสุขามา จากนั้นก็เห็นเ้าแมวตัวน้อย เลยเดินตามมันไปเล่นที่สวนดอกไม้หลังร้านมาน่ะ” หนิงเสวี่ยเวยตอบพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดคราบฝุ่นที่ใบหน้า
“พี่ใหญ่เป็อย่างไรบ้าง? เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วหรือยัง?” หนิงเสวี่ยเวยถามทั้งที่รู้ดีว่า พี่สาวจอมเื่มากคงไม่จัดการตัวเองเสร็จเร็วขนาดนั้น
“คุณหนูใหญ่กำลังเปลี่ยนชุดเ้าค่ะ ชาหกใส่จนเลอะไปหมด นางดูอารมณ์เสียมากเลยเ้าค่ะ”
หนิงเสวี่ยเวยยกยิ้มเย็น ชาติก่อนพี่สาวของนางใช้ 'ความบังเอิญ' ในการสร้างวาสนา ชาตินี้นางจึงมอบ 'ความบังเอิญ' ที่น่ารำคาญใจให้เป็การตอบแทน
เมื่อเดินเข้าไปในห้องรับรอง หนิงเสวี่ยหรานที่เพิ่งเปลี่ยนชุดเสร็จก็หันมามองนางด้วยสายตาตำหนิ ใบหน้าที่ดูเรียบร้อยอ่อนหวานนั้นบัดนี้แฝงไปด้วยความขุ่นเคือง
“เสวี่ยเวย! เ้าหายไปไหนมา รู้ไหมว่าข้าเป็ห่วงแค่ไหน? ข้างนอกมีเื่วุ่นวาย มีคนร้ายถูกไล่ล่า หากเ้าเป็อะไรไปข้าจะบอกท่านพ่อท่านแม่อย่างไร?” หนิงเสวี่ยหรานเดินเข้ามาจับไหล่นาง น้ำเสียงดูห่วงใยแต่แววตากลับพยายามมองหาร่องรอยความผิดปกติ
“ข้าขอโทษเ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าเพียงแต่เห็นแมวสีขาวตัวหนึ่งน่ารักดีเลยวิ่งตามไปดู ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะกังวลถึงเพียงนี้” หนิงเสวี่ยเวยแสร้งทำเป็ก้มหน้าสำนึกผิด
“แล้วพี่ใหญ่ล่ะเ้าคะ เห็นว่ามีเื่วุ่นวายในร้าน ท่านคงไม่ได้ออกไปไหนใช่ไหมเ้าคะ?”
หนิงเสวี่ยหรานชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาฉายแววเสียดายพาดผ่าน
“ข้า... ข้าจะออกไปได้อย่างไร ในเมื่อชุดของข้าเลอะเทอะเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายนัก...” หนิงเสวี่ยหรานไม่เข้าใจตนเองเช่นกัน รู้สึกคล้ายกับว่านางได้ปล่อยให้โอกาสอันดีที่เป็ของตนหลุดลอยไปแล้ว
‘ใช่... น่าเสียดายที่เ้าพลาดโอกาสสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว’ หนิงเสวี่ยเวยคิดในใจ
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังสนทนากันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าร้าน พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มในชุดหรูหราสีม่วงเข้มปักดิ้นเงินที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม ทว่าความหยิ่งยโสที่อยู่ระหว่างคิ้วนั้นไม่อาจปกปิดตัวตนของเขาได้เลย
หัวใจของเสวี่ยเวยกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง กลิ่นอายของความตายในถ้ำร้างนั่นดูเหมือนจะกลับมาหลอกหลอนนางอีกครั้ง
คนผู้นี้คืออดีตสามีของนาง หลินฉยง! เจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อในวัยสิบเจ็ดปี
เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายมาั้แ่วัยเยาว์ ดวงตาเรียวยาวดูเ้าเล่ห์ทว่าแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้สตรีมากมายต้องลุ่มหลง
ในชาติก่อนนางเคยรักเขาหมดหัวใจ ยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา แต่เขากลับมอบเพียงความตายและยาพิษเป็การตอบแทน
“เสวี่ยหราน เสวี่ยเวย พวกเ้าอยู่นี่เอง” หลินฉยงเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เสวี่ยเวยเคยคิดว่าอบอุ่นที่สุด
“ข้าได้ยินว่ามีเหตุการณ์ลอบทำร้ายใกล้ๆ ร้านนี้ เลยรีบมาดูว่าพวกเ้าปลอดภัยดีหรือไม่”
หนิงเสวี่ยหรานรีบก้าวออกไปข้างหน้า ใบหน้าซับสีระเรื่อดูขัดเขิน
“ซื่อจื่อ... ท่านมาได้อย่างไรเ้าคะ? พวกเราปลอดภัยดีเ้าค่ะ เพียงแต่พอมีเื่ก็ในิดหน่อย”
เสวี่ยเวยมองดูภาพนั้นด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน
ในชาติก่อนหลินฉยงมักจะเข้ามาตีสนิทกับนางเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับหนิงเสวี่ยหราน เขามอบความหวังให้นางเพียงเพื่อใช้เป็สะพาน และนางก็โง่เหลือเกินที่ดูไม่ออก หลงคิดไปว่าเขามีใจให้ตัวเองจริง ๆ
“เสวี่ยเวย ทำไมเ้าทำหน้าเช่นนั้นล่ะ? หรือว่ายังใอยู่?” หลินฉยงหันมามองนาง แววตาของเขายังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม
เสวี่ยเวยสูดลมหายใจลึก ระงับความแค้นที่แทบจะะเิออกมา นางคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูห่างเหินออกมา
“ขอบคุณซื่อจื่อที่เป็ห่วงเ้าค่ะ เสวี่ยเวยเพียงแต่อ่อนเพลียเล็กน้อย อยากจะกลับจวนไปพักผ่อนแล้วเ้าค่ะ”
หลินฉยงขมวดคิ้วเล็กน้อย ปกติหนิงเสวี่ยเวยมักจะร่าเริงและพยายามหาเื่คุยกับเขาเสมอ แต่วันนี้นางกลับดูนิ่งเงียบและเยือกเย็นอย่างประหลาด
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปส่งพวกเ้าที่จวนเอง” หลินฉยงอาสา
ระหว่างทางกลับจวน หนิงเสวี่ยหรานและหลินฉยงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานภายในรถม้า โดยมีหนิงเสวี่ยเวยนั่งหลับตาพริ้มอยู่อีกมุมหนึ่ง นางไม่ได้หลับจริงๆ แต่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
‘การจะทำลายคนทั้งสอง ไม่ใช่เพียงแค่การฆ่าให้ตาย แต่คือการทำให้พวกเขาค่อยๆ สูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไปทีละอย่าง... สำหรับหนิงเสวี่ยหราน คือรูปโฉม อำนาจและชื่อเสียง ส่วนหลินฉยง คือความรักที่เขามีต่อหนิงเสวี่ยหรานและตำแหน่งเจิ้งกั๋วกง’
เมื่อรถม้ามาจอดที่หน้าจวนหนิงหย่วนโหว ท่านโหวและฮูหยินต่างรีบออกมาต้อนรับด้วยความร้อนใจ
หนิงเสวี่ยเวยแสร้งทำเป็ใและเหนื่อยล้าจนท่านโหวต้องรีบให้คนพานางกลับไปยังเรือนพัก
กลางดึกคืนนั้น หนิงเสวี่ยเวยนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางมองกระจกทองเหลือง เห็นเงาสะท้อนของเด็กสาวตัวน้อยที่ดูไร้พิษสง
นางหยิบกรรไกรตัดด้ายขึ้นมา แล้วค่อยๆ ตัดปลายผมของตนเองทิ้งทีละนิด ราวกับเป็การตัดขาดจากความอ่อนแอในอดีต
“คุณหนู... ทำอะไรเ้าคะ!” ชุ่ยจูที่เดินเข้ามาเห็นถึงกับอุทาน
“ชุ่ยจู... นับจากนี้ไป หากใครถามว่าข้าหายไปไหนที่ร้านเป่าอวี้ไจ ให้บอกว่าข้าอยู่กับเ้าตลอดเวลา ข้าเล่นอยู่กับลูกแมวขาวตัวน้อยในสวนดอกไม้หลังร้าน เข้าใจไหม?” น้ำเสียงของเสวี่ยเวยเย็นเยียบจนชุ่ยจูต้องรีบพยักหน้ารับคำ
“เ้าค่ะ... ข้าน้อยทราบแล้ว”
หนิงเสวี่ยเวยมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาว ราวกับเป็ลางบอกเหตุถึงพายุที่กำลังจะเริ่มก่อตัวขึ้นในจวนโหวแห่งนี้
‘หนิงเสวี่ยหราน... หลินฉยง... ชีวิตที่พวกเ้าเคยพรากจากข้าไป ข้าจะทวงคืนมันมาพร้อมดอกเบี้ยที่พวกเ้าคาดไม่ถึงเลยทีเดียว!’
นางหยิบเศษผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเืขององค์ชายสามออกมาดู
นี่คือหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานนี้ ตราบใดที่โจวเฉิงอวี้ยังมีชีวิตอยู่ และเขารู้ว่าใครคือผู้ที่ช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ
หมากกระดานนี้ หนิงเสวี่ยเวยก็เป็ฝ่ายกุมชัยชนะไปกว่าครึ่งแล้ว
เช้าวันต่อมา กลิ่นหอมของโจ๊กเอ็นหอยและเครื่องเคียงเลิศรสลอยอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ของจวนหนิงหย่วนโหว บรรยากาศควรจะเต็มไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัว
แต่สำหรับหนิงเสวี่ยเวย มันกลับเป็เพียงโรงละครฉากใหญ่ที่ตอกย้ำความเ็ปในใจนาง
บนโต๊ะอาหาร หนิงหย่วนโหวฮูหยินหรือก็คือมารดาของนาง กำลังประคองมือของหนิงเสวี่ยหรานไว้อย่างทะนุถนอม แววตาที่มองบุตรสาวคนโตนั้นเต็มไปด้วยความรักและความกังวลจนแทบจะล้นออกมา
“หรานเอ๋อร์ของแม่ เมื่อวานเ้าคงขวัญเสียมากใช่หรือไม่? แม่ได้ยินว่ามีเหตุวุ่นวายใกล้ร้านเป่าอวี้ไจ ซ้ำเ้ายังต้องเปลี่ยนชุดวุ่นวายไปหมด แม่ให้คนเตรียมรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดไว้ให้เ้าแล้ว กินเสียหน่อยนะลูกจะได้สดชื่นขึ้น” ฮูหยินเอ่ยพลางใช้ช้อนเงินตักรังนกส่งถึงปากบุตรสาว
“ท่านแม่... ข้าไม่เป็ไรมากหรอกเ้าค่ะ เพียงแต่ใเล็กน้อยที่เห็นทหารวิ่งกันวุ่นวาย” หนิงเสวี่ยหรานตอบด้วยเสียงอ่อนหวาน ปรายตามองมาทางหนิงเสวี่ยเวยเล็กน้อย
“โชคดีที่ซื่อจื่อมาช่วยดูแลพวกเราเ้าค่ะ”
“นั่นสินะ หลินฉยงช่างเป็เด็กที่ใช้การได้จริงๆ รู้จักห่วงใยเ้าถึงเพียงนี้” ฮูหยินยิ้มละไม ก่อนจะหันมามองหนิงเสวี่ยเวยที่นั่งนิ่งเงียบอยู่อีกมุมหนึ่งของโต๊ะ
ทันทีที่สบตากับบุตรสาวคนรอง แววตาที่เคยอบอุ่นดุจวสันตฤดูของฮูหยิน ก็แปรเปลี่ยนเป็ความเ็าและตำหนิติเตียนในพริบตา
“ส่วนเ้า เสวี่ยเวย... แม่บอกเ้ากี่ครั้งแล้วว่าให้เดินตามพี่สาวเอาไว้ อย่ามัวแต่เล่นซนซุกซนจนพลัดหลงกัน เมื่อวานเ้าหายไปไหนมา? ชุ่ยจูบอกว่าเ้าไปวิ่งไล่ตามแมว ช่างไร้กิริยาของบุตรสาวขุนนางเสียจริง หากเื่นี้หลุดไปถึงหูคนนอก เขาจะหาว่าจวนโหวของเราสั่งสอนบุตรสาวได้ไม่ดี!”
หนิงเสวี่ยเวยวางตะเกียบลงอย่างใจเย็น นางมองดูชามโจ๊กตรงหน้าที่เย็นชืด ไร้ซึ่งรังนกหรือของบำรุงใดๆ เหมือนของพี่สาว ความลำเอียงนี้ในชาติก่อนเคยทำให้นางแอบไปร้องไห้ใต้ต้นเหมยบ่อยครั้ง แต่นางในตอนนี้กลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่า
“ลูกขออภัยเ้าค่ะท่านแม่ ต่อไปลูกจะระวังตัวให้มากกว่านี้” หนิงเสวี่ยเวยตอบเพียงสั้นๆ ไม่คิดจะแก้ตัวหรือเรียกร้องความสนใจ
“ระวังตัวงั้นหรือ? เ้าพูดคำนี้มาเป็ร้อยครั้งแล้ว” ฮูหยินสะบัดแขนเสื้ออย่างรำคาญใจ
“ดูพี่สาวของเ้าเป็ตัวอย่างสิ สง่างาม สุขุม เรียบร้อย อีกไม่กี่วันจะต้องเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกเหมยของฮองเฮา ข้ากลัวนักว่าเ้าจะไปทำตัวขายหน้าในวังหลวง”
“ท่านแม่เ้าคะ อย่าว่าน้องรองเลยเ้าค่ะ นางยังเด็กนัก” หนิงเสวี่ยหรานแสร้งทำเป็ช่วยพูด แต่น้ำเสียงกลับแฝงความนัยว่าหนิงเสวี่ยเวยนั้น ‘ไม่โต’ และ ‘ไม่ได้เื่’
“หรานเอ๋อร์ เ้าก็ใจดีกับนางเกินไป” ฮูหยินหันไปลูบศีรษะหนิงเสวี่ยหรานอีกครั้ง
“งานเลี้ยงในวังหลวงครั้งนี้สำคัญนัก ฮองเฮาทรง้าทอดพระเนตรกิริยาของเ้า เพราะข่าวลือเื่สมรสพระราชทานกับองค์ชายสามเริ่มมีเค้าลางแล้ว เ้าจะต้องงดงามที่สุด แม่ได้สั่งให้ช่างเย็บปักตัดชุดโดยใช้แพรไหมเมฆาจากเจียงหนานมาให้เ้าโดยเฉพาะเลยนะ”
“แล้วของน้องรองล่ะเ้าคะ?” เสวี่ยหรานแกล้งถาม
“ของนางก็… ให้สวมชุดที่เ้าไม่ชอบใจที่ตัดเมื่อเดือนก่อนไปเถอะ อย่างไรเสียในงานนั้น สายตาของทุกคนคงจับจ้องมาที่เ้าเพียงคนเดียวอยู่แล้ว เสวี่ยเวยไปร่วมงานก็เพื่อเป็ไม้ประดับให้เ้าเท่านั้น”
คำพูดของมารดาเปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจ แต่หนิงเสวี่ยเวยกลับยกยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก
‘ผ้าแพรไหมเมฆางั้นหรือ? ในชาติก่อน ชุดนั้นแหละที่ทำให้หนิงเสวี่ยหรานโดดเด่นจนองค์ชายสามสะดุดตา แต่ในชาตินี้... ข้าจะทำให้ผ้าผืนนั้นกลายเป็บ่วงคล้องคอของเ้าเอง’
หลังมื้ออาหารที่แสนอึดอัด หนิงเสวี่ยเวยเดินเลี่ยงออกมาที่สวนหย่อมท้ายจวน นางเห็นหลินฉยงยืนรออยู่ใต้ต้นหลิว ดูเหมือนเขาจะมาหาหนิงเสวี่ยหรานอีกตามเคย
“เสวี่ยเวย” หลินฉยงเรียกนางไว้เมื่อเห็นนางกำลังจะเดินผ่านไป
“วันนี้เ้าเป็อะไรไปหรือ? เหตุใดจึงดูนิ่งไปนะ ข้าสังเกตั้แ่เมื่อวานที่ร้านเครื่องประดับแล้ว มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า?”
เขายังคงสวมหน้ากากบุรุษผู้แสนดี แววตาของเขาดูเหมือนจะห่วงใยแต่หากมองลึกเข้าไป แววตานั้นมันช่างว่างเปล่า
หนิงเสวี่ยเวยจำได้ว่าในชาติก่อน เขาเคยพูดว่า
‘ข้าแต่งงานกับเ้าเพราะสงสารที่เ้าถูกมารดาเมินเฉยมาตลอด หากข้าไม่ยอมแต่งกับเ้า ก็ไม่รู้ว่ามารดาของเ้าจะหาบุรุษเช่นไรมาแต่งเ้าออกไป’
แต่ความจริงเขาแต่งกับนางเพื่อใช้นางเป็เครื่องมือให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับหนิงเสวี่ยหรานต่างหาก หรืออีกนัยหนึ่งอาจพูดได้ว่า เขาเห็นนางเป็เพียงตัวตายตัวแทนของหนิงเสวี่ยหรานเท่านั้น
“ซื่อจื่อกังวลเกินไปแล้วเ้าค่ะ เสวี่ยเวยเพียงแต่คิดถึงเื่งานเลี้ยงในวังหลวง” นางเงยหน้าสบตาเขา แววตานิ่งลึกจนหลินฉยงรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด
“และข้ากำลังคิดว่า... บางอย่างที่ดูสวยงามภายนอก แท้จริงแล้วอาจจะเน่าเฟะอยู่ข้างในก็ได้ ท่านว่าจริงไหมเ้าคะ?”
หลินฉยงชะงักไปครู่หนึ่ง
“เ้า… กำลังหมายถึงอะไร?”
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เปรียบเปรยถึงดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรย” หนิงเสวี่ยเวยคลี่ยิ้มบาง ย่อกายลงเล็กน้อย
“พี่ใหญ่รอท่านอยู่ที่ศาลาริมน้ำเ้าค่ะ เชิญท่านตามสบาย”
นางเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้หลินฉยงยืนขมวดคิ้วอยู่ลำพัง
เขาเริ่มรู้สึกว่าหนิงเสวี่ยเวยที่เขารู้จัก... เด็กหญิงที่มักจะวิ่งตามเขาและเรียก ‘พี่ชายหลิน’ ด้วยเสียงสดใส บัดนี้หายไปแล้ว เหลือเพียงสตรีที่ดูลึกลับและเ็าประดุจน้ำแข็ง
.
.
ไม่อยากรอ จิ้มเลยค่าาา~~~ ↓⇩↓https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTg5MTU2MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQyMDkzNCI7fQ