บทที่ 2 องค์หญิงไร้เวทย์มนตร์
ในหมู่เจ็ดอาณาจักร นาวาริธ นับว่าเป็เมืองหลวงแห่งเวทมนตร์
ยอดนักเวทย์แห่งเจ็ดอาณาจักร จะอย่างไรล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับนาวาริธแห่งนี้ทั้งสิ้น บางรายเกิดที่นี่ ศึกษาวิชาเวทย์มนตร์ก่อนย้ายถิ่นฐานไปสู่อาณาจักรอื่น ยังมีบางรายหลังจากพบพลังเวทมนตร์ในตัว จึงเดินทางมาศึกษาวิธีการควบคุมพลังกับนักเวทย์ชั้นยอดที่นี่
สิบแปดปีก่อน นาวาริธเกิดากับเทพาธ อีกหนึ่งนครที่ศึกษาแนวทางการใช้เวทมนตร์อีกเส้นทางหนึ่งจนเกิดแนวทางที่ขัดแย้งกัน าที่ยืดเยื้อนานปีจบลงด้วยชัยชนะของนาวาริธทว่าต้องแลกด้วยชีวิตขององค์าาในไม่กี่ปีต่อมา
นับแต่นั้นมา นาวาริธจึงถูกปกครองภายใต้ราชอำนาจของราชินีออเรเลีย ยอดนักเวทย์หญิงอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน
ทว่าปกครองได้ไม่นาน ข่าวลือหนาหูพลันสะพัดขึ้นภายใน
ว่ากันว่าราชินีตั้งครรภ์อ่อนๆยามเสร็จศึก ต่อมาให้กำเนิดองค์หญิงองค์หนึ่ง ทว่าองค์หญิงน้อยกลับไร้ซึ่งพลังเวทมนตร์
แต่ข่าวลืออยู่ไม่นาน เพราะเมื่อองค์หญิงไพมีราเติบใหญ่ขึ้น นางย่อมยังมีพลังเวทมนตร์ตามสายเืกำเนิด จากนั้นถูกส่งเข้าศึกษาโรงเรียนเวทมนตร์แห่งราชสำนัก ข่าวลือจึงสงบลง
วันนี้นางอายุสิบแปดปี กำลังนั่งรถม้ากลับจากนอกเมือง เพื่อเข้าร่วมงานสังสรรค์ประจำปีในพระราชวังนาวาริธ
ระหว่างทางกลับพบเื่ราวน่าสนใจที่หน้าร้านสุราแห่งหนึ่ง
สตรีชนบทเงยหน้าขึ้นพบฝักดาบชี้อยู่กึ่งกลางใบหน้า
“เป็ข้าแพ้แล้ว” นางกล่าว
พลันเกิดเสียงคิกคักหัวร่อขึ้นในหมู่ชาวบ้านที่นั่งอยู่ด้านนอกร้านสุรา
“หัวร่ออันใด” พลทหารนั้นลดฝักดาบที่ชี้ลง หันไปถาม ยามนี้โทสะมันคลายแล้ว อย่างไรสตรีนางนี้ยังเป็สตรี มันกลับรู้สึกลงมือรุนแรงเกินไป
“ท่านทหาร” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว “ท่านที่แท้ขาขาดไปแล้ว กลับทำเป็ไม่รู้ พาลจู่โจมนางต่อ เรียกเป็ชนะได้อย่างไร”
“พวกเ้า..” พลทหารนั้นคิดทุ่มเถียง ทว่านายกองของมันกลับขัดไว้
“นับว่าเสมอกันเถิด” อลัน นายกองทหารเข้าขวางระหว่างคนทั้งสอง พลางยึดเอาฝักดาบของพลทหารนั้นไป และเดินไปเก็บอีกอันที่ตกอยู่ “เป็พวกข้าก่อเื่ ค่าเนื้อวันนี้เป็พวกข้ารับผิดชอบเอง”
กล่าวจบยังยื่นห่อผ้าอีกห่อหนึ่งให้กับนาง “นี่เป็เนื้อหอมห่อหนึ่ง เมื่อครู่เ้ายังทานไม่อิ่มดี รับไปเถิด”
สตรีชนบทนั้นหันมองโดยรอบ ทุกผู้คนในที่นี้ ล้วนมากับพวกเป็กลุ่ม บ้างกลุ่มเล็ก บ้างกลุ่มใหญ่
มีเพียงนางที่มาเพียงลำพัง
นั่นทำให้นางหงุดหงิดยิ่ง
“ข้าไม่ใช่สายลับ กลับเป็ขอทานหรือ” นางกล่าวไม่แยแส หันกายหมายเดินจากไป
พลทหารนั้นคล้ายโทสะกรุ่นขึ้นอีกครั้ง ทว่าก่อนจะได้กล่าวอันใด ยามนั้นพลันปรากฏขบวนเสด็จผ่านทางมา
ผู้นำขบวนนั้นสวมเกราะหนักประทับตรา “จันทร์เสี้ยวเหนือทิวเขา” ตราประจำกององครักษ์หลวง เดินตรงมายังจุดเกิดเหตุไม่สงบนี้
พลทหารทั้งหมดพลันสำรวมกิริยา ค้อมเอวลง
“เป็ผู้ใดก่อความไม่สงบ” นายทหารผู้นำขบวนกล่าว สุ้มเสียงกังวาน ทำเอาทุกคนรอบบริเวณเงียบเสียงลง
“เรียนองครักษ์ เป็เื่เข้าใจผิดกัน” อลัน นายกองทหารออกหน้าตอบคำ
“เข้าใจผิดเช่นนั้นหรือ” องครักษ์รับฟัง จากนั้นหันไปทางหญิงชนบทนั้น “เป็เขาเข้าใจผิด หรือท่านเข้าใจผิด”
“เป็พวกเขาเข้าใจผิด” นางตอบ ท่าทีรำคาญใจยิ่ง “ครั้งแรกเข้าใจผิดว่าข้าเป็สายลับ ครั้งที่สองเข้าใจผิดว่าข้าเป็ขอทาน”
โทสะที่สงบลงของพลทหารนั้นกลับพุ่งพล่านขึ้นมาอีก “เ้าเลิกกล่าวเหลวไหลต่อหน้าราชองครักษ์”
“ไม่เช่นนั้นเป็อย่างไร” ด้วยท่าร่างฉับไว พริบตาเดียวนางพลันเข้าประชิดองครักษ์นั้น ชักดาบขององครักษ์ออกมา “จะจับกุมหรือสังหารก็เข้ามา”
พลทหารนั้นก็หยิบดาบขึ้นมา “ท่านองครักษ์ สตรีนางนี้ความเป็มาไม่แน่ชัด กลับมีฝีมือผิดปกติ เห็นควรตรวจสอบโดยละเอียด”
นายกองนั้นสังเกตท่าทีองครักษ์แม้ถูกสตรีชนบทหยิบดาบออกจากฝักทว่าไม่แสดงท่าทีขัดขืน คิดในใจผิดปกติยิ่ง
องครักษ์อย่างเขามีหรือจะเห็นชาวบ้านชนบทชั้นต่ำอยู่ในสายตา
คิดดังนั้นจึงหมายปรามพลทหารลูกน้องในสังกัดตัวเอง ทว่านางกลับกล่าวขึ้นก่อน
“ฝีมือเพียงเล็กน้อย ไม่เทียบเท่าพลทหารท่าน เมื่อครู่ถูกท่านทำร้ายพ่ายแพ้ไป มีอันใดผิดปกติ”
“ท่าน ทำร้าย ..นาง หรือ” องครักษ์กล่าวถาม
นายกองทหารรู้สึกผิดท่าอย่างยิ่ง ออกหน้าหมายหยุดเหตุโดยเร็ว โค้งคำนับองครักษ์นั้น “เป็เหตุเข้าใจผิดกัน เข้าใจผิดกันแล้ว”
“ท่านนายกองไยไม่สืบให้แน่ชัด” พลทหารนั้นเดือดดาลยิ่ง
“อยากสืบก็เข้ามา” สตรีนั้น แม้ไม่เดือดดาลเท่าใด ทว่ารำคาญใจอย่างยิ่ง กวัดแกว่งดาบในท่าเตรียมพร้อม
“เลิกตีกันเถิด” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากในรถม้า ที่ตามหลังองครักษ์ผู้นำขบวนนั้นมา “เลิกตีกัน เลิกตีกัน วันนี้วันดีรื่นเริง ดื่มกินในวันนี้ให้ข้าเลี้ยงทั้งหมด”
เสียงนั้นกังวานสดใส เป็เสียงสตรีอายุไม่เกินยี่สิบนางหนึ่ง
หลังสิ้นเสียงรถม้าพลันหยุดลง ประตูรถม้าเปิดออก คนทั้งหมดในพื้นที่พลันคุกเข่าลง
องค์หญิงไพมีรา องค์หญิงแห่งราชินีออเรเลียพลันปรากฏกายขึ้นจากในรถม้านั้น
สุ้มเสียงว่าสดใส รูปโฉมสดใสยิ่งกว่า แต่งกายใต้อาภรณ์ขาวสะอาดขับเน้นความสง่างามยิ่งขึ้นไปอีก ชายใดหากเผลอมอง แม้ทราบควรก้มหน้าทว่ายังยอมเสี่ยงชีวิตขอมองอีกครู่หนึ่ง
“ทั้งหมดล้วนเข้าใจผิดกัน” นางกล่าวย้ำ “หยุดวิวาทแล้วดื่มกินเถิด”
องค์หญิงหันมองรอบด้าน ทั้งหมดล้วนคุกเข่า ยกเว้นสตรีชนบทนางหนึ่ง กลับไม่คุกเข่าต่อนาง
“พี่สาวท่านนี้” นางลงจากรถม้า พลางผายมือเข้าหาด้านใน “ดูท่า ท่านต้องเดินทางอีกไกล ให้ข้าไปส่งได้หรือไม่”
สตรีชนบทนางนั้นลังเลวูบหนึ่ง จากนั้นจึงสอดดาบกลับเข้าไปในฝักที่ข้างเอวองครักษ์ เดินขึ้นรถไป ไม่กล่าวขอบคุณใดแม้แต่คำเดียว
องค์หญิงยิ้มให้นาง จากนั้นจึงหันกลับมาที่ร้านสุรานั้น “ท่านเ้าของร้าน วันนี้ทุกท่านล้วนดื่มกินไม่เสียค่าใช้จ่าย ท่านลงบัญชีไว้แล้วส่งไปที่วังใหญ่เถิด”
ชายชราเ้าของร้านเก้ๆกังๆเดินออกมาตอบรับ “เป็พระมหากรุณาธิคุณ”
พลทหารนั้นคล้ายยังไม่ยินยอม จะลุกขึ้นรายงานกลับถูกนายกองมันกดหัวไหล่ไว้
จวบจนขบวนเสด็จทั้งหมดจากไป จึงผุดลุกขึ้น
“ท่านนายกอง” พลทหารนั้นกล่าว “เหตุใดปล่อยให้นางขึ้นราชรถไปกับองค์หญิงเช่นนั้น”
“เป็เ้าไร้สมอง” อลัน นายกองนั้นกล่าว พลางทรุดนั่งลงที่โต๊ะด้านนอกนั้น ยกสุราที่ชายชรานำมาให้ขึ้นดื่มอึกหนึ่ง “เ้าดูองครักษ์นั้น แม้นางชักดาบมันออกมา มันไม่กระดิกตัวแม้แต่น้อย หากสมองยังมี ลองใช้ดูเถิด”
“เป็เช่นนั้น” พลทหารนั้นคิดตามจึงเห็นพ้อง “นาง แท้จริงแล้วเป็ผู้ใด”
นายกองนั้นดื่มไปอีกอึกหนึ่ง
“เ้าเคยได้ยินข่าวลือเื่องค์หญิงผู้ไร้เวทมนตร์นั้นหรือไม่” นายกองกล่าวเสียงเบา
“เื่นั้น…” พลทหารทั้งสู่สุมหัวเข้าใกล้กัน เื่ซุบซิบนินทาเช่นนี้ ล้วนไม่อาจพูดคุยกันเสียงดังเกินไป
“องค์หญิงใดหรือ” เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นข้างหูพวกมัน ทั้งสี่ล้วนตระหนกใยิ่ง ะโปราดออกจากกัน
ผู้มาใหม่นั้น กลับเป็ชายชรานายหนึ่ง ข้างกายเหน็บไว้ด้วยดาบยาว แต่งกายด้วยชุดหนังรัดกุม คล้ายเป็ผู้คุ้มกันพ่อค้านายหนึ่ง
อึดใจหนึ่ง รอทหารทั้งสี่รวบรวมกำลังขวัญจึงกล่าว “ไม่มีเื่อันใด เป็องค์หญิงไพมีรา เมื่อครู่นางเพิ่งผ่านมา เลี้ยงสุราอาหารทั้งร้าน ท่านลุงท่านนี้เพิ่งมาถึง มื้อเย็นนี้ท่านก็กินที่นี่เถอะ กินจนอิ่มไม่เสียเงินสักเหรียญเดียว”
“เป็องค์หญิงหรือ” ชายชรานั้นกล่าว “พวกท่านไปที่ใดแล้ว”
“ไปทางวังหลวง” พลทหารกล่าว “ยังพานาง…” พูดไม่ทันจบคำกลับโดนนายกองกระทุ้งศอกใส่
ชายชรามองแว่บหนึ่ง จึงกล่าว “ไปทางนั้นหรือ เช่นนั้นข้าต้องไปแล้ว พวกท่านดื่มกินให้เต็มที่เถิด”
จากนั้นจึงจากไปอีกคน
ปล่อยให้ทหารกองนั้นนั่งดื่มสุราเงียบๆกันสี่นาย
นายกองนั้นพลันกล่าวขึ้นแ่เบา “ชายผู้นั้น ดูคุ้นตาหรือไม่”
พลทหารที่เหลือพลันไม่คิดสืบความใดแล้ว “ช่างเถิดๆ เื่ราวมากหลาย รู้น้อยลงหนึ่งเื่ ปวดหัวน้อยลงหนึ่งส่วน ส่วนที่เหลือให้สุราบรรเทาแล้วกัน”
ภายในรถม้า
“ท่านพี่ไยไปทานมื้อเย็นที่ร้านเช่นนั้น” องค์หญิงกล่าวถาม “ท่านเองก็ทราบ วันนี้ในวังมีงานเลี้ยง ท่านเองไม่คิดเข้าร่วมหรือ?”
“เป็วันนี้หรือ” สตรีชนบทนั้นกล่าวเรียบเฉย “ข้าคิดว่าเป็วันมะรืนเสียอีก”
“ท่านพี่หลงวันแล้ว” องค์หญิงหัวร่อหยอกล้อ “ข้าเองแท้จริงแล้วคิดออกไปหาท่านพี่ที่เรือนท่านผู้บัญชาการ ครั้นไปถึงกลับไม่พบทั้งท่าน ไม่พบทั้งผู้บัญชาการ คาดว่าวันนี้ไม่อาจพบพานท่านแล้ว”
“ไปหาข้าไยกัน” สตรีชนบทถาม
“บ้านท่านผู้บัญชาการมีกระจกหรือไม่” องค์หญิงถาม “ดูท่านแต่งตัววันนี้ ไม่ใช่แต่งตัวเช่นนี้หรือ จึงมีคนมองท่านเป็สายลับ เป็ขอทาน”
“หากรังเกียจนัก” นางหันมามอง “ก็ปล่อยเราลงตรงนี้เถิด เดี๋ยวเราเดินตามเข้าไปเอง”
“ปล่อยให้ท่านเดินจากไปหรือ” องค์หญิงปราม พลางเอื้อมมือไปยังกล่องหนึ่งที่ด้านข้าง “ที่ข้าไปหาท่านวันนี้ เพื่อนำอาภรณ์เหล่านี้ไปให้ท่าน วันนี้ในวังมีงานใหญ่ อย่าแต่งกายด้วยชุดนี้เข้าไปเลย”
นางเปิดกล่องออก ภายในปรากฏเป็ผ้าแพรพรรณสะอาดสะอ้าน เครื่องประดับหรูหราออกแบบมาอย่างเข้ากัน
“ลำบากองค์หญิงแล้ว” นางกล่าว “ทว่าชุดนี้ล้ำค่าเกินไป ให้คนสูงศักดิ์เช่นท่านสวมใส่เรียกว่าสมฐานะ ให้คนอย่าข้าสวมใส่ จึงเรียกเสียของแล้ว”
“อย่างท่านพี่ จึงเรียกงดงามไม่แพ้ใครในนาวาริธ” องค์หญิงกล่าวพลางหยิบเครื่องประดับขึ้นมา “รถม้าคันนี้มุ่งหน้าตรงสู่วังจันทร์เสี้ยวของข้า ทันทีที่ไปถึง ท่านพี่อาบน้ำสักหน่อย ทำผม แต่งกายประทินโฉมสักเล็กน้อย เท่านี้ก็ไม่มีใครตำหนิเสียของแล้ว”
สตรีชนบทนั้น เมื่อครู่สู้รบหวาดเสียวอันตรายกลับเรียบเฉย ยามนี้ได้ยินคำทำผมแต่งหน้า กลับแตกตื่นขึ้นมาแล้ว
“เช่นนั้นกลับไม่จำเป็” นางกล่าวเสียงตระหนก “หยุดรถ”
“อย่าหยุดรถเด็ดขาด” องค์หญิงสั่งการ
ทว่ารถก็ยังหยุดลง
องค์หญิงสงสัยยิ่ง ไยคนรถไม่ฟังคำสั่งนาง ทว่าก่อนคิดคำใด ประตูรถม้าพลันเปิดออก
ชายชราผู้นั้นพลันก้าวขึ้นรถมา ประตูรถม้าพลันปิดลง รถม้าพลันเคลื่อนตัวต่อ
“ท่านผู้บัญชาการ” องค์หญิงร้องด้วยความตื่นเต้น “วันนี้ไปหาท่านไม่พบ กลับเป็ท่านมาหาข้าเอง”
“ผู้บัญชาการใดกัน” ชายชรานั้นกล่าว “ข้าน้อย เคลัน ไม่ได้ถือยศตำแหน่งเป็ผู้บัญชาการมาเนิ่นนานแล้ว ขอองค์หญิงหยุดเรียกชายชราเช่นนั้นเถิด ส่วนท่าน องค์หญิงเมวีเลีย…”
“องค์หญิงใดกัน” สตรีชนบท องค์หญิงเมวีเลีย นั้น กล่าวตอบ “อาจารย์ ท่านไม่ให้ผู้คนเรียกท่านผู้บัญชาการ ยังเรียกหาข้าเป็องค์หญิงหรือ”
ที่แท้นางมีศักดิ์เป็ถึงองค์หญิงอีกคนหนึ่ง
“อาจารย์เคลัน” องค์หญิงเรียกใหม่ “ท่านมาหาข้า มีธุระอันใดหรือ”
“ธุระของข้าวันนี้มีเื่เดียว” ชายชรา เคลันนั้นกล่าว “มีเพียงนำองค์หญิงเมวีเลียไปร่วมงานในวัง มิคาดตกบ่ายนางกลับหายไปจากลานซ้อมที่บ้านข้า ตามหาเท่าใดกลับไม่พบ ระหว่างทางได้ยินเื่ราวที่หน้าร้านสุราจึงเร่งรุดไปดู จึงได้ยินว่านางขึ้นรถมากับท่านแล้ว ไม่รอช้าจึงรีบติดตามมา”
“ที่แท้ท่านพี่ไม่ได้หลงลืมวัน” องค์หญิงไพมีรากล่าวแย้มยิ้ม “ท่านคิดหลบหน้าจริงๆ”
“องค์หญิงไม่ต้องเป็กังวล” เคลันกล่าว “ข้าอยู่นี่แล้ว องค์หญิงใหญ่ไม่อาจหลบหนีไปไหนได้อีก”