จ้าวหานเฟิงพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวสติที่เหลืออยู่เอาไว้อย่างสุดกำลังในขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนและบิดเบี้ยวไปทุกขณะศัตรูยังคงโถมเข้ามาดั่งระลอกคลื่นที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง
"ข้าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ใต้ผืนดินอันเยือกเย็นแห่งนี้จริงๆหรือ..."เขาพึมพำกับตนเองในใจ ความรู้สึกเริ่มขาดตอนจากโลกภายนอกเสียงดาบปะทะและเสียงโห่ร้องกลายเป็เพียงเสียงอื้ออึงที่ห่างไกลร่างกายที่เคยแข็งแกร่งกลับหนักอึ้งดั่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะพราดท่าเสียทีให้แก่คมดาบที่ฟาดฟันลงมากลับมีอ้อมกอดและแผ่นอกแกร่งดั่งภูผาเข้ามาประคองร่างที่สั่นเทาของเขาไว้ได้ทันท่วงทีกลิ่นอายของบุรุษเพศที่ทรงอำนาจและกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งห้อมล้อมกายเขาไว้
"เ้าเก่งมาก...ที่สามารถยื้อชีวิตเอาไว้ได้นานถึงเพียงนี้"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำทรงพลังทว่าแฝงไปด้วยความพึงใจอย่างประหลาด จ้าวหานเฟิงพยายามหรี่ตาที่พร่ามัวมองแต่กลับเห็นเพียงโครงร่างเงาสูงใหญ่ที่ดูทะมึนและน่าเกรงขามเขาไม่มีแรงพอที่จะจำแนกได้ว่าเ้าของเสียงนั้นคือใคร
"ทหาร! สังหารพวกมันให้สิ้นอย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็เหี้ยมหาญและเด็ดขาดนั้นสั่งการกึกก้องไปทั่วหุบเขาเ้าของเสียงนั้นจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก แม่ทัพเซียวหลงเหยียน วีรบุรุษผู้เป็ตำนานนั่นเองด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์และสังหรณ์ใจแปลกประหลาดเขาจึงตัดสินใจนำทัพออกมารับเหล่านายกองหน้าใหม่ด้วยตนเองถึงครึ่งทางและภาพที่ปรากฏก็เป็ไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้... ขบวนเดินทางถูกซุ่มโจมตีอย่างหนัก
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ภายใต้การนำของจอมทัพไร้พ่ายกองทัพฏที่เคยบ้าคลั่งก็ถูกจัดการจนราบคาบทิ้งไว้เพียงซากศพและคาวเืที่นองแผ่นดิน
ส่วนทางด้านของ จ้าวหานเฟิง เมื่อความตึงเครียดสุดท้ายมลายไปพร้อมกับการได้รับความคุ้มครองจากอ้อมแขนที่แข็งแกร่งสติที่ประคับประคองมานานก็ขาดสะบั้นลงร่างของเพชรเม็ดงามแห่งแผ่นดินสิ้นสติไปในอ้อมกอดของราชสีห์ผู้หิวโหยโดยหารู้ไม่ว่า...
หลุมพรางแห่งกามารมณ์ที่รออยู่ในค่ายทหารนั้นอาจน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคมดาบของศัตรูที่เขาเพิ่งรอดพ้นมา!
เมื่อเพลิงแห่งสมรภูมิมอดดับลงร่างที่ไร้สติของจ้าวหานเฟิงถูกจัดให้นอนทอดกายอยู่ภายในรถม้าที่มุ่งหน้าสู่ค่ายทหารท่านแม่ทัพเซียวหลงเหยียนหาได้ละทิ้งระยะห่างไม่เขายังคงควบม้าคู่ใจเคียงข้างรถม้าคันนั้นอย่างเงียบเชียบั์ตาคมปลาบจับจ้องไปยังร่างของนายกองหนุ่มผ่านช่องม่านที่ปลิวไสวประกายตาของเขาวาววับด้วยเพลิงตัณหาที่ยากจะ มอดดับ
"ช่างเป็ความงดงามที่แฝงไปด้วยความองอาจ..."
จอมทัพพึมพำกับตนเองด้วยเสียงพร่าลมหายใจเริ่มหอบกระชั้นจากความหิวโหยในรูปโฉมของเหยื่อที่ตนหมายตาไว้มานาน มินานนักขบวนทัพก็เคลื่อนเข้าสู่สมรภูมิเขาเทียนหลงภาพที่ปรากฏคือค่ายทหารขนาดมหึมากระโจมนับร้อยตั้งเรียงรายดูดุดันและน่าเกรงขามภายใต้แสงตะวันรอน
"นายกองผู้นี้มีความดีความชอบในการรบ...นำเขาไปไว้ที่กระโจมพักของข้า!"
ท่านแม่ทัพออกคำสั่งเสียงเฉียบขาดที่ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง
"ขอรับ!" ทหารรับใช้เร่งปฏิบัติตามคำบัญชาประคองร่างของจ้าวหานเฟิงเข้าไปยังอาณาเขตส่วนตัวของจอมทัพซึ่งเป็สถานที่หวงห้ามและมิดชิดที่สุดในค่าย
ในขณะนั้นหมอทหารที่คอยตรวจดูอาการระหว่างทางได้ก้าวเข้ามารายงานด้วยความนอบน้อม "เรียนท่านแม่ทัพนายกองหนุ่มผู้นี้ฝืนใช้พลังกายจนเกินขีดจำกัดจนร่างกายทรุดโทรมคาดว่าคงต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อยจนถึงรุ่งสางของวันพรุ่งจึงจะเริ่มฟื้นคืนสติได้ขอรับ"
เซียวหลงเหยียนพยักหน้าช้าๆสายตายังคงจับจ้องไปที่ม่านกระโจมที่ปิดสนิท"คนหนุ่มก็มักเป็เช่นนี้...มักรักเกียรติยศจนหลงลืมกำลังตนเอง"
เมื่อม่านราตรีคลี่ตัวปกคลุมทั่วสมรภูมิเขาเทียนหลงแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ก็สาวเท้ากลับเข้าสู่กระโจมส่วนตัวด้วยความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาตลอดทั้งวันทว่าทันทีที่สายตาคมกริบปะทะเข้ากับร่างที่นอนทอดกายอยู่บนแคร่ไม้หนานุ่มความอ่อนเพลียทั้งมวลกลับมลายหายไปสิ้นแทนที่ด้วยความตื่นตัวแห่งสัญชาตญาณนักล่าที่รุนแรงกว่าคราใด
จ้าวหานเฟิงยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันลึกซึ้งลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกถึงความอ่อนเพลียจากการตรากตรำศึกหนักใบหน้าที่เคยองอาจยามถือดาบบัดนี้กลับดูหมดจดราวกับหยกสลักชั้นเลิศภายใต้แสงตะเกียงสลัวที่วูบไหว
"ยามเ้าหลับใหล...เ้าช่างดูสง่างามและน่ารุกรานยิ่งนัก"
จอมทัพพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายมือหนาที่กร้านจากการจับศาสตราวุธค่อยๆเอื้อมออกไปััผิวพรรณของชายชาตรีอย่างแ่เบาเขาเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ของนายกองหนุ่มผู้ไร้สติออกอย่างช้าๆเผยให้เห็นแผ่นอกแกร่งและมัดกล้ามที่เรียงตัวสวยงามตามแบบฉบับนักรบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
เมื่อความลุ่มหลงเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะจนสิ้นมือของท่านแม่ทัพก็เคลื่อนต่ำลงสู่จุดกึ่งกลางกายของจ้าวหานเฟิงอย่างย่ามใจสายตาของเขาจับจ้องส่วนที่แสดงถึงความเป็ชายด้วยความหลงใหลก่อนจะเริ่มบีบนวดคลึงเคล้นอย่างหนักสลับเบาตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
"อื้อ... อื้อ..."
เสียงครางเครือในลำคอดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดสนิทร่างกายของจ้าวหานเฟิงตอบสนองต่อััรุกรานตามสัญชาตญาณแม้สติจะยังติดอยู่ในภวังค์แห่งความฝันใบหน้าของเพชรเม็ดงามเริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความเสียวซ่านที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
เซียวหลงเหยียนยกยิ้มอย่างพึงใจั์ตาฉายแววผู้ชนะเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเหยื่อใต้ร่างในค่ำคืนที่เงียบสงัดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจนี้ราชสีห์กำลังจะเริ่มลิ้มรสอันโอชะที่เขาเฝ้าหมายตามาแสนนาน...โดยที่จ้าวหานเฟิงยังไม่รู้ตัวเลยว่าเกียรติยศที่เขาเพียรรักษาไว้เพื่อภรรยาและลูกกำลังจะถูกทดสอบด้วยไฟตัณหาของชายผู้เป็นายเหนือหัว!
ในห้วงนิทราอันล้ำลึก สติของจ้าวหานเฟิงคล้ายหลุดลอยเข้าไปในโลกแห่งความฝันที่โอบล้อมด้วยหมู่เมฆาขาวสะอาดตาเบื้องหน้าของเขาคือ ไป๋เหม่ยหลาน สตรีผู้เป็ดวงใจที่ยืนส่งยิ้มละไมรอรับเขาอยู่
"ข้ารักเ้า...ข้าคิดถึงเ้าเหลือเกิน"
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยความโหยหาเขาโผเข้าโอบกอดนางไว้แนบอกด้วยความรักสุดหัวใจก่อนจะมอบรสจูบอันดื่มด่ำนุ่มนวลที่แปรเปลี่ยนเป็เร่าร้อนตามแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน
ทว่าในโลกแห่งความเป็จริง...ริมฝีปากที่เขากำลังบดจูบอย่างหิวกระหายนั้น กลับเป็ริมฝีปากของ แม่ทัพเซียวหลง เหยียน ผู้กำลังตักตวงความหวานจากนายกองหนุ่มอย่างย่ามใจ
"เ้าคงคิดถึงบ้านมากสินะ...ถ้าเช่นนั้น ข้าจะทำให้เ้ารู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้กลับบ้านเอง"
จอมทัพจ้องมองความแข็งขึงดุดันของชายชาตรีที่พองขยายท้าทายสายตาั์ตาของเขาเป็ประกายวาววับด้วยความกำหนัด ในค่ำคืนที่เปลี่ยวเหงาเช่นนี้บุปผาเหล็กแห่งสนามรบเช่นเขาปรารถนาจะลิ้มลองรสชาติอันดิบเถื่อนของยอดบุรุษเบื้องหน้ายิ่งนัก
"ข้าจะช่วยรีดเร้นพิษรักที่อัดอั้นนี้ให้เ้าเอง..."
แม่ทัพเซียวโน้มกายลงละเลงลิ้นลิ้มรสความแกร่งกร้าวที่ทั้งยิ่งใหญ่และยาวเหยียดนั้นด้วยความเต็มใจยิ่งในขณะที่ภาพฝันของจ้าวหานเฟิงกลับปรากฏภาพฮูหยินรักกำลังปรนนิบัติเขาอย่างหิวกระหายจนน่าประหลาดใจ
"ไป๋เหม่ยหลาน...เ้าไปหิวโหยมาจากที่ใดกัน..." ชายหนุ่มละเมอเสียงแ่ความกระสันรัญจวนจู่โจมจนร่างกายเสียวสะท้านเสียจนแทบขาดใจ
"อ๊า...!"
ในที่สุดหยาดธารสีขาวขุ่นอันร้อนระอุระลอกใหญ่ก็ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้นในโลกแห่งความจริงท่านแม่ทัพใช้เรียวลิ้นเก็บเกี่ยวหยาดเกสรแห่งบุรุษเพศนั้นอย่างละเมียดละไมด้วยความอิ่มเอมใจก่อนจะจัดการสวมใส่อาภรณ์คืนให้กับนายกองหนุ่มอย่างเรียบร้อยและรัดกุม
เขาลูบไล้ใบหน้าของจ้าวหานเฟิงเป็ครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาก่อนจะทิ้งให้เพชรเม็ดงามจมดิ่งอยู่ในนิทราต่อไป...ราวกับว่าเื่ราวเร่าร้อนในค่ำคืนนี้เป็เพียงความฝันที่จางหายไปพร้อมกับสายลมหนาวเพียงเท่านั้นโดยที่จ้าวหานเฟิงไม่มีวันรู้เลยว่าเกียรติยศของเขาได้ถูกตีตราจองโดยจอมทัพผู้นี้เสียแล้ว