เมื่อหลิวชุนฮวามองซ้ายมองขวาแล้วเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ ก็ทำสีหน้าเคร่งขรึมแล้วพูดด้วยเสียงต่ำ “ไม่ต้องห่วง แม่มีวิธีที่จะบีบบังคับให้จิ่งเยี่ยนกุยลาออกจากโรงเรียน แล้วยอมลงใต้ไปทำงานหาเงินส่งเสียพวกแกสามคนเรียนหนังสือ”
สำหรับเื่นี้ หล่อนคิดวางแผนไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว หล่อนเลี้ยงดูจิ่งเยี่ยนกุยมาจนโตขนาดนี้ ตอนนี้ถึงเวลาที่ควรได้รับผลตอบแทนแล้ว
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเบะปาก “แต่วันนี้เธอกับฟางเสียนจือพยุงกันลงมาจากเขา ถ้าเื่นี้หลุดออกไป ฟางเสียนจือจะมาสู่ขอเธอหรือเปล่า?”
หลิวชุนฮวาพูดอย่างมั่นใจ “การที่พวกเขาลงจากูเามาด้วยกันไม่ได้มีปัญหาอะไร ฟางเสียนจือไม่มีทางมาสู่ขอเธอหรอก! เพียงแต่ครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยโชคดีจริงๆ ที่เจอฟางเสียนจือ แต่ไม่สำคัญ ถึงแม้บ้านตระกูลฟางจะหาหมอมารักษาเธอก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอะไร”
“แกก็อย่าไปฟังคำพูดของยายเด็กนั่น ฟางเสียนจือเป็ถึงใครกัน จะชอบเธอได้ยังไง!”
หลิวชุนฮวาไม่เคยคิดที่จะให้จิ่งเยี่ยนกุยแต่งงาน ถึงแม้จิ่งเยี่ยนกุยแต่งงานออกไปแล้วได้สินสอดจำนวนมากก็ตาม แต่เงินจำนวนนั้นก็มีจำกัด สิ่งที่ฉลาดยิ่งกว่าก็คือการให้จิ่งเยี่ยนกุยทำงานหาเงินให้ตระกูลจิ่งตลอดไป
ดังนั้น ถึงแม้ฟางเสียนจือจะตกหลุมรักจิ่งเยี่ยนกุยจริงๆ หลิวชุนฮวาก็ไม่มีทางยอมให้จิ่งเยี่ยนกุยแต่งเข้าตระกูลฟาง สำหรับหล่อนแล้ว การแต่งงานกับตระกูลฟางนั้นคือ การช่วยให้จิ่งเยี่ยนกุยได้สุขสบาย!
จิ่งเยี่ยนกุยเป็แค่เด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง มีสิทธิ์อะไรมาสุขสบาย?
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยคิดแล้วก็เห็นด้วย ตระกูลฟางนอกจากจะเป็ตระกูลที่มีการศึกษาแล้ว ยังเป็เศรษฐีใหญ่ของหมู่บ้านด้วย บ้านของพวกเขาปูด้วยกระเบื้องระยิบระยับ เป็ที่น่าอิจฉาของผู้คนจริงๆ
หล่อนพูดเบาๆ ว่า “แม่ ครั้งนี้ตระกูลฟางพูดเองว่าจิ่งเยี่ยนกุยช่วยฟางเสียนจือไว้ เราควรจะใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์กับตระกูลฟาง แล้วหลังจากนั้น…”
หล่อนพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มหน้าแดงเล็กน้อย “จากนั้นก็ให้หนูแต่งงานเข้าตระกูลฟาง”
หลิวชุนฮวาได้ยินดังนั้นก็ตาเป็ประกาย ทำไมหล่อนถึงไม่คิดเื่นี้มาก่อนนะ!
ฟางเสียนจือเป็ผู้ชายที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน ถ้าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยได้แต่งงานกับเขา จากนี้ไปก็มีความสุขไม่จบไม่สิ้น และยังช่วยเหลือครอบครัวฝั่งแม่ได้อีกด้วย
ถึงแม้ตระกูลฟางจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับตระกูลอื่นมากนัก แม้ว่าพวกหล่อนจะพยายามเข้าหาอยู่บ้าง แต่ยังเป็เื่ยาก
หล่อนพูดด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวเยวี่ย ลูกสาวแม่นี่ฉลาดจริงๆ ถ้าลูกแต่งเข้าตระกูลฟางได้ อย่างนั้นก็ดีเลย!”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยพูดเขินๆ “แม่ ตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ”
“ถ้ายังไม่มีอะไรเกิดขึ้น งั้นเราก็ต้องสร้างมันขึ้นมา” หลิวชุนฮวาพูดอย่างภาคภูมิใจ “ เสี่ยวเยวี่ยลูกสาวแม่สวยขนาดนี้ แถมยังฉลาดอีกต่างหาก ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับฟางเสียนจือ ตอนนี้มีโอกาสแล้ว ต้องทำให้เขาชอบลูกได้แน่นอน”
สมัยสาวๆ หลิวชุนฮวาเคยเป็สาวสวยประจำหมู่บ้าน จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็รูปร่างหน้าตาเหมือนกับหล่อน ถ้าไม่มีจิ่งเยี่ยนกุยคอยข่มเอาไว้ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็คงเป็สาวสวยประจำหมู่บ้านอิ๋นซานเหมือนกัน
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเอนพิงหลิวชุนฮวาแล้วพูดว่า “ถ้าหนูแต่งเข้าตระกูลฟางได้ หนูจะพาแม่ไปอยู่เมืองหลวง ใช้ชีวิตดีๆ อยู่สุขสบาย”
ฟางเสียนจือทำงานอยู่ในเมืองหลวง การตั้งถิ่นฐานในเมืองจึงเป็เพียงเื่ของเวลาเท่านั้น
แค่หลิวชุนฮวานึกถึงความเป็ไปได้นั้น ก็รู้สึกดีใจราวกับมีดอกไม้เบ่งบานอยู่ในใจ “เสี่ยวเยวี่ยลูกสาวแม่ช่างเป็เด็กที่กตัญญูเสียจริง ไม่เสียแรงที่แม่เอ็นดู!”
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงดังมาจากหน้าประตู “มีใครอยู่บ้านบ้างไหม?”
หลิวชุนฮวาชะโงกหน้าออกไปดู ก็พบว่าเป็เจียงอี่โหลวแม่ของฟางเสียนจือ ซึ่งในมือของเธอถือของขวัญมากมาย หลิวชุนฮวาจึงรีบพาจิ่งเสี่ยวเยวี่ยออกมา “พี่เจียงมาที่นี่ได้ยังไงกัน?”
เมื่อเจียงอี่โหลวได้ยินคำพูดนี้ก็แสดงสีหน้านิ่งๆ โดยปกติแล้ว ตระกูลฟางกับตระกูลจิ่งก็ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน หลิวชุนฮวาเปิดปากพูดขึ้นมาก็เรียกเธอว่าพี่ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง!
เพียงแต่เจียงอี่โหลวเป็คนมีการศึกษา ใบหน้าเลยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ยังคงยิ้มแล้วพูดต่อ “ฉันมาขอบคุณ วันนี้ต้องขอบคุณเยี่ยนกุยที่ช่วยเสียนจือลูกฉันเอาไว้ แถมยังช่วยพาเขาลงจากูเาอีก ได้ยินมาว่าตอนที่ช่วยเสียนจือลูกฉัน เยี่ยนกุยก็ได้รับาเ็ด้วย ฉันเลยตั้งใจแวะมาเยี่ยม”
วันนี้ฟางเสียนจือกลับบ้านพร้อมกับอาการาเ็ เจียงอี่โหลวจึงรีบไปเชิญหมอมาดูอาการเขาทันที หลังจากหมอทำแผลให้เสร็จแล้ว เขายังขอให้คุณหมอมาทำแผลให้จิ่งเยี่ยนกุยด้วย เดิมทีเจียงอี่โหลวก็อยากจะมาที่นี่ั้แ่ตอนนั้นแล้ว แต่ฟางเสียนจือขอให้เธอเตรียมของขวัญก่อนแล้วค่อยมา เลยมาช้ากว่าหมอนิดหน่อย
หลิวชุนฮวามองดูสิ่งของที่เจียงอี่โหลวถืออยู่ มีทั้งถุงใหญ่และถุงเล็กเต็มไปหมด ซึ่งมีมูลค่าประมาณร้อยกว่าหยวน หล่อนดีใจจนยิ้มไม่หุบ แต่กลับพูดว่า “พี่เจียงเกรงใจเกินไปแล้ว”
เจียงอี่โหลวยกยิ้ม นึกถึงคำพูดที่ฟางเสียนจือบอกกับเธอก่อนออกจากบ้านวันนี้ เธอยิ้มพร้อมกับถามว่า “เยี่ยนกุยอยู่ที่ไหน? ฉันขอเข้าไปเยี่ยมหน่อย”
สีหน้าของหลิวชุนฮวาดูชะงักไปชั่วขณะ การใช้ให้เด็กที่าเ็ไปถอนหญ้าในสวนผักไม่ใช่เื่ที่น่าภูมิใจ อีกทั้งหล่อนยังอยากให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยแต่งงานกับฟางเสียนจือ จึงอยากสร้างภาพลักษณ์แม่ที่ดีต่อหน้าเจียงอี่โหลว
สมองหล่อนแล่นรวดเร็ว แล้วพูดว่า “เยี่ยนกุยเป็เด็กที่อยู่นิ่งไม่ได้ พอได้ยินว่าแผลตัวเองไม่ร้ายแรง ก็รีบไปทำงานที่ไร่ ฉันรั้งยังไงก็รั้งไม่อยู่ เสี่ยวเยวี่ย ไปเรียกพี่สาวกลับมาซิ”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยตอบรับคำ แล้วออกไปตามหาจิ่งเยี่ยนกุย
หล่อนตามหาทั่วสวนผักของบ้านตระกูลจิ่ง แต่ก็ไม่เจอจิ่งเยี่ยนกุยเลย กลับเห็นว่าเธอมาแอบงีบหลับอยู่ที่กองฟาง!
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยฉุนขึ้นมาทันที วันนี้จิ่งเยี่ยนกุยไม่ยอมไปถอนหญ้าในสวนตามที่หลิวชุนฮวาบอก แต่กลับมาหลับที่นี่! มันน่าเหลืออดจริงๆ!
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยมองไปที่ข้างกองฟาง แล้วพบกับนาข้าวขั้นบันไดที่สูงประมาณหนึ่งจั้ง [1] ในนาข้าวขั้นบันไดที่ตอนนี้พึ่งปลูกข้าวเสร็จ มีทั้งน้ำและโคลน ถ้าออกแรงถีบสักหน่อย จิ่งเยี่ยนกุยก็จะตกลงไปในนาข้าว
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยรู้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยมีแผลอยู่ที่หัว และหมอบอกว่าห้ามให้แผลโดนน้ำ ถ้าทำให้จิ่งเยี่ยนกุยตกลงไปในน้ำโคลน แผลก็จะยิ่งแย่ลง ถึงตอนนั้นก็จะถูกหล่อนกับแม่จัดการง่ายขึ้น
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเดินเข้าไปหาจิ่งเยี่ยนกุยแล้วถีบอย่างแรง แท้จริงแล้วจิ่งเยี่ยนกุยเห็นหล่อนั้แ่ต้น ในขณะที่หล่อนกำลังจะออกแรงถีบ จิ่งเยี่ยนกุยก็รีบหลบไปข้างๆ ด้วยความว่องไว
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยออกแรงถีบอย่างแรง แต่ลูกถีบนี้กลับพบความว่างเปล่า จนเสียหลักล้มลงไปในทุ่งนาข้าวข้างกองฟาง
จิ่งเยี่ยนกุยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น จิ่งเสี่ยวเยวี่ยผลักเธอตกหน้าผาแล้ววางแผนหลอกกันเช่นนี้ เธอจะไม่ยอมปล่อยความแค้นนี้ไว้แน่ ตอนนี้ขอเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ก่อนแล้วกัน
ใช่แล้ว ตำแหน่งของกองฟางกองนี้ จิ่งเยี่ยนกุยจงใจเลือกโดยเฉพาะ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยดูเหมือนจะอ่อนโยน แต่จริงๆ แล้วร้ายกาจมาก พอเห็นเธอหลับอยู่ที่นี่คงไม่วายใช้เท้าถีบเธอแน่นอน เื่ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างจากการวางกับดักไว้รอจิ่งเสี่ยวเยวี่ย
จิ่งเยี่ยนกุยแกล้งทำเหมือนรู้สึกตัวเพราะเสียงดัง พลันะโออกมาว่า “ เสี่ยวเยวี่ย ทำไมถึงได้ตกลงไปในนาข้าวล่ะ? ไม่เป็อะไรใช่มั้ย!”
เสียงะโของเธอทำให้ชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ใกล้ๆ ต่างก็หันมามอง เห็นเพียงจิ่งเสี่ยวเยวี่ยยืนเนื้อตัวเปื้อนโคลนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบดิน เสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบเนื้อ เผยให้เห็นรูปร่างที่เติบใหญ่มาอย่างดีของหญิงสาว พลันดึงดูดสายตาแทะโลมของชายหนุ่มผู้เกียจคร้านบางคนที่อยู่แถวนั้น
————————————————————————————————————
[1] จั้ง 丈 หมายถึง หน่วยวัดความสูง ซึ่งความสูง 1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร