นับั้แ่ครั้งแรกที่เธอลืมตาดูโลก โลกทั้งใบก็ปฏิเสธเธอ…
เธอมีชื่อว่า เฟิ่งหลัน เด็กสาวจากเมืองชนบทอันห่างไกล เพราะเกิดมาเป็ตัวซวย บิดามารดาจึงต้องจากไปั้แ่อายุยังน้อย เมื่อกลายเป็เด็กกำพร้าก็ถูกรับเลี้ยงโดยญาติพี่น้องทางฝั่งบิดามารดา
เดิมทีญาติที่รับเธอไปเลี้ยงนั้นใจดีเป็อย่างมาก เขามองเธอเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง และเขาก็คือน้องชายของพ่อเธอ ซึ่งเป็ญาติที่ใกล้ชิดที่สุดกับเธอคนหนึ่ง
แต่แล้วเขาก็กลับจากไปในวันที่เธอย้ายเข้าไปอยู่ได้ไม่กี่เดือน ญาติๆ ต่างรับรู้ถึงข่าวลือนี้ ดังนั้นจึงไม่กล้ารับเธอไปเลี้ยง
แต่สุดท้ายก็ยังมีคนใจดีรับเธอไปเลี้ยงดู ทว่าเขาก็ถูกโชคร้ายของเธอกลืนกิน จากบ้านที่ร่ำรวยก็กลับล้มละลาย
เพราะขัดสนจึงย้ายเธอออกไปอีกครั้ง หลายต่อหลายครั้งเธอถูกส่งออกไปในเวลาเพียงไม่กี่เดือน หรือเพียงไม่กี่สัปดาห์
เธอรู้สึกแย่มากที่กลายเป็ภาระของคนอื่น ทุกคนต่างดีกับเธอ แม้ว่าจะมีบางคนที่ทำตัวเลวร้ายกับเธอ แต่นั่นก็เทียบไม่ได้กับสิ่งที่เธอนำพามาให้พวกเขา
เธอคือดาวร้าย คนดวงซวยที่ถูกทำนายั้แ่เด็กว่าจะทำให้คนอื่นและตัวเองต้องโชคร้าย และไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนมันได้
เธอท้อแท้และสิ้นหวัง แต่แล้วคนคนหนึ่งก็ได้ฉุดเธอขึ้นมาจากความคิดลบๆ
“หลานย่า”
คุณย่าที่อายุมากถึงเจ็ดสิบปีแล้วหันกลับมายิ้มให้กับเธอ
เฟิ่งหลันที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียน เมื่อเห็นว่าคุณย่าอุตส่าห์เดินออกมาต้อนรับเธอก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ
“คุณย่า เย็นแล้ว ลมก็แรง ออกมาเดี๋ยวก็ป่วยหรอกค่ะ” เธอกล่าวบ่นอย่างไม่จริงจังนะ ก่อนที่จะรีบเดินเข้าไปช่วยประคองคุณย่ากลับเข้าไปในบ้าน
ในบ้านนั้น เป็บ้านขนาดเล็กที่ถูกจัดไว้อย่างเรียบง่าย ไร้ซึ่งข้าวของที่ไม่จำเป็ ด้านหน้าบ้านมีสวนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยพืชผัก ที่แม้จะแห้งตายไปบางส่วน แต่ก็มีให้พอกิน
แต่ในความเป็จริงแล้ว ในตอนที่เธอยังมาไม่ถึง ความเป็อยู่ของคุณย่ายังดีกว่าตอนนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็รู้สึกเศร้าอีกครั้ง
แต่ในตอนที่เธอเศร้า เธอกลับรู้สึกได้ถึงฝ่ามือคู่หนึ่ง
“ไม่ใช่ความผิดของหนูหรอกนะ” คุณย่ากล่าวพร้อมกับยิ้มอบอุ่นให้กับเธอ
เฟิ่งหลันที่ได้ยินอย่างนั้นก็น้ำตาคลอ
ไม่เคยมีใครกล่าวกับเธอแบบนั้น ทุกคนล้วนกล่าวว่ามันเป็ความผิดของเธอ แต่ย่าของเธอกลับไม่เคยโทษเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“คุณย่า…” เธอกล่าวพร้อมกับกอดย่าของเธอด้วยความซาบซึ้งใจ
ย่าเองก็ไม่ปล่อยให้เธอต้องโดดเดี่ยว ฝ่ามือเหี่ยวย่นแต่อบอุ่นนั้นยังคงลูบหัวของเธอเบาๆ
“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผล โชคชะตาไม่ใช่ทุกสิ่ง หนูแค่ต้องใช้ชีวิตต่อไป อย่ายอมแพ้ ต่อสู้กับมัน ต่อให้สุดท้ายจะไม่ชนะ แต่อย่างน้อยหนูก็ได้พยายาม ได้ลองเลือกชีวิตด้วยตัวของหนูเอง เข้าใจมั้ย”
“ค่ะย่า” เธอพยักหน้าทั้งน้ำตา
“เด็กดี”
หลังจากวันนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ใช้คำพูดของคุณย่าเป็แรงผลักดันของเธอ
แค่ต้องลองเลือกชีวิตด้วยตัวเอง…
ดังนั้นเธอจึงมุ่งมั่น แม้ว่าบ่อยครั้งจะโชคร้ายและต้องเสียน้ำตาให้กับมัน
เธออดทนและพยายาม อดทนและพยายาม
มีเพียงสิ่งนั้นที่เธอสามารถจะทำได้
กระนั้นบางสิ่งบางอย่าง เธอก็ไม่อาจควบคุม ในฤดูใบไม้ผลิที่ฤดูหนาวผ่านพ้นไป ในตอนที่เธออายุได้สิบแปดปี คุณย่าก็ได้จากไป
เธอยืนอยู่หน้าหลุดศพของคุณย่าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
คุณย่าเสียไปเพราะโรคร้าย แม้คุณย่าจะบอกเสมอว่าเธออย่าโทษตัวเอง แต่เธอก็ยังโทษตัวเอง
“ขอโทษค่ะย่า…” เธอกล่าวเสียงสั่น มองหลุดศพของคุณย่าทั้งน้ำตา
มันเป็เพราะเธอ…
ทุกคนที่เห็นหน้าเธอล้วนกล่าวกับเธอแบบนั้น
เธอไม่ได้ตั้งใจ แต่คุณย่าก็ยังจากไป
โดยปกติแล้วเธอไม่เคยขี้แย เธอไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นง่ายๆ แต่ในเวลานี้เธอกลับร้องไห้และร้องออกมาด้วยความเ็ป
เธอส่งเสียงดัง เธอไม่อายใคร แม้ญาติๆ ยังคงมองเธอจากทางด้านหลัง เธอก็ไม่สนใจ
เธอก็แค่อยากให้คุณย่ากลับมา เธอก็แค่ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน เธอก็แค่ไม่อยากเกิดมาเป็ตัวซวย
แต่ทำไมถึงได้เป็แบบนี้…
เธอได้แต่สงสัยถึงชะตาที่โหดร้ายต่อเธอ
ในขณะที่เธอยังโทษตัวเอง ในตอนที่เธอแทบจะไร้เรี่ยวแรง ในตอนที่เธอแทบจะไม่หลงเหลือสติ ไม่รู้ว่าเป็เพราะเธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอกลับััได้ถึงความอบอุ่นที่กำลังลูบหัวของเธอเบาๆ
มันเบาบางราวกับลม แต่เสียงที่เกิดขึ้นนั้น ใช่เธอหูฝาดหรือเปล่า
‘ไม่ใช่เพราะหนูหรอกนะ’
เธอได้ยินเสียงที่คุ้นเคยอยู่ข้างหู
เธอพลันหันกลับไปมอง แต่เธอกลับไม่เห็นอะไร
“คุณย่า…” เธอร้องเรียกราวกับเด็กน้อยที่หลงทาง
ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย คุณย่าก็ยังไม่เคยโทษเธอ คุณย่าไม่เคยโทษเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในตอนนั้นเธอพลันรู้สึกว่า บางทีนี่อาจเป็ความโชคดีหนึ่งในชีวิตของเธอ เป็สิ่งที่ไม่ใช่เพราะลิขิตฟ้าหรือ์ แต่เป็คุณย่าที่เลือกจะรักเธอด้วยตัวเอง…
…