อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 5 ผลักให้ห่างออกไป (3)

    เสียงโทรศัพท์ของเธอที่ดังขึ้นไม่ได้ทำให้รสาเรียกความสนใจของตัวเองไปได้เลย แต่เสียงประตูรั้วของบ้านที่เปิดออกทำให้มือบางที่กำลังทำงานอยู่ชะงัก เธอค่อย ๆ วางพู่กันลงก่อนจะค่อย ๆ เดินออกไปยังโถงของบ้าน ก็เห็นร่างของสองแม่ลูกเดินเข้ามาพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะเบ้ปากออกมา“บ้านสวย ๆ กลับกลายเป็นบ้านที่ไม่ต่างกับบ้านร้าง เพราะอยู่ในมือคนดูแลไม่เป็นก็อย่างนี้แหละ” รสาฟังเสียงของผู้หญิงที่ตีผมกะบังพูดขึ้นด้วยแววตาเรียบนิ่ง“ถึงพวกเธออยากได้ ฉันก็ไม่ยกให้” รสาพูดเสียงเรียบ“ใครจะไปอยากได้ของเธอกันย่ะ บ้านสับปะรังเคของเธอน่ะ” สิตาพูดขึ้นก่อนจะกวาดตามองราวกับกำลังดูถูกหญิงสาวที่ดูจะไม่สะทกสะท้านกับอะไร “คุณแม่คะ เอาซองให้มันไปให้จบ ๆ เถอะค่ะ ไม่อยากอยู่บ้านผีสิงนาน ๆ”“เอาไปยัยปลิง” ซองจดหมายถูกโยนใส่เธอ หญิงสาวเพียงแค่มองซองจดหมายค่อย ๆ ร่วงลงไปบนพื้น“เช็คที่คุณปกรณ์ให้เธอ เธอมันปลิงที่คิดจะเกาะครอบครัวของฉันไปทั้งชาติ” รัตนาพูดจบก็เดินสะบัดหน้าหนีไปพร้อมกับลูกสาว รสายืนนิ่งจนกระทั่งเสียงรถออกไปไกล นิ้วเรียวเคาะบนข้างขาตัวเองอย่างอดทนระหว่างรอให้สองแม่ลูกนั้นจากไป หญิงสาวค่อย ๆ ก้มลงหยิบซองจดหมายขึ้นก่อนจะเปิดออกก็เห็นเป็นเช็คที่ใส่จำนวนเงินหลักแสนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเพียงแค่ยกมุมปากราวกับกำลังเย้ยหยันเมื่อเห็นสิ่งที่แนบมาด้วย“น่าขยะแขยงชะมัด” รสาพูดออกมาอย่างรังเกียจซองที่อยู่ในมือ แต่เธอทำได้เพียงแค่มองซองนิ่งก่อนที่จะเดินไปปิดประตูที่สองแม่ลูกที่มีปัญญาที่จะเปิดออก แต่ไม่มีปัญญาที่จะปิดเหมือนอย่างทุกครั้งที่มาเหยียบที่นี่รสาหมดอารมณ์ที่จะทำงานต่อไป เธอเดินขึ้นห้องของตัวเองที่ตั้งแต่มาถึงยังไม่ได้เหยียบย่างเข้าไป ถึงแม้เธอจะเดินเข้าไปภายในห้อง แต่สายตาของเธอก็สำรวจภายในห้องของตัวเองไปเงียบ ๆ หญิงสาวเดินไปยืนกลางห้องก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วเดินขึ้นไปล้มตัวนอนหลับตาบนเตียงนิ่งการเดินทางคงจะใกล้สิ้นสุดสักที รสาคิดพร้อมกับค่อย ๆ คลายซองจดหมายที่กำแน่นในมือออก เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมเธอถึงโชคร้ายรอดมาจากเรื่องราวครั้งนั้นด้วย เธอได้แต่ถามตัวเองว่าถ้าวันนั้นเธอตายไปพร้อมกับสองคนนั้น มันจะเป็นยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอแน่ใจ เธอไม่ต้องอยู่กับเรื่องราวบ้า ๆ พวกนี้รสากลับมาใช้ชีวิตปกติของเธอ แต่สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ปกติสักเท่าไร เพราะทั้งวันเธอไม่ได้คุยกับใครด้วยซ้ำ ชีวิตเธอมีแต่ห้องนอน ห้องครัว และห้องวาดภาพ อาหารการกินถูกเตรียมเอาไว้จนสามารถอยู่ได้เป็นเดือนด้วยซ้ำออด~ ออด~เสียงออดที่แทบไม่มีใครมากดดังขึ้นเรียกสายตาจากหญิงสาวที่นั่งยองกอดเข่าตัวเองดูเค้กที่กำลังอบอยู่ในตู้อบขนาดใหญ่ หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นก่อนจะเดินไปทางหน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่มากดออดหน้าบ้าน หญิงสาวก็กดเปิดรั้วให้เข้ามาก่อนจะเปิดประตูบ้านออกมายืนรอ“ผมมาเอาเอกสารของท่าน” ทันทีที่ภาวินลงจากรถก็ตรงมาพูดธุระที่ทำให้ตัวเองมาถึงนี่“ไม่ว่าง” รสาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในบ้านอย่างไม่สนใจแขกที่ตัวเองไม่ได้เชิญ ถ้าจะให้พูดตามความเป็นจริง เธอไม่เคยเชิญใครมาที่นี่ด้วยซ้ำรสาเดินกลับเข้าไปภายในห้องครัวก่อนจะนั่งยองลงกอดเข่าตัวเองแล้วมองดูก้อนเค้กที่ค่อย ๆ ฟูฟ่องอยู่ภายในตู้อบเหมือนเดิม ภาวินที่เดินตามเจ้าของบ้านเข้ามาในทีแรกคิดว่าเธอจะติดธุระอะไรสำคัญ แต่ไม่ว่างของเธอกลับหมายถึงการมามองก้อนเค้กที่กำลังอบอยู่อย่างนี้ เมื่อชายหนุ่มเห็นอย่างนั้นเส้นเลือดที่ขมับของภาวินก็เริ่มกระตุกขึ้นเหมือนกัน“รสา ไม่ว่างของเธอคือการมานั่งมองเค้กอยู่น่ะเหรอ” ภาวินพยายามถามขึ้นอย่างใจเย็น ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะเป็นระเบิดอารมณ์ของเขาได้เสมอ แค่เพียงเธอทำราวกับว่าเขาไร้ค่า ไร้ความหมายอย่างนี้“อืม” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็ไปยืนข้างคนที่ตอบออกมาเสียงเรียบ คิ้วหนากระตุกขึ้นอย่างที่เลือดสูบฉีดขึ้นมา“ถ้าเธอจะกรุณาเสียสละเวลาในการดูขนมอบของเธอไปเอาเอกสารของท่านมาให้ผม ผมจะขอบคุณมาก” เสียงที่พยายามควบคุมให้สุภาพเปล่งออกมา แต่คนที่กำลังนั่งกอดเข่าตัวเองดูเค้กก็ไม่ไหวติง“นายคิดว่า ชีวิตของนายหรือฉันมีค่ามากกว่ากัน” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็หรี่ตามองคนถามที่พูดออกมาเสียงเรียบนิ่ง ถึงแม้ปกติรสาจะออกแนวบ้าบอ จนน่าบีบคอจนตาย หรืออยากจะจับโยนถ่วงน้ำในมหาสมุทร แต่เธอไม่เคยถามคำถามแบบนี้“ชีวิตของคนเราทุกคนมีค่าเท่ากัน” ภาวินพูดอย่างนั้น คนที่นั่งกอดเข่าตัวเองเงยหน้าขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนมองคนตอบ เท้าของหญิงสาวค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาภาวินใกล้ขึ้นจนคนชายหนุ่มต้องก้าวถอยหลัง แต่คนที่ก้าวเข้าไปใกล้ด้วยใบหน้าเรียบนิ่งกลับก้าวเข้าไปจนชิดเมื่อภาวินชนเข้ากับเคาน์เตอร์ครัวมือบางค่อย ๆ ยกขึ้นจับใบหน้าของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา “รสา เธอจะทำอะไร”“ชีวิตของคนเรามันไม่เท่ากันหรอกนะ แม้แต่ขีวิตของฉันหรือนายก็ไม่เท่ากัน ลม” รสาพูดขึ้นพร้อมกับมองเข้าไปในดวงตาที่ห่างกันเพียงแค่ลมหายใจกั้น ภาวินมองดวงตากลมที่เหมือนจะมีแววอารมณ์ฉายออกมา ก่อนที่จะหายไปอย่างรวดเร็ว“เพราะเธอไม่เคยเห็นชีวิตใครมีค่าเท่าเธอยังไงล่ะ” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะปัดมือรสาที่จับใบหน้าของตัวเองออกก่อนจะผลักเธอให้ออกห่างจากตัว หญิงสาวกลับยกยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันอะไรบ้างอยู่“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีน่ะสิ นายรออยู่ตรงนี้ แล้วฉันจะไปหยิบมาให้” รสาพูดจบก็เดินออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกอย่างเดิมรสาค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปบนห้องนอนก่อนจะเปิดลิ้นชักหยิบรูปภาพที่ถูกแอบถ่ายออกมาโยนเข้าไปในลิ้นชักก่อนจะหยิบเช็คเงินสดมาเซ็นชื่อลงไปแล้วใส่ลงไปในซองเหมือนอย่างเดิมหญิงสาวเดินลงมาจากชั้นบนตรงไปยังคนที่กำลังยืนดูรูปอยู่ที่โถงบ้าน รสาเดินไปยืนข้าง ๆ ก่อนจะส่งซองจดหมายให้ ภาวินมองก่อนจะรับมาแล้วมองซองจดหมายในมือ“ท่านบอกว่าเอกสารสำคัญ ผมไม่คิดว่าจะมีแค่นี้” ภาวินพูดขึ้นมองอย่างสงสัย“หรือนายจะเช็กดูก่อนก็ได้นะ แต่ฉันคิดว่าท่านของนายจะบอกว่ามันเป็นเอกสารที่ไม่อยากให้ใครรู้ รวมถึงตัวนายด้วย” รสาพูดจบก็เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะจับเสื้อสูทแล้วดึงชายหนุ่มให้ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น รสายืดตัวไปใกล้จนใบหน้าแทบจะชิดใบหน้าของคนที่มองมานิ่ง “ฉันขอเตือนนายว่าถ้าทนความอยากรู้ไม่ได้ ก็ไปเปิดนอกรั้วบ้านฉัน” รสาพูดออกมาเสียงเบาขนาดที่คนฟังแทบจะไม่ได้ยินด้วยซ้ำ หญิงสาวพูดจบก็ผลักตัวเองออก“หมดธุระของนายก็กลับไปได้แล้ว ฉันไม่ส่งนะ” รสาพูดจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปภายในครัวอีกครั้งทันทีภาวินมองซองกระดาษในมือก่อนจะมองไปทางครัว แต่ขาของชายหนุ่มกลับเดินตามไปก็เห็นหญิงสาวกำลังค่อย ๆ เปิดเตาขนมเค้ก แล้วหยิบเค้กออกมาก่อนที่มันจะหลุดมือตกบนพื้น ภาวินมองคนที่มองตามเค้กที่ตกพื้นด้วยใบหน้าเฉยชา ก่อนที่หญิงสาวจะเดินออกจากประตูด้านหลังบ้านไป โดยที่ไม่สนใจเค้กที่ตกลงพื้นด้วยซ้ำรสาเดินออกจากบ้านผ่านแปลงสวนผักที่เหี่ยวเฉาก่อนจะรีบไปเปิดประตูรั้วเล็ก ๆ ออกไป หญิงสาวเดินเข้าไปในป่าหลังบ้าน รสาก้าวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเธอหันไปมองทางที่เดินจากมาก็เห็นต้นไม้ที่บังรั้วบ้านจนมองไม่เห็นแม้แต่ตัวบ้าน แต่เสียงที่เดินตามเธอมากลับไม่หยุดลงรสาค่อย ๆ นั่งหลบหลังต้นไม้ใหญ่ หญิงสาวยกมือตัวเองที่บวมแดงขึ้นมา แต่นั่นไม่เท่ากับข้อมือที่เพียงแค่ขยับนิดเดียวก็เจ็บร้าวขึ้นไปทั้งแขนหญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองเอาไว้แน่นพร้อมกับจับมือตัวเองแน่นขึ้นราวกับอยากจะบรรเทาอาการเจ็บให้จางหายไป แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย ถึงแม้ภายนอกเธอจะเจ็บปวด แต่มันก็ไม่ได้เท่ากับภายใน ที่เธอไม่สามารถแสดงความเจ็บออกมาได้ทั้งที่อยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าบ้านตัวเองแท้ ๆ แบบนี้มันเจ็บปวดยิ่งกว่าความเจ็บที่เธอกำลังรู้สึกตอนนี้เสียอีก-------------------------------------