ถังหลีนอนหลับในบ้านที่เป็ทรัพย์สินของตนเองอย่างมีความสุข ทีแรกนางตั้งใจว่าจะเข้าไปนอนในมิติ เพราะในร้านชำวิเศษของนางมีห้องนอนที่นางจัดไว้สำหรับนอนกลางวันโดยเฉพาะ แต่นางกลับไม่สามารถนอนในมิติได้อย่างที่ใจคิด เพราะเมื่อนางอยู่ในมิติครบหนึ่งชั่วโมง มิติก็จะผลักนางออกมาข้างนอกโดยอัตโนมัติ นางถึงได้รู้ว่ามิติวิเศษของนางก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน แต่อย่างไรหนึ่งชั่วโมงก็พอให้นางใช้เป็สถานที่หลบซ่อนตัวได้เป็อย่างดีหากมีเื่ร้ายเกิดขึ้น
ถังหลีตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า เมื่อคืนนางนอนหลับอย่างเต็มอิ่มและพร้อมที่จะหาเงินก้อนแรกมาจ่ายเป็ค่าซื้อที่ดินแล้ว ก่อนนอนนางก็คิดไว้แล้วว่าวันนี้นางจะอาศัยเกวียนท่านลุงจ้าวเข้าเมือง จากนั้นก็จะเอาของในมิติไปขาย
“สวัสดียามเช้าเ้าค่ะท่านลุงจ้าว พี่เจี่ยงรุ่ย พี่เจี่ยงซี” ถังหลียิ้มทักทายครอบครัวนายพรานจ้าวด้วยรอยยิ้มสดใส
จ้าวเต๋อได้ยินเื่ที่ถังหลีแยกบ้านมาอาศัยอยู่คนเดียว เขามองดูเด็กสาวอย่างนึกสงสาร เด็กสาวคนนี้เกิดหลังลูกสาวคนเล็กของเขาแค่ปีเดียวเท่านั้น แต่นางต้องออกมาสู้ชีวิตเพียงลำพังเพราะบิดาไม่ได้ความ และยังมีมารดาเลี้ยงที่มีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอก ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าจวงหุยเหนียงมีนิสัยเช่นไร มีเพียงถังต้าหลางเท่านั้นที่มองว่าภรรยาใหม่ของตนเองเป็คนดี
“ตื่นมาแต่เช้าเลยนะหลีเอ๋อ เมื่อคืนเป็อย่างไร ที่บ้านหลังใหม่ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง” จ้าวเต๋อยิ้มให้เด็กสาว
“เมื่อคืนข้านอนหลับสบายมากเลยเ้าค่ะท่านลุง” ถังหลียังยิ้มสดใส
จ้าวเจี่ยงรุ่ยมองถังหลีอย่างแปลกใจ ปกติแล้วแม่นางผู้นี้จะเป็คนเงียบขรึมและไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่วันนี้นางเหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคน หรือตอนที่นางยังอาศัยอยู่กับบิดา นางได้รับความทุกข์มามากจนกลายเป็คนเก็บตัว แต่พอได้แยกบ้านออกมา นางถึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง “วันนี้เ้าจะเข้าเมืองหรือ?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะพี่เจี่ยงรุ่ย วันนี้ข้าจะอาศัยเกวียนวัวของพวกท่านเข้าเมืองด้วย ข้าจะเอาของไปขายสักหน่อยเ้าค่ะ”
“เ้าจะเอาอะไรไปขายหรือ? ใช่ผ้าปักหรือไม่ เช่นนั้นเ้าไปพร้อมกับข้าเลยก็ได้ ข้าก็จะเอาผ้าปักเข้าไปขายเหมือนกัน” จ้าวเจี่ยงซีพูดยิ้ม นางกับถังหลีร่างเดิมมักจะขึ้นเขาไปเก็บฟืนด้วยกันบ่อยๆ นางจึงได้รู้ว่าถังหลีมีความเป็อยู่ไม่ค่อยดีนัก พอรู้ว่าถังหลีได้แยกบ้านออกมา นางก็รู้สึกดีใจกับสหายรุ่นน้องไม่น้อย
“ข้าไม่มีฝีมือในการเย็บปักเลยเ้าค่ะ ท่านดูเสื้อผ้าที่ข้าใส่อยู่นี่สิเ้าคะพี่เจี่ยงซี ตะเข็บบิดเบี้ยวยิ่งกว่างูหลังหักเสียอีก” ถังหลียกชายเสื้อขึ้นให้เห็นรอยเย็บที่เ้าของร่างเดิมเย็บเอาไว้ ต้องบอกว่าเื่นี้คือหนึ่งในหลายๆ เื่ที่ตนกับเ้าของร่างเดิมคล้ายกัน
จ้าวเจี่ยงซีเห็นรอยเย็บบิดเบี้ยวนั้นก็ยกมือขึ้นปิดปากขำ “เอาไว้วันหลังข้าจะสอนให้เ้าเย็บผ้าดีหรือไม่”
“ไม่ดีเ้าค่ะ งานที่ต้องใช้ความพยายามแบบนั้นข้าทำไม่ไหวหรอก เอาไว้ให้ข้ามีเงินเยอะๆ ข้าจะซื้อเสื้อผ้าที่ตัดเย็บแล้วมาใส่” ถังหลีรีบปฏิเสธ งานฝีมือต้องอาศัยความประณีตและต้องใช้สมาธิ ไม่เหมือนกับการทำอาหารซึ่งเป็สิ่งที่นางชอบและถนัดมากกว่า
“แต่ทำอย่างนั้นมันสิ้นเปลืองมากเลยนะ เสื้อผ้าตัดเย็บเองราคาถูกกว่ากันมากทีเดียว”
“ข้าถึงบอกว่ารอให้ข้าหาเงินได้เยอะๆ ก่อนอย่างไรเ้าคะ” ถังหลีเดินไปเกาะแขนจ้าวเจี่ยงซี “พี่เจี่ยงซีคนสวย ท่านอย่าพูดเื่น่ากลัวแบบนี้กับข้าอีกนะเ้าคะ แค่คิดว่าตัวเองจะต้องมานั่งสนเข็มแล้วเย็บเสื้อผ้าใส่เอง ข้าก็ปวดตาปวดหลังไปหมดแล้วเ้าค่ะ”
จ้าวเต๋อหัวเราะกับท่าทางของถังหลี “ระวังเถอะ หากบ้านสามีรู้ว่าเ้าทำงานพวกนี้ไม่เป็ ชาตินี้เ้าคงไม่ได้ออกเรือนแล้ว”
“ข้าเพิ่งจะอายุสิบหกปีเท่านั้นเองเ้าค่ะท่านลุง เื่ออกเรือนยังอีกไกล” ถังหลีตอบอย่างไม่สนใจ
จ้าวเจี่ยงรุ่ยมองถังหลีแล้วอมยิ้ม ‘หลีเอ๋อ เ้าเป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ก่อนหน้านั้นข้ายังกลัวว่าเ้าจะเสียใจที่ต้องแยกบ้านออกมาอยู่คนเดียว เห็นอย่างนี้แล้วข้าคงคิดมากไปเอง’
“พี่ใหญ่ ท่านมองหลีเอ๋อแล้วยิ้มทำไมหรือเ้าคะ” จ้าวเจี่ยงซีถามพี่ชาย น้อยครั้งนักที่นางจะเห็นพี่ชายยิ้ม
“ไม่มีอะไรนี่ ข้าแค่เห็นว่าพวกเ้าสองคนคุยกับสนุกดี ข้าก็เลยยิ้มตาม” จ้าวเจี่ยงรุ่ยรีบเดินไปนั่งข้างบิดาที่ตำแหน่งบังคับเกวียน “รีบขึ้นเกวียนเถอะ เดี๋ยวต้องไปรับคนที่หน้าหมู่บ้านอีกหลายคน”
เกวียนวัวมาถึงหน้าประตูเมืองในยามเฉิน (7.00 – 9.00 น.) จ้าวเต๋อรีบบอก “อีกสองชั่วยามให้ทุกคนมาพร้อมกันที่นี่ หากใครมาช้าข้าจะไม่รอ พวกเ้าก็หาทางกลับหมู่บ้านเอาเอง”
ชาวบ้านตอบรับแล้วรีบจ่ายเงินค่าเข้าเมืองเพื่อไปทำธุระของตนเอง
“เ้าจะไปที่ร้านปักผ้ากับข้าก่อนหรือไม่ เสร็จธุระแล้วข้าจะพาเ้าไปทำธุระของเ้าต่อ” จ้าวเจี่ยงซีถามถังหลี
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าตั้งใจว่าจะเอาสมุนไพรตากแห้งไปขายที่ร้านขายยา จากนั้นก็จะไปที่ร้านขายข้าวสารต่อเลยเ้าค่ะ” ถังหลีบอก นางอยากเดินสำรวจเมืองเพื่อหาช่องทางธุรกิจ จึงไม่สะดวกที่จะให้จ้าวเจี่ยงซีไปด้วย
“เ้าไม่ค่อยได้เข้าเมืองบ่อยนัก ให้เจี่ยงซีพาเ้าไปไม่ดีกว่าหรือ” จ้าวเจี่ยงรุ่ยพูดขึ้น
“ไม่เป็ไรจริงๆ เ้าค่ะ ข้าไม่อยากทำให้พี่เจี่ยงซีเสียเวลา”
“ถ้าส่งงานที่ร้านผ้าเสร็จ ข้าไปเดินเป็เพื่อนเ้าได้นะ"
ถังหลีหันไปยิ้มให้จ้าวเจี่ยงซี “ข้าไปคนเดียวได้จริงๆ เ้าค่ะ”
“เอาล่ะ อย่ามามัวเสียเวลาอยู่เลย ในเมื่อหลีเอ๋ออยากไปเดินสำรวจตลาดคนเดียวก็ให้นางไป เ้าก็ไปทำงานของเ้าเถอะ เสร็จแล้วก็รีบกลับมา พ่อจะรอเ้าอยู่ตรงนี้” จ้าวเต๋อบอกลูกสาว จากนั้นเขาก็หันไปมองลูกชาย “เ้าเอาของป่าไปขายเสร็จแล้วก็ซื้อข้าวสารกับแป้งกลับมามากหน่อย เสบียงที่บ้านของเราแทบไม่เหลือแล้ว”
“ขอรับท่านพ่อ” จ้าวเจี่ยงรุ่ยรับคำ
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ” ถังหลีไม่อยากเสียเวลาแล้ว นางต้องรีบไปดูว่ามีช่องทางไหนที่นางจะหาเงินได้บ้าง นางมีเวลาห้าวันที่ต้องหาเงินให้ได้สิบห้าตำลึง
“รีบไปจัดการธุระให้เรียบร้อยเถอะ อย่าลืมว่าเ้ามีเวลาแค่สองชั่วยาม” จ้าวเต๋อบอก
“ข้าจะรีบไปรีบกลับนะเ้าคะ” ถังหลีเดินเข้าประตูเมืองไป
ณ เป่ยจินถัง
ถังหลียืนอยู่หน้าโรงหมอขนาดเล็กที่อยู่ตรงหน้า ก่อนหน้านี้นางไปโรงหมอขนาดใหญ่และร้านขายยาสมุนไพรร้านใหญ่มาหลายร้านแล้ว ยังไม่ทันที่นางจะนำสินค้าออกมาเสนอก็ถูกลูกจ้างหรือไม่ก็เ้าของร้านไล่ออกมาก่อน ทุกคนต่างก็มองสำรวจและเห็นว่านางใส่เสื้อผ้าทั้งเก่าทั้งขาด แล้วนางจะมีของดีมาขายให้พวกเขาได้อย่างไร
ยังดีมีพ่อค้าหาบเร่ที่เห็นเหตุการณ์และนึกสงสาร เขาจึงบอกให้ถังหลีลองเอาสินค้ามาขายที่เป่ยจินถัง ท่านหมอเ้าของร้านและบุตรสาวเป็คนจิตใจดี บางทีพวกเขาอาจจะรับซื้อสินค้าของนางไว้ก็ได้ เมื่อรู้เส้นทาง ถังหลีจึงมาที่เป่ยจินถังอย่างคาดหวัง
“แม่นางน้อย เ้าไม่สบายเป็อะไรมาหรือ” เป่ยว่านเห็นหญิงสาวรูปร่างผอมยืนสะพายตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลังก็นึกว่านางไม่สบายและ้ามารักษา
“ท่านคือเ้าของโรงหมอแห่งนี้ใช่หรือไม่เ้าคะ” ถังหลีถาม
เป่ยว่านยิ้มอย่างใจดี “ข้าคือเ้าของโรงหมอแห่งนี้เอง”
“วันนี้ข้าไม่ได้มารักษาตัวหรอกเ้าค่ะ แต่ข้ามีสมุนไพรและยาที่ปรุงแล้วเรียกว่ายาสามัญประจำบ้านมาเสนอขายเ้าค่ะ”
เป่ยว่านเลิกคิ้ว “เ้ารู้วิชาแพทย์อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่นับว่ารู้วิชาแพทย์ลึกซึ้งเ้าค่ะ แต่ตระกูลของท่านแม่รู้วิธีทำยาพื้นบ้าน ข้าจึงปรุงยาเ่าั้มาเสนอขายเ้าค่ะ
“เช่นนั้นเ้ารอข้าเดี๋ยว ข้าจะไปตามลูกสาวของข้าให้มาฟังด้วย” เป่ยว่านเดินเข้าไปหลังร้าน ไม่นานท่านหมอก็เดินออกมาพร้อมเด็กสาวคนหนึ่ง “นี่คือเป่ยหย่าซินลูกสาวของข้า ดูไปแล้วพวกเ้าคงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกระมัง
“ปีนี้ข้าอายุสิบหกปีแล้วเ้าค่ะ” ถังหลีตอบ
“เช่นนั้นเราก็เป็เพื่อนกัน” เป่ยหย่าซินยิ้มให้ถังหลี “ท่านพ่อบอกว่าเ้ามียาน่าสนใจมาเสนอขายหรือ”
ถังหลีหยิบยาอมแก้เจ็บคอ ยาหม่อง และยาหอมขึ้นมาวาง ซึ่งนางได้เปลี่ยนเอาทุกอย่างใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่มีในยุคนี้เรียบร้อยแล้ว
ถังหลีหยิบขวดดินเผาขวดเล็กขึ้นมาเทเอายาเม็ดกลมเล็กสีดำออกมา “สิ่งนี้คือยาอมแก้เจ็บคอและระคายคอ เมื่อคนเป็หวัดจะมีอาการไอและอาการเจ็บคอตามมาด้วย หากอมยาอมเม็ดเล็กนี้เข้าไปจะช่วยบรรเทาอาการระคายคอและเจ็บคอได้ดีมาก พวกท่านทดลองอมดูได้เ้าค่ะ”
เป่ยว่านกับเป่ยหย่าซินรู้สึกเชื่อใจถังหลีและไม่ได้ระแวงว่าสิ่งที่นางเตรียมมาจะเป็ยาพิษ สองพ่อลูกหยิบยาอมเม็ดเล็กใส่ไว้ในปาก สักพักก็ได้รสเฝื่อนอมหวานจากเม็ดยา ทั้งยังได้กลิ่นหอมของสมุนไพรที่ออกมาจากลมหายใจ
“ยาอมของเ้าอมแล้วรู้สึกชุ่มคอมาก” เป่ยว่านพูดขึ้น
เป่ยหย่าซินก็รู้สึกแบบเดียวกัน ในเมื่อยาเม็ดเล็กยังมีสรรพคุณและรสชาติที่ดีขนาดนี้ นางจึงหันไปสนใจกับยาอีกสองชนิดที่เหลืออยู่ทันที “แล้วสองสิ่งนี้เล่า เป็ยาที่ใช้รักษาโรคอะไร”
เป่ยว่านส่ายหน้าแล้วยิ้มเมื่อมองลูกสาว “เ้าอย่าได้ถือสาลูกสาวของข้าเลย นางเรียนวิชาแพทย์และเรียนรู้สมุนไพรกับข้ามาั้แ่เด็ก พอเจอสิ่งที่น่าสนใจ นางก็มักจะเก็บอาการไม่อยู่อย่างนี้”
“ท่านลุงเรียกว่าข้าหลีเอ๋อก็ได้เ้าค่ะ” ถังหลีพูดจบก็หันไปยิ้มให้เป่ยหย่าซิน “สมุนไพรผงเรียกว่ายาหอม มีส่วนผสมจากสมุนไพรหลายชนิด มีสรรพคุณช่วยในการปรับสมดุลธาตุลมในร่างกาย แก้จุกเสียด แน่นท้อง รวมถึงอาการหน้ามืด ตาลาย เวียนศีรษะก็บรรเทาอาการได้ เพียงนำยาหอมไปผสมกับน้ำอุ่นดื่มเท่านั้น ส่วนขี้ผึ้งสมุนไพรนี้ข้าเรียกมันว่ายาหม่อง ใช้นวดแก้อาการปวดเมื่อย ใช้ทาเพื่อลดอาการบวมแดงจากแมลงกัดต่อย รวมถึงใช้ดมแก้วิงเวียนศีรษะได้เหมือนกัน”
เป่ยว่านกับเป่ยหย่าซินนำยาทั้งสองชนิดขึ้นมาดม จากนั้นก็เอายาหม่องมานวดบริเวณหลังมือก็รู้สึกหลังมืออุ่นขึ้นเล็กน้อย และกลิ่นหอมของยาหม่องก็ทำให้พวกเขารู้สึกสดชื่นขึ้นมากทีเดียว
เมื่อทดสอบยาทั้งสามชนิดเสร็จ เป่ยว่านก็มองถังหลีอย่างรู้สึกลำบากใจ เขารู้ว่ายาทั้งสามชนิดเป็ของดี แต่เขาคงรับซื้อยาเหล่านี้ในราคาสูงไม่ได้ เพราะคนไข้ที่เข้ามารักษากับเขาล้วนเป็ชาวบ้านยากจน “หลีเอ๋อ ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะเอาเปรียบเ้า ถึงแม้ยาของเ้าจะเป็ยาดี แต่ข้าคงรับซื้อยาของเ้าในราคาสูงไม่ได้”
“ท่านลุงอย่าได้กังวลเ้าค่ะ บรรพบุรุษของข้าได้กำชับไว้แล้วว่าไม่ให้เราเอาเปรียบชาวบ้านด้วยการขายยาในราคาแพง ท่านลุงเสนอราคามาเท่าไหร่ข้าก็ยินดีขายให้ราคานั้นเ้าค่ะ”
“บรรพบุรุษของเ้าช่างเป็คนดี” เป่ยว่านกล่าวอย่างซาบซึ้ง “ใน่แรกข้าคงรับซื้อไว้ได้ไม่มาก ต้องนำไปทดลองขายก่อน หากขายดี ข้าก็จะสั่งซื้อยาจากเ้าต่อไป แต่หากมันขายไม่ได้ เ้าอย่าได้โทษว่าลุงเห็นแก่ตัวเลยนะ”
“ข้าจะต่อว่าท่านได้อย่างไรเ้าคะ หลักการค้าเป็อย่างไรข้าย่อมเข้าใจดี แค่ท่านรับซื้อยาจากข้า ข้าก็ขอบคุณท่านมากแล้วเ้าค่ะ” ถังหลีกล่าวอย่างขอบคุณ
แต่ถังหลีกลับไม่รู้เลยว่ายาหอม ยาอม และยาหม่องที่ตนเองเตรียมมาจะขายได้ถึงสิบตำลึง ยังเหลืออีกห้าตำลึงก็จะจ่ายค่าซื้อที่ดินได้ครบ ถังหลีเดินออกจากร้านยาแล้วตรงไปยังสถานที่หนึ่งที่นางตั้งใจจะทำการค้าด้วย และคิดว่าสถานที่นั้นคงทำเงินให้นางได้ไม่น้อยเช่นกัน